2017

เยียวยาใจด้วยเมตตา



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2560

หญิงผู้หนึ่งเศร้าเสียใจมากเพราะสามีของเธอกำลังจะตายด้วยโรคร้าย เมื่อใดที่นึกถึงวันที่ไม่มีเขาอยู่ในโลกนี้ เธอยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยว วันหนึ่งขณะที่สามีกำลังทรุดหนัก เธอพูดกับเขาว่า “ฉันจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีคุณ” คำตอบของเขาคือ “นำความรักที่คุณมีให้กับผม ไปมอบให้คนอื่นๆ”

เธอพบว่าเมื่อสามีจากไป คำแนะนำของเขาช่วยเธอได้มาก การมอบความรักให้แก่ผู้อื่น ด้วยการช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือคนที่ลำบากกว่าเธอนั้น ช่วยให้เธอคลายความเศร้าโศกไปได้ไม่น้อย มันไม่เพียงทำให้เธอหลุดจากการจมดิ่งในความทุกข์เท่านั้น ความเมตตาที่ถูกปลุกขึ้นมายังช่วยขับไล่ความเศร้าโศกไปจากใจเธอ ยิ่งกว่านั้นความสุขใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เธอให้ความช่วยเหลือ ยังเป็นเสมือนน้ำชโลมใจที่ทำให้กลับมามีชีวิตชีวา

ความเมตตา ความใส่ใจและเอื้ออาทรต่อผู้อื่นนั้น เป็นโอสถที่สามารถเยียวยาจิตใจของผู้ที่เศร้าโศกเพราะสูญเสียได้เป็นอย่างดี กุมารแพทย์ผู้หนึ่งสูญเสียสามีอย่างกะทันหัน ทันทีที่รู้ข่าว ใจเธอแทบสลาย เธอจมอยู่ในความเศร้าอย่างไม่รู้วันรู้คืน แม้งานศพเสร็จสิ้น ความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตก็ยังไม่จางคลาย ครั้นถึงเวลาที่ต้องไปทำงาน เธอก็เอาแต่จ่อมจมอยู่ในห้องพัก ไม่มีเรี่ยวแรงไปตรวจคนไข้ ทีแรกเพื่อนๆ ก็อยากให้เธออยู่กับตัวเองสักพัก ด้วยความหวังว่าไม่นานเธอก็จะดีขึ้น แต่ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เธอก็ยังไม่ดีขึ้น เก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักทั้งวัน

อ่านต่อ »

ความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างมิติภายในกับมิติภายนอก: ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับ เศรษฐกิจดิจิทัล



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2560

โลกยุคใหม่ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม ดูเหมือนจะเทไหลไปให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นมิติภายนอกมากกว่ามิติภายใน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมิติภายนอกมันจับต้องได้ทันที มันน่าตื่นเต้น ตื่นตา เร้าใจ และที่สำคัญ มันซื้อได้ ขายได้ โดยใช้เงิน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบและวิธีการใดเป็นตัวกลาง คนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจแบบนี้จึงต้องขวนขวายหาเงินมาเพื่อจะให้ได้สิ่งที่อยากมีอยากได้ และเมื่อความอยากมีอยากได้มันเอ่อล้นจนขาดสติ คนก็มีแนวโน้มที่จะใช้วิธีเดินทางลัดเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด ได้ผลมากที่สุด โดยใช้ทุนน้อยที่สุด ซึ่งในทางวิชาการด้านการบริหารเรียกว่ามีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่บางรายก็มุ่งแต่ผล (ประโยชน์สูงสุดส่วนตน) โดยไม่สนใจเรื่องคุณธรรม ความถูกต้องดีงามที่เป็นมิติภายใน เช่น การแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะ การปลอมแปลงเอกสารทางราชการ และธนบัตร ฯลฯ

ขออนุญาตใช้ชุดภาษายุคไทยแลนด์ 4.0 ว่า คนจำนวนหนึ่ง “ติดกับดัก” ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น แบบเร่งรีบในยุคดิจิทัล คนจำนวนหนึ่งเปลี่ยนจากการ “ทำมากได้น้อย สู่การทำน้อยได้มาก” ด้วยการโกงกิน รับสินบน การคอร์รัปชั่น แชร์ลูกโซ่ ปล้น ขโมยทรัพย์ของผู้อื่น...

อ่านต่อ »

ระบบการศึกษาซอมบี้



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2560

ผมนั่งอยู่ในการบรรยายของวิทยากรในค่ายเยาวชน เรื่องราวที่วิทยากรพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการเกษตรในอดีตและฉายภาพในเห็นอุตสาหกรรมเกษตรในปัจจุบันของประเทศไทย เรื่องราวดังกล่าวได้รับความสนใจจากเยาวชนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยมัธยมต้นพอสมควร แต่พอถึงช่วงถามตอบ คำถามที่น้องๆ ถามกลับเป็นคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในการบรรยายสักเท่าไร

“อาจารย์บอกว่าให้พวกผมตั้งคำถาม แต่ทำไมเวลาผมตั้งคำถามกับครูในห้อง ครูเขาไม่ยอมตอบผมครับ”

“อาจารย์คะ มันมีเส้นแบ่งบางๆ อยู่ระหว่างการสร้างสรรค์และการลบหลู่ แล้วเราจะสร้างสรรค์อย่างไรไม่ให้ลบหลู่”

“อาจารย์คะ การที่เราออกจากนอกกรอบแค่เพียงนิดเดียว แต่ผู้ใหญ่กลับมองว่าเราไร้สาระ ทำไมล่ะคะ?”

บรรยากาศในห้องเหมือนกับเชื้อเพลิงลุกติดไฟ การแลกเปลี่ยนสนทนาเป็นไปอย่างคึกคักมีชีวิตชีวา ยิ่งเมื่อวิทยากรแบ่งปันเรื่องเล่าซึ่งตัวเขาเองถูกกดขี่มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนักศึกษา เราจะได้ยินเสียงน้องๆ เยาวชนเปล่งเสียงฮือฮาเป็นระยะ

“ตอนนั้น ครูให้ผมวาดรูปดอกไม้ ผมก็ลงมือวาดทันที พอครูมาถึงเขาบอกว่ายังไม่ได้บอกให้วาด วาดก่อนได้อย่างไร แล้วดูสิ ครูจะให้วาดดอกไม้ห้ากลีบ ทำไมวาดเจ็ดกลีบ”

“ก็บ้านผมขายดอกไม้ ผมรู้ว่าดอกไม้เจ็ดกลีบก็มี!” อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในวิชาประวัติศาสตร์ เมื่ออาจารย์ตรวจข้อสอบให้เขาผิด เขาจึงไปทักท้วงครูผู้สอน

อ่านต่อ »

ฟินด์ฮอร์น ชุมชนทางเลือกชายฝั่งทะเลเหนือ



โดย ประชา หุตานุวัตร
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 เมษายน 2560

ผมมาถึงชุมชนทางเลือกชื่อฟินด์ฮอร์น ทางเหนือของสกอตแลนด์ ในวันที่ ๒๕ มีนาคม ศกนี้ เป็นวันเปลี่ยนเวลาพอดี ทำให้เวลาที่ต่างจากประเทศไทยเหลือ ๖ ชั่วโมงแทน ๗ ชั่วโมง บ่งบอกการสิ้นสุดฤดูหนาว ก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว อากาศสดใส ฟ้าสีครามไร้เมฆ แดดเจิดจ้า แต่อากาศนอกบ้านหนาวจับใจ ปีนี้ ดอกแดฟโฟดิลกำลังผลิบาน ตามหน้าบ้านและตามริมทางสาธารณะทั่วไปแลเหลืองสะพรั่ง ดอกสโนว์ดร็อบสีขาวเรี่ยดินก็โผล่ขึ้นมาตามโคนไม้ใหญ่ตรงนั้นตรงนี้ ทิวลิบกำลังแย้ม อีกไม่กี่วันคงอวดสีสดฉูดฉาดแข่งกับดอกไม้หลากสีของฤดูกาลนี้

ที่นี่อยู่ทางตอนเหนือของสกอตแลนด์ ชายฝั่งทะเลเหนือ เป็นชุมชนที่ฝรั่งเรียกว่าผู้คนตั้งใจสร้างขึ้นใหม่ และภายหลังได้ชื่อเพิ่มว่าเป็นชุมชนนิเวศด้วย เมื่อเกิดชุมชนแบบนี้ทั่วยุโรป จึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายชุมชนนิเวศของโลกและพยายามเผยแพร่การจัดตั้งชุมชนแบบนี้ ในฐานะเป็นคำตอบหนึ่งของการหาทางออกให้แก่มนุษยชาติ เพื่อไปพ้นจากวิกฤตหลายด้านที่กำลังเผชิญอยู่

ผู้นำชุมชนหลายคนจากชุมชนเหล่านี้ทั่วยุโรป เคยมาประชุมร่วมกันที่อาศรมวงศ์สนิท เพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องหลักสูตรที่จะให้การศึกษาเพื่อขยายชุมชนแบบนี้ อาศรมวงศ์สนิทก็เลยได้ชื่อเป็นชุมชนนิเวศไปด้วย และทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันมา

ชุมชนฟินด์ฮอร์นสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยผู้ก่อตั้งสามคน คือ ปีเต้อ แคดดี้ (Peter Caddy) กับภรรยาคือ ไอลีน แคดดี้ (Eileen Caddy) และโดโรธี แมคเคน (Dorothy Mcclain) ไอลีนนั้นสามารถสื่อกับเทพชั้นสูงได้ ส่วนโดโรธีสามารถสื่อกับรุกขเทวากับสัตวเทวาได้ ถ้าพูดภาษาบ้านเรา สตรีทั้งสองท่านนี้ก็เป็นคนทรงนั่นเอง ส่วนปีเต้อนั้นเป็นคนเชื่อ และเป็นคนปฏิบัติ นำสิ่งที่สตรีทั้งสองรับสื่อมา ออกสู่การปฏิบัติเป็นประจำวัน

อ่านต่อ »

ตื่นรู้ในกายเพื่อจิต สู่ความผาสุกและอิสรภาพที่แท้จริงของชีวิต



โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 เมษายน 2560

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Practicing Mind: Developing Focus and Discipline in Your Life ของธอมัส สเติร์นเนอร์ (Thomas M. Sterner) ผมยกให้เป็นหนังสือดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ได้อ่านในรอบหนึ่งปี

ธอมัส สเติร์นเนอร์ เป็นนักดนตรีแจ๊สและช่างจูนเปียโน ตอนหนึ่ง เขาเล่าเรื่องการจูนเปียโน ว่าด้วยการฝึกฝนตนเอง แทนที่จะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อย่างไม่ตั้งใจ อย่างไม่ตื่นรู้ ก็เปลี่ยนมาเป็นการใช้ชีวิตที่ตั้งใจและตื่นรู้ สังเกตความเป็นไปของชีวิต ณ ขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพียงการล้างหน้า การบริหารร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เมื่อตื่นนอนก็ตาม หากเราใส่ใจ เราสามารถนำมาเป็นการปฏิบัติได้ทั้งสิ้น

ธอมัสเล่าว่า วันนั้น เขาต้องจูนเปียโนสองตัว ตัวใหญ่สำหรับนักแสดงเปียโน ตัวเล็กสำหรับวงออเครสต้าที่จะเล่นล้อไปกับนักแสดง นับว่างานหนักเอาการ เพราะการจูนเปียโนเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและซ้ำซาก ต้องจูนสายเปียโนไปทีละสาย กว่าจะเสร็จต้องใช้เวลานานมาก

ธอมัสมีไอเดียว่าเขาจะทำงานให้ช้าลง นี่แหละครับเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกต่าง เขาเริ่มจากเปียโนตัวแรกสำหรับนักแสดง ปกติเขาจะรวบเครื่องมือเอามากองแล้วเริ่มทำงาน แต่วันนี้ เขาค่อยๆ หยิบเครื่องมือแต่ละตัวออกมาวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ แล้วเริ่มจูนเปียโนทีละสายอย่างช้าๆ อย่างตั้งใจไปเรื่อยๆ จนจบงาน

อ่านต่อ »

“ความดี” หลากวัย



โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 14 เมษายน 2560

ความตั้งใจทำ “ความดี” ของคนแต่ละช่วงวัยเป็นอย่างไร คือ คำถามที่ทีมนวัตกรรมองค์ความรู้ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) นำมาออกแบบแบบสอบถามเก็บข้อมูลการตั้งปณิธานทำความดีของคนในสังคมไทย เพื่อสนับสนุนโครงการ ๗๐ บุคคลต้นแบบ ๗ ล้านความดี “ทำดีตามรอยพ่อ สานต่องานที่พ่อทำ” และเพื่อนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์จัดทำเป็นรายงานสถานการณ์การตั้งใจทำความดีของคนทุกช่วงวัย ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๐

ทีมงานออกแบบประเด็นคำถามโดยเชื่อมโยงประเด็นการตั้งใจทำความดีของคนในสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันเข้ากับแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๔) ที่มุ่งขับเคลื่อนคุณธรรม ๔ ประเด็น คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ทีมงานตระหนักดีว่า ท่ามกลางความหลากหลายของคนในสังคม การระบุประเด็นการตั้งใจทำความดีไว้เฉพาะคุณธรรม ๔ ประเด็นข้างต้น อาจเป็นการ “สร้างกรอบ” การความตั้งใจทำความดีของคนในสังคมมากเกินไป ด้วยเหตุนี้ แบบสอบถามจึงมีคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบเลือกนิยาม “ความดี” ที่ตนเองตั้งใจทำอย่างอิสระอีกส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากส่วนที่เลือกตอบแบบปรนัย

อ่านต่อ »

ปฏิบัติการ “กล้าที่จะสอน” (๒)



โดย ณัฐฬส วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 8 เมษายน 2560

จากผลของการจัดหลักสูตร “กล้าที่จะสอน” ๖ ประการดังได้กล่าวไปในบทความก่อนหน้าแล้ว (ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ๑ เมษายน ๒๕๖๐) ในฐานะกระบวนกร ผมรู้สึกว่าครูทั้งหลายเปิดรับและมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ทั้งสองโมดุลอย่างเต็มที่ และได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันและทักษะการดูแลตัวเองและการสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างตั้งอกตั้งใจ จนนำไปประยุกต์กับการสอนในชั้นเรียนอย่างได้ผลเกินความคาดหมาย คิดว่ากิจกรรมอีกสองโมดุลข้างหน้า จะยิ่งเพิ่มศักยภาพและทักษะในการเป็นครูกล้าสอน กล้าให้พื้นที่กับชีวิตและธรรมชาติทั้งภายในตัวเองและในตัวผู้เรียนได้อย่างมีพลัง ซึ่งจะตอบโจทย์การเรียนรู้ที่เอาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และพลิกกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียนให้มีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพ

การทำงานครั้งนี้ ยังทำให้มีความเข้าใจมากขึ้นในระบบการศึกษานั่นคือ

๑. สังคมยังมีคนที่มีใจจะสอน อยากเห็นลูกศิษย์หรือเยาวชนเติบโตทั้งทางจิตใจ มุมมอง และความสามารถทางการศึกษา และเชื่อว่าครูเหล่านี้มีความสามารถและความรู้ที่สามารถจะสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ เพียงต้องการพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ทบทวนชีวิต และวิธีการสอนของตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังใจในวิชาชีพครู ดังนั้น โครงการจึงเน้นความสำคัญที่การเรียนรู้จากกันและกันมากกว่าการให้ความรู้แบบการอบรมสัมมนา ที่เน้นการรับความรู้จากวิทยากรเป็นหลัก

อ่านต่อ »

ปฏิบัติการ “กล้าที่จะสอน” (๑)



โดย ณัฐฬส วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 เมษายน 2560

ในช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา สำนักพิมพ์สวนเงินมีมาร่วมกับสถาบันขวัญแผ่นดิน พัฒนาหลักสูตรเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้ “โครงการ จิตวิญญาณใหม่ (The New Spirit in Education)” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. โดยใช้ชื่อว่า “กล้าที่จะสอน” เพื่อสนับสนุนพื้นที่บ่มเพาะจิตวิญญาณครู ฟื้นฟูพลังชีวิตและแรงบันดาลใจ รวมทั้งปรับเปลี่ยนทัศนคติและกระบวนการเรียนรู้ที่ให้คุณค่ากับชีวิตของผู้สอนและผู้เรียนไปพร้อมๆ กัน จนทำให้เกิดความเป็นครอบครัวหรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ให้คุณค่ากับความสนใจใคร่รู้ อิสรภาพในการแสวงหาความรู้ ที่ถือเอาวิชาเป็นหลัก โดยหลักสูตรทั้งหมดจะมี ๔ ครั้งด้วยกัน (ครั้งละ ๓-๔ วันในช่วง ๖ เดือน) ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะก่อให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย เคารพและไว้วางใจกันได้อย่างแท้จริง เพื่อช่วยในการสืบค้นและทำความเข้าใจในตัวผู้สอนเอง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน และกระบวนการเรียนรู้ที่จะสอดคล้องกับชีวิตและหวังว่าจะส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ ทางผู้จัดได้ใช้แนวคิดของพาร์คเกอร์ พาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer) จากหนังสือ กล้าที่จะสอน (The Courage to Teach) ซึ่งถอดบทเรียนการสอนของผู้เขียนและเพื่อนร่วมวิชาชีพมากว่า ๔๐ ปี ที่ถือว่าหัวใจของการศึกษาอยู่ที่หัวใจของครูและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นทางออกอย่างหนึ่งให้กับปัญหาระบบการศึกษาที่ตีบตันอยู่ในปัจจุบัน

อ่านต่อ »

ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลกกับหัวใจที่แกร่งกล้าและงดงาม



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 25 มีนาคม 2560

ผมได้ดูเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งจากรายการทีวีช่อง National Geographic ระหว่างที่ดูได้อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดที่หลากหลาย ได้สติและปัญญา มีความรู้สึกอยากจะเผยแพร่เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเธอผู้แกร่งกล้าคนนี้

ผู้หญิงคนนี้เธอมีชื่อว่า Lizzie Velasques เป็นคนอเมริกัน เกิดที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส เธอเกิดมาก่อนกำหนดพร้อมกับความผิดปกติซึ่งวงการแพทย์ก็ยังวินิจฉัยไม่ได้ว่ามาจากอะไร คือเธอไม่สามารถเพิ่มน้ำหนัก (ไขมัน) ให้ตัวเองได้ รูปร่างของเธอจึงผอมบางมีแต่หนังหุ้มกระดูก เหมือนมนุษย์ต่างดาว หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว จนตัวเธอเองพูดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก

ความทุกข์ทรมานทางกายจากโรคประหลาดที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ความเจ็บป่วยทางกายที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจนนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันอายุ ๒๕ ปี และความเจ็บปวดทางใจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จากการถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนล้อเลียน กลั่นแกล้ง ไม่มีเพื่อนเล่น มีแต่คนรังเกียจ ไม่มีใครอยากคบ เธอต้องคอยหลบซ่อนตัวจากจากคนอื่นๆ เพราะไม่อยากเห็นสายตา ท่าทาง การซุบซิบ และไม่อยากตอบคำถามเกี่ยวกับความผิดปกติของเธอกับคนรอบข้าง

ผู้ที่อยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้เธอตลอดมาก็คือคุณพ่อคุณแม่ของเธอเอง

เธอพูดกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเธอจะยังตายไม่ได้ เธอรวบรวมความกล้า ส่งรูปตัวเองพร้อมคำบรรยายที่ระบุว่าเธอคือ “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ลงในสื่อออนไลน์ ปรากฏว่ามีคนเข้าดูเกือบ ๕ ล้านครั้งในเวลาไม่นาน

อ่านต่อ »

อย่าทำผิดในสิ่งที่ถูก



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 18 มีนาคม 2560

“ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ตน” เป็นพุทธภาษิตที่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยคุ้นเคย หลายคนฟังแล้วก็โมทนาสาธุ แต่บางคนที่ช่างสังเกตหน่อยอาจสงสัยว่า ทำไมต้องมีคำว่า “ประพฤติดีแล้ว” เพราะธรรมนั้นเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐ ปฏิบัติเมื่อไหร่ก็น่าจะเกิดผลดีเมื่อนั้นไม่ใช่หรือ ทำไมจึงต้องต่อท้ายว่า “ประพฤติดีแล้ว” ด้วย แสดงว่าอาจมีการประพฤติที่ไม่ดีก็ได้ นั่นก็หมายความว่า ถ้าหากประพฤติไม่ดีก็ไม่นำสุขมาให้ตน อาจจะเกิดผลตรงข้ามก็คือทำให้เกิดทุกข์ได้

ธรรมที่ประพฤติไม่ดีย่อมนำทุกข์มาให้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มีภาษิตหนึ่งในคาถาธรรมบทที่มีความหมายสอดคล้องกัน ก็คือ “หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือตนเองฉันใด ความเป็นสมณะอันบรรพชิตรักษาไม่ดี ย่อมฉุดไปนรกฉันนั้น” หญ้าคานั้นดูเผินๆ ไม่มีพิษมีภัยอะไร เพราะไม่มีหนาม แต่ถ้าจับไม่ดีมันก็บาดมือเอาได้ ความเป็นสมณะหรือความเป็นพระนั้น แม้จะเป็นสิ่งดี สิ่งประเสริฐ แต่เมื่อได้ครองเพศนี้แล้ว ใช่ว่าจะเกิดความเจริญงอกงามหรือเกิดผลดีเสมอไป ถ้าปฏิบัติไม่ถูกก็สามารถลงนรกได้ เช่น พอบวชเป็นพระแล้วมีคนกราบไหว้ เคารพนับถือมากมาย ก็หลงคิดว่าตัวเองปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว หรือเมื่อปฏิบัติดีมีคนศรัทธามีลาภสักการะเกิดขึ้น เกิดหลงติดในลาภสักการะนั้นก็จะเกิดความโลภ หลงตัวลืมตนนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดก็เป็นได้ เช่น ใช้ความเป็นสมณะของตัวล่อลวงให้คนหลง จะได้เอาลาภสักการะมาถวายมากๆ หรือทำยิ่งกว่านั้นคือ ใช้ความเป็นพระเพื่อหลอกให้สีกามาปรนเปรอกิเลสของตัว อันนี้เรียกว่าความเป็นสมณะที่ปฏิบัติไม่ถูกย่อมฉุดลงนรก

อ่านต่อ »

จิตวิญญาณในโลกหลังความจริง



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2560

พจนานุกรมออกซฟอร์ดได้ยกให้คำว่า “หลังความจริง” (Post-Truth) เป็นคำแห่งปี พ.ศ. ๒๕๕๙ มันมีความหมายว่า ความเป็นจริงทางภววิสัยส่งผลต่อความคิดความเชื่อของผู้คนน้อยกว่าอารมณ์ความรู้สึกและความเชื่อส่วนตัว พูดภาษาง่ายๆ ก็คือ คนเราย่อมเอาอารมณ์ความรู้สึกเข้าตัดสินเสมอๆ โดยไม่สนใจหลักฐานความเป็นจริงที่ปรากฏต่อตนเอง

นักจิตวิทยาได้แยกกระบวนการให้เหตุผลของมนุษย์เป็นสองระบบ ระบบแรก เราก่อร่างสร้างรูปความเชื่อของเราจาก “ญาณทัสสนะ” และระบบที่สอง ด้วยกระบวนการ “ความคิดเชิงเหตุผล” ญาณทัสสนะคือผลพวงของวิวัฒนาการดั้งเดิมที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อม มันเป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกโดยเราไม่รู้ตัว ส่วนความคิดเชิงเหตุผลเป็นผลจากวิวัฒนาการของมนุษย์ในภายหลังที่ทำให้เราสามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรม ซึ่งจะถูกจำกัดด้วยความทรงจำและพัฒนาการทางปัญญา

นอกจากนั้น เขายังค้นพบว่า คนเราไม่ได้ใช้เพียงความคิดเชิงเหตุผลในการตัดสินใจทำอะไรต่างๆ ๑๐๐% เรายังใช้ญาณทัสสนะเข้ามาตัดสินในเรื่องต่างๆ โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว (และอาจจะอธิบายการกระทำนั้นด้วยเหตุผลในภายหลัง)

อ่านต่อ »

เล่าเรื่อง Process Work จิตวิทยากระบวนทัศน์ใหม่ ตอน โรงเรียนกระบวนกรที่พอร์ตแลนด์



โดย โอม รัตนกาญจน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 4 มีนาคม 2560

“I learn Process Work by relationship and love.” Dawn Menken

หลายปีที่ผ่านมาศาสตร์ของกระบวนกร หรือ Facilitator เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในเมืองไทย ทั้งในแวดวงการฝึกอบรม การศึกษา และการเปลี่ยนแปลงองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคม อาจเป็นเพราะว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลง เราอาจกำลังต้องการผู้นำที่มีความเป็นกระบวนกรมากขึ้น หมายถึงผู้นำที่สามารถหลอมรวมความแตกต่างหลากหลาย และนำพาผู้คนให้เกิดการมีส่วนร่วม เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเคารพเท่าเทียม ส่วนตัวผมเองมักจะมีพี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักในแวดวงเขียนมาถามถึงการทำงานและการเรียนรู้ด้านนี้อยู่เป็นระยะ ผมก็มักจะเล่าให้ฟังโดยนัดพูดคุย เขียนแลกเปลี่ยนกันในโซเชียลมีเดีย และหลายท่านคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจในวงกว้าง จึงเป็นที่มาของบทความชิ้นนี้

อ่านต่อ »

ปฏิรูปการศึกษาไทย: การสะท้อนการเรียนรู้



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560

ในฐานะที่เป็นคนไทย รู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ทุกครั้งที่ได้ยินคนไทยด้วยกันพูดว่า ประเทศไทยทันสมัยแต่ไม่พัฒนา และยิ่งรู้สึกสะเทือนใจมากขึ้นเมื่อได้ยินชาวต่างชาติที่รู้จักและรักประเทศไทย พูดว่าประเทศไทยมีของดีมีคุณค่ามากมาย แต่คนไทยไม่เห็นคุณค่าและรักษาของดีเหล่านั้น แต่กลับไปไล่ล่าเลียนแบบฝรั่ง ไปติดกับดักความคิดและมาตรฐานภายนอกแบบตะวันตก

ทำไมเราต้องปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบต่างๆ ตามเกณฑ์ ตามมาตรฐานของต่างชาติ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล? ทำไมต้องตามเขา? ทำไมไม่ทำของเราให้แตกต่าง ดี และมีคุณค่ามากพอที่ต่างชาติจะมาเทียบเคียงกับเราบ้าง? ประเทศฟินแลนด์พัฒนาระบบและจัดการศึกษาของเขาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ไม่เลียนแบบใคร แต่กลับได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่ง ประเทศไทยควรเรียนรู้จากเขา ไม่ต้องเลียนแบบฟินแลนด์ เพราะบริบทของไทยไม่เหมือนเขา

เท่าที่ผมสังเกตจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความคิด ทฤษฎี หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิถีการดำเนินชีวิต เราก็มีความคิดจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ทันสิ่งใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

หรือเมื่อไรที่มีผลการจัดอันดับที่ไม่ดี เราก็คิดจะปฏิรูปเพื่อหวังจะให้มีผลการจัดอันดับที่ดีขึ้น

อ่านต่อ »

“คุณธรรม” ในสังคมพหุวัฒนธรรม



โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560

“คุณธรรม” ที่ยึดโยงผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมมีลักษณะอย่างไร เป็นคำถามสำคัญที่นำมาชวนคิดชวนคุยในกลุ่มภาคีเครือข่ายและผู้เข้าร่วมงานสมัชชาคุณธรรมภาคใต้ ที่จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และภาคีสมัชชาคุณธรรมภาคใต้ ระหว่างวันที่ ๑-๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่ห้องประชุมคณะวิทยาการสื่อสารและสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

กระบวนการพูดคุยในงานสมัชชาครั้งนี้ มีตั้งแต่การปาฐกถา การเสวนา และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เริ่มจากปาฐกถาเรื่อง “อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข บนสังคมพหุวัฒนธรรม” ศ.ดร.กนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงสาระสำคัญ ๓ เรื่องที่ต้องคำนึงถึงในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ศาสนา ชาติพันธุ์ และความเป็นพลเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้คนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้อาจมีความต่างกันเรื่องศาสนาหรือชาติพันธุ์ แต่มีจุดร่วมกันในเรื่องของความเป็นพลเมือง

ศ.ดร.กนก ยังได้เสนอถึงการสร้างรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ว่าประกอบไปด้วย ๑. การสร้างความรู้ ความเข้าใจ การยอมรับ ๒. การใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเพื่อแก้ปัญหา และ ๓. การสร้างความไว้วางใจ โดยมีกระบวนการสมัชชา การเสวนาสร้างสรรค์ และการศึกษาวิจัย เป็นเครื่องมือสนับสนุน

อ่านต่อ »

ชีวิตแห่งการตื่นรู้ ทำอย่างไรการตื่นรู้จึงจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน?



โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560

ชีวิตช่วงนี้ของผู้เขียน เป็นช่วงของการปรับตัว เนื่องจากมีเวลาว่างมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังใจ เพราะหากไม่ตื่นรู้มากพอ เวลาก็อาจจะไหลไปอย่างไม่รู้ตัว จนชีวิตเป็นไปอย่างหลับใหลดุจเดียวกับการละเมอเดิน

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงต้องภาวนา โดยมีเป้าหมายคือ การกลับมาอยู่กับความตื่นรู้ทุกครั้งที่ระลึกรู้ตัว สั่งสมวงจรสมองแห่งความตื่นรู้ ออกจากความหลับใหล จากการละเมอเดิน ออกจากยถากรรมความเคยชินเดิมๆ เพราะทุกครั้งที่ระลึกรู้ขึ้นมาได้ จะทำให้วงจรสมองแห่งการตื่นรู้เข้มแข็งขึ้นอีกหนึ่งหน่วยเสมอ เมื่อถึงวันหนึ่งที่บรรลุถึงจำนวนวิกฤตหนึ่ง (critical number) จะเกิดกระบวนการ Myelination กับวงจรสมอง คือการสร้างฉนวนหุ้ม ซึ่งทำให้สมองยกระดับการทำงานสูงขึ้นเป็นสามพันเท่าตัว กลายเป็นความสามารถพิเศษของความรู้ตัว ของการตื่นรู้อย่างยิ่งยวด อย่างไม่ธรรมดา หรืออย่างเซียน คือไปถึงระดับที่ว่า แม้ไม่ได้ตั้งใจก็ยังตื่นรู้อยู่ คือการตื่นรู้ได้กลายมาเป็นธรรมชาติธรรมดาของชีวิตเราไปแล้ว

ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Practicing Mind โดย โธมัส สเตอเนอร์ (Thomas M. Sterner) เขานำเรื่องการปฏิบัติธรรมของโลกตะวันออกมาเขียนให้ชาวตะวันตกได้อย่างน่าอ่านมาก น่าจะมีใครนำมาแปลให้คนไทยได้อ่านกันด้วย เขามีวิธีอธิบายให้เห็นว่า เราสามารถฝึกฝนวงจรสมองแห่งการตื่นรู้ได้ในทุกๆ เรื่องที่เราทำ อย่างมีความสุข อย่างได้ความสำเร็จ ไปถึงระดับที่ชีวิตเราจะมีแต่ความสำเร็จและความสุขได้ในทุกๆ เรื่องราวที่เรากระทำ

อ่านต่อ »

สังคมไทยขาดสถาบันเสรีนิยมที่เข้มแข็งหรือเปล่า



โดย ประชา หุตานุวัตร
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 28 มกราคม 2560

เป็นไปได้ไหมว่า สังคมไทยขาดสถาบันเสรีนิยมที่เข้มแข็ง ทำให้เราล้มลุกคลุกคลาน ในการสร้างระบบประชาธิปไตย

เมื่อผมป่วยหนัก กำลังไปเที่ยวกับครอบครัวและถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลในต่างจังหวัดกะทันหัน เพราะผมแต่งตัวปอนๆ แบบชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลทุกระดับปฏิบัติต่อผมเหมือนผมเป็นพลเมืองชั้นสอง (นี่ใช้คำอย่างเบา) แต่พอมีเพื่อนที่เป็นหมอมาเยี่ยม ฐานะของผมก็เปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหน่อยหนึ่ง พอต้องย้ายมาโรงพยาบาลใหญ่ขึ้น เพราะต้องอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัยกว่า เมื่อแรกมาถึง ไม่มีใครรู้จัก ทุกคนก็ปฏิบัติต่อผมแบบพลเมืองชั้นสองอีก พอมีคนมีสถานะในเมืองมาเยี่ยม สถานะก็ค่อยๆ ดีขึ้น พยาบาลคนหนึ่งกำลังหน้างอและพูดเสียงเข้มใส่ผม ขณะรอหมอมาตรวจ พอดีหมอที่มาตรวจรู้จักกับคนใหญ่ในเมืองที่ฝากฝังผมผ่านๆ กันมา พูดคุยกับผมอย่างเสมอกัน ให้คุณค่าต่อกัน คุณพยาบาลคนนั้นก็เปลี่ยนสรรพนามเรียกผม จาก “ลุง” ห้วนๆ มาเป็นคุณด้วยเสียงอ่อนหวาน และยิ้มแย้มทันที

การเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นคนเสมอกัน มีคุณค่าและศักดิ์ศรีเสมอกัน คือ สถาบันเสรีนิยมที่พื้นฐานที่สุด ที่สังคมไทยยังไม่ได้สร้างให้ตั้งมั่นหรือเปล่า ศาสนาพุทธที่เน้นเรื่องนี้โดยแก่นสาร ทำไมไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมให้คนเห็นคุณค่าของกันและกัน หรือว่าศาสนาพุทธในบ้านเรา ถูกตีความแบบศักดินามากเกินไปหรือเปล่า เช่นหลักเรื่องสมานัตตตา หมายถึงความเสมอภาค เลยถูกตีความว่าเป็นเรื่องต้องวางตัวเสมอต้นเสมอปลายไปหรือเปล่า

เป็นไปได้ไหมว่า เมื่อนักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ รุ่นคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ และมิตรสหาย ถูกกำจัดโดยจอมเผด็จการอย่างเผ่า ศรียานนท์ ผิน ชุณหะวัณ และสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สังคมไทยยังไม่สามารถฟื้นสถาบันการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีและเสรีภาพทางวิชาการที่มั่นคงได้อีก แม้ในรอบ ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา เรามีคนทำงานสื่อสาธารณะที่เข้มแข็งกล้าหาญขึ้นบ้าง เรามีนักวิชาการที่ซื่อตรงต่อการแสวงหาสัจจะอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วสถาบันสื่อ และสถาบันทางวิชาการ ยังอ่อนแอเกินกว่าจะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องและช่วงชิงพื้นที่การแสดงออกสาธารณะอย่างอิสรเสรี นี่เป็นสถาบันเสรีนิยมอันสำคัญยิ่งยวดของประชาธิปไตย คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานใช่ไหม เราจึงจะเข้าใจข้อความอย่าง “ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูดแม้แต่น้อย แต่ผมจะปกป้องเสรีภาพจนสุดชีวิต ให้คุณได้พูดสิ่งที่คุณอยากพูดนั้น”

อ่านต่อ »

กัลยาณมิตรจิตตปัญญาประเมิน: ปัญญาปฏิบัติ ๓



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 มกราคม 2560

โครงการประเมิน “โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน” ซึ่งเป็นโครงการของกรมชลประทาน มีเวลาต่อเนื่องกันสามปี นับเป็นโครงการแรกของไทยและของโลกที่มีการนำแนวคิดและแนวปฏิบัติของการประเมินแนวใหม่ที่เรียกว่ากัลยาณมิตรจิตตปัญญาประเมินมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม

จากการ “ปิ๊งแว้บ” ทางความคิดในเรื่องกัลยาณมิตรจิตตปัญญาประเมินของผู้เขียนในต้นปี ๒๕๕๑ สู่การมีโอกาสนำไปปฏิบัติจริงกับโครงการของกรมชลประทาน ในปี ๒๕๕๖ ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาปฏิบัติ” หรือปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติจริงด้วยตนเองหลายประการ ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอในคอลัมน์นี้ไปแล้วสองครั้ง ในลักษณะของการสะท้อนการเรียนรู้จากปีที่หนึ่งและปีที่สองของโครงการ

โครงการพัฒนาฯ นี้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปในปี ๒๕๕๙ ในฐานะทีมประเมินผู้นำกัลยาณมิตรจิตตปัญญาประเมินมาใช้ ผู้เขียนมีบางประเด็นที่จะนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังต่อไปนี้

เมื่อพิจารณาจากปรัชญาการประเมินแนวใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่การเอื้อ/การสร้างให้เกิดความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ และความยั่งยืนของโครงการ พบว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทุกพื้นที่นำร่องใน ๔ จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการได้รับความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ ทั้งในแง่ของการพัฒนากระบวนการวางแผนและการทำงานอย่างมีส่วนร่วม กระบวนการผลิต การตลาด และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ โดยรวม กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการในทุกพื้นที่มีความภาคภูมิใจที่ชุมชนพื้นที่ของตนได้รับความสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการ และจากการสัมภาษณ์พูดคุยกับชาวบ้าน คณะทำงานในพื้นที่ ทีมพัฒนา โดยรวมมีความคาดหวังและตั้งใจจะสานต่อการทำงานการเกษตรอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยั่งยืนได้ในระดับหนึ่ง

อ่านต่อ »

มองเป็น เห็นประโยชน์จากทุกสิ่ง



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 มกราคม 2560

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักมอง ถ้าเราวางใจเป็น เราสามารถหาประโยชน์ได้จากทุกสิ่ง แม้ว่ามันจะเป็นความเจ็บปวด ความสูญเสีย ตอนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัวเป็นจำนวนมาก บางคนก็กลุ้มอกกลุ้มใจจนเป็นบ้า ฆ่าตัวตาย ซึ่งจัดว่าเป็นการซ้ำเติมตัวเอง เพราะว่าน้ำท่วมทำได้แค่พัดพาและทำลายทรัพย์สมบัติของเรา ไม่ได้ทำมากไปกว่านั้น แต่เมื่อวางใจไม่เป็นก็เลยกลุ้มอกกลุ้มใจจนเสียสติ จนเป็นบ้า หรือทำร้ายตัวเอง

แต่มีอยู่คนหนึ่งไม่ทุกข์เท่าไร เธอบอกว่าน้ำท่วมคราวนี้ทำให้เห็นเลยว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ทุกอย่างมาอยู่กับเราแค่ชั่วคราวเท่านั้น อันนี้ถือว่าเธอได้ประโยชน์จากน้ำท่วม เพราะทำให้เห็นสัจธรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ไม่ทุกข์จากน้ำท่วมครั้งนั้น ยังรักษาใจไม่ให้ทุกข์เพราะความสูญเสียครั้งต่อๆ ไปด้วย

เราสามารถได้ประโยชน์จากความเจ็บป่วย ความเจ็บป่วยมาสอนเราว่า สังขารไม่เที่ยง มาเตือนให้เราไม่ประมาทกับเวลาที่เหลืออยู่ ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า “ความเจ็บป่วยมาเตือนให้เราฉลาด” คือมีปัญญาเห็นสัจธรรมของสังขารร่างกาย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ซึ่งเป็นอาจารย์ของอาตมา ป่วยด้วยโรคมะเร็งครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๙ ตอนที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ท่านบอกว่า “มันแสนสบายหนอ เพราะมีคนทำให้ทุกอย่าง” ท่านยังกล่าวอีกว่า “ตอนนั้นไม่ต้องทำอะไรหรอก เห็นไตรลักษณ์อย่างเดียวพอแล้ว มันแสดงให้เราเอง” เวลาเราป่วยก็ลองทำอย่างนี้ดูบ้าง คือพิจารณาไตรลักษณ์ จากร่างกายนี้ ไม่ใช่เอาแต่บ่นโวยวาย ตีโพยตีพาย ว่าทำไมต้องเป็นฉัน

อ่านต่อ »

Back to Top