โอม รัตนกาญจน์

เล่าเรื่อง Process Work จิตวิทยากระบวนทัศน์ใหม่ ตอน โรงเรียนกระบวนกรที่พอร์ตแลนด์



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 4 มีนาคม 2560

“I learn Process Work by relationship and love.” Dawn Menken

หลายปีที่ผ่านมาศาสตร์ของกระบวนกร หรือ Facilitator เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในเมืองไทย ทั้งในแวดวงการฝึกอบรม การศึกษา และการเปลี่ยนแปลงองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคม อาจเป็นเพราะว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลง เราอาจกำลังต้องการผู้นำที่มีความเป็นกระบวนกรมากขึ้น หมายถึงผู้นำที่สามารถหลอมรวมความแตกต่างหลากหลาย และนำพาผู้คนให้เกิดการมีส่วนร่วม เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเคารพเท่าเทียม ส่วนตัวผมเองมักจะมีพี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักในแวดวงเขียนมาถามถึงการทำงานและการเรียนรู้ด้านนี้อยู่เป็นระยะ ผมก็มักจะเล่าให้ฟังโดยนัดพูดคุย เขียนแลกเปลี่ยนกันในโซเชียลมีเดีย และหลายท่านคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจในวงกว้าง จึงเป็นที่มาของบทความชิ้นนี้

อ่านต่อ »

วิถีแห่งสัตบุรุษ



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2559

วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ประเทศไทยได้ประสบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ผมอยากใช้โอกาสนี้เขียนเพื่อน้อมเกล้าไว้อาลัยถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสะท้อนถึงหัวใจที่กรุณาและยิ่งใหญ่ในตัวพระองค์ ไม่แปลกเลยที่พสกนิกรไทยหลายสิบล้านต่างโศกเศร้า เพราะพระองค์ท่านเป็นดั่งพ่อของคนไทยทั้งชาติ สิ่งที่ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดตลอด ๗๐ ปีของการครองราษฎร์ ไม่อาจจะบรรยายได้หมดสิ้น ที่อยากกล่าวถึงที่สุด นอกเหนือจากความเป็นพระมหากษัตริย์ หรือพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย คือ คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของในหลวง ที่เรียกว่า ความเป็นสัตบุรุษ (Eldership)

อาร์โนล มินเดล อาจารย์ของผมคนหนึ่งผู้พัฒนางานจิตวิทยากระบวนการ (Process Work) เพื่อการขับเคลื่อนโลกและสังคม ได้ใช้เวลากว่า ๔๐ ปี ในชีวิตเพื่อศึกษาและสร้างกระบวนการบ่มเพาะผู้นำที่เรียกว่า “สัตบุรุษ” เขาพบว่าคนที่เป็นสัตบุรุษนั้นหาได้ยากยิ่งในโลก และสัตบุรุษนั้นเองคือผู้ที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่สันติภาพ การอยู่ร่วมและความสงบสุขอันแท้จริง


สัตบุรุษคือใคร

สัตบุรุษคือ ผู้ที่มองเห็นผู้คนในโลกและสังคมที่เขาอยู่เป็นดั่งลูกและครอบครัว คือผู้นำที่ไปพ้นผู้นำ กล่าวคือ ผู้นำส่วนใหญ่นั้น ทำงานเพื่อความสำเร็จและการยอมรับ แต่สัตบุรุษทำงานอย่างข้ามพ้นตัวตน เขาไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อตนเอง ดั่งคำสอนของเต๋าที่กล่าวว่า “ฟ้าดินยืนยง เพราะมิได้ดำรงอยู่เพื่อตนเอง” หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น มหาตมะ คานธี แม่ชีเทเรซ่า ท่านดาไลลามะ ท่านเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของสัตบุรุษ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง สับสน และผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ภารกิจของสัตบุรุษที่มีร่วมกันอันหนึ่งคือ การสร้าง “ความรู้สึกของการมีบ้าน” ให้แก่ทุกคน สัตบุรุษนั้นยิ่งใหญ่กว่าผู้นำ สัตบุรุษคือ ผู้ที่มีหัวใจของพระโพธิสัตว์ มีจิตของมหาบุรุษ ถ้าจะพูดให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้นำและสัตบุรุษ อาจเปรียบเทียบได้ว่า

อ่านต่อ »

ตัวป่วน หรือ Change Agent?



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2559

ในอาชีพของกระบวนกร (Facilitator) หรือนักฝึกอบรม เราอาจต้องเจอกับผู้เข้าร่วมอบรมตัวป่วนที่สร้างความอึดอัดและสถานการณ์ยากๆ ให้กับเราอยู่ไม่มากก็น้อย ผมเป็นคนหนึ่งที่ล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูก ล้มเหลวกับเรื่องนี้มาหลายปี ช่วงแรกๆ ถึงกับท้อ แต่หลังๆ ผมฝึกตัวเองให้เป็นคนที่เวลาเจอกับปัญหายากๆ แทนที่จะเอาความล้มเหลวมานั่งตำหนิ ตัดพ้อตัวเอง ก็มักจะเอาโจทย์เหล่านั้นไปปรึกษากับอาจารย์ที่เป็นโค้ชเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เข้าใจสถานการณ์ยากๆ เหล่านั้นในแง่มุมเชิงลึกและเป็นไปเพื่อการเติบโตได้มากขึ้น จึงอยากเขียนเล่าให้ฟังในที่นี้ เผื่อจะได้มุมมองที่เป็นประโยชน์กับหลายคนที่ต้องเจอกับสถานการณ์คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร นักฝึกอบรม ที่ปรึกษา ผู้นำ ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งผู้ที่ต้องจัดประชุมในองค์กรและอยู่กับปัญหาของผู้คนเป็นกิจวัตร

ในมุมมองของงานจิตวิทยากระบวนการ (Process Work) เชื่อว่าตัวป่วนหรือตัวสร้างปัญหา (Trouble maker) นั้น ไม่ว่าเขาจะอยู่ในองค์กร ครอบครัว หรือในห้องอบรมก็ตาม แท้จริงแล้ว เขาเป็นผู้นำพาแก่นสารสำคัญที่จะช่วยทำให้ระบบกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล (Balance the system) แม้ว่าสิ่งที่เขาสื่อสารหรือแสดงออกนั้นจะเป็นเหมือนหนามทุเรียน คือไม่ค่อยน่าฟังหรือเป็นมิตรด้วยเท่าไหร่นัก พูดในอีกแง่มุมหนึ่ง เขาคือกระจกสะท้อนปัญหาสำคัญขององค์กร ที่ไม่ค่อยได้ถูกหยิบยกขึ้นมารับรู้ พูดถึงหรือแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง

ในการอบรมให้กับองค์กรหลายครั้ง โดยเฉพาะการเรียนที่ผู้เข้าร่วมถูกเกณฑ์มา ผมมักจะพบคนที่อยู่ในบทบาทของกบฏ (Rebel) ในที่นี้หมายถึงคนที่ไม่ให้ความร่วมมือในเวิร์คช็อป เป็นเด็กหลังห้อง วิพากษ์วิจารณ์ ท้าทาย ทั้งกับวิทยากร ผู้บริหาร หรือองค์กร เขามักจะนั่งกอดอกอยู่แถวหลัง ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เข้าห้องสาย ออกก่อนเวลา มีท่าทีอึดอัดแบบจำใจอยู่ เต็มไปด้วยเสียงพร่ำบ่นและความไม่พอใจอยู่ภายใน ผู้เข้าร่วมตัวป่วนในรูปแบบกบฏนี้ เพียงแค่คนเดียวในคลาส พลังลบของเขาก็อาจรบกวนให้เราเสียสมาธิรำคาญใจได้ไม่น้อย แม้ว่าผู้เข้าร่วมที่เหลือจะโอเคกับเราก็ตาม ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นกรณีที่พบเจออยู่บ่อยๆ ให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพ

ไม่นานมานี้ผมได้จัดเวิร์คช็อปให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง เรื่องภาวะผู้นำและการคลี่คลายความขัดแย้งในองค์กรยุคใหม่ ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เป็นระดับผู้จัดการ หลายคนมาด้วยความสนใจใคร่รู้ อีกหลายคนมาเพราะเป็นนโยบายบริษัท แต่ก็มาด้วยใจที่เปิดพร้อมเรียนรู้ เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงองค์กรที่สำคัญ

อ่านต่อ »

เด็กน้อยผู้บอบบาง... ที่ยังรอคอยอ้อมกอดจากเรา



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 มีนาคม 2559

ไม่นานนี้ ผมได้สูญเสียคุณยาย ผู้เป็นบุคคลอันเป็นที่รักของผมไป ช่วงชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนใหญ่แล้ว ผมโตมากับท่าน ยายจึงเป็นเหมือนแม่ของผมคนหนึ่งเช่นกัน ผมจึงอยากเขียนบทความชิ้นนี้อุทิศให้แด่การจากไปของยาย ด้วยความรัก ความผูกพันที่มีจากหลานชายคนหนึ่ง ที่สำคัญ ผมเชื่อว่าหากท่านได้อ่านบทความนี้ อาจจะเห็นเรื่องราวของผมเป็นบทเรียน สะท้อนอยู่ในตัวท่าน และมีประโยชน์กับชีวิตครอบครัวของท่านไม่มากก็น้อย

หากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพ ถ้าพูดถึงยาย สำหรับผมและสมาชิกในครอบครัวแล้ว ท่านถือว่าเป็นแม่บ้านชั้นเลิศ ใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของลูกหลานทุกคนอย่างดี ทำอาหารเก่ง เป็นผู้หญิงคล่องแคล่ว ชอบจัดการ ทำงานบ้านและสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เป็นที่น่าชื่นชมของทุกคน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ท่านเป็นคนที่มีบุคลิกนิสัยแตกต่างจากคนอื่นในครอบครัวโดยสิ้นเชิง กล่าวคือท่านเป็นคนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก โผงผาง เจ้าอารมณ์ โกรธ หงุดหงิดง่าย แต่ละวันไม่แน่นอน ทำให้ลูกหลานส่วนใหญ่รวมถึงผม แม้อยากพูดคุย ใช้เวลาใกล้ชิด แต่ก็ไม่สามารถอยู่ด้วยได้นาน เพราะความเป็นคนเจ้าอารมณ์ของท่าน ในชีวิตคู่ของท่าน ตากับยายผมอยู่บ้านเดียวกัน ถึงกับไม่คุยกันกว่า ๒๐ ปี เพราะบุคลิกนิสัยใจคอที่แตกต่างสุดขั้ว

นอกจากนั้น มีหลายด้านในความเป็นท่าน ที่ผมและลูกๆ หลานๆ ไม่ค่อยเข้าใจนัก ยกตัวอย่างเช่น สมัยสักสิบปีที่ผ่านมา ยายมักจะโทรหาผมและทุกคนในบ้านด้วยท่าทีจริงจังเพื่อสั่งซื้อของอย่างหนึ่ง นั่นคือยาอมสเตร็ปซิลแก้เจ็บคอ ทุกวัน วันละหลายๆ รอบ ที่น่าแปลกใจคือ มีวันหนึ่งผมอยู่บ้าน เห็นท่านอยู่ทั้งวันก็ดูปกติดี แต่พอตกเที่ยง ผมได้ยินยายไอเสียงดังมากจนผมตกใจกลัวท่านเป็นอะไร เลยเดินขึ้นไปหาที่ห้อง พบว่ายายกำลังยกหูโทรศัพท์หาแม่ผมเพื่อฝากซื้อยาอมสเตร็ปซิล ตอนนั้นผมรีบบอกยายว่า “ยาย ผมเพิ่งซื้อมาให้เมื่อวานเอง กล่องใหญ่เลย หมดแล้วหรอครับ” ยายผมตอบกลับมาว่า “เออ! แกไม่ต้องยุ่งหรอก ชั้นซื้อเผื่อไว้” ตอนนั้นผมมองไปที่หัวเตียงยาย เห็นสเตร็ปซิลวางเรียงเป็นตับ เหมือนร้านขายยา หลายกล่องยังไม่ได้เปิดใช้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมกับทุกคนในครอบครัวเข้าใจและตีความว่าท่านเป็นคนมีพฤติกรรมแบบย้ำคิดย้ำทำ มีทางเดียวก็คือ ต้องเข้าใจและทำใจ

อ่านต่อ »

สถานะ อภิสิทธิ์ และอำนาจที่แฝงเร้น (๒)



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 ธันวาคม 2558

ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว (ตีพิมพ์เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๘) อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Rank สื่อสารผ่านร่างกายและท่าทีที่เราปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอยู่ทุกขณะโดยที่เราอาจไม่ค่อยสังเกตเห็น อย่างไรก็ดี เราสามารถฝึกที่จะรู้เท่าทันต่อสัญญาณของสถานะและอำนาจที่ปรากฏในตัวเองและผู้อื่นได้ในชีวิตประจำวันได้


การสังเกตสัญญาณของคนที่มี Rank หรือสถานะสูงกว่า

(สามารถสังเกตได้ทั้งในที่ประชุม องค์กร ทีมงาน ครอบครัว สังคม หรือแม้กระทั่งในความสัมพันธ์)
  1. เป็นคนกำหนดเวลา สถานที่ และระยะเวลาในการพูดคุยหรือนัดหมาย
  2. มักพูดก่อน เป็นผู้นำการสนทนา แสดงออกและพูดตอนไหนก็ได้อย่างอิสระ และมีแนวโน้มพูดมากกว่าคนอื่น
  3. เวลามีปัญหามักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา ลูกน้องหรือคนอื่นต้องเปลี่ยน
  4. อยากเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับหรือขอความช่วยเหลือ ชอบให้คำแนะนำหรือเทศน์สอนมากกว่าการรับฟังความรู้สึกของอีกฝ่ายจริงๆ
  5. เป็นผู้กำหนดสไตล์การสื่อสารและคาดหวังให้คนอื่นเป็นเหมือนตน
  6. สามารถสบตาผู้อื่นได้อย่างไม่ประหม่า
  7. มักใช้เหตุผลและเป้าหมายเป็นหลัก มีแนวโน้มที่จะละเลยความรู้สึกของผู้อื่น
  8. ในที่ประชุม มักจะนั่งเอนหลัง ดูมั่นใจผ่อนคลายสบายๆ แม้อยู่ในสถานการณ์ที่กลุ่มมีปัญหาหรือความขัดแย้ง
  9. สามารถที่จะแซวหยอกล้อคนอื่นหรือปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องตลกได้โดยไม่ต้องคิดมาก

อ่านต่อ »

สถานะ อภิสิทธิ์ และอำนาจที่แฝงเร้น



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2558

ในงาน Facilitator จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจกับพลวัตและสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังความแตกต่างขัดแย้งในสังคม องค์กร หรือแม้กระทั่งกับความสัมพันธ์ที่เรามีต่อผู้คนรอบข้างในชีวิตอย่างมีนัยยะสำคัญ

สิ่งนี้มักถูกแฝงเร้น ยากที่จะสังเกต หากแต่มีอิทธิพลปรากฏอยู่ในทุกๆ การพูดคุยปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ อาร์โนลด์ มินเดล (Arnold Mindell) นักจิตวิทยาผู้พัฒนางาน Process Work หรือจิตวิทยางานกระบวนการ เรียกสิ่งนี้ว่า “Rank” อันหมายถึงสถานะเชิงอำนาจของบุคคลหนึ่งๆ ซึ่งเป็นตัวกำหนดการสื่อสารและความสัมพันธ์ที่เขามีกับโลกและผู้คนรอบตัว

ที่สำคัญ Rank มาพร้อมกับอภิสิทธิ์ (Privilege) ซึ่งคือผลประโยชน์และความได้เปรียบที่เราได้รับจากการมี Rank นั้น เช่น อภิสิทธิ์ที่ได้เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างสังคม มีโอกาสเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง มีชีวิตที่สะดวกสบาย ไม่ต้องปากกัดตีนถีบด้วยตนเอง ในขณะเดียวกันอภิสิทธิ์นี้ อีกแง่หนึ่ง ก็มีจุดมืดบอดอาจทำให้เรากลายเป็นพวกสุขนิยม ใช้ชีวิตเสพสุขไปวันๆ ไม่รับรู้ความทุกข์ยากของคนที่มีโอกาสด้อยกว่า หรือเสียเปรียบทางสังคม เช่น คนยากไร้ กลุ่มคนรากหญ้า หรือกลุ่มชายขอบของสังคม เป็นต้น

ในชีวิตประจำวัน เราสื่อสาร Rank ของเราและประเมิน Rank ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจากการแต่งตัว นาฬิกา กระเป๋า ภาษาที่เราใช้ รถที่เราขับ หลายคนเวลาที่ต้องเข้างานสังคม มักนิยมถามถึงชาติตระกูลหรือการศึกษาว่าเรียนจบอะไร ปริญญาตรี โท เอก ในหรือนอกประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ที่น่าสนใจกว่านั้น Rank บางอย่างก็เป็นสิ่งที่มิใช่ได้รับจากภายนอก หากแต่สามารถบ่มเพาะให้เติบโตได้จากภายใน

อ่านต่อ »

ผู้ก่อการร้ายจะกลับมา หากเรายังไม่เห็นเงาตัวเอง



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 19 กันยายน 2558

เราไม่สามารถกำจัดผู้ก่อการร้ายให้หมดสิ้นไปจากโลกได้ เขาจะกลับมาใหม่ด้วยโฉมหน้าที่เปลี่ยนไป...

เหตุระเบิดหน้าศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ ถือเป็นการก่อการร้ายครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เดือนที่ผ่านมา ผมได้ติดตามข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ด้วยความสนใจ เพราะจากนี้ไป เรื่องนี้คงจะเกี่ยวข้องกับชีวิตและความสงบสุขปลอดภัยของคนไทยอย่างเราไม่น้อย เท่าที่ได้ติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ ดูแล้ว วิธีการแก้ไขปัญหาและการกอบกู้สถานการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลักๆ คือ การพยายามค้นหาตัวผู้ก่อการร้ายและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งดูแล้วเป็นงานที่ไม่ง่ายนัก ต้องทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจในการสืบค้นติดตาม และถึงแม้ตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะหาตัวผู้บงการที่แท้จริงได้หรือไม่ เพราะเรื่องราวเริ่มจะสลับซับซ้อนเกี่ยวโยงกับผู้ก่อการร้ายสากลมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่เราควรได้กลับมาทบทวน ตรวจสอบกัน ที่ยังไม่ต้องไปไกลถึงกลุ่มก่อการร้ายนอกประเทศ ว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจจะมีบางแง่มุมของเรื่องราวนี้ที่เรามองข้ามไป หรือแม้กระทั่งไม่อยากพูดถึง

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเรียนอยู่ในหลักสูตรจิตวิทยา The Art of Conflict Facilitation หรือศิลปะในการคลี่คลายความขัดแย้ง กับ อาร์โนล มินเดล (Arnold Mindell) นักจิตวิทยาและกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับการคลี่คลายความขัดแย้งระดับโลกในหลายๆ ประเทศมากว่า ๓๐ ปี โดยใช้วิธีคิดและมุมมองของจิตวิทยากระบวนทัศน์ใหม่ที่เรียกว่า Process Work เพื่อที่จะมองและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นองค์รวม เขาพบว่า เวลาที่หลายประเทศเกิดการก่อการร้าย วิธีการแก้ปัญหาหลัก มักจะมุ่งไปที่การพยายามค้นหากลุ่มผู้ก่อการร้าย จับตัว และกำจัดให้หมดสิ้น ซึ่งวิธีการนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่จำเป็นและควรทำอย่างเอาจริงเอาจังและเป็นมืออาชีพ แต่ในวิถีทางของการแก้ปัญหาระยะยาวเชิงป้องกัน (Preventive action) นั้น หลายประเทศได้ละเลย หลงลืมไป ซึ่งเป็นเหตุให้การก่อการร้ายจะมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

อ่านต่อ »

ขี้อายอย่างมีพลัง



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558

มีครั้งหนึ่งผมต้องไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับกลุ่มผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่แห่งหนึ่งจำนวนกว่า ๑๕๐ คน พูดตามตรงด้วยประสบการณ์หลายปีก่อน งานอบรมขนาดกว่าร้อยคนนี้ ถือว่าเป็นงานที่ผมไม่ถนัดเอาซะเลย เพราะปกติมักจะจัดแต่กลุ่มเล็กๆ ประมาณ ๓๐ คน รวมถึงมีความท้าทายด้วยว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมที่มากทั้งอายุและประสบการณ์ ทำให้ผมรู้สึกกังวลและประหม่าอยู่ไม่น้อย

ผมรู้สึกกับตัวเองบ่อยครั้งว่า ถึงจะทำอาชีพวิทยากรหรือกระบวนกร (Facilitator) จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้คนนับพันมานานหลายปี แต่ผมกลับรู้สึกลึกๆ ว่า ตัวเองยังมีความขี้อายอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องยืนหน้าเวทีต่อหน้าผู้คนจำนวนมากๆ หลายครั้ง ผมตั้งคำถามและสงสัยว่าผมจะต้องทำอย่างไรกับด้านนี้ของตัวเอง

ส่วนใหญ่การพูดต่อหน้าชุมชน พูดบนเวที หรือแม้กระทั่งการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน เรามักจะถูกสอนว่าต้องทำตัวให้มั่นใจ อย่าแสดงความตื่นเต้นหรือประหม่าออกมาให้คนอื่นได้รับรู้ เรียกได้ว่า เราถูกสอนตั้งแต่เด็กให้ปฏิเสธความขี้อายของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว อาจพูดได้ว่า ความขี้อายนั้นเป็นสัญชาตญาณและธรรมชาติที่งดงามอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อเราต้องเข้าไปในโลกที่ไม่คุ้นชิน และปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก บางครั้งเราก็อาจมีบางด้านที่ไม่ต่างจากสัตว์ป่า เพียงเมื่อพบเจอผู้คน เขาก็อาจวิ่งหนีหายลับไป

อ่านต่อ »

เมื่อผู้นำกล้าเปราะบาง…
หัวใจแห่งการสร้างความไว้วางใจ ท่ามกลางภาวะวิกฤติ



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2557

ช่วงที่ผ่านมา ผมได้ถูกขอความช่วยเหลือให้เป็นที่ปรึกษาองค์กรแห่งหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาความขัดแย้งและวิกฤติครั้งสำคัญ หลังจากผู้บริหารได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ แต่พนักงานระดับผู้จัดการรวมถึงระดับล่างไม่เข้าใจ เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ และเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจ จนกลายเป็นเรื่องความไว้วางใจระหว่างผู้บริหารและพนักงาน สุดท้ายเกิดการประท้วง ตามมาด้วยการลาออกของพนักงานอีกหลายคน ทุกคนในองค์กรล้วนตกอยู่ในความทุกข์ ท้อและสิ้นหวังกับวิกฤติองค์กรในครั้งนี้ มองไม่เห็นทางออก

อ่านต่อ »

จักรวาลกำลังเฝ้ามองตัวเอง…ผ่านเรา



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 18 ตุลาคม 2557

ในชีวิตของเราเคยมีคำถามและรู้สึกสงสัยบ้างไหมว่า เราเกิดมาทำไม? เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร? ตัวเราเอง หรือมนุษย์คนอื่นนั้นเกิดมาในโลกอย่างบังเอิญเท่านั้นหรือ? …หรือชีวิตนั้นมีความหมายบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านิยามของแต่ละปัจเจกบุคคล? มีเจตจำนงอันลึกซึ้งของธรรมชาติบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังการมีอยู่ของมนุษย์และสรรพสิ่งหรือไม่

…ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย นอกจากชีวิตวัยรุ่นโดยทั่วไปแล้ว ด้านหนึ่งผมเป็นคนที่มีความสงสัยใคร่รู้มากมายเกี่ยวกับชีวิตและคำถามข้างต้น ทำให้ผมชอบศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่ ปรัชญา จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ ศาสนา จนมาถึงธรรมะและการปฏิบัติสมาธิภาวนา เพื่อแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต

อ่านต่อ »

Back to Top