กำแพงในใจ

โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2552
หากวันดีคืนดีมีทหารมาที่บ้านของคุณ แล้วบอกว่า ต่อไปนี้จะมีการกั้นรั้วเขตแดนที่บ้านหลังนี้ และเริ่มขึงรั้วลวดหนามเป็นแนวยาว
ช่วงแรกคุณอาจจะไม่รู้สึกอะไร รั้วลวดหนามเตี้ย-เตี้ยนั่น วิ่งลอดกระโดดข้ามตอนค่ำมืดพ้นหูพ้นตาทหารยามไม่ยากเย็นเท่าไหร่
แต่เมื่อรั้วลวดหนามกลายเป็นกำแพงแบบก่ออิฐถือปูน ประตูหน้าต่างบ้านคุณก็ถูกปิดตายไปด้วย
ในช่วงที่กำแพงยังก่อไม่เสร็จ และคุณอาจจะเป็นคนประเภทตัดสินใจได้เร็ว คุณอาจจะกระโดดออกจากช่องหน้าต่าง หรือวิ่งผ่านประตูที่เหลือออกมาทัน
แต่ถ้าหากคุณไม่ได้อยู่บ้านในขณะนั้น หรืออยู่ไกลไปจากกำแพงที่กำลังสร้าง คุณจะต้องใช้ชีวิตอย่างไร?
เป็นไปได้ว่า วันนั้นสามีออกไปทำงานที่สำนักงานแต่เช้า กำลังอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง ในขณะที่ภรรยากำลังทำงานบ้านและเลี้ยงลูกอยู่อีกฝั่ง และจะพบหน้ากันในภายหลังได้ก็ต่อเมื่อขอวีซ่าข้ามแดน
เป็นไปได้ว่า ถ้าคุณกับเพื่อนบ้านมีอาชีพคนละประเภท และเป็นประเภทที่กฎหมายห้ามสนทนาวิสาสะกัน คุณอาจจะไม่เคยโบกมือ ยิ้ม หรือพูดทักทายกับเพื่อนบ้านเลย เพราะไม่รู้ว่าใครจะรายงานความประพฤติของคุณต่อผู้มีอำนาจ
เป็นไปได้ว่า ถ้าคุณเรียนหนังสือ แต่ไม่ได้รับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ไม่มีกระทั่งตำแหน่งประธานนักเรียน และถ้าหากพูดอะไรผิดหูผู้มีอำนาจ คนหนุ่มสาวอย่างคุณอาจจะไม่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองว่าจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และไม่อาจจะสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทั้งในและนอกประเทศได้เลย
เป็นไปได้ว่า ถ้าคุณอยากได้รถสักคัน ที่แม้จะสร้างจากเหล็กที่บางเบาปานแผ่นกระดาษ แต่ก็เป็นรถยี่ห้อเดียวที่คุณจะซื้อได้ในประเทศนี้ คุณจะต้องไปเข้าคิวรอซื้อรถคันนี้ ซึ่งคิวอาจจะยาวสักสามปีเป็นอย่างน้อย
ชีวิตที่ขาดทางเลือกเช่นนี้ ย่อมทำให้คุณโหยหาอิสรภาพในชีวิตของกำแพงอีกฝั่ง และ – จะหาวิธีข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐมีคำสั่งอนุญาตให้ทหารยิงคนที่พยายามข้ามกำแพง
คุณอาจจะต้องลงทุนลงแรงเป็นเดือนเป็นปีในการขุดอุโมงค์ลอดกำแพงอย่างลับ-ลับ ไม่ให้ใครเห็นกระทั่งเศษดินที่ขุดขึ้นมา หรือแอบขึ้นบอลลูนพร้อมคำนวณทิศทางลมให้ข้ามกำแพงและแนวกระสุนได้อย่างเหมาะเจาะ หรือคิดค้นสลิงที่ใช้ข้ามแนวกำแพงอย่างรวดเร็วก่อนที่ทหารจะไหวตัวไปหยิบปืนมาเล็งเป้าที่คุณได้ทัน ฯลฯ
ชีวิตข้างบนดูเหมือนนิยาย แต่ดูเหมือนชีวิตของผู้คน ๒๐๖ คนที่ตายไประหว่างพยายามหลบหนีข้าม “กำแพงเบอร์ลิน” จะเป็นพยานที่ดีให้กับการดำรงอยู่ของเรื่องราวดังกล่าวในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
กำแพงเบอร์ลินความยาว ๑,๓๘๗ กิโลเมตร เริ่มถูกทุบทำลายเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๒ ผู้คนเดินทางข้ามแดน ญาติพี่น้องที่ไม่ได้พบหน้ากันมากว่า ๒๘ ปี มีโอกาสพบกันก็หนนี้
แต่ถึงแม้ว่ากำแพงเบอร์ลินจะล่มสลายไปแล้ว กำแพงอีกหลายแห่งกลับกำลังถูกสร้างขึ้น
“กำแพงเหยียดเชื้อชาติ” ที่อิสราเอลสร้างขึ้นล้อมรอบเขตเวสต์แบงค์ของชาวปาเลสไตน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ มีความสูง ๘ เมตร สูงกว่ากำแพงเบอร์ลินที่สูงเพียง ๓.๖ เมตร
“กำแพงเมืองจีนในเม็กซิโก” ที่ได้รับฉันทานุมัติจากรัฐสภาอเมริกันให้สร้างขึ้นด้วยเงินกว่า ๑.๒ พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อกั้นเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก
ปรกติแล้ว กำแพงถูกสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัย ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของผู้คนที่อยู่ภายใน แต่กำแพงเหล่านี้ กลับถูกสร้างขึ้นเพื่อแบ่งแยกผู้คน ด้วยความแตกต่างทางความคิดความเชื่อ ด้วยชาติพันธุ์ ด้วยความระแวง ด้วยความเกลียด ด้วยความหวาดกลัว
กำแพงหนึ่งกักขังผู้คนของตน
กำแพงหนึ่งกักขังผู้คนของชาติหนึ่ง
กำแพงหนึ่งกั้นความทุกข์ยากของเพื่อนบ้านออกไปพ้นจากความรับรู้ของตน
โลกจะเข้าสู่ปี ค.ศ. ๒๐๑๐ แล้ว เรากำลังสำรวจดาวอังคาร ค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ จำลองการเกิดของจักรวาลในเครื่องเร่งอนุภาค สื่อสารด้วยเทคโนโลยี 3G – แล้วเรายังสร้างกำแพงเหล่านี้บนโลกล่ะหรือ?
แท้จริงแล้ว กำแพงเหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของกำแพงภายในใจของผู้คน ความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
กระทั่งเขตแดนระหว่างประเทศก็มักจะมีกำแพงที่มองไม่เห็นปรากฎอยู่เสมอ สถานทูตหรือด่านตรวจคนเข้าเมืองของบางประเทศทำตัวเป็นกำแพงเสียยิ่งกว่าสะพาน
อวิชชาและมิจฉาทิฏฐิในประวัติศาสตร์ที่ยกย่องวีรบุรุษสงคราม ย่อมนำไปสู่อคติทางวัฒนธรรม และก่อร่างสร้างกำแพงแห่งความยโสทะนงตน คลางแคลงในความเป็นมนุษย์ของประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ที่น่าสนใจก็คือ หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน สิ้นสุดยุคสงครามเย็นที่กินเวลากว่า ๔๐ ปี เยอรมนีเดินหน้าเต็มตัวในการเป็นผู้นำในการรวมตัวกันของสหภาพยุโรป สานฝันเก่าแก่เมื่อสองร้อยปีก่อน ตั้งแต่ยุคของนักคิดเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่อย่าง อิมมานูเอล คานท์ (ค.ศ. ๑๗๒๔ - ๑๘๐๔)
แนวคิดการรวมยุโรปซึ่งเป็นไปเพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งได้รับความสนับสนุนอย่างดีจากฝรั่งเศสและเยอรมัน แม้จะเป็นคู่แค้นลึกซึ้งมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒ แต่ชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเห็นตรงกันว่า สันติภาพยุโรปนั้นยิ่งใหญ่มหาศาลกว่ามหิทธานุภาพของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของโลกาภิวัฒน์ ที่พลเมืองของประเทศหนึ่งย่อมกลายเป็นพลเมืองโลกด้วย สันติภาพและความเป็นอยู่ของประเทศหนึ่งย่อมส่งผลต่อทั้งโลกเช่นกัน
ยิ่งในภาวะที่เผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เฮอริเคนขนาดมหึมา การร่วมมือของมนุษยชาติเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตนบนโลกนี้ยิ่งมีความจำเป็นเด่นชัดขึ้น ประเด็นเรื่องโลกร้อนอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์กลายเป็นประเด็นสำคัญและจำเป็นที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีโลกบ่อยครั้งขึ้น ความเป็นประเทศหรือชาติแบบปัจเจกถูกแทนที่ด้วยความเป็นสมุหภาพของความเป็นมนุษย์
การพูดว่ารักโลกหรือรักธรรมชาตินั้นง่ายกว่ารักเพื่อนบ้าน การพูดว่ารักเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันก็ง่ายกว่ารักเพื่อนร่วมประเทศที่มีความเห็นแตกต่างจากตน หากเราไม่ยอมสำรวจตรวจตรากำแพงภายในใจ เราย่อมมองไม่เห็นว่านักการเมืองอีกพรรคหนึ่งไม่ได้โง่หรือคิดผิดไปทุกเรื่องเพียงเพราะเขาหรือเธอคิดหรือเชื่อแตกต่างไปจากเรา เราย่อมมองไม่เห็นว่าคนที่ใส่เสื้อต่างสีก็มีความรู้คิดและมีเหตุผลไม่แตกต่างไปจากเรา เราย่อมมองไม่เห็นท้องฟ้าแห่งสันติภาพและภราดรภาพอันกว้างใหญ่ที่จะปรากฎในรุ่นลูกรุ่นหลานที่ยังไม่ได้เกิดมา - กำแพงภายในที่กั้นกลางวิวัฒนาการแห่งความเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูงจำเป็นต้องทลายลงมา
แอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 14 พฤศจิกายน 2552
ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ เพราะส่วนตัวผมเคยแอบหวังแอบฝันเอาไว้เล็กๆ ว่า สนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่โตและทันสมัยอาจจะมี “เมดิเทชั่นรูม” เอาไว้ให้ผู้โดยสารได้ใช้หย่อนจิตผ่อนใจ
ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมไม่ได้เขียนเสียที อาจจะเป็นเพราะช่วงหลังๆ ผมเดินทางน้อยลงก็เลยมีโอกาสใช้สนามบินน้อยลงไปบ้างกระมัง ทำให้ลืมเลือนความรู้สึกเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสนามบินไปหรืออาจจะเป็นเพราะพยายามที่จะทดลองฝึกปรับสภาพจิตใจของผมให้เข้าได้กับสภาพความเป็นของสนามบิน
ผมพบว่ามีความจริงสามสี่ประการเกี่ยวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน
ประการแรก การเดินทางโดยเครื่องบิน ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาในสนามบินเป็นเวลาค่อนข้างนาน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางมาก่อนเวลา และมักจะใช้เวลาในการรอคอยการขึ้นเครื่องมากกว่าเวลาที่อยู่บนเครื่องบินจริงๆ
ประการที่สอง บรรยากาศของสนามบินโดยทั่วไป เป็นบรรยากาศของความพลุกพล่าน วุ่นวาย เร่งรีบ
ผมเชื่อว่าท่านที่เคยไปใช้บริการสนามบินหลายๆ ท่านจะพบว่า ในสนามบินจะไม่มีมุมสงบเลย ยกเว้นเข้าไปนั่งในห้องน้ำแล้วปิดประตู ก็ยังไม่วายมีเสียงตามสายเล็ดลอดออกมาแทบจะตลอดเวลา สนามบินจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สร้างความเครียดให้กับผู้เดินทางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
สมัยก่อนที่ผมยังต้องใช้สนามบินดอนเมือง ผมต้องไปหาที่ยืนภาวนาที่ส่วนพักของทางเดินบันได เพราะหามุมสงบไม่ได้เลยที่ดอนเมือง แต่ก็ยอมรับสภาพครับ เพราะเป็นสนามบินที่สร้างมานานหลายสิบปีแล้ว พื้นที่ใช้สอยก็อาจจะมีไม่เพียงพอ
ประการที่สาม ตามความเข้าใจของผม สนามบินที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่เพียงแค่สนามบินที่ใหญ่โตมโหฬาร มีเทคโนโลยีทันสมัย และปลอดภัยเท่านั้น แต่น่าจะต้องมี “บรรยากาศของความสงบเย็น” ผ่อนคลาย เบาสบาย
ประการที่สี่ ทุกวันนี้โลกตะวันตกและงานวิจัยต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ยอมรับอย่างสิ้นเชิงไม่มีเงื่อนไขแล้วว่า “การภาวนา” แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ช่วยให้มนุษย์มีความสุข ลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
แน่นอนนะครับว่า การภาวนาเราสามารถทำได้ทุกแห่งทุกโอกาสทุกสถานการณ์ แต่หากสามารถมีบรรยากาศที่เอื้อ บริบทของพื้นที่และบริเวณที่เหมาะสม ก็จะยิ่งทำให้เกิดความสงบความปีติสุขได้ง่ายขึ้นมากกว่า
ไม่รู้ว่าผมฟันเฟื่องมากเกินไปหรือไม่
ผมนึกวาดภาพเห็นห้องโล่งๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ มีเบาะรองนั่งเล็กๆ เรียงรายไว้บนพื้นพรมที่สะอาด
เป็นห้องภาวนาหรือห้องผ่อนคลายแบบสากลสำหรับทุกๆ ศาสนา (ห้องผ่อนคลายสำหรับการสูบบุหรี่ยังมีได้เลย)
มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บรรยากาศภายในห้องนั้นเป็นบรรยากาศของความสงบ อาจจะป้องกันคนเข้าไปนอนหลับด้วยการกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบนาที
กติกาสำคัญสำหรับห้องนี้คือ
“งดการสื่อสารภายนอกทุกชนิด” “การมีเวลาดำรงอยู่กับตัวเอง”
ห้ามพูดคุย งดการส่งเสียง
ไม่สบสายตากับใครเลย
งดเสียงโทรศัพท์มือถือ
ห้ามส่งเสียงกรน (อาจจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความสงบ)
รายละเอียดอื่นๆ ก็น่าจะมีการระดมสมอง ช่วยกันคิดช่วยกันให้ความเห็น โดยรักษาแก่นหรือวัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้ คือ “ขอมีสถานที่สงบ” สักแห่งหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านวุ่นวายให้ผู้โดยสารที่เดินทางได้มีเวลาของการ “ผ่อนคลาย” ลดความเครียดทางด้านจิตใจ
ผมไม่ได้คาดหวังว่าทุกๆ สนามบินในประเทศจะต้องมีเมดิเทชั่นรูมนะครับ บทความนี้จึงน่าจะชื่อ “สุวรรณภูมิแอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม” เป็นการเฉพาะมากกว่า
ผมคิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้มาหลายปี ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีข้อเสียหายอะไรจากการมีห้องเมดิเทชั่นสำหรับผู้โดยสารทั่วไปในสนามบินเลย แต่ก็เป็นเพียงมุมมองในฐานะผู้ใช้บริการนะครับ คงจะต้องฟังความเห็นจากทางสนามบินด้วย
เพราะผมเชื่อว่า แอร์พอร์ทเมดิเทชั่นรูมจะสามารถทำให้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์และเพียบพร้อมมากขึ้น
พูดกันจริงๆ เลยนะครับว่า ผมไม่อยากเห็นฝรั่งเค้าทำก่อนแล้วเราค่อยไปทำตามกันทีหลัง
เขียนถึงตรงนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตัวผมเองยังมีประสบการณ์การเดินทางน้อย ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ ไม่รู้และไม่เคยถามใครเหมือนกันว่า สนามบินในต่างประเทศเขามี “เมดิเทชั่นรูม” ที่เป็นแบบสากลสำหรับทุกศาสนากันบ้างหรือยัง
ก็เลยลองเข้าไปค้นหาในกูเกิล ผมก็พบว่า ฝรั่งทำไปก่อนแล้วจริงๆ ด้วย มีหลายสนามบินในสหรัฐอเมริกา มี “เมดิเทชั่นรูม” สำหรับผู้โดยสารแล้ว เช่น สนามบินเจเอฟเค สนามบินอัลบานี สนามบินโคลัมบัส สนามบินมิเนโซตา ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าจะสายเกินไปหากว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่ตอนนี้เปิดมาสามปีเต็มๆ แล้ว จะลองพิจารณาเห็นความสำคัญของเรื่องจิตเรื่องใจ และขยับขยายให้เกิด “แอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม” ขึ้นมา
อย่างน้อยผมก็รู้สึกสบายใจที่ได้เขียนถึงเรื่องนี้ ถึงช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เขียน
ทำช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยนะครับ
กองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย
เพื่อความเป็นไทของเด็กและเยาวชน

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2552
ในวาระแห่งการจากไปของอาจารย์กรุณา กุศลาสัย ครบ ๑๐๐ วัน มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป โดยท่านประธานกิตติมศักดิ์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ดำริให้มีการจัดกิจกรรมที่ระลึกในวันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และให้มีการจัดทั้งกองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย เพื่อความเป็นไทของเด็กและเยาวชน นับเป็นการสมควรยิ่งนัก
ท่านอาจารย์กรุณา และอาจารย์เรืองอุไร กุศลาสัย สองสดมภ์หลักทางภารตศึกษา ทำงานโดยปิดทองหลังพระ แต่เป็นหลังพระที่กว้างใหญ่ไพศาลในทางความกรุณาและปัญญา
โลกวิกฤตเพราะขาดความกรุณาและปัญญา
โลกสร้างความรู้มากมาย แต่ความรู้ก็ไม่ใช่ปัญญา ความรู้ไม่มีพลังพอที่จะเผชิญกับกิเลส จึงถูกอกุศลมูล คือโลภะ โทสะ โมหะ จับไปใช้งานเพื่อการแย่งชิง เอาเปรียบ เข่นฆ่า อย่างปราศจากความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ การขับเคลื่อนการพัฒนาในอกุศลมูลนำไปสู่วิกฤตอารยธรรมในปัจจุบัน อันเกิดจากการเสียดุลยภาพในทุกๆ มิติ ทั้งกาย ใจ สังคม สิ่งแวดล้อม การทำลายโดยมิจฉาพัฒนามิได้จำกัดอยู่เพียงในโลกมนุษย์ แต่ลงไปถึงนรกและขึ้นไปถึงสรวงสวรรค์ คือใต้ดินและชั้นบรรยากาศด้วย จนโลกทั้งใบรุ่มร้อน แม้กระทั่งสรรพชีวิตก็จะดำรงคงอยู่ต่อไปไม่ได้
โลกจะต้องหันกลับมาหาความกรุณาและปัญญา
ความกรุณาแบบปัญญา คือทวิลักษณ์ของสองสามีภรรยากุศลาสัย กุศลาสัยคือที่อยู่ของกุศล หรือกุศลภูมิ อันตรงกันข้ามกับอกุศลภูมิอันเป็นที่มาแห่งหายนะดังกล่าวข้างต้น ใครๆ ที่ได้รู้จักสองสามีภรรยา ทั้งในระยะใกล้หรือระยะไกล จะสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งความกรุณาอันแผ่ซ่านทั่วไป ปัญญาต่างจากความรู้ตรงที่ความรู้นั้นรู้เป็นเรื่องๆ เช่น รู้วิชาหรือศาสตร์ต่างๆ แต่ปัญญานั้นหมายถึงรู้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรู้ตัวเองด้วย เมื่อรู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองด้วยก็จะทำให้จัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นได้อย่างถูกต้อง ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือจริยธรรม
ในปัญญาจึงมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอ
ในความรู้ไม่แน่ว่ามีจริยธรรม ส่วนใหญ่ไม่มี
ฝรั่งนั้นมีความรู้ศาสตร์ต่างๆ มาก แต่ศาสตร์ที่ปราศจากปัญญากำกับก็จะกลายเป็นศาสตรา ที่ใช้ทิ่มแทง แย่งชิง เข่นฆ่ากัน การตามฝรั่งไปเสียทั้งหมดจะทำให้ขาดปัญญาได้
ตรงนี้แหละที่บทบาทของสามีภรรยากุศลาสัยเข้ามามีความหมายใหญ่
บทบาทของท่านทั้งสองคือการนำเสนอภูมิปัญญาภารตะผ่านวรรณกรรมใหญ่ๆ ๔ เรื่อง คือ (๑) อัตชีวประวัติของท่านมหาตมา คานธี (๒) พบถิ่นอินเดีย โดยท่านเยาวหราล เนห์รู (๓) คีตาญชลี โดยท่านรพินทรนาถ ฐากูร และ (๔) มหาภารตยุทธ
วรรณกรรมทั้ง ๔ สะท้อนภูมิปัญญาภารตะ อันเป็นหนึ่งในอารยธรรม ๓ แหล่งใหญ่ๆ ของโลกอันเกิดก่อนความเจริญของยุโรปเนิ่นนาน อันได้แก่ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ และอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโห ในอารยธรรมโบราณเหล่านี้ย่อมมีภูมิปัญญาอันลุ่มลึกแห่งธรรมชาติ ความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ตื้นเขินเพียงเรื่องจีดีพีอันทำให้โลกร้าว
มนุษย์ต้องหันไปศึกษาภูมิปัญญาอันว่าด้วยธรรมชาติ คุณค่าของความเป็นมนุษย์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โลกจึงจะพ้นวิกฤต
อารยธรรมปัจจุบันมีแรงส่งมาได้เพียงเท่านี้ จึงกำลังตีบตันและมาถึงจุดเปลี่ยนของอารยธรรม หรือ Civilization Turning Point แล้ว
บทบาทของสองสามีภรรยากุศลาสัยอยู่ตรง Civilization Turning Point นี่แหละ
ลองไปอ่านวรรณกรรม ๔ เล่ม ที่ท่านทั้งสองช่วยกันแปลและเรียบเรียงด้วยภาษาที่งามจับใจดูเถิด ท่านจะรู้ได้ด้วยตนเองหรือสันทิฏฐิโก ว่าภูมิปัญญาภารตะอันลุ่มลึกมาปลดปล่อยท่านไปสู่ความเป็นไทได้อย่างมหัศจรรย์เพียงไร
ถ้าเราถูกครอบงำอยู่ด้วยอำนาจ มายาคติ และมิจฉาทิฏฐิ เราจะปราศจากความเป็นไท เมื่อปราศจากความเป็นไท ก็ไม่อาจมีความกรุณาและปัญญาได้
เด็กๆ และเยาวชนของเราต้องมีความเป็นไท จึงจะตั้งอยู่ในความดีได้ สังคมไทยไม่ควรจะอยู่ในโมหภูมิที่ปราศจากอุดมคติอีกต่อไป คนไทยควรจะสลัดออกจากความครอบงำของอำนาจ มายาคติ และมิจฉาทิฏฐิ ไปสู่ความเป็นไท เพื่อการผุดบังเกิดของความกรุณาและปัญญา
ขอให้ความตายของอาจารย์กรุณา กุศลาสัย กัลยาณมิตรอาวุโสของผมจงเป็นเครื่องกระตุกจิตใจของคนไทยทั้งประเทศให้หันมาสนใจสร้างสังคมไทยที่มีอุดมคติ เรามีบุคคลอุดมคติอย่างเอกอุอันเป็นบุคคลร่วมสมัย ก่อนหน้านี้ก็มีเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สังคมไทยควรจะใช้บุคคลอุดมคติเป็นบุคลาธิษฐานเพื่อสร้างสังคมอุดมคติด้วยประการต่างๆ อันหลากหลาย
วิธีหนึ่งก็โดยอุปถัมภ์ค้ำจุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของกองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย เพื่อความเป็นไทของเด็กและเยาวชน ให้กว้างขวางออกไป เพราะความเป็นไท ความกรุณา และความมีปัญญา ของเด็กและเยาวชน คืออนาคตของเราร่วมกัน
หมายเหตุ: ขอเชิญร่วมกิจกรรมรำลึก ครบรอบ ๑๐๐ วัน การจากไปของอาจารย์กรุณา กุศลาสัย ในวันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๓๐-๒๐.๐๐ น. ณ ห้องประชุมชั้น ๕ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงข้ามกับสนามกีฬาแห่งชาติ สี่แยกปทุมวัน



