จิตวิวัฒน์

จิตวิญญาณสหกรณ์ (๒): สานต่อให้ถูกต้อง



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2560

เมื่อผู้ที่ทำงานสหกรณ์รู้ เข้าใจ และศรัทธาในอุดมการณ์ หลักการ แนวคิดและแนวปฏิบัติของสหกรณ์ เขาและเธอก็จะคิด พูด และทำงานสหกรณ์ด้วยจิตอาสา อย่างมีจิตสำนึกสาธารณะ คำนึงถึงประโยชน์สุขส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักสหกรณ์ที่มีจิตวิญญาณสหกรณ์

ผู้บริหารสหกรณ์จึงควรต้องเป็น หรือพร้อมที่จะเป็นผู้เรียนรู้ เพื่อให้เป็นผู้รู้ ผู้เข้าใจ และศรัทธาในอุดมการณ์และหลักการของสหกรณ์ ทำงานด้วยการยึดมั่นในอุดมการณ์และหลักการของสหกรณ์ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หรือสร้างอาณาจักรของตนเอง

สมาชิกสหกรณ์พึงต้องเรียนรู้ เข้าใจ และศรัทธาในอุดมการณ์และหลักการของสหกรณ์ เรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของการเป็นสมาชิกตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์ ไม่ใช่เข้ามาเพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน เรียกร้องปันผลและเงินเฉลี่ยคืนสูงๆ เท่านั้น แต่ต้องรักษา ใช้สิทธิและหน้าที่ทั้งในฐานะสมาชิกและเจ้าของสหกรณ์

เครือข่ายสหกรณ์ทุกรูปแบบและทุกลักษณะต้องยึดมั่นในอุดมการณ์และหลักการของสหกรณ์ โดยเฉพาะการให้ความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือระหว่างกัน

อ่านต่อ »

จิตวิญญาณสหกรณ์ (๑) : จุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 30 กันยายน 2560

ผมมีโอกาสเข้าไปทำงานด้านสหกรณ์ในตำแหน่งประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำกัดตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นงานที่หนัก และเหนื่อยใจมาก แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายมากเช่นเดียวกัน เพราะเข้ามาบริหารในช่วงที่ระบบสหกรณ์ทั่วประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา เริ่มตั้งแต่ปัญหาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ปัจจุบันอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ มาจนถึงปัจจุบัน ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งเลิกกิจการของสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ โดยที่สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำกัด มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทั้งสองสหกรณ์ที่กล่าวถึงในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ของทั้งสองแห่ง

แม้มีประสบการณ์น้อย แต่ผมก็ศึกษาและเรียนรู้ตลอดเวลา ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับงานสหกรณ์อย่างเต็มที่ ผนวกกับการที่ได้มีโอกาสพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ในการทำงานสหกรณ์โดยตรง พอจะสรุปเป็นเบื้องต้นได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากคนในวงการสหกรณ์เองโดยเฉพาะผู้บริหารสหกรณ์ ไม่ใช่ระบบ ไม่ใช่โครงสร้าง ไม่ใช่แนวคิด หลักการ อุดมการณ์และ/หรือปรัชญาของสหกรณ์ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความจริง ความดี ความงาม ทั้งในแนวคิดและแนวปฏิบัติของความเป็นสหกรณ์

อยากจะพูดตรงๆ ว่าปัญหาส่วนมากที่เกิดขึ้นมาจากผู้บริหาร และผู้ที่ทำงานทั้งที่อยู่ในสหกรณ์ และผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ ขาดจิตวิญญาณสหกรณ์ เพราะไปติดกับดักอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

อ่านต่อ »

ความคับแคบสุดโต่งในยุคข้อมูลข่าวสาร



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 23 กันยายน 2560

ในยุคที่ใครๆ เรียกว่ายุคข้อมูลข่าวสาร ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในขณะที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยให้มีความรู้กว้างขวาง และเข้าถึงความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า ผู้คนจำนวนมากมีมุมมองที่คับแคบลง และมีความเห็นที่สุดโต่งมากขึ้น

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทุกวันนี้ ข้อมูลมีมากมายท่วมท้นจนผู้คนจัดการกับมันได้ยากขึ้น จึงเกิดมีเทคโนโลยีคัดกรองข้อมูลข่าวสารให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ตัวคัดกรองหรือ filter ดังกล่าว มีทั้งที่ผู้บริโภคเลือกเอง และที่ถูกเลือกมาให้ผู้บริโภค โดยผู้ให้บริการ เช่น Google, Amazon และ Facebook เป็นต้น ทั้งนี้โดยประมวลจากข้อมูลการใช้งานของเรา เช่น เมื่อเราต้องการให้ Google ค้นหาข้อมูลเรื่องใด Google จะเอาข้อมูลเกี่ยวกับเรา เช่น สถานที่ การค้นหาคำในอดีต รวมทั้งความสนใจส่วนตัว มาใช้ในการหาคำตอบ เพื่อให้ได้ผลที่สอดคล้องกับความต้องการของเรามากที่สุด ส่วน Amazon ก็สามารถคาดการณ์ได้จากพฤติกรรมของเราว่า เรามีรสนิยมแบบใด ดังนั้นจึงน่าจะชอบหนังสือเล่มใด หรืออัลบั้มเพลงใดบ้าง ทั้งนี้เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงกับรสนิยมของเรา ในทำนองเดียวกัน Facebook ก็จะอัพเดทข้อมูลของเพื่อนที่เราติดต่อบ่อยที่สุด ขณะเดียวกันก็กรองเอาคนที่เราติดต่อน้อยที่สุดออกไป เป็นต้น

เทคโนโลยีเหล่านี้ดูเหมือนดี ช่วยทุ่นเวลาให้แก่เรา เพราะคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่เราไม่สนใจออกไป แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เรารับรู้แต่ข้อมูลที่ถูกใจเรา รวมทั้งรับรู้ประเด็นที่หลากหลายน้อยลง มิหนำซ้ำยังรับรู้แต่แง่มุมที่แคบลงด้วย

ใช่แต่เท่านั้น สื่อออนไลน์หรือเว็บข่าวที่เกิดขึ้นมากมาย ยังหนุนเสริมปรากฏการณ์ดังกล่าวให้เข้มข้นขึ้น เพราะสื่อดังกล่าวจะตอบสนองความต้องการของคนเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นเนื้อหาจึงขาดความหลากหลาย ผิดกับสื่อดั้งเดิมที่มุ่งตอบสนองความต้องการของมวลชนซึ่งมีความหลากหลายสูง (เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า สื่อมวลชน) จึงมีเนื้อหาที่หลากหลาย ครอบคลุมคนทุกกลุ่มเท่าที่จะทำได้ สื่อออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่มีเนื้อหาที่หลากหลายน้อยลงเท่านั้น แม้แต่มุมมองก็แคบลง เจาะจงเฉพาะแนวใดแนวหนึ่ง สุดแท้แต่กลุ่มผู้อ่าน ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้อ่านรับรู้แต่มุมเดียว รวมทั้งได้ข้อมูลข่าวสารที่สอดคล้องกับความคิดความเชื่อเดิมอยู่แล้ว

อ่านต่อ »

Back to Top