จิตวิวัฒน์

โยคะแห่งภควัทคีตา



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน 2559

ภควัทคีตา เป็นหนึ่งในคัมภีร์ที่ชาวฮินดูรักที่สุด การสนทนาระหว่างอรชุนกับพระกฤษณะก่อนมหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตรจะเริ่มขึ้นนั้น มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่เป็นดั่งกุญแจไขไปสู่การวิวัฒน์ของจิต เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแผนที่ให้แก่ผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณทั่วโลก

ภควัทคีตา เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งอาจจะเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก อาจารย์เขมานันทะ (โกวิท เอนกชัย) อธิบายถึงนัยของมหากาพย์ไว้ในหนังสือ ลิงจอมโจก ว่า “เป็นการนำเรื่องจริงในประวัติศาสตร์มาห่อหุ้มใหม่พร้อมกับดัดแปลงตัวละครให้เป็นคุณค่าทางศีลธรรมหรือโลกุตรธรรม เหล่าวีรบุรุษในมหากาพย์ถูกปัดความเป็นคนออกไปสิ้น เหลือแต่ความเป็นทิพยลักษณะ (Divinity) สำหรับฮินดูธรรม และเป็นคุณธรรม หรือบารมีสำหรับพุทธธรรม”

ดังนั้น การจะอ่านเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าถึงสัญลักษณ์ลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ จึงต้องอาศัยความกระจ่างทางจิตวิญญาณ ผนวกกับความแตกฉานในภาษาที่มหากาพย์ใช้ซ่อนความหมายต่างๆ ไว้ อรรถาธิบายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้เริ่มต้น หนังสือ The Bhagavad Gita: God Talks with Arjuna ของท่านปรมหังสา โยคานันทะ ได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในอรรถาธิบายภควัทคีตาชิ้นเอกของโลก เป็นเรื่องน่ายินดีที่ โยคะแห่งภควัทคีตา หนังสือฉบับย่อของ The Bhagavad Gita: God Talks with Arjuna ได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยแล้วด้วยความงดงามยิ่ง

ท่านปรมหังสา โยคานันทะ (ค.ศ.๑๘๙๓-๑๙๕๒) เป็นบุคคลสำคัญที่นำโยคะ-ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของอินเดียไปเผยแพร่ในโลกตะวันตก โยคะตามวิถีดั้งเดิมที่ท่านสอนมิใช่แค่เพียงการฝึกกายหรืออาสนะเท่านั้น หากแต่เป็นหนทางการพัฒนาจิตไปสู่การหลุดพ้นจากพันธนาการของสังสารวัฏ เป็นหนทางสากลที่ผู้แสวงหาไม่ว่าศาสนาใดก็ฝึกได้ หนังสือ อัตชีวประวัติของโยคี ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวชีวิตตามวิถีแห่งโยคะของท่าน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือคลาสสิกทางจิตวิญญาณเล่มหนึ่งของโลก มีการแปลไปแล้ว ๔๐ กว่าภาษา ตีพิมพ์ไปแล้วกว่า ๔ ล้านเล่ม ท่านนำเสนอโยคะศาสตร์ มรดกอันสืบทอดมาแต่โบราณให้คนยุคใหม่เข้าใจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และเข้าถึงได้

อ่านต่อ »

สังคม(ไม่)ปลอดเชื้อ



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2559

ผมเพิ่งกลับจากแคนาดาไปอบรมหลักสูตร Theatre for Living ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการละครเพื่อสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ ระหว่างการอบรมได้สนทนากับเพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียน และได้พบว่าประเทศแคนาดาที่เพิ่งถูกจัดให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกโดยกลุ่มประชากรมิลเลนเนียล (อายุระหว่าง ๑๘ ถึง ๓๕ ปี)* ก็มีเรื่องเลวร้ายที่ไม่น่าเชื่อซุกซ่อนอยู่เช่นกัน

ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙ รัฐบาลแคนาดาได้ออกกฎให้เด็กชาวอินเดียนแดงซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของแคนาดาทุกคนจะต้องไปเข้าโรงเรียนซึ่งจัดตั้งขึ้นร่วมกับองค์กรศาสนาคริสต์ ในโรงเรียนดังกล่าวนักเรียนชาวอินเดียนแดงจะถูกห้ามไม่ให้พูดภาษาของตัวเอง ห้ามดำเนินพิธีกรรมใดๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของตนเอง และที่สำคัญเด็กจะถูกนำออกจากชุมชนของตนเองไปอยู่ยังโรงเรียนประจำ

“โรงเรียนขโมยเด็ก” คำของแมนนี่ปรากฏขึ้นในใจ

นักวิชาการบางคนเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม” และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ มีรายงานมากมายในปัจจุบันที่ยืนยันได้ว่า เด็กอินเดียนแดงที่ถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนเหล่านั้นถูกละเมิดและถูกทำทารุณกรรมจนตายไปมากกว่า ๖,๐๐๐ คน ที่น่าแปลกใจก็คือ โรงเรียนประจำแห่งสุดท้ายเพิ่งถูกปิดไปเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๖ หรือเมื่อ ๒๐ ที่แล้วนี่เอง เร็วๆ นี้ทางรัฐบาลแคนาดาเพิ่งออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการในเรื่องดังกล่าว แต่หลายๆ คนกลับรู้สึกว่ารัฐบาลทำน้อยไปและสายเกินไป

ที่ผมพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่า ภายใต้สังคมที่ดูมีความสงบสุขของแคนาดานั้น มีเรื่องที่เป็นเหมือนผีร้ายที่ตามหลอกหลอนทุกๆ คนในสังคมอยู่ อย่างน้อยก็ในระดับจิตใต้สำนึก นอกจากนั้นบรรดาผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวก็ยังมีชีวิตอยู่ในสังคมโดยแบกเอาประสบการณ์เลวร้ายนั้นเอาไว้กับตัว ไม่ได้หายไปไหน ถ้าเราเชื่อเรื่องการพึ่งพาอาศัยกันและกันลึกลงไปถึงระดับจิตใจ อย่างที่ยุงพูดถึงเรื่องจิตใต้สำนึกรวมหมู่ของสังคม (Collective Unconscious) เราคงจะเห็นได้ว่ามันเป็นเหมือนกับสารกัมมันตรังสีที่แผ่เอารังสีร้ายออกมาตลอดเวลา

อ่านต่อ »

เป็นมิตรกับความเครียด



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2559

ความเครียดเป็นปัญหาสำคัญของคนในยุคนี้ มันไม่เพียงส่งผลต่อจิตใจเท่านั้น หากยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย มีการศึกษาพบว่าร้อยละ ๕๐-๗๕ ของความเจ็บป่วยที่ผลักดันให้ผู้คนไปหาหมอนั้นสืบเนื่องจากความเครียด ใช่แต่เท่านั้นเมื่อพิจารณาจากสาเหตุการตายแล้ว กล่าวได้ว่าความเครียดเป็นภัยที่ร้ายแรงกว่าเหล้าหรือบุหรี่เสียอีก

อย่างไรก็ตาม ความเครียดมิใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียหมด ความเครียดหากอยู่ในระดับพอประมาณก็ส่งผลดีได้ เช่น กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เป็นที่รู้กันว่าหากเรียนแบบสบายๆ ไม่มีการบ้านยากๆ หรือฝึกทำสิ่งที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคย ( พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่ออกจาก “ไข่แดง” เสียบ้าง) พัฒนาการในทางสติปัญญาหรือทักษะก็เกิดขึ้นได้ยาก ในทำนองเดียวกันความเครียดที่เกิดจากเส้นตายหรือการแข่งขัน นอกจากไม่เป็นโทษแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการงานด้วย ทำให้ผู้คนเอาศักยภาพที่มีอยู่มาใช้อย่างเต็มที่

แนวคิดดังกล่าวเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าสิ่งสำคัญมิได้อยู่ที่ระดับความเครียด แต่อยู่ที่มุมมองของเราที่มีต่อความเครียดต่างหาก ความเครียดอย่างเดียวกัน หากเรามองมันต่างกัน ปฏิกิริยาในร่างกายก็ออกมาต่างกัน ทำให้มีผลต่อสุขภาพและการทำงานต่างกันไปด้วย

เป็นที่รู้กันว่าเมื่อมีภัยคุกคาม คนเราจะมีปฏิกิริยาสองอย่าง คือ ไม่สู้ก็หนี ในภาวะดังกล่าวหัวใจจะเต้นเร็ว เส้นเลือดจะหดตัว เลือดจะถูกสูบฉีดเลือดไปยังกล้ามเนื้อมากขึ้น ขณะที่สมองจะจดจ่ออยู่กับภาพรวมและมองข้ามรายละเอียด ในกรณีที่สถานการณ์ไม่เลวร้ายมาก และหากเรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน แม้หัวใจยังคงเต้นเร็ว แต่สมองจะคมชัดขึ้น และมีฮอร์โมนบางอย่างหลั่งออกมาเพื่อช่วยในการฟื้นตัวและการเรียนรู้ โดยเส้นเลือดยังคงเปิดกว้าง ในทางตรงข้าม แม้เจอสถานการณ์อย่างเดียวกัน (เช่น ทำข้อสอบ พูดในที่ชุมชน หรือเสนอแผนงาน) แต่เรามองว่ามันเป็นสิ่งเลวร้าย รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกกดดันบีบคั้น ร่างกายจะมีปฏิกิริยาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและงานที่กำลังทำอยู่

อ่านต่อ »

Back to Top