กิจจา เจียรวัฒนกนก

งานของผู้นำ



โดย นพ.กิจจา เจียรวัฒนกนก
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 23 พฤษภาคม 2552

ผมอ่านงานแปลประวัติของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้ให้กำเนิดโรงเรียนวอลดอร์ฟ เรื่องราวของเขาน่าสนใจในหลายเรื่อง แต่ที่ผมประทับใจมาก เป็นเรื่องซึ่งเขามีปณิธานที่จะปลุกให้มนุษย์ตื่นรู้ถึงพลังที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคน เขาใช้คำว่า “ขอให้ข้าได้เป็นผู้จุดเปลวไฟในหมู่มวลมนุษย์” การที่เขาได้บรรยายเพื่อให้คนได้ตระหนักถึงศักยภาพในการรู้แจ้งของตน ไม่ต่างจากปณิธานของพระโพธิสัตว์ ในวัตรปฏิบัติของเขาจึงแสดงถึงการศิโรราบอย่างไร้ตัวตน ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง มีการยกตัวอย่างการปฏิบัติต่อผู้คนของสไตเนอร์ที่น้อมตนเองเพื่อรับใช้ความต้องการของผู้อื่นอยู่มากมาย เป็นการนำผู้คนผ่านการรับใช้โดยไม่นำความต้องการของตนเองมาบิดเบือน

พวกเราน้อยคนที่จะทำได้อย่างนั้น แต่วิถีปฏิบัติของสไตเนอร์แสดงถึงเป้าหมายสูงสุดของการเป็นผู้นำ นั่นคือนำมนุษย์ไปสู่การตื่นรู้ในศักยภาพของตนเอง จุดเปลวไฟในหมู่ผู้คนให้พวกเขาเห็นความสามารถที่จะจารึกการกระทำอันสร้างสรรค์ของตนเองให้กับโลก ผู้นำมองเห็นเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ในตัวคน การนำด้วยการรับใช้ พวกเขาเป็นเหมือนดั่งชาวสวนที่ทะนุถนอม หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงเพาะ ดูแลให้เมล็ดพันธุ์ได้เติบโตเต็มศักยภาพ

ดังนั้นงานสำคัญประการแรกของผู้นำ คือการมองเห็นศักยภาพที่จะเติบโตทางจิตวิญญาณของผู้คน ผมใช้คำนี้อาจจะดูใหญ่โตเกินไป แต่หากมองให้ลึกซึ้งแล้ว คนที่ทำงานให้กับองค์กร ไม่ได้เพียงเงินค่าตอบแทน หรือตำแหน่งอำนาจใดๆ หากเมื่อเราลองถามตัวเองลึกๆ จริงๆ แล้ว เมื่อเราได้เงิน หรือตำแหน่งอำนาจนั้นๆ แล้ว มันได้เติมเต็มความปรารถนาลึกๆ อะไรบ้าง เมื่อได้เงินทอง บางคนอาจได้ใช้เงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว อันเป็นความปรารถนาร่วมกันที่จะธำรงรักษามนุษยชาติผ่านความมั่นคง ความผาสุกของครอบครัว อันเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคม เงินสำหรับคนบางคนอาจเป็นการเติมเต็มความปรารถนาที่จะตอบแทนพระคุณบุพการี ตำแหน่งที่ได้รับอาจเป็นเพื่อทำให้เราได้ “สร้างความดีที่มากยิ่งกว่า” ให้กับสังคม หรือแม้กระทั่งเพื่อสร้างความยอมรับจากผู้อื่น แต่สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนคงมีความปรารถนาที่จะมีดุลยภาพของการได้รับสนองความต้องการพื้นฐาน กับความต้องการที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งดีงามตามคุณค่าที่แต่ละคนยึดถือ

งานของผู้นำที่จะช่วยผู้คนให้มองเห็นศักยภาพในตนเองนั้น ต้องเริ่มต้นที่ตัวผู้นำเองมองเห็นสิ่งนี้ก่อน ทั้งในตัวเอง และผู้อื่น เหมือนกับชาวสวนมองเห็นต้นมะม่วงในเมล็ดมะม่วง ความสามารถหลักในการเป็นผู้นำ คือสามารถพิจารณาใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง จนมองเห็นศักยภาพในตนเองและผู้อื่นที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน ต้องเฝ้าดูตนเอง และผู้อื่นอย่างเนิ่นนานพอที่จะมองเห็นสิ่งนี้ เช่นเดียวกับที่เกอเธ่บอกไว้ว่า เมื่อเราเฝ้าดูสิ่งใดอย่างเนิ่นนานพอจนเกิดเป็นอวัยวะใหม่ในการรับรู้สิ่งนั้น

งานของผู้นำในประการที่สองคือ การเตรียมการเพื่อให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ผมชอบที่ ออตโต ชาร์มเมอร์ เขียนใน Theory U ถึงการเตรียมพื้นที่นาของตระกูลเขาว่า เป็นส่วนสำคัญของการเพาะปลูก พื้นที่ในการเรียนรู้ไม่ต่างจากที่นาสำหรับการเพาะปลูก คือต้องมีที่ว่างให้เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ได้งอกงาม และมีแร่ธาตุ ความชุ่มชื้นที่จะทำนุบำรุงให้เกิดการเรียนรู้ ผู้นำมีงานที่จะต้องสร้างให้สิ่งแวดล้อมในองค์กรมีโอกาสให้ศักยภาพของแต่ละคนเติบโต ให้พื้นที่แก่ผู้อื่นที่จะเรียนรู้ผ่านการทดลอง บำรุงพื้นที่นี้ด้วยข้อมูลข่าวสารและความสัมพันธ์ระหว่างกันในองค์กร งานในการเตรียมองค์กรให้พร้อมต่อการเติบโต เป็นการสร้าง “สนาม” ให้องค์กรด้วยการทำให้ข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ใครๆ ก็เข้าถึงข่าวสารได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารความสนใจต่อข่าวสารนั้นแก่ใครก็ตามที่เห็นความสำคัญร่วมกัน ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ในองค์กร นำความมีชีวิตมาสู่องค์กร

ยังมีงานสำคัญอีกประการหนึ่งที่อาจเป็นงานในหน้าที่อันสำคัญที่สุดสำหรับผู้นำ ไม่ใช่การนำเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดใดๆ ไม่ใช่การบรรลุผลกำไรสูงสุด ไม่ใช้การได้รับผลประกอบการดีที่สุด ไม่ใช่องค์กรที่เป็นเลิศ หรือการให้ใครมาติดป้ายว่าองค์กรของเขาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ แต่งานที่สำคัญที่สุดของผู้นำคือการสร้างแรงบันดาลใจให้กับองค์กร แรงบันดาลใจที่จะทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรลุกขึ้นมาฟันฝ่าอุปสรรคใดๆ เพื่อทำให้การดำรงอยู่ร่วมกันเป็นองค์กรของพวกเขาเป็นสิ่งซึ่งมีความหมาย ผู้นำมีภารกิจในการทำให้ชีวิตของคนในองค์กรเป็นชีวิตที่มีความหมายผ่านการทำงานร่วมกัน การทำงานเป็นการเพิ่มพูนความหมายให้กับชีวิตของคนในองค์กร หาใช่เป็นเพียงการเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้น แต่เป็นการเพิ่มผลกำไรให้กับทุกชีวิตที่มีส่วนเกี่ยวพันกับองค์กร

ผู้นำต่างจากนักบริหารตรงนี้เอง ผู้นำรับใช้ต่อมนุษย์เพื่อทำให้สิ่งที่มีความหมายต่อมนุษย์เป็นจริงขึ้นมา เพิ่มพูนขึ้น และแบ่งปันซึ่งกันและกัน แต่นักบริหารส่วนมากเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ต่อกฎเกณฑ์ระเบียบ ต่อดัชนีชี้วัด และผลกำไร ต่อผู้มีอำนาจเหนือเขา และต่อผลประโยชน์ทั้งในส่วนของตนเองและองค์กร ไม่ว่านักบริหารจะนำองค์กรประสบผลสำเร็จตามดัชนีชี้วัดซึ่งท้าทายมากเพียงใด หากว่าล้มเหลวในงานของผู้นำทั้งสามประการแล้ว องค์กรก็มีสภาพไม่ต่างจากม้าที่ถูกเฆี่ยนให้วิ่งสุดกำลังตลอดเวลา ในไม่ช้าองค์กรหากไม่ล่มสลายก็จะมีสภาพอ่อนล้าจนไม่สามารถทำให้เกิดคุณค่าต่อผู้ใดได้อีกในที่สุด

กล้าที่จะเป็นตัวเอง



โดย นพ.กิจจา เจียรวัฒนกนก
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 23 สิงหาคม 2551

Now I become myself.
It’s taken time, many years and places.
I have been dissolved and shaken,
Worn other people’s face ….

(May Sarton "Now I Become Myself")



หลายคนคงรู้จักเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ กันดี เพราะเป็นหนังสือที่ขายดีจนแทบไม่มีเด็กในเมืองคนไหนจะไม่รู้จัก เรื่องราวของพ่อมดน้อยแฮรี่เต็มไปด้วยจินตนาการและการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ชื่นชอบหนังสือเรื่องนี้ ติดตามอ่านกันจนถึงภาคอวสานอย่างใจจดใจจ่อ

ในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงคุกอัซคาบัน เป็นคุกอันน่าหวาดกลัวที่สุด เพราะผู้คุมวิญญาณจะทำให้นักโทษต้องได้รับโทษทัณฑ์ด้วยการเผชิญกับความหวาดกลัวของตนเอง ดูดทึ้งความสดใส ความสุขออกจากวิญญาณของนักโทษจนหมดสิ้น ถ้าคุกเช่นนี้มีอยู่จริง การมีชีวิตในนั้นคงเลวร้ายกว่าความตายเสียอีก

แม้ว่าจะไม่มีคุกอัซคาบันอย่างเต็มรูปแบบอย่างในหนังสือ ทว่าผู้เขียนสังเกตว่ามีหลายครั้งในชีวิตที่ได้เผชิญกับคุกภายในใจที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน เป็นการคุมขังที่กักขังชีวิตเราให้ไม่สามารถสัมผัสกับความสุขอย่างแท้จริง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้กับชีวิตในทุกๆ วันใหม่ กำแพงของมันบางครั้งก็ชัดเจน สามารถมองเห็นได้ว่ามีสิ่งใดที่ปรารถนาต้องการ แต่หลายครั้งมันก็ไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ไม่อาจมีความสงบสุขได้

มีที่มาของความพร่ามัวนั้นมันซ่อนตัวอย่างแนบเนียนในส่วนลึกของอัตตา สิ่งนั้นคือความกลัว แต่ไม่ใช่ความกลัวธรรมดาๆ หากเป็นความกลัวในความกลัว ที่เรากลัวเกินกว่าจะยอมรับมัน จนสามารถหาข้ออ้างต่างๆ ที่ดูสมเหตุสมผล เป็นข้ออ้างไม่ให้ยอมรับในสิ่งที่เป็นความกลัวของตัวเอง สิ่งที่ตามมาทำให้ตัวตนภายในได้รับการคุมขังอย่างแนบเนียนด้วยกำแพงของการดำรงตนเพื่อให้ดูดี กลัวที่จะยอมรับความต้องการดูแลตัวตนภายใน และตกแต่งความล้มเหลวที่ผ่านมาโดยการสะกดจิตตนเองด้วยภาพที่ว่า “ศัตรูอยู่แต่ภายนอก และโลกยังไม่พร้อมสำหรับผม”

ทว่าชีวิตย่อมดำเนินมาอย่างสมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่เคยผิดพลาด ทุกความสำเร็จและล้มเหลวเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องเสมอ ทุกผลของการกระทำเป็นเสมือนหลักบอกระยะทางของการดำเนินชีวิตว่าไปด้วยกันกับโลกนี้ได้ดีหรือไม่ ทุกหลักกิโลเมตรมีบทเรียนของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค มันทำให้เราได้ทบทวนว่าสิ่งที่ต้องการนั้นมีความหมายกับชีวิตอย่างไร แรนดี พอส์ช (Randy Pausch - ศาสตราจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ประจำมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) กล่าวใน The Last Lecture เกี่ยวกับอุปสรรคว่า “กำแพง (อุปสรรค) มีเหตุผลของมัน: มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องการสิ่งที่คาดหมายนั้นมากเพียงใด และผู้ที่จะได้รับต้องเป็นผู้ต้องการสิ่งนั้นอย่างแท้จริง กำแพงช่วยพิทักษ์สิ่งนั้นเพื่อมอบต่อเจ้าของที่แท้จริง”

บทเรียนของผู้เขียนเริ่มต้นจากคำถาม ผู้เขียนถามตัวเองว่า ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และกำลังพยายามทำให้สิ่งใดเกิดขึ้น เมื่ออุปสรรคทำให้ไม่สามารถได้รับสิ่งที่ต้องการ มันไม่ได้เป็นการสูญเสียความพยายามโดยเปล่าประโยชน์ เพียงแต่ผู้เขียนไม่ค่อยได้มาทบทวนว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่ต้องการ มันมีต้นกำเนิด ‘มาจากตัวตนที่แท้จริง (authentic self)’ หรือ ‘มาจากความกลัว’ ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับนับถือ เราก็ต้องแสวงหาเครื่องประดับให้กับภาพลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่ง ด้วยความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ เราก็ต้องยอมทำในสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อให้ผู้อื่นชื่นชม การให้มิได้เกิดจากความสุขที่เป็นผู้ให้ แต่เป็นไปเพื่อซื้อความยอมรับนับถือจากผู้คน (รวมถึงตนเองด้วย ทำให้รู้สึกว่าเราดีพอที่จะนับถือตัวเองได้) เรากลบเกลื่อนความทุกข์ของการแบ่งแยกการกระทำออกจากตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้โดยบอกตัวเองว่า เราเป็นผู้เสียสละ ความทุกข์ของเราเกิดจากการเอาเปรียบของผู้อื่น

การกระทำซึ่งมาจากตัวตนที่แท้จริงภายในนั้นแตกต่างจากสิ่งที่มาจากความกลัวอย่างไร คำตอบของผู้เขียนสำหรับตัวเองในเวลานี้คือ ให้ถามความรู้สึกของตัวเอง หากรู้สึกว่าตนเองมีพลังทำในสิ่งนั้น มีความสุขใจเมื่อได้ทำ สามารถหาเวลา และหนทางทำในสิ่งนั้นได้อยู่เสมอ ผู้เขียนคิดว่าสิ่งนั้นแหละที่ใช่ความต้องการจากภายใน ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทำเพราะความกลัว ซึ่งจะรู้สึกถึงความด้อยของตนเอง แสวงหาการยอมรับของผู้อื่น และหากหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่ทุ่มเทความพยายามให้ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าเมื่อใดสิ่งนั้นจะสิ้นสุดลงเสียที

ในความทุกข์ยากของการถูกจองจำด้วยความกลัว ความทุกข์จากการปฏิเสธความต้องการของตัวตนภายใน เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง อาจนำสู่การกระทำที่ปลดปล่อยอิสรภาพให้กับตัวเรา เหมือนกรณีของ โรซา ปาคส์ (Rosa Parks) หญิงผิวดำวัยสิ่สิบปีได้ตัดสินใจกระทำขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ เมื่อเธอกระทำในสิ่งที่สังคมในยุคนั้นไม่อนุญาต โดยไปนั่งที่นั่งด้านหน้าในรถประจำทางซึ่งสงวนไว้สำหรับคนผิวขาว เมื่อหลายปีผ่านไป นักศึกษาได้ถามว่าเหตุใดเธอจึงนั่งในที่นั่งตอนหน้าของรถบัสในวันนั้น คำตอบของเธอไม่ได้เป็นเรื่องของกระบวนการประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดผิว ความประสงค์ของเธอในตอนนั้นเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ทว่าลึกซึ้ง เธอตอบว่า “เพราะว่าฉันเหนื่อย” แต่ความเหนื่อยของเธอไม่ได้หมายถึงเพียงร่างกาย หัวใจของเธอก็เหน็ดเหนื่อย ทั้งชีวิตของเธอเหนื่อยหน่ายกับการต้องเล่นตามกฎเกณฑ์ของลัทธิเหยียดผิว ซึ่งไม่ยอมรับความต้องการมีตัวตนที่แท้จริงของเธอ

ชีวิตที่แบ่งแยกจากตัวตนอันแท้จริงเป็นชีวิตที่เหนื่อยหน่าย ในบางครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรเลย เป็นเพราะใช้พลังงานไปกับการเล่นตามกฎของผู้อื่น เพื่อกักขังความต้องการของความจริงภายใน ปฏิเสธว่าตัวเองไม่มีคุณค่าพอที่จะยืนยันความต้องการ ผู้เขียนเคยพยายามทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นความกล้าหาญ เพื่อเปลี่ยนแปลง มันดีขึ้นสักพัก แต่ความกลัว เจ้าเพื่อนเก่า ก็กลับมาใหม่ หรือจนกว่าเราจะยอมรับทุกผลลัพธ์ที่ตามมาจากการกระทำนั้นๆ อย่างกล้าหาญ เห็นบทเรียนจากความล้มเหลว เฝ้าดูความกลัวของตัวเองด้วยความไม่กลัว เมื่อนั้นการเรียนรู้ในบทเรียนจึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผู้เขียนไม่ต้องการเรียนรู้เพื่อจะเป็นคนอื่นอีกต่อไปแล้ว แต่หวังเพียงว่าจะได้ดำเนินชีวิตของตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น

เราทุกคนต่างครอบครองของขวัญล้ำค่า เป็นเครื่องมือเพื่อนำตัวตนที่แท้จริงออกมาปรากฏสู่โลก สิ่งนั้นคือตัวของเรา ด้วยร่างกายและความคิด เราสามารถนำสิ่งที่ตัวตนภายในเรียกร้อง สร้างให้เป็นจริงขึ้นมาผ่านการกระทำ ความผิดหวังในผลของการกระทำเป็นเหมือนยาที่แม้จะเป็นประโยชน์ แต่มีรสขม มันช่วยเตือนให้ผู้เขียนได้ทบทวนตนเอง หากสิ่งที่ต้องการนั้นเป็นตัวตนของเรา มันก็คุ้มค่าที่จะเจ็บตัวกับการเดินผ่านกำแพงอุปสรรค มันเพียงแค่เตือนว่าเรายังกระทำเพื่อรับใช้ตัวตนภายในได้ไม่ถูกต้อง ในที่สุด เราอาจได้เรียนรู้ว่าจะกระทำในเรื่องที่ “มิอาจไม่กระทำ” ได้อย่างไร เพราะสิ่งนั้น เป็นเสียงที่มาจากภายใน ซึ่งเป็นของขวัญเฉพาะของตนเอง เรามีหน้าที่เรียกคืนสิทธิอันชอบธรรม ที่จะนำของขวัญนี้มาสู่โลก โดยผ่านการกระทำซึ่งมาจากความจริงแท้ของตนเอง

(บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความ Now I Become Myself จากหนังสือ Let Your Life Speak ของ Parker J. Palmer)

Back to Top