การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
(Transformative Learning)



โดย ดร.จารุพรรณ กุลดิลก
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2552

กระแสการศึกษาทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเข้าใจใหม่ เพราะคนจำนวนหนึ่งตระหนักแล้วว่า การศึกษาที่เน้นแต่เรื่องนอกตัวหรือเรื่องทางกายภาพ โดยขาดความเข้าใจในเรื่องจิตใจและจิตวิญญาณ ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ ทุกวันนี้คนยิ่งเรียน ยิ่งก้าวร้าวมากขึ้น มีอัตตามากขึ้น ยึดติดในทฤษฎี เน้นการเปรียบเทียบ มีตัวชี้วัดที่ตายตัว เอาความเก่งเป็นตัวตั้งและตัดสินถูกผิด บนพื้นฐานของการแยกส่วนเสี้ยว ซึ่งไม่ใช่ความจริง ความเป็นจริงในธรรมชาติไม่มีการแยกส่วนเสี้ยว แต่มีความเป็นทั้งหมด มีเหตุมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน

การอธิบายความจริงของสิ่งๆ หนึ่ง จะอธิบายด้วยความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นต่อสิ่งอื่น ไม่ได้กำหนดอัตลักษณ์ตายตัว ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity) และทฤษฎีความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในควอนตัมฟิสิกส์ ใช้การอ้างอิงความสัมพันธ์ในการอธิบายปรากฏการณ์ในธรรมชาติ ซึ่งในวงการวิทยาศาสตร์ถือว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพและควอนตัม เป็นทฤษฎีที่เข้าใกล้ความจริงของธรรมชาติมากที่สุด

วงการธุรกิจเริ่มเข้าใจและยอมรับเรื่องความไม่แน่นอน และความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ จึงมีการบริหารจัดการองค์กรรูปแบบใหม่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในกลุ่มจิตวิวัฒน์บ่อยครั้ง ได้แก่ ผู้นำกับวิทยาศาสตร์ใหม่ ของ มาร์กาเรต เจ วีทเลย์ (Leadership and the New Science; Margaret J. Wheatley) ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานแบบไว้วางใจกัน และไม่มีตัวชี้วัดในองค์กร เน้นการสื่อสารองค์กรแบบไดอะล็อค หรือสุนทรียสนทนา ที่ประกอบด้วยการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ที่ไปพ้นความเข้าใจในระดับภาษา ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพ หรือ องค์กรไร้ระเบียบสู่องค์กรมีระเบียบ ของ ดี ฮ็อค (Chaordic Organization; Dee Hock) ผู้ก่อกำเนิดบัตรวีซ่า ซึ่งกล่าวว่าความไร้ระเบียบจะเข้าสู่ความมีระเบียบโดยไม่ต้องจัดการอะไร เรื่องราวชีวิตของ ดี ฮ็อค น่าสนใจมาก เขาก้าวลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทวีซ่า โดยการลาออกในขณะที่กำลังประสบความสำเร็จสูงสุด เนื่องจากเขาเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง เข้าใจจังหวะชีวิต รู้เวลาที่สมควรจะก้าวลงจากอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง นอกจากนี้ยังมีคนแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ที่ทำงานโดยไม่ใช้ตัวชี้วัดกับคนทำงาน แต่ใช้ความสัมพันธ์แบบไว้วางใจ ซึ่งเมื่อบริษัทของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มที่จะพัฒนาคุณค่าเรื่องความไว้วางใจ ความไว้วางใจจึงขยายออกไปสู่วงกว้างระดับโลกด้วย

ความไว้วางใจนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับจิตวิญญาณ (Spiritual Transformation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความพร้อม พร้อมที่จะไว้วางใจในมนุษย์ ไว้วางใจในธรรมชาติ โดยผ่านการพิสูจน์และเรียนรู้ด้วยตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการเข้าใจคุณค่าด้านในของมนุษย์ โดยเฉพาะในตนเอง รู้จักตัวตน และวิธีละวางตัวตน ให้เชื่อมโยงและสอดคล้องประสานกับธรรมชาติ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เป็นธรรมชาติของความไม่รู้มากกว่าความรู้ เมื่อยอมรับและตระหนักได้ว่าในธรรมชาติจริงมีสิ่งที่ไม่รู้เกือบจะทั้งหมด และทุกอย่างพร้อมจะปรับเปลี่ยน แปรเปลี่ยน จะทำให้คนมีอัตตาลดลง ไม่ยึดติดในทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งตายตัว เกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีสติรับรู้รับฟังกันและกันมากขึ้น เห็นใจกันมากขึ้น ให้อภัยกันมากขึ้น เพราะต่างก็อยู่บนโลกของความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน และปัญหาในอนาคตมีแนวโน้มใหญ่โต คาดการณ์ไม่ได้มากขึ้น มองเห็นว่าสังคมมนุษย์นั้นเล็กมาก จะเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน และเห็นคนทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์อย่างแท้จริง จะกลับมาเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น มีการสื่อสารระหว่างกัน เข้าถึงใจจริงกันมากขึ้น จะเกิดความสุข เป็นความสุขที่เกิดจากความรู้สึกมั่นคงในระดับจิตวิญญาณ บนโลกที่ไม่มีความมั่นคงในระดับกายภาพและระดับจิตใจ

ซึ่งที่ผ่านมามนุษย์ไม่ได้รับการพัฒนาในการเรียนรู้ หรือรับรู้เรื่องดังกล่าวในแวดวงการศึกษากระแสหลักเลย การศึกษากระแสหลักมักเน้นแต่เรื่องความแน่นอน แม่นยำ ชัดเจน และการผลิตซ้ำของงาน ผ่านตัวชี้วัด ซึ่งเป็นเรื่องห่างไกลกับความสัมพันธ์เท่าที่จำเป็นของมนุษย์แต่ละคน สวนทางกับความจริงโดยสิ้นเชิง

จึงเป็นที่มาของ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงสู่ความเข้าใจใหม่ ในระดับจิตใจ และจิตวิญญาณ การหยั่งรู้ถึงความจริงของความเปลี่ยนแปลง อันมีเหตุมีปัจจัยเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียว เกิดความไว้วางใจ เกิดความรัก และพร้อมที่จะรับฟังอย่างลึกซึ้ง

พาตนเองและมนุษยชาติทั้งหมด โลก และสิ่งแวดล้อม ออกจากความทุกข์ที่มนุษย์ร่วมกันก่อไว้ ไปสู่อิสรภาพจากความคิดและความเชื่อเดิมๆ ที่ทำให้คนเจ็บป่วย โลกเจ็บป่วย เปลี่ยนแปลงไปสู่การหยั่งรู้ในระดับความรู้สึกตัว ที่เกิดความรู้ความเข้าใจที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา ไม่ได้มาจากการท่องจำทฤษฎี สามารถแก้ไขปัญหาตรงหน้าได้อย่างทันท่วงทีร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงความเข้าใจใหม่นี้ เกิดขึ้นได้จากความพร้อมด้วยเหตุด้วยปัจจัยของแต่ละคน อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะมีความแตกต่างไปจากการเปลี่ยนไป (Change) ที่ไม่ได้บ่งบอกคุณลักษณะของการเปลี่ยนแปลง ว่าเปลี่ยนไปสู่ความเข้าใจใหม่ที่เกี่ยวกับความจริงของธรรมชาติอย่างไร

การศึกษานี้ไม่สามารถเรียนรู้จากทฤษฎี หรือการบอกให้เชื่อ แต่ต้องผ่านการพิสูจน์และใคร่ครวญด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้และจริตในการเข้าถึงความจริงของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เรียนบ้าง เล่นบ้าง หลับบ้าง ทดลองบ้าง การเรียนจึงประกอบด้วยวิธีที่หลากหลาย ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้เอื้อให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ซึ่งโดยพื้นฐานและหัวใจของการเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องประกอบด้วยการเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ มีพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้อย่างไม่ตัดสินถูกผิด เชื่อใจ และไว้วางใจ กระบวนการเรียนรู้จึงเกิดขึ้นได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ เมื่อแต่ละคนได้ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่าทฤษฎีที่ตนรับรู้มา จึงจะยอมละวางความคิด ความเชื่อที่ตายตัว จนเกิดปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลง คือกลายเป็นผู้รับฟังมากกว่าผู้ตัดสิน เป็นผู้เมตตากรุณามากกว่าเป็นคนเก่ง ผู้เรียนจะกลายเป็นผู้ที่มีความสุขสงบลึกๆ ในใจ แม้กระทั่งตกอยู่ในสภาวะที่กำลังเผชิญปัญหา เนื่องจากสามารถก้าวข้ามตัวตนหรือกรอบที่ครอบงำหรือความเชื่อเดิม ที่ไม่เชื่อมโยงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ จากนั้นจะเกิดความกล้าหาญขึ้น มั่นคงยิ่งขึ้น เข้มแข็งยิ่งขึ้น อีกทั้งความเจ็บป่วยต่างๆ ลดลง

จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีขนาดไหนหากมีประชากรที่มีคุณภาพในการรับฟังผู้อื่นอย่างมากมายในประเทศ เป็นประชากรที่มีความสุขจากการเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต จะไม่เกิดการเสียเวลาโต้แย้งทางความคิดในเรื่องการใช้ชีวิตให้มากความ เพราะการเข้าถึงความจริงไม่สามารถคิดๆ เอา แต่ต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยตนเอง และทุกคนมีเวลาเป็นของตนเอง ผ่านความเชื่อมั่น ไว้วางใจของคนรอบข้างและสังคมโดยรวม

ผู้เขียนมีความหวังอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะตื่นขึ้นมาเป็นผู้นำในการศึกษาเรื่องนี้ได้ โดยไม่ยึดติดกับกระแสตัวชี้วัดของโลกวัตถุ ที่เน้นการผลิตซ้ำ กลับมาตั้งสติดีๆ มีความเข้มแข็งที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาของมนุษย์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลกใบเล็กๆ นี้ร่วมกัน

สุสานกับลายมือบนกำแพง



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 4 กรกฎาคม 2552

เหนือกรุงปักกิ่งมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปชม ได้แก่สุสานราชวงศ์หมิง ยกเว้นสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีแล้ว สุสานราชวงศ์หมิงนับว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดของจีน เพราะนอกจากอยู่ในสภาพสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีความยิ่งใหญ่อลังการทั้งด้านขนาดและวิจิตรศิลป์ เนื่องจากส่วนใหญ่สร้างในช่วงที่ราชวงศ์นี้ยังเรืองอำนาจและว่างเว้นจากสงคราม

ในบรรดาสุสานของจักรพรรดิ ๑๓ พระองค์ที่จับกลุ่มอยู่ในบริเวณเดียวกันนี้ มีเพียงสุสานเดียวที่ทางการได้ขุดสำรวจเรียบร้อยแล้ว ได้แก่สุสานติ้งหลิงของจักรพรรดิองค์ที่ ๑๓ คือจักรพรรดิวั่นลี่ (ค.ศ.๑๕๖๓-๑๖๒๐) สุสานแห่งนี้จัดว่าวิจิตรอลังการมากที่สุด ผู้ที่เข้าไปชมสุสานแห่งนี้นอกจากจะต้องเดินผ่านลานด้านหน้าและซุ้มประตูหลายซุ้มแล้ว ยังต้องลงบันไดลึก ๓๐ เมตรกว่าจะถึงวังใต้ดิน และต้องผ่านประตูหินขนาดใหญ่หลายบานซึ่งในอดีตถูกปิดตาย

ในวังใต้ดินซึ่งมีห้องโถงใหญ่สามห้อง นอกจากบรรจุพระศพของจักรพรรดิและพระมเหสีกับพระสนมแล้ว ยังมีบัลลังก์หินอ่อนสามบัลลังก์ และสมบัติของจักรพรรดิอีกมากมาย รวมทั้งมงกุฎทองคำและเครื่องราชูปโภคที่ทำอย่างวิจิตรบรรจง รวมแล้วหลายพันชิ้น

วังดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการบุกรุกและลักขโมย ดังนั้นจึงสร้างประหนึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ดิน นอกจากนั้นยังมีประตูพิเศษที่ลั่นดาลด้วยตนเองจากด้านใน เมื่อปิดแล้วก็ไม่สามารถเปิดได้อีก เท่านั้นยังไม่พอ ทางเข้าวังยังปกปิดไว้เป็นความลับ กล่าวกันว่าช่างที่ออกแบบและสร้างทางเข้าดังกล่าวถูกฆ่าปิดปากทันทีที่บรรจุพระศพเสร็จ ส่วนผู้ที่ฆ่านั้นก็ไม่วายถูกฆ่าอีกทอดหนึ่ง เป็นเช่นนี้อยู่หลายทอด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครที่ล่วงรู้ความลับดังกล่าวหลงเหลือแม้แต่คนเดียว

สมบัติมากมายประมาณค่ามิได้เหล่านี้ถูกเก็บไว้ในสุสาน ก็ด้วยความเชื่อว่าจะตามไปอำนวยสุขให้แก่จักรพรรดิอย่างพรั่งพร้อมในภพหน้า ดังนั้นจึงต้องป้องกันรักษาอย่างเต็มที่ไม่ให้ใครขโมยไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว แต่ความพยายามดังกล่าวก็ไร้ผล เพราะเมื่อทางการจีนสามารถเข้าไปในวังใต้ดินได้สำเร็จเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ได้พบว่าสมบัติหลายชิ้นในนั้นถูกขโมยไปแล้ว แม้กระนั้นก็ยังเหลืออีก ๓,๐๐๐ ชิ้นที่ต่อมาถูกย้ายไปเก็บในพิพิธภัณฑ์

จักรพรรดิวั่นลี่เมื่อยังทรงพระชนม์ชีพนั้น ทรงหมกมุ่นในกามสุข เอาแต่เสวยน้ำจัณฑ์และมัวเมาในเพศรส ไม่ใส่ใจราชการแผ่นดิน ปล่อยให้ขันทีและขุนนางกังฉินขึ้นมาเป็นใหญ่ ทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงและรีดนาทาเร้นราษฎรจนเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ความตายดูเหมือนจะไม่ทำให้พระองค์สำนึก เพราะคิด(หรือหวัง) ว่าถึงตายไปแล้วก็ยังสามารถเสวยสุขได้ต่อไปในภพหน้า ดังนั้นจึงสะสมทรัพย์สมบัติไม่หยุดยั้งเพื่อเอาไว้ใช้ต่อในปรโลก

แต่ความจริงก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำว่า ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้แม้แต่อย่างเดียว เมื่อยังทรงพระชนม์ชีพ ทรงมีอำนาจล้นฟ้า เป็นเจ้าชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน แต่เมื่อสิ้นลมแล้ว แม้แต่เข็มเล่มเดียวก็ยังรักษาหรือหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ไม่ได้เลย

ความยึดติดถือมั่นว่า “ของกู” นั้นฝังลึกมากในใจของผู้คน ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าตัวเองจะต้องตายก็ยังไม่ยอมปล่อยวางทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ยังยึดมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นยังจะต้องเป็น “ของกู” ต่อไปในปรโลก จึงพยายามหวงแหนเอาไว้อย่างถึงที่สุด จักรพรรดิองค์แล้วองค์เล่าพยายามสร้างสุสานหรือวังใต้ดินให้ซับซ้อนยิ่งกว่าองค์ก่อนๆ แต่ก็ไม่เคยประสบผล ไม่มีสุสานใดเลยที่ปลอดพ้นจากการบุกรุกและลักขโมย

มิใช่แต่ “ของกู” เท่านั้น ความยึดติดถือมั่นว่า “ตัวกู” ก็ฝังลึกในจิตใจของผู้คนด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่ว่าสุสานเหล่านี้สร้างขึ้นจากแรงขับภายในของจักรพรรดิที่ต้องการเป็นอมตะ จริงอยู่ร่างกายไม่มีวันคงทน ในที่สุดย่อมต้องเสื่อมสลายไป แต่สิ่งที่จักรพรรดิและผู้คนทั้งหลายปรารถนาในส่วนลึกก็คือ ความยั่งยืนของ “ตัวกู” ที่สืบเนื่องไปถึงภพหน้า แม้ตายไปแล้วก็ยังมี “ตัวกู” เป็นผู้รับรู้และเสวยสุขต่อไปได้อีก ดังนั้นนอกจากจะหวงแหนทรัพย์สมบัติทั้งหลายเอาไว้เป็น “ของกู” ต่อไปในยามที่หมดลมแล้ว ยังต้องการให้ทายาทและข้าราชบริพารเซ่นไหว้ต่อไปชั่วกาลนาน โดยมีประเพณีพิธีกรรมที่ซับซ้อนเป็นเครื่องกำกับ รวมทั้งการวางผังและออกแบบสุสานตลอดจนลวดลายเครื่องประดับให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อบันดาลสิริมงคลแก่เจ้าของสุสานไปชั่วนิรันดร์

อย่างไรก็ตาม “ตัวกู” ไม่ได้ต้องการเป็นอมตะอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องการประกาศความยิ่งใหญ่ของ “ตัวกู” ด้วย มิใช่ด้วยการแสดงอำนาจเหนือผู้อื่นเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการแสดงยศศักดิ์อัครฐาน สำหรับจักรพรรดิจีน ความยิ่งใหญ่ของสุสานเป็นเครื่องประกาศความยิ่งใหญ่ของ “ตัวกู” อีกอย่างหนึ่ง จักรพรรดิวั่นลี่ทรงมีบัญชาให้สร้างสุสานสำหรับพระองค์เองตั้งแต่มีพระชนม์ ๒๒ พรรษา แม้อยู่ในวัยหนุ่ม ยังห่างไกลจากความตาย แต่หลังจากที่ทรงครองราชย์มาได้ ๑๓ ปี ก็คงตระหนักแล้วว่าเพียงกามสุขเท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่ทรงต้องการมากกว่านั้นคือการประกาศความยิ่งใหญ่ จึงทรงสร้างสุสานอันมโหฬารขึ้นมา กล่าวอีกนัยหนึ่งสุสานมิใช่หลักประกันความสุขสำหรับภพหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของ “ตัวกู” ในภพนี้ด้วย

ความยิ่งใหญ่ของ “ตัวกู” นั้น นอกจากแสดงออกด้วยวัตถุ เช่น สุสาน วัง คฤหาสน์ หรือบ้านเรือน แล้ว ยังวัดกันด้วยชื่อเสียงอีกด้วย ยิ่งมีชื่อเสียงขจรขจายกว้างไกลเพียงใด ก็ยิ่งชวนให้รู้สึกว่า “ตัวกู” นั้นยิ่งใหญ่หรือโดดเด่นมากเพียงนั้น คนเรานั้นมีทรัพย์สินมากมายเพียงใดก็ยังไม่รู้สึกพอ แต่ยังต้องการความยิ่งใหญ่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง นอกจาก “ของกู” แล้ว “ตัวกู” ยังต้องการยืนยันให้คนอื่นรู้ว่า “นี่กูนะ” อีกด้วย

“นี่กูนะ” เป็นแรงปรารถนาที่ทรงพลังมาก ในด้านหนึ่งมันทำให้เราต้องการเป็นใหญ่หรือโดดเด่นเหนือผู้อื่น (หากอวดเบ่งไม่ได้ผล ก็ต้องอ้างบารมีของพ่อหรือย้อนถามว่า “รู้ไหมว่าอั๊วเป็นใคร”) แต่ในอีกด้านหนึ่งมันทำให้เราทนไม่ได้ที่จะอยู่ในสภาพต่ำต้อยหรือไร้ชื่อเสียงเรียงนาม โดยเฉพาะในยุคนี้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ทรมานได้เท่ากับการเป็น nobody เพราะนั่นไม่ต่างจากการอยู่เหมือนคนตาย ถึงแม้จะมีกินมีใช้สะดวกสบายก็ตาม ไม่มีวิธีใดที่จะทำร้ายจิตใจของผู้คนได้มากเท่ากับการทำกับเขาประหนึ่งว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้ ใช่หรือไม่ว่า นั่นคือสาเหตุที่ผลักดันให้ผู้คนมากมายเลือกที่จะปลิดชีวิตตนเองมากกว่าที่จะทนอยู่ในสภาพดังกล่าว

มีกินมีใช้อย่างเดียวไม่พอ เราทุกคนยังต้องการเป็น somebody นั่นคือเป็นที่ยอมรับหรืออย่างน้อยก็เป็นรู้จักของผู้คน ยิ่งมากยิ่งดี ชื่อเสียงจึงเป็นยอดปรารถนาของผู้คนในเวลานี้ อะไรที่จะทำให้ตัวเองโดดเด่นเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียง ก็ยอมทำทั้งนั้น หากเด่นในทางดีไม่ได้ ก็พร้อมจะเด่นในทางที่เลว เพราะถึงอย่างไรก็ดีกว่าการทนอยู่ในสภาพ “ตายทั้งเป็น” ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะต้องฆ่าคนสักกี่คนถึงจะมีชื่อในหนังสือพิมพ์หรือได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ” เขาบ่นว่ากว่าจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เขาก็ต้องลงมือฆ่าไปแล้วหกคน

ยังดีที่สำนึกทางศีลธรรมทำให้คนส่วนใหญ่ยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช้วิธีที่โหดร้ายดังกล่าวเพื่อประกาศตัวตนให้โลกรู้ แต่หันไปใช้วิธีอื่นแทน มีวิธีหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในเวลานี้และพบเห็นได้ไม่ไกลจากสุสานราชวงศ์หมิง ห่างออกไปไม่ถึง ๒๐ กม. คือกำแพงเมืองจีนที่พาดผ่านเหนือกรุงปักกิ่ง ความยิ่งใหญ่โด่งดังของกำแพงแห่งนี้ดึงดูดคนทั้งแผ่นดินจีนและจากทุกมุมโลกไปเยี่ยมเยือนนับล้านคน เมื่อปีนขึ้นไปได้ไม่กี่สิบเมตร สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือเส้นสายลายมือบอกชื่อแซ่ที่เปรอะเปื้อนตลอดแนวกำแพง ยิ่งผนังภายในหอคอยหรือเก๋งจีนด้วยแล้ว ชื่อแซ่ทุกสีทุกขนาดและทุกภาษาจะปรากฏอย่างโดดเด่นเต็มตา ตรงไหนที่มีคนเดินผ่านมาก ก็ยิ่งมีชื่อแซ่เปรอะเปื้อนมากเท่านั้น

ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ทิ้งชื่อแซ่ของตนเอาไว้เป็นที่ระลึกอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ว่าเขาทำเช่นนั้นเพื่อประกาศตัวตนให้คนอื่นรับรู้ และที่ใดเล่าจะมีผู้คนรับรู้ถึงการประกาศนั้นได้มากเท่ากับที่กำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ ของโลก มองให้ลึกลงไป เขาไม่เพียงต้องการประกาศชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองเท่านั้น หากยังต้องการบอกว่า “มีกูอยู่ในโลกนี้ด้วยนะ”

ที่น่าคิดก็คือ ลำพังตัวเขาเองไม่เพียงพอหรือที่จะยืนยันว่า “มีกูอยู่ในโลกนี้ด้วยนะ” ทำไมถึงต้องให้คนอื่นร่วมรับรู้หรือเป็นสักขีพยานด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่าในส่วนลึกของจิตใจเราทุกคนสงสัยว่า “ตัวกู” มีอยู่จริงหรือ หรือว่า “ตัวกู” เป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเอง มองในแง่ของพุทธศาสนา ความสงสัยดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วอัตตาหรือ “ตัวกู” นั้นหามีจริงไม่ หากเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาหรือยึดมั่นเอาเองว่าเป็นตัวตน แต่ไม่ว่าจะยึดอะไรเป็นตัวตน ในที่สุดก็พบว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนอันเที่ยงแท้ยั่งยืนได้เลย แม้กระทั่งร่างกาย หรือจิตใจ จริงอยู่ในชีวิตประจำวันเรามักสำคัญตนว่า “กู” เป็นนั่นเป็นนี่ เช่น เป็นคนเก่ง เป็นคนดี เป็นพ่อ เป็นลูก เป็นคนไทย แต่บ่อยครั้งจะพบว่า “ตัวกู” หรือความสำคัญตนเช่นนั้นไม่เคยคงที่หรือคงตัวเลย หากแปรเปลี่ยนไปเสมอ สุดแท้แต่เหตุการณ์หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้แต่ความสำคัญตนว่า “กู” เป็นคนไทยก็หายไปเมื่อเจอคนบ้านเดียวกัน เกิดความสำคัญตนว่า “กู” เป็นคนขอนแก่นหรือภูเก็ตมาแทนที่

ความไม่เที่ยงแท้คงทนของ “ตัวกู” นี้เองที่ทำให้ในส่วนลึกของจิตใจผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า “ตัวกู” นั้นมีจริงหรือไม่ แต่หากจะยอมรับความจริงว่า “ตัวกู” ไม่มีอยู่จริง “ตัวกู” ก็ยอมรับไม่ได้ ดังนั้นมันจึงพยายามทุกอย่างที่จะหาสิ่งต่าง ๆ มายืนยันว่า “ตัวกู” มีจริง ยิ่งมีผู้คนยืนยันมากเท่าไร ก็ยิ่งมั่นใจหรือหายสงสัยมากเท่านั้น การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเป็นวิธีหนึ่งที่จะยืนยันกับตนเองว่า “ตัวกู” มีอยู่จริง ในทางตรงข้าม การไม่มีใครรู้จักหรือไม่อยู่ในสายตาของคนอื่นเลย เท่ากับตอกย้ำความสงสัยว่า “ตัวกู” ไม่มีจริง ซึ่งเป็นเรื่องเจ็บปวดมาก ดังนั้นการพยายามเผยแพร่ชื่อเสียงของตนจึงเป็นเรื่องใหญ่มากโดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับคนที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง คงไม่มีวิธีใดที่ง่ายและสะดวกเท่ากับการทิ้งลายมือชื่อแซ่ไว้ตามที่สาธารณะ (รวมทั้งฉีดสเปรย์ตามกำแพงริมถนน) เพื่อยืนยันว่า “นี่กูนะ” หรือ “มีกูอยู่ในโลกนี้ด้วยนะ”

“ตัวกู” นั้นกลัวความขาดสูญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นมันจึงปรารถนาความเป็นอมตะ แต่หากจะต้องตาย ก็หวังว่าจะมีโลกหน้าเพื่อให้ตัวตนได้สืบต่อ แต่ถ้าไม่เชื่อโลกหน้า ก็ยังหวังว่า “ตัวตายแต่ชื่อยัง” เพราะหากยังมีชื่อเสียงปรากฏแม้สิ้นลมไปแล้ว ก็เท่ากับว่าตนยังไม่ตาย (ความเชื่อดังกล่าวสะท้อนชัดเจนจากคำกล่าวของลองเฟลโลว์ กวีอเมริกันเมื่อพูดถึง ไมเคิล แองเจโล ว่า “เขาจะตายได้อย่างไรในเมื่อเขาอยู่อย่างเป็นอมตะในหัวใจของผู้คน”) ด้วยเหตุนี้คนเราจึงกลัวที่จะถูกลืมหลังตาย (อาจกลัวถูกลืมมากกว่ากลัวตายด้วยซ้ำ)

แต่ที่ “ตัวกู” กลัวยิ่งกว่านั้น ก็คือกลัวความจริงว่า “ตัวกู” ไม่มีอยู่จริง นี้คือปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้คนทั้งๆ ที่ยังห่างไกลจากความตาย ดังนั้นจึงพยามทำทุกอย่างเพื่อยืนยันว่า “ตัวกู” นั้นมีอยู่จริง อาทิ การสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักให้มากที่สุด รวมถึงการแสวงหาทรัพย์สมบัติและอำนาจเพื่อเติมเต็มความรู้สึกพร่องอันเนื่องจากความสงสัยในความว่างเปล่าแห่งตัวตน (อนัตตา)

จักรพรรดิประกาศตัวตนและสนองความต้องการเป็นอมตะด้วยการสร้างสุสาน ส่วนคนเล็กคนน้อยที่ไม่สามารถสร้างอนุสาวรีย์ให้ตนเองได้ ก็มีวิธีประกาศให้ผู้คนรู้ว่า “นี่กูนะ” ด้วยการทิ้งชื่อเสียงเรียงนามไว้บนกำแพงเมืองจีนและสถานที่ท่องเที่ยว ยิ่งเป็นโบราณสถานที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรและจะอยู่คู่โลกไปอีกนานแสนนาน ก็ยิ่งมีหวังว่าตนเองได้เป็นอมตะตามไปด้วย

แต่ความพยายามทั้งหมดนี้ย่อมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะความจริงก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำว่า “ตัวกู” นั้นหามีจริงไม่ และไม่มีอะไรเที่ยงแท้ยั่งยืนเลยแม้แต่อย่างเดียว

เมื่อเล็กๆ น้อยๆ คือความยิ่งใหญ่ และผู้ให้คือผู้รับ



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2552

ชื่อบทความฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกันในความหมาย เพราะถ้าคิดแบบง่ายๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็คือ เล็กๆ น้อยๆ จะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ผู้ให้ก็คือผู้ให้ จะเป็นผู้รับได้อย่างไร จริงไหม

แต่ถ้าลองสงบนิ่งอยู่กับตัวเอง ให้เวลาในการใคร่ครวญ ทบทวนอย่างลึกซึ้ง เราก็สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทางภาษาได้

การให้ความหมายใหม่กับสิ่งที่คุ้นชิน การก้าวข้ามออกจากคำจำกัดความเดิมที่คับแคบและดูเหมือนจะชัดเจนตามภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงจะเรียนรู้ด้วยความกล้าหาญ อย่างมีสติใช่หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้ไม่ติดกับความคุ้นชินของเราเองแบบถอนตัวไม่ออก

การสร้างและการขยายความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในมุมมองของความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น จะช่วยเปิดโลกทัศน์ที่จำกัดและคับแคบของเราให้รอบด้าน กว้างไกล และลุ่มลึกมากขึ้น ใช่หรือไม่

ถ้าเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การแสวงหาเพื่อเรียนรู้และเข้าใจความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นและสรรพสิ่ง ก็น่าจะเป็นทิศทางที่สมเหตุสมผลมากกว่าการแยกสิ่งนั้นออกมาแล้วให้ความหมายจำกัดเฉพาะตัว ยกเว้นมีจุดหมายเฉพาะ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะหนึ่งใด ซึ่งผู้ให้คำจำกัดความนั้นก็ต้องมีสติรู้เท่าทันความเฉพาะเหล่านั้น

มนุษย์ควรเป็นผู้เรียนรู้และสร้างความหมายให้กับชีวิตและสรรพสิ่ง หรือเป็นผู้จำกัดความหมาย... หรือยอมให้ถูกจำกัดความหมาย

ลองใคร่ครวญทบทวนดู

บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากการที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมูลนิธิพุทธฉือจี้ที่ไต้หวันเป็นเวลา ๕ วัน ร่วมกับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ ๒๐-๒๔ พ.ค. ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา และประสบการณ์การขับเคลื่อนโครงการอบรมเพิ่มขีดความสามารถของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในการพัฒนาการบริหารจัดการกระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาของมหาวิทยาลัยภาคีเครือข่าย ๒๕ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ที่โรงงานรีไซเคิลของฉือจี้ เราได้เห็นอาสาสมัครทำงานอย่างมีความสุข เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ แม้ดูเหมือนจะเป็นงานเล็กๆ และดูเหมือนจะไม่คุ้มกับเวลาและแรงงานที่ลงไปเลย ผลผลิตต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ ตามความหมายของเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการยุคใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์เศรษฐกิจเสรีทุนนิยม

เราเห็นอาสาสมัครผู้หญิงสวมแว่นตาใช้กรรไกรค่อยๆ ตัดกระดาษเพื่อแยกส่วนที่ไม่มีหมึกพิมพ์ (ตัวอักษรหรือรูปภาพ) ออกมา เราเห็นอาสมัครผู้ชายถอดชิ้นส่วนของพัดลมที่มีคนนำมาบริจาคทีละชิ้น เพื่อแยกพลาสติก เหล็ก สายไฟ... ชิ้นส่วนไหนซ่อมได้ก็จะนำไปซ่อม ชิ้นส่วนไหนยังใช้ได้ก็จะนำไปประกอบใหม่เพื่อนำไปมอบให้ผู้ยากไร้ที่มีความต้องการ

เราเห็นแต่ละคนช่วยกันทำงานเสมือนงานเป็นครู จึงตั้งใจเรียนรู้และทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความเต็มใจ เราเห็นแต่ละคนช่วยกันทำงานเสมือนงานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางจิตใจสำหรับผู้ปฏิบัติ

วิธีคิดและวิถีปฏิบัติของฉือจี้เป็นการสร้างคุณค่า และคุณค่าเพิ่มให้ผู้ปฏิบัติ เป็นการสร้างมูลค่า และมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ เป็นการสร้างคุณค่าและคุณค่าเพิ่มให้กับผู้รับ สิ่งแวดล้อม และสรรพสิ่ง

จึงไม่แปลกที่เราได้สัมผัสความอิ่มเอิบใจในการทำงานของอาสาสมัครเหล่านั้น

ระหว่างที่ดูก็จะมีอาสาสมัครฉือจี้บรรยายแบบลงรายละเอียด ไม่รีบร้อน เสียงใสๆ หน้าตายิ้มแย้มบ่งบอกความยินดีที่มีคนมาเยี่ยมชม ในคำบรรยายตลอดเวลาจะให้มุมมองที่หลุดไปจากความคุ้นชินของคนโดยทั่วไป เช่น การนำกระดาษมารีไซเคิล ช่วยลดการทำลายต้นไม้ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ช่วยลดภาวะโลกร้อน นำขยะกระดาษที่ไร้ราคามาผลิตและแปรรูปใหม่ จำหน่ายได้ราคาและมีคุณค่าเพิ่มทางจิตใจของผู้ทำและผู้ซื้อ เพราะเงินที่ได้นำไปช่วยผู้ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ทำได้ทำความดีงาม (ได้บุญ) ผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์เชิงใช้สอย และที่สำคัญได้บุญด้วย

การตัดกระดาษสีขาวออกจากส่วนที่มีหมึกพิมพ์ ช่วยลดการใช้นํ้าและการใช้สารเคมีในการฟอกขาว ลดสารเคมีปนเปื้อนลงไปในดิน ในแม่นํ้า ลำคลอง และทะเล ทำให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยสำหรับคน สัตว์ และสรรพสิ่ง... การทำงานเล็กๆ ที่พวกเราเห็นช่างมีความหมายและคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับพวกเขา

จึงไม่แปลกที่พวกเขาดูมีความสุขและตั้งใจทำงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น โดยที่พวกเขาไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินแม้แต่น้อย แถมต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางมาทำงาน ค่าชุดทำงาน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว... เพื่อจะได้มาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่มีผลต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อโลก ต่อสภาพแวดล้อมและชนรุ่นหลัง ช่างเป็นมุมมองที่ยิ่งใหญ่และกว้างไกลเหลือเกิน

สิ่งตอบแทนที่ได้คือคุณค่าทางจิตใจ มีความสุขใจที่ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือโลกและสรรพสิ่ง คุณค่าของตนเองอยู่ที่การได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

การนำสิ่งของไปมอบให้ผู้ประสบภัยและผู้ยากไร้ ผู้มอบจะแสดงความเคารพและขอบคุณผู้รับด้วยความนอบน้อมถ่อมตน คำอธิบายที่น่ารักคือ ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ (เพราะมีเขา เราจึงได้ทำบุญ) ช่างเป็นวิธีคิดที่อ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน และให้คุณค่าต่อผู้รับมอบเหลือเกิน
ผู้ให้คือผู้รับ ผู้รับคือผู้ให้... ช่างเป็นการให้ความหมายใหม่ที่ลุ่มลึกที่หลุดออกไปจากความหมายเดิมของผู้ให้ และผู้รับที่เราคุ้นชิน นั่นคือ ผู้ให้คือผู้ให้ (ผู้มีบุญคุณ) ผู้รับคือผู้รับ (ผู้เป็นหนี้บุญคุณ)

ขอบคุณมูลนิธิฉือจี้ที่ให้ความหมายและมุมมองต่อชีวิต ต่อโลก ในความหมายที่ใหม่และกว้างไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล็กๆ ส่วนหนึ่งจากการขับเคลื่อนจิตตปัญญาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กับกิจกรรมเล็กๆ ที่ให้ผู้เข้าร่วมอบรมออกไปหามุมสงบของตัวเองในสวนโดยไม่พูดคุยกับใคร แต่ให้สังเกตความเป็นไปและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏต่อหน้าประมาณ ๒๐นาที โดยไม่รีบร้อนที่จะสรุปหรือตัดสินจากประสบการณ์เดิม แล้วกลับมาเล่าสิ่งที่ตนเองสังเกตให้กลุ่มฟัง ในตอนท้ายมีการสรุปสะท้อนบทเรียน และต่อไปนี้คือข้อสรุปสั้นๆ ที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์เล็กๆ เพียง ๒๐ นาทีของผู้เข้าร่วมอบรมบางคน เป็นข้อความสั้นๆ เล็กๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง

“ผมสังเกตเห็นลมหายใจของสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัว” “ในความเรียบง่าย เห็นความงดงามของธรรมชาติ” “กิ่งไม้เล็กๆ ที่ร่วงหล่น ก็อาจกลายไปเป็นรังนก” “การพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” และที่ชอบมากคือ “ใบไม้แห้งให้ความเจริญงอกงามกับชีวิต ใบไม้แห้งมิใช่ใบไม้แห้ง และเราก็มิใช่เราอีกต่อไป”

ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมเล็กๆ นี้จะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลายๆ คนที่เข้าร่วมอบรม มันเป็น ๒๐ นาทีของชีวิตใหม่ เป็น ๒๐ นาทีของความหมายใหม่ของสิ่งเก่า

กิ่งไม้เล็กๆ ที่ร่วงหล่นก็กลายไปเป็นรังนกที่พยุงและโอบอุ้มชีวิตใหม่ ใบไม้แห้งก็กลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ เป็นที่หลบแดดหลบฝนให้กับอีกหลายชีวิตเล็กๆ... ใบไม้แห้งมิใช่ใบไม้แห้งอีกต่อไป...

เล็กๆ น้อยๆ คือความยิ่งใหญ่... ผู้ให้คือผู้รับ...