สุมน อมรวิวัฒน์

วิถีแห่งจิตวิวัฒน์



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 กันยายน 2552

เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ศกนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสานจิตรเสวนา ในการประชุมมหกรรมความรู้การพัฒนาจิต ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

น่าปลื้มใจที่มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก หลังจากที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้แสดงปาฐกถานำ ที่กระตุ้นความคิดให้รักการสืบค้น แสวงหาความจริงเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตใจและทางปัญญาแล้ว สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้สนทนากันในรูปแบบการอภิปรายที่ผู้ฟังมีส่วนร่วมอย่างมาก

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ดำเนินการสนทนา ได้ให้ผู้เขียนตอบคำถามสั้นๆ ว่า การร่วมกิจกรรมจิตวิวัฒน์มาโดยตลอดนั้น ผู้เขียนได้รับประโยชน์อะไร และมีความประทับใจวิทยากรคนใดบ้าง

ข้อความต่อไปนี้คือคำตอบที่ได้เขียนเตรียมไว้ แต่มิได้นำขึ้นไปพูดบนเวที เพราะธรรมชาติการสนทนาของกลุ่มจิตวิวัฒน์นั้น เราฟังคนอื่นพูด เราพูดสิ่งที่เราคิด ไม่ใช่พูดสิ่งที่เราเขียน เราฟังด้วยใจและไตร่ตรอง และเราพูดจากใจ เราอาจจะบันทึกบางสิ่งไว้เฉพาะที่ประทับใจ และอยากแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง ในการเสวนาแต่ละครั้ง ผู้เขียนจึงมีบันทึกของตนเองไว้คิดทบทวน สรุปได้ดังนี้

๑. วิถีแห่งจิตวิวัฒน์ คือการลดอัตตาตัวตน ทำจิตให้ว่างปลอดโปร่ง สบาย พร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับการเสวนา ตั้งใจฟัง ฟังแล้วคิดพิจารณา คิดก่อนพูด พูดแล้วหัดคิดทบทวนสิ่งที่ได้พูดไป หลายปีที่ได้ฝึกการลดตัวตน ผู้เขียนค่อยๆ เรียนรู้ว่า การแบกเอาความถือตนว่ามีความรู้ เป็นนักวิชาการที่ผู้คนยกย่องนั้น ไม่ถูกต้อง การเป็นคนสามัญธรรมดา การอ่อนน้อมถ่อมตนในทุกสถานต่างหากที่ทำให้จิตและความคิดเปิดกว้าง และสามารถน้อมรับความคิดที่แตกต่างได้ดี

๒. วิถีแห่งจิตวิวัฒน์ เป็นการฝึกจิตให้น้อมลงสู่การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ผู้เขียนนั้นอยู่ในวัยชราแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ถูกฝึกให้อยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ และมักจะตีตราตนเองว่าเป็น “ผู้ใหญ่” หลายครั้งที่ทุกข์ใจว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ เหตุใดจึงเพ้อผัน ไม่มีเหตุผล ทำตัวเหลวไหล คิดอะไรประหลาดๆ ผู้เขียนโชคดีที่ได้มาฝึกตนในกลุ่มจิตวิวัฒน์ ได้พบคนหนุ่มสาวที่มีความคิดดีๆ มีความรู้ในสิ่งใหม่ๆ มากกว่าผู้เขียนจริงๆ ผู้เขียนเริ่มมีมุมมองใหม่ ลองค้นหาความฉลาดรู้และวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ผู้เขียนพบว่าสังคมไทยยังมีหวัง ซี่กรงที่กักขังความคิดเริ่มหลุดลงไป การยึดกรอบกฎเกณฑ์ตามความเคยชินเริ่มลดลง เปิดรับความคิดและความรู้ที่เป็นทางเลือกมากขึ้น เกิดความรักและความเมตตาต่อคนรุ่นใหม่ มีความสุขที่ได้ทำงานด้วยกัน

๓. ได้เห็นแบบอย่างที่ดีของการฝึกตน การเสวนาในกลุ่มจิตวิวัฒน์ มีการเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตด้านต่างๆ มานำการสนทนา สมาชิกของกลุ่มได้เห็นแบบอย่างทางบุคลิกภาพ วิธีคิด ความรู้จริงจากการปฏิบัติจริง เหตุการณ์ที่ชักนำให้ต้องพัฒนาตัวเอง ฯลฯ ของวิทยากร เป็นบทเรียนที่ผู้เขียนได้เรียนรู้แต่ละครั้ง ตลอด ๗๑ ครั้งที่ผ่านมา เช่น วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่พูดถึง “การเขียนโลกใบใหม่” ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ สนทนาเรื่อง “จังหวะหัวใจ จังหวะชีวิต จังหวะแผ่นดิน” กลุ่มภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม แนะนำ “สามัญวิถีแห่งความเบิกบาน” ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ เล่าเรื่อง “การเดินทางสูความเป็นมนุษย์ที่แท้” ความรู้และประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้รับ แล้วนำมาฝึกฝนตนเองนั้น เป็นความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ที่หาไม่ได้จากตำราใดๆ

๔. วิถีแห่งจิตวิวัฒน์ ช่วยสร้างแนวคิดใหม่ของการเรียนรู้ ผู้เขียนได้พบวิธีการเรียนรู้ใหม่ คือการผสมผสานการเรียนรู้ภายในตน กับการไขว่คว้าหาความรู้สำเร็จรูปจากภายนอก เป็นการเรียนรู้ชีวิตและจิตใจตนเอง ควบคู่ไปกับการรู้วิชาและศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่ เรื่องจักรวาล และควอนตัมฟิสิกส์ เรื่องภาวนาเพื่อสัมผัสชีวิตด้านใน (ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต) เรื่องความเงียบ ศิลปะบำบัด มองรอบทิศมนุษยนิยม ผู้เขียนพบว่า กระบวนการเรียนรู้นั้น นอกจากมีวิธีการต่างๆ แบบที่เคยทำมาแล้ว ยังมีการเรียนรู้ด้วยใจที่เกิดจากการเล่าเรื่อง การฟังอย่างลึกซึ้ง กิจกรรมสุนทรียสนทนา การฝึกคิดเชิงบวก และการซักถามอย่างชื่นชมในบรรยากาศที่เป็นมิตร

๕. ในวิถีแห่งจิตวิวัฒน์ ผู้เขียนพบว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังการเล่าเรื่องจากวิทยากร ผู้เขียนได้ฝึกเชื่อมโยงความรู้ที่ผุดขึ้นในใจ กับถ้อยคำที่วิทยากรกำลังพูด เมื่อเขาพูดจบ ผู้เขียนได้จดบันทึกความรู้ที่บังเกิดขึ้นไว้เตือนตนเองอยู่เสมอ ดังจะขอยกตัวอย่าง เมื่อได้ฟัง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เล่าเรื่อง “การต่อสู้ภายในเพื่อชัยชนะทางจิตวิญญาณ” ซึ่งเล่าว่า ประสบการณ์ที่เขาได้ผ่านพบ เขาฝึกตนที่จะไม่ผูกพัน เขาได้เข้าใจอำนาจของความว่าง และความว่างของอำนาจ ตัวตนดั้งเดิมกับตัวตนใหม่ของเสกสรรค์ ได้เปลี่ยนแปลง (transform) จากที่เคยมีอัตตาสูง เผชิญเหตุการณ์ด้วยความทุกข์ มาสู่ความว่าง จนตัวตนเล็กลง วางความยึดเหนี่ยว (attachment) จนไม่มีเสกสรรค์อีกต่อไป

เมื่อจบการสนทนา ผู้เขียนได้บันทึกทันที และอ่านให้ ดร.เสกสรรค์ ฟังดังนี้

¤ เสกสรรค์ในความทรงจำ

เหมือนน้ำคือคลื่นซัดหาย

บัดนี้เธอเตรียมตัวตาย

ยากง่ายดีชั่วตัวเอง

หยุดยั้งความเป็นวีรชน

ตัวตนแห่งความกล้าเก่ง

ข้ามพ้นความฝันหวั่นเกรง

ตามกรรมบทเพลงชีวิต

ยามลงหยั่งลึกตรึกล้ำ

ตอกย้ำตัวต้องครองสิทธิ์

แท้จริงหาใช่ความคิด

ยึดติดจับจองของเรา

ท้ายสุดคือความรู้แจ้ง

โต้แย้งสิ่งสอนก่อนเก่า

สู่ความปลอดโปร่งโล่งเบา

ว่างเปล่าจึงเต็มเข้มคม

เสกสรรค์ไม่ยึดเสกสรรค์

จึงมีชีวันสุขสม

ตัวตนที่เห็นเป็นปม

กลับสลายปานสายลมสู่เสรี
ประสบการณ์จากกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงผู้เขียนทีละน้อย จากความคิดติดกรอบของการศึกษาไปสู่ความคิดของการศึกษาทางเลือก และการสร้างแนวทางใหม่ของการเรียนรู้ภายในตนผสมผสานกับความรู้ที่มีอยู่รอบตัว

ผู้เขียนค้นพบว่า ความสุขที่แท้มีอยู่ในคนที่ไม่ยึดติดกับอำนาจและเงินตรา ความเป็นคนธรรมดาสามัญนั้นดีที่สุด การเรียนรู้เพื่อพัฒนากายและพัฒนาจิต เป็นการศึกษาที่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เรียนด้วยตนเอง เรียนจากธรรมชาติ เรียนกับกัลยาณมิตร เรียนโดยการประเมินตนเองอย่างสม่ำเสมอ

กลุ่มจิตวิวัฒน์เกิดขึ้นด้วยการก่อตัว มิใช่ด้วยการจัดตั้งและสั่งการ มีหลักแต่ไม่กำหนดกรอบ สมาชิกกลุ่มมารวมตัวกันอย่างสมัครใจ ท่ามกลางความเป็นมิตรและความปรารถนาดีต่อสังคม เป็นกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เกิดพลังเพิ่มพูนขึ้นในการสร้างสุขภาวะให้แก่ตนเองและแก่บ้านเมือง

ใครๆ ก็เรียนรู้เพื่อจิตวิวัฒน์ได้ ไม่มีการกำหนดสถานภาพ อายุ วุฒิ ใดๆ ขอแต่เพียงเป็นมนุษย์ที่ใฝ่ฝึกฝนตนเอง ไม่เล็งผลเลิศ ไม่หวังผลรวดเร็ว เพราะการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อีกทั้งไม่มีต้นแบบสำเร็จรูปตายตัว

บทความนี้ส่งท้ายด้วยคำบรรยายของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ในงานสานจิตรเสนาว่า

จิตวิวัฒน์ทำให้เกิดสุข

เป็นความสุขที่ราคาถูก – happiness at low cost

เมื่อราคาถูกจึงเป็นไปได้สำหรับทุกคน

โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 ธันวาคม 2551

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีโฆษณาแป้งน้ำทางโทรทัศน์ ว่าด้วยแม่มดใจร้ายส่องกระจกแล้วถามว่า “กระจกจ๋าบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปถพี...” กระจกตอบไม่ตรงใจก็โกรธมาก ยิ่งโกรธหน้าตาท่าทางที่อัปลักษณ์อยู่แล้วก็น่าเกลียดมากขึ้น

ผู้เขียนจำได้ว่าเคยถามแม่มดอยู่คนเดียวว่า เธอส่องกระจกอยู่แล้ว มองไม่เห็นเงาตนเองหรือ ความริษยาพยาบาทมันบังตาหมดสิ้นหรืออย่างไร

เวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน มีคนจำนวนมากที่เหมือนแม่มดที่อยู่ในโฆษณานั้น ส่องกระจกทุกวันก็มองเห็นรูปลักษณ์ของตนเองเพียงผิวเผิน และที่มองไม่เห็น คือความคิดและจิตใจของตนเอง ว่าแจ่มใส งดงาม หรือ ขุ่นมัว เต็มไปด้วยอคติ โง่เขลา

คนที่น่าสงสาร คือพวกที่มีชีวิตโลดแล่นไปตามเส้นทางที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว ถูกหลอกล่อด้วยความหลงผิด คิดแค้น มุ่งแต่จะทำลายล้างผู้อื่นเพื่อแย่งชิงอำนาจ ตำแหน่ง และความมั่งคั่ง คนพวกนี้มองไม่เห็นตัณหาและพฤติกรรมที่ผิดของตนเอง ด้วยมีอคติมาบังตา แต่จะมองเห็นความผิดพลาดและความชั่วของคนที่เขาเกลียดชัง แต่ละวันก็เฝ้าแต่ขุดคุ้ยข่าวร้ายออกมาประจาน ยิ่งถ้าคนประเภทนี้แบ่งแยกออกเป็นหลายฝ่าย การโจมตีกันด้วยวาจาและอาวุธ ก็สรรหามาสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

เชื้อปะทุของความขัดแย้ง เกิดขึ้นจากอคติ ๔ คือ ความลำเอียง เพราะชอบ เพราะชัง เพราะหลงผิด และเพราะความกลัว

ความรุนแรงในสังคมไทยทุกวันนี้ เกิดขึ้นจากความหลงผิดอันเป็นโมหาคติ ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แปลไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ว่า prejudice caused by delusion or stupidity เราขาดหลักการและวิธีการที่จะค้นคว้าหาความจริงเพื่อนำมาเป็นฐานของการคิด ตัดสินใจ และปฏิบัติการเคลื่อนไหว สันติธรรมซึ่งเป็นหลักการสำคัญ และวิธีการเสวนาอย่างเปิดใจกว้าง ได้ถูกละทิ้งและถูกบดบังด้วยอคติ คนไทยส่วนใหญ่จึงตกอยู่ท่ามกลางสงครามวิวาทะ พูดเอาดีใส่ตัว พูดเอาชั่วใส่คนอื่นอยู่ทุกคืนทุกวัน

ความขัดแย้งในสังคมไทยที่กำลังแบ่งฝ่ายแบ่งสีกันขณะนี้ ข่าวสารได้กลายเป็นอาวุธสำคัญ ที่สื่อให้คนไทยส่วนใหญ่ได้รู้ว่าใครกำลังทำอะไรดีหรือชั่วในบ้านเมืองของเรา แต่ข่าวสารเหล่านั้นมีความจริงหรือไม่ เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด เราควรเชื่อทั้งหมด หรือควรตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างไร การรับข่าวสารจึงต้องคิดพิจารณาทบทวนระหว่างบรรทัด ค้นหานัยที่แฝงและซ่อนความประสงค์ดีหรือร้ายในการสร้างข่าวหรือรายงานเหตุการณ์เหล่านั้น ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของข่าว

การปะทะกันของข่าวจากคน ๒ สี สร้างความสับสนให้แก่คนที่ไม่มีสีอย่างที่สุด กลุ่มเสื้อสีหนึ่งสร้างข่าวว่าพวกตนกำลังเสียสละ ทำสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยมองว่าต้องกำจัดกลุ่มเสื้ออีกสีหนึ่งที่เป็นเผด็จการ ทำลายชาติ และทำความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ ขณะเดียวกัน กลุ่มหลังก็สร้างข่าวว่าพวกตรงกันข้ามใช้กฎหมู่ ไม่เคารพกฎหมาย ก้าวร้าวรุนแรง และทำความหายนะให้แก่บ้านเมืองเช่นกัน

น่าแปลกที่คู่วิวาทแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่ากลุ่มของตนมีคุณสมบัติของประชาธิปไตย และกำลังต่อสู้อย่างอาจหาญเพื่อประชาธิปไตย แต่คนเหล่านี้ได้วิเคราะห์ความคิดและพฤติกรรมของตนหรือไม่ ว่ามีความบกพร่อง ผิดเพี้ยนไปจากคุณค่าของประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง ประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเพียงนามธรรมที่มีความหมายคล้ายกับความดี ความถูกต้อง แต่ถ้าทุกกลุ่มทุกคนส่องกระจกดูแล้ว ก็จะพบว่าตนเองได้มีส่วนร่วมและมีส่วนให้แก่สังคมประชาธิปไตยหรือไม่เพียงใด

ผลจากการเมืองนำมาสู่เรื่องการศึกษา มีผู้กล่าวประนามการศึกษาอยู่เนืองๆ ว่าการที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และทางสังคม เช่นนี้ เป็นเพราะการจัดการศึกษามีคุณภาพต่ำ ไม่สอนให้คนรู้หน้าที่ของพลเมือง ไม่อบรมศีลธรรม ไม่ปลุกจิตสำนึกความรักชาติ ไม่ฝึกให้คนมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน ฯลฯ สรุปเป็นถ้อยคำดูหมิ่นได้ว่า การศึกษาไม่ได้ให้อะไรเลย ผู้เรียนได้แค่สำเร็จการศึกษา แต่ไม่มีการศึกษา

ถ้อยคำเช่นนี้ คนที่อยู่ในวิชาชีพอื่นก็จะกระหน่ำซ้ำเติมอย่างเต็มที่ว่าต้องรื้อระบบการจัดการศึกษาครั้งใหญ่ เสนอแนะแนวทางปฏิรูปที่สวยหรู โดยมิได้คำนึงถึงกระบวนการที่จะต้องเกี่ยวข้องกับนักเรียนกว่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ครูจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ คน โรงเรียนกว่า ๘๐,๐๐๐ โรง ผู้ปกครองมากกว่า ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ คน ทั้งนี้ไม่รวมถึงการจัดการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาทางเลือก

ส่วนผู้ที่อยู่ในวงวิชาชีพศึกษาศาสตร์ ย่อมมีเหตุผลโต้แย้งว่า การศึกษาได้รับการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน สื่อเทคโนโลยีการวัดและประเมินผล การประกันและการประเมินคุณภาพของผู้เรียนและของสถานศึกษา

คนไทยทุกรุ่นทุกวัยมิได้เรียนรู้จากระบบการศึกษาเท่านั้น แต่ทุกคนได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ตนได้เผชิญและผจญในชีวิต เรียนรู้จากแบบอย่างของผู้คนในสังคม กลุ่มเพื่อน กลุ่มคนดัง ซึ่งเป็นแบบอย่างทั้งดีและชั่ว เรียนรู้จากสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เรียนรู้จากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม และเรียนรู้จากธรรมชาติแวดล้อม ที่วิถีชีวิตต้องดำเนินไป กระแสการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ เคลื่อนไหวรุนแรงและรวดเร็วมาก สามารถครอบงำความคิด พฤติกรรม และให้บทเรียนแก่คนในสังคมได้มากกว่าการเรียน “วิชา” ในระบบการศึกษา

แม้กระนั้น ทั้งคนในวงการศึกษาและบุคคลทั่วไป ก็ต้องหมั่นพิจารณาตรวจสอบทบทวนตนเอง ว่าได้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และภารกิจของตนเพียงใด มีความบกพร่องที่ต้องแก้ไขปรับปรุงตนอย่างไรบ้าง คนไทยทุกคนมีหน้าที่สร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงของสังคมไทย จะกล่าวโทษผู้อื่นโดยมิได้หันมามองจุดอ่อนของตนหาได้ไม่

การกล่าวโทษและเสียงนินทาว่าร้าย เหมือนกับโคลนสกปรก คนที่สาดโคลนใส่ผู้อื่น โคลนนั้นก็ย่อมเปรอะเปื้อนมือของตนเช่นกัน บางครั้งอาจจะเปื้อนมอมแมมหมดทั้งตัวก็เป็นได้ คนเราควรสงวนเวลาที่ใช้มองข้อบกพร่องของคนอื่น นำมาใช้ทบทวนตนเอง ปรับปรุงตนเอง ย่อมเป็นประโยชน์คุ้มค่า

ผู้เขียนเขียนบทความข้างต้นไว้ตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน แล้วออกไปอยู่กับธรรมชาติ ๔ วัน กลับเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน เข้ามาสู่ค่ำคืนที่ระทึกใจว่าคนไทยจะลุกขึ้นมาฆ่ากันเองหรือไม่ เนื่องด้วยต่างฝ่ายต่างก็เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำความเลวร้ายอย่างให้อภัยไม่ได้

กว่าบทความนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ก็ในวันที่ ๖ ธันวาคม ผ่านวันมหามงคลที่รวมหัวใจของไทยทั้งชาติเป็นหนึ่งเดียว ขอพระบารมีปกเกล้าฯ แผ่พระเมตตาคุณสู่จิตใจของพวกที่แยกกันเป็นหลายฝ่ายหลายสี ให้ลบอคติที่สิงอยู่ในความคิดจนชีวิตดำมืดนั้นสว่างขึ้นด้วยปัญญา

ผู้เขียนเคยทำนายเหตุการณ์ในอนาคตและวางความหวังในปีหน้าและปีต่อๆ ไป แต่ในวันนี้สุดที่จะทำนายได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชั่วโมงต่อไปเกี่ยวกับชาติไทยที่รักของเรา

เสียงเรียกร้องการเจรจาดังขึ้นที่โน่น ที่นี่ หากการเจรจาเกิดขึ้นได้จริง ผู้เขียนขอร้อง “คนมีสี” ทุกฝ่าย ให้มองคู่กรณีโดยพยายามค้นหาความคิดและการกระทำของเขาในส่วนที่ถูกต้อง และมองเข้าไปในตัวตนของตน โดยพยายามค้นหาความคิดและการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเรา เพราะเราจะไม่ได้ยินและไม่เห็นอะไรเลย ถ้ายึดมั่นว่าตนเองถูกต้องและอีกฝ่ายหนึ่งชั่วร้าย การเจรจาจบลงอย่างสูญเปล่า ประเทศชาติก็สูญเสีย น่าเศร้าใจ

o โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา

ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น

โทษตนเท่าภูผา หนักยิ่ง

ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ”

สุภาษิตคำโคลงโลกนิติ


ไม่ว่าเหตุการณ์วิกฤตจะจบลงอย่างไร ประเทศไทยก็ยังคงต้องเจ็บปวดบอบช้ำไปอีกนาน คนไทยยังคงสับสนและจิตใจระส่ำระสาย ความรัก ความเมตตาต่อกันเท่านั้นที่พอจะเยียวยาให้สงบ ลบความโกรธที่แรงร้อนให้เย็นลง

คนสวมเสื้อแบ่งสีทั้งหลาย ตื่นขึ้นมาเช้าวันนี้ จงเดินไปส่องกระจกแล้วถามว่า

“กระจกจ๋าบอกข้าเถิด ใครทำให้ไทยเกิดมิคสัญญี” กระจกที่แตกร้าวยับเยินจะตอบว่า

“อ๋อใช่ คนไทยด้วยกันน่ะซี ทั่วพื้นปถฐีไม่มีใคร (...) เกิน”

ขอได้โปรดลบอคติออกจากใจด้วยเถิด เพื่อสันติจะได้เกิดขึ้น สังคมไทยพอมีเวลาสงบ พักฟื้น ประคับประคองกันให้ยืนหยัดขึ้นมาใหม่

ก่อนจะสายเกินแก้ ก่อนจะแพ้ย่อยยับ

ก่อนที่บ้านเมืองจะดับ ลับลงต่อหน้าต่อตา

ร่วมกันจุดเทียนสว่างกลางสายฝน



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2551

ในกระแสข่าวสารจากสื่อทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ช่างเต็มไปด้วยความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ความก้าวร้าวรุนแรง การทะเลาะวิวาทและการต่อสู้กันทางความคิดความเห็น แบ่งฝ่ายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าฝ่ายตนมีความรัก รักชาติ รักแผ่นดิน รักสันติ รักความเป็นธรรม รักประชาชน แต่กิริยาอาการและถ้อยคำที่บอกรักนั้นหยาบคาย ให้ร้ายและร้อนแรงด้วยโทสะ โกรธ เกลียด และอหังการ

ใจของผู้เขียนเจ็บอยู่ลึกๆ เหตุไฉนคนไทยจึงไม่รักกัน

เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ผู้เขียนได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เข้าร่วมประชุมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างสังคมสุขภาวะที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เป็นเวที “เติมหัวใจให้สังคม” จัดโดยเจ้าภาพ ๙ องค์กร ซึ่งทำงานก่อสานพลังทางสังคมอย่างเข้มแข็ง เพื่อลดความทุกข์ สร้างเสริมความสุขในกลุ่มเล็กๆ กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ

วันนั้นผู้เขียนได้พบโอเอซิสที่ชุ่มชื่นร่มเย็นกลางทะเลทราย เวทีเสวนามิได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่บรรยากาศอบอวลด้วยความรัก ความปรารถนาดีในกลุ่มคนดีๆ ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบ จนถึง ๗๘ ปี มีการนำเสนอกรณีดีงามถึง ๑๐ เรื่อง ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างยิ่งแก่ผู้เข้าประชุม นับตั้งแต่ ครูแอน ครูอาสาสมัครสอนศิลปะในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครูถั่น จุลนวล จากบ้านหนองเสาธง จังหวัดสงขลา ที่สร้างตำบลสมานฉันท์ และเสนอกระบวนการคัดกรองคนดีในชุมชนเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีของหมู่บ้าน

ผู้เขียนรู้สึกทึ่งมาก เมื่อนายกพิชัยแห่งหมู่บ้านห้วยดง จังหวัดพิจิตร ทำกระบวนการประกันราคาดอกรัก เพื่อให้คนในตำบลมีรายได้จากดงดอกรักอย่างพอเพียง งานขององค์กรพัฒนาหมู่บ้านโดยเยาวชน (อมย.) ที่ชุมชนอ่าวลึกน้อย วิธีการสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินของบริษัทเอเชียพรีซิชั่น ที่ทำให้คนงานกว่า ๖๐๐ คนมีความสุขและเห็นว่า “โรงงานเป็นมากกว่าที่ทำมาหากิน”

ผู้เขียนได้ฟังคุณอ้อม เทพธิดาสีขาวที่ทำงานรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์มาตั้งแต่โรงพยาบาลเริ่มต้นโครงการ เป็นการทำงานหนัก สู้งานด้วยรักและอดทนอย่างยิ่งยวด ผจญกับสภาพของผู้ป่วยที่สังคมรังเกียจ และตนเองก็ถูกรังเกียจจากผู้คนรอบข้างเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดมาทำให้เธอท้อถอย

เมืองไทยมีแพทย์และพยาบาลดีๆ แบบคุณอ้อมอยู่มากมาย

ผู้เขียนได้เห็นการเปิดโอกาสให้คนที่สนใจทำภาพยนตร์สั้น มาสร้างและแบ่งปันผลงานแลกเปลี่ยนกันในเรื่องแผนที่ความดี ซึ่งนิตยสารไบโอสโคปได้ทำกิจกรรมเป็นผลสำเร็จ กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวน่าสนใจ ได้ฟังผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทำงานช่วยเหลือ แบ่งปันอย่างจริงใจในโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนมะเร็งระยะสุดท้าย

น้องปุ๋ย เยาวชนจากกาฬสินธุ์ เล่าถึงการเรียนรู้จากครอบครัวและงานอาสาสมัครในชุมชน กรณีสุดท้ายคือโครงการของโรงเรียนชลบุรีสุขบท ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนให้หยุดการฆ่าหมาจรจัด ด้วยกิจกรรมรักสัตว์ รักสังคม โครงการนี้มิใช่เกิดผลดีต่อชีวิตหมาเท่านั้น แต่นักเรียนและอาจารย์ที่ปรึกษาได้พัฒนาคุณธรรมของตนเอง โรงเรียนและวัดกลายเป็นศูนย์กลางของความรักและความรู้ เกิดคุณค่าทั้งแก่ชีวิตหมาและชีวิตคน

ตลอดเวลา ๓ ชั่วโมงครึ่ง ที่ผู้ร่วมเสวนาได้ดูวีดิทัศน์ ฟังเรื่องราวดีๆ อย่างมีความสุข รับประทานของว่าง ดื่มกาแฟ และได้รับความรู้จากนิทรรศการตามมุมต่างๆ นั้น คุณนิรมล เมธีสุวกุล (คุณนก) ทำหน้าที่พิธีกรอย่างเชี่ยวชาญ เสียสละ อดทน อดรับประทานขนม ไม่ได้เข้าห้องน้ำ เธอดำเนินรายการตั้งแต่ต้นจนจบภาคเช้า ด้วยวิธีการที่เป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส ปราศจากกิริยาที่ปรุงแต่ง ทำให้ทุกคนมีความสุข ผู้เขียนจึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ คุณนกทำงานด้วยรักในงานที่ทำ

ประเทศไทยยังมีคนดีอยู่มากมาย มีกิจกรรมดีๆ อย่างหลากหลายเต็มแผ่นดิน

มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจทำงานหนักอยู่เงียบๆ ต่อสู้อุปสรรคอย่างอดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ดังที่ครูแอนบอกว่า เป็น “การจุดเทียนกลางสายฝน”

แน่นอน คนที่จุดเทียนกลางสายฝนต้องพากเพียรอดทนต่อการจุดไฟต่อไส้เทียนที่เปียกชื้น มือที่ป้องลมย่อมร้อนเมื่อถูกเปลวเทียนกระทบและร่างกายก็เปียกปอน แต่เมื่อมีความรักและความหวัง เทียนก็สว่างขึ้นได้ และฝนก็หายไปในที่สุด

ความฉ้อฉลและการแข่งขันช่วงชิงกันในบ้านเมืองของเราขณะนี้ เปรียบเหมือนลมฝนที่ซัดกระหน่ำลงมาทุกแห่งหน เมื่อน้ำท่วม ไฟดับ ต้นไม้โค่นล้มขวางทางระเกะระกะ การจราจรติดขัด รถประจำทางไม่วิ่ง ฯลฯ คนที่เอาตัวรอดต่างก็รีบหลบเข้าบ้าน ปิดประตู ในขณะที่คนยากไร้เอาตัวไม่รอด ต้องยืนเปียกฝนอยู่ตามที่จอดรถประจำทาง หวาดกลัว หิว และสิ้นหวัง ชาวไร่ชาวนาขายผลิตผลได้ราคาต่ำ ขาดทุน เป็นหนี้สิน ซื้อหวยเพื่อซื้อความหวังที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะมีลาภลอยมาถึงมือ

ผู้คนหลายกลุ่มทั่วประเทศห่วงใยและอาสาคลายทุกข์เพื่อนร่วมชาติด้วยวิธีการที่สร้างความร่วมมือ เสริมพลังกันและกัน เสริมความสุขและความหวังให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนแรกของบทความนี้

อะไรดลใจให้คนอาสามุ่งทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น คำตอบคือ ความรัก

ความรักคืออะไร

ความรักเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ประณีต ละเอียดอ่อน มีผู้ให้และมีผู้รับ เป็นความรักซึ่งกันและกัน

ความรักเกิดขึ้นในจิตใจ สะสม เพิ่มพูน และถ่ายทอดได้

ความรักแตกต่างจากอารมณ์ใคร่ ซึ่งเป็นความดึงดูดและความคลั่งไคล้ทางร่างกาย

ความรักเกิดจากหัวใจสู่หัวใจ เป็นความงามที่จับใจ และเป็นคุณสมบัติแท้จริงของจิตวิญญาณ

ความรักเกิดขึ้นเงียบๆ ในความคิด จิตสำนึก เริ่มจากความเมตตา อยากแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างจริงใจที่จะลดความทุกข์ของผู้อื่น

ความรักช่วยกระตุ้นพลังแรงแข็งขันที่จะบากบั่นทำงานอาสาสมัครโดยไม่หวังผลตอบแทน

ในความรักจึงมีความเสียสละ มีความเบิกบานแจ่มใส มีความสุขที่เกิดจากจิตใจที่นิ่งและสงบ

ความรักนั้นยิ่งลดความเห็นแก่ตัว ยิ่งเพิ่มความรักผู้อื่น

ความรักจึงเป็นต้นธารของคำหลายคำ เช่น ความสามัคคี สมานฉันท์ การเห็นคุณค่า ความกรุณา การให้อภัย

ก่อนจบบทความนี้ ผู้เขียนขอยกข้อความจากปกหลังของหนังสือ “เพื่อรักและประจักษ์ปัญญาธรรมชาติ” ซึ่งศิษย์รักของผู้เขียน (ศึกษิต เทพศึกษา) ได้เรียบเรียงจากความคิดและประสบการณ์ของ
โดโรธี แม็คเคลน ไว้ว่า

“แก่นของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายคือความรัก
วัฒนธรรมย่อยทั้งหลาย คือความรักที่แสดงออกมาในลักษณะเฉพาะตน
เพื่อเพิ่มความงามให้แก่องค์รวมแห่งชีวิต
เหมือนดอกไม้หลากชนิดหลากสีสัน
ที่ต่างเพิ่มความงามให้แก่สวนดอกไม้ของโลก”


ในอุทยานแห่งสยาม จะมีพฤกษานานาพรรณที่แตกต่างกันทั้งสี กลิ่น และรูป จึงไม่แปลกที่คนในสังคมแต่ละกลุ่มจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าเรารู้จักคิดทางบวก ก็จะเห็นความงามของความแตกต่างกันเหล่านั้น

ขอแต่เพียงมีความรัก ไม่หลงตนเอง ถ้าเป็นพวกฉันทุกอย่างถูกหมด ถ้าไม่ใช่พวกฉันทุกอย่างเลวหมด

ขอแต่เพียงเรามาเติมใจให้กัน ช่วยเหลือแบ่งปันให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์

เพื่อแต่ละคนจะมีความสุขอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยมาม่า



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 15 มีนาคม 2551

ผู้เขียนขออภัยที่นำชื่ออาหารยอดนิยมมาตั้งชื่อบทความนี้ “มาม่า” เป็นได้ทั้งชื่อเฉพาะและชื่อทั่วไป ซึ่งหมายถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อที่จำหน่ายสำหรับผู้ที่ต้องการกินอาหารอย่างรีบด่วน ปรุงง่าย อร่อย และอิ่มเร็ว แม้ว่าจะมีส่วนประกอบเป็นเส้นหมี่ วุ้นเส้น และมีรสชาติต่างกัน เราก็เรียกว่า มาม่า คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน เหมือนกับที่เรียกผงซักฟอกทุกยี่ห้อว่า แฟ้บ และเรียกบาล์มทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอย่างน้ำหรือขี้ผึ้งว่า ยาหม่อง

ผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีจำนวนมากมายมหาศาลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตสนองความต้องการของตลาด จึงต้องใช้ระบบโรงงานที่มีตัวป้อน กระบวนการผลิต และตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตทุกชิ้นอย่างเข้มงวด

การผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีสูตรที่แน่นอน กำหนดวัตถุดิบส่วนผสม วิธีปรุงอย่างแน่นอนในแต่ละรสชาติ เครื่องจักรในโรงงานมีกลไกที่ช่วยให้ผลิตได้รวดเร็ว ต่อเนื่องตามสายพานทุกขั้นตอนจนออกมาเป็นก้อนบะหมี่และผงปรุงรส บรรจุหีบห่อสวยงาม ดูน่ากิน ทั้งรสหมูสับ รสต้มยำกุ้ง รสผัดขี้เมา ผู้บริโภคได้ลิ้มรสหมูสับ แต่ไม่มีเนื้อหมู รสต้มยำกุ้งไม่มีกุ้ง ถ้าจะให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนจึงต้องเติมไข่ เนื้อสัตว์ และผักเข้าไปด้วย

มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาขั้นอุดมมาเกี่ยวอะไรกับบะหมี่มาม่า ขอตอบว่าผู้เขียนมองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในด้านดีมิใช่ด้านร้าย เพียงแต่อยากเปรียบเทียบระบบและกระบวนการผลิตบัณฑิต ตั้งแต่การคัดเลือกตัวป้อน กระบวนการเรียนการสอน และผลผลิตคือบัณฑิตจำนวนแสนในแต่ละปีนั้น มีคุณภาพและปัญญาหารเพียงใด มหาวิทยาลัยกลายเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรที่ลูกค้าทั่วประเทศใฝ่ฝันต้องการมาครอบครองจริงหรือ?

เมื่อมหาวิทยาลัยใช้วิธีการตามระบบโรงงาน มหาวิทยาลัยจึงต้องมีการคัดเลือกตัวป้อนเข้าสู่ระบบอย่างเข้มงวดสำหรับมหาวิทยาลัยแบบปิดหรือแบบจำกัดจำนวนรับ ส่วนมหาวิทยาลัยเปิดนั้น แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อให้โอกาสคนส่วนใหญ่ได้เข้าเรียน แต่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์บางประการที่ตัวป้อนเหล่านั้นจะถูกกลั่นกรองทีละขั้น มิฉะนั้นก็ไม่สำเร็จการศึกษา ซึ่งมักจะมีคำกล่าวกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าง่ายแต่จบยาก

ตัวป้อนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็คือ แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม และเครื่องชูรสต่างๆ ตามสูตรที่กำหนด ซึ่งก็จะต้องเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพเป็นสำคัญ ส่วนตัวป้อนเข้าสู่ระบบอุดมศึกษานั้น นอกจากทรัพยากรต่างๆ แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียนที่สมัครเข้าเรียน ซึ่งมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยและคณะวิชาที่สังคมวางค่านิยมไว้สูง ก็ยิ่งมีการแข่งขันเหมือนกับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

วิธีการสอบเข้าเพื่อคัดเลือกตัวป้อนที่เป็นมนุษย์ จึงสร้างความสุขและความทุกข์อย่างใหญ่หลวง แม้ว่าจะมีการวิจัยศึกษาหาวิธีการที่จะคัดเลือกหลายรูปแบบ เพื่อมิให้เกิดความบีบคั้น ความเครียด พยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นทั่วถึงมากที่สุด แต่ความเป็นมนุษย์มิใช่แป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม ตัวป้อนเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีความรู้สึก มีความคาดหวัง มีอารมณ์สุขทุกข์ ลุกลามไปถึงพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ปลาบปลื้มลิงโลดใจเมื่อสอบเข้าได้ และเศร้าโศกเมื่อผิดหวัง ตัวเลขและแต้มเฉลี่ยเป็นเสมือนตราประทับที่หน้าผาก ว่าคนนี้เข้าได้และคนนั้นต้องไปหาที่เรียนใหม่

เมื่อขันแข่งแย่งชิงกันเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว กระบวนการพัฒนาให้นิสิตนักศึกษาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ยิ่งมีองค์ประกอบ วิธีการ และบริบทที่ซับซ้อนยิ่งนัก สายพานการผลิตไม่เลื่อนไหลรวดเร็วเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากแต่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานและเป็นพลวัต

กระบวนการพัฒนาบัณฑิตแตกต่างจากกระบวนการผลิตในโรงงานอย่างสิ้นเชิง นักเรียนที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เติบโตและพัฒนาได้ไม่เหมือนกัน จนยากที่จะมีหลักสูตรและศาสตร์ที่ดิ่งเดี่ยว แข็งขึงตึงตัว เพียงหนึ่งเดียวมาเปลี่ยนแปลงนิสิตนักศึกษาได้ตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันจึงเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการอุดมศึกษา ที่มุ่งพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาหลักสูตรแบบองค์รวม เกิดความคิดเรื่อง humanized educare คือการพัฒนาบัณฑิตให้มีหัวใจเป็นมนุษย์ หลายมหาวิทยาลัยเริ่มศึกษากระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative learning) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลมกลืนระหว่างความรู้ภายนอกตนกับความรู้ภายในตน หลายสาขาวิชาเริ่มตระหนักว่า การเคี่ยวเข็ญให้นิสิตนักศึกษามีความรู้และเก่งในศาสตร์ของตนอย่างดิ่งเดี่ยวนั้น ไม่เกิดผลให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและการดำรงชีวิตในสังคม

มหาวิทยาลัยเริ่มปรับเปลี่ยนสาระและกระบวนการเรียนรู้ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป จากการที่มีรายวิชาซึ่งใช้เป็นฐานสำหรับต่อยอดในการเรียนวิชาเฉพาะ เช่น คณิตศาสตร์ สถิติเบื้องต้น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์ทั่วไป ฯลฯ มาเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร วิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การใช้เหตุผล ชีวิตกับธรรมชาติ ความเป็นพลเมืองดี สุนทรียภาพ และการพัฒนาบุคลิกภาพ โดยแทรกค่านิยมทางจิตวิญญาณ (spiritual value) เข้าไปตั้งแต่ชั้นปีที่ ๑ จนถึงปีสุดท้าย

กระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้เพิ่มความรู้ทางสังคมและการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่หอคอยงาช้างอีกต่อไป แต่เป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่ต้องรับผิดชอบต่อความเจริญ ความเสี่ยง และความเสื่อมของชุมชนท้องถิ่น การสอนจึงต้องเน้นพลังกลุ่ม การทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือเกื้อกูล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อความสุขและความทุกข์ของประชาชน

เมื่อมีข่าวว่าบัณฑิตหลายมหาวิทยาลัยฆ่าตัวตาย ข่าวเช่นนี้เกิดบ่อยเสียจนต้องคิดว่า กระบวนการผลิตบัณฑิต มิได้ฝึกให้รู้จักปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี การพัฒนาสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญในมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่ต่างก็เครียด คับข้องใจ และมุ่งแข่งขัน นิสิตนักศึกษาว้าเหว่ เหงาและโดดเดี่ยว ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบการปรึกษาและแนะแนวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจกระบวนการกัลยาณมิตรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรและนิสิตนักศึกษาได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แนะแนวทางซึ่งกันและกัน ตลอดจนกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เส้นทางดำเนินชีวิตอย่างไม่เป็นทางการ ทุกวันนี้ มี “การประชุม” มากเกินไปในมหาวิทยาลัย แต่ขาดแคลนกิจกรรมที่เราจะพบปะพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและปลอดโปร่งโล่งใจ

เมื่อตัวป้อนของมหาวิทยาลัยเป็นมนุษย์ สถาบันนี้จึงต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต มีสุขภาวะ และสร้างปัญญาหาร ๔ หมู่ คือ ความรู้ ความคิด ความสามารถ และความดี ให้แก่ผู้ที่จะเป็นบัณฑิตเกิดความรู้ดี คิดดี และทำดี

ชีวิตของนิสิตนักศึกษามิได้อยู่เพียงในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการเท่านั้น นอกเหนือจากคำบรรยาย ตำรา และโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ เขายังได้สัมผัสกับบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และผู้คนมากมาย บริบทเหล่านี้จะช่วยสร้างลักษณะที่เป็นทั้งคุณและโทษ ถ้าเขาคุ้นชินกับวิธีการเรียน ศึกษาค้นคว้าน้อยๆ แต่ต้องการคะแนนมาก คุ้นชินกับอาคารเรียน ห้องอาหาร ห้องน้ำที่สกปรก คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง มีเศษขยะทิ้งเกลื่อน และเสียงพูดคุยที่หยาบคาย ตะโกนตะคอกใส่กัน เมื่อเขาเป็นบัณฑิต เขาก็จะเคยตัวที่ต้องหาวิธีทำงานน้อยๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เคยตัวต่อการผรุสวาทด่าทอ เคยตัวต่อการดำรงชีวิตที่สกปรกทั้งกายและใจ

มหาวิทยาลัยต้องการผลผลิตเช่นนี้หรือ?

จริงอยู่ มหาวิทยาลัยมีประเด็นหลายประการที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ความเป็นเลิศในการแข่งขัน การเข้าถึงความรู้ที่ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง ความเสมอภาค และเป็นธรรมทางการศึกษา ประสิทธิภาพทางการวิจัยและวิชาการของคณาจารย์ คุณภาพของการเรียนการสอนและคุณภาพของบัณฑิต เป็นต้น แต่ผู้เขียนก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยก้าวพ้นจากระบบคิดอย่างเดิมๆ ก้าวข้ามจากการเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตร ก้าวกระโดดจากการเป็นมหาวิทยาลัยมาม่าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต สร้างปัญญาและแสงสว่างให้ชีวิตของบัณฑิตทุกคน

ในการบรรยายเรื่องวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้สรุปเบญจลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของสังคมว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องสร้างคุณลักษณะของมหาวิทยาลัย ๕ ประการคือ

๑. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง (healthy organization)

๒. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา (learning organization)

๓. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีเสรีภาพทางปัญญา (intellectual organization) คือไม่ตกอยู่ในกับดักของหลักเกณฑ์ที่เป็นกรอบตายตัว ไม่ยอมจำนนต่อความยากและอุปสรรคในการริเริ่มสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์

๔. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีพลัง (smart organization) มีการเสริมพลังทวีคูณอยู่เสมอ ถ้าจะใช้ภาษาทันสมัยก็คือ เท่อย่างมีท่วงท่า...มีเอกลักษณ์และศักยภาพ

๕. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต (living organization) มีความเติบโตงอกงาม ไม่ชะงักงันและเหี่ยวเฉา มีบรรยากาศคึกคักทางวิชาการ เบิกบานด้วยกิจกรรมสัมพันธ์ และเปิดกว้างออกไปสู่สังคมส่วนรวม

ท่านระพินทรนาถ ตะกอร์ รัตนกวีชาวอินเดียได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ชื่อ “อาศรมศานตินิเกตัน” เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ เป็น “...สำนักศึกษาที่ประชาชนผู้แตกต่างกันด้วยอารยธรรมและประเพณี ได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกัน...เด็กที่มีสติปัญญาปานกลางหรือต่ำกว่าสามัญ ก็อาจได้รับการอบรมให้เป็นพลเมืองดีงามจนกลายเป็นบุคคลมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้...ท่านเห็นว่ามนุษย์เราเปรียบประดุจเมล็ดพืช ถ้าเพาะผิดวิธีก็ไม่งอกงาม แต่ถ้าถูกวิธี คือถูกแก่อัธยาศัย จิตใจ และสติปัญญาแล้ว พืชที่แม้จะมีทีท่าว่าจะไม่แตกดอกออกกอ ก็อาจเจริญเติบโตกลายเป็นไม้มีค่าต่อไปก็ได้...”

ความสดสวยของดอกไม้มิได้เกิดจากการระบายสี

แววขนที่เลื่อมลายระยับยามยูงรำแพนไม่มีใครแต่งแต้ม

ดวงไฟย่อมจุดไม่ติดหากขาดเชื้อเพลิงอยู่ภายใน

ยากนักที่เราจะเติมโอชารสที่เปลือกผลไม้

ใครเล่าจะผลิตบัณฑิตให้เป็นศึกษิตที่สง่างาม

คุณลักษณะทุกอย่างของทุกสิ่ง ทุกคนย่อมฉายออกจากภายในมากกว่าการห่อหุ้มฉาบทาจากภายนอก

นี่คือบทความที่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความคาดหวังต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัย เป็นการมองภาพรวมของระบบมากกว่า การเจาะจงลงลึกในแต่ละด้าน เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทัดทานมิให้มหาวิทยาลัยเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรและจัดการอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์

จะเกิดผลอย่างไรก็แล้วแต่บุญกรรมที่จะกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย

“อุดมการณ์” ไม่ใช่คำที่พูดกันพล่อยๆ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2550

ในช่วงเวลาที่มีความแปรผันและความสับสนวุ่นวายทางการเมือง ขณะนี้ เราได้เห็นความพยายามของคนหลายจำพวก ทั้งที่เป็นผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการระดับเซียน นักการเมืองรุ่นเก่าแก่ นักการเมืองรุ่นใหม่ กลุ่มการเมืองหัวก้าวหน้า กลุ่มปกป้องรักษาประชาธิปไตย ผู้คนสารพัดกลุ่มต่างก็พากันตั้งพรรคตั้งประชาคม รวบรวมไพร่พลเป็นกลุ่มใหญ่ ยึดโยงกันไว้ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทางความสำนึกในบุญคุณ ทางอำนาจเงิน และที่กล้าพูดออกมาก็คือ ทุกคนมาอยู่ร่วมกันเพราะร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

น่าประหลาดใจ ที่ได้เห็นคนหมู่หนึ่งมารวมตัวกันเพราะอุดมการณ์ตรงกัน แค่เพียง ๓ วัน ๗ วัน ก็ไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กันได้เสียแล้ว กลุ่มคนที่เคยยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยจนกล้าต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก บัดนี้ เขาก็ยังมีชีวิตอยู่และร่วมหัวจมท้ายกับคนที่ยกย่องเผด็จการ

ผู้เขียนไม่อยากให้บทความจิตวิวัฒน์ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก ความประสงค์ที่แท้จริงก็คือการค้นหาคำตอบว่า อุดมการณ์คืออะไรในแง่ของชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

พิจารณาจากพระโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งมองในด้านหนึ่งจัดได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมในวันมาฆบูชา แก่พระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูปที่มาเฝ้าพระองค์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระโอวาทปาฏิโมกข์ถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วยอุดมการณ์ หลักการคำสอน และวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งเน้นในพระธรรมวินัย

พระคาถาบทแรกใน ๓ บทของพระโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นอุดมการณ์สูงสุดของชีวิต ว่าด้วยขันติ (ความอดทน) และนิพพาน

นิพพานไม่ใช่การเสพสุขบนสวรรค์ และผู้ที่จะเข้าถึงอุดมการณ์อันเป็นจุดหมายสูงสุด ก็สามารถบรรลุได้ในชาตินี้ ไม่จำเป็นต้องตายก่อนจึงจะไปสู่นิพพาน

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม สรุปได้ว่า นิพพานเป็นจุดหมายสูงสุดในชาตินี้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่จำกัดชนชั้นหญิงชาย เป็นภาวะที่มนุษย์สามารถประจักษ์แจ้งได้ ถ้าเพียรพยายาม ทำตัวให้พร้อมพอ ก็ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ชาวพุทธที่ต้องการบรรลุอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา จึงต้องละเว้นความชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม และฝึกพัฒนาจิตให้ผ่องใส จนเกิดภาวะทางปัญญา (คือวิชชา) ภาวะทางจิตที่หลุดพ้น เป็นอิสระ (วิมุตติ) และภาวะทางความประพฤติในการดำเนินชีวิต (กรุณา) ที่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้พ้นทุกข์

ผู้เขียนเชื่อว่า การบำเพ็ญเพียรดับกิเลสให้ลดลงจนดับไม่เหลือนั้น เกิดผลที่ดับแล้วสว่าง เป็นความกระจ่างแจ้งที่จิตใจ ปลอดโปร่ง ใสสะอาด มีความสุขสงบประณีตอยู่ภายในตน

อุดมการณ์ไม่ใช่จุดหมายที่เกิดขึ้นและบรรลุถึงได้โดยง่าย ไม่มีใครที่ประกาศอุดมการณ์ขึ้นมาจากการประดิษฐ์ถ้อยคำอันเลิศหรู แล้วเคลือบแฝงด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้อามิสหลอกล่อให้ผู้คนเป็นเหยื่อได้ชั่วครั้งชั่วคราว

ในระดับบุคคล อุดมการณ์เริ่มต้นด้วยความคิดความเชื่อในหลักการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นความคิดที่มีแบบแผน เป็นระบบ ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจ หรือสิ่งเร้า ทั้งที่เป็นภาพบวกและภาพลบ

อุดมการณ์เริ่มต้นจากฐานความรู้และความคิด เกิดความตระหนักในความเสื่อมและความเสี่ยงของชีวิต ความตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ความตระหนักและศรัทธาต่อการสร้างสันติสุขต่อส่วนรวม ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งมวล

จากความตระหนักนั้น บุคคลได้ใช้ปัญญาตริตรองอย่างลึกซึ้ง เกิดความตั้งใจ เกิดจิตสำนึกที่จะทำงานอย่างพากเพียร อดทนในวิถีทางที่เป็นสัมมาปฏิบัติ เพื่อให้ความคิดความเชื่อที่ถูกต้องนั้นสำเร็จดังประสงค์ กล้าต่อสู้อย่างเข้มแข็งแม้จะถูกต่อต้าน ขัดแย้ง ก็ไม่ยอมท้อถอย

บนเส้นทางแห่งการสร้างสมอุดมการณ์ย่อมมีผู้มองเห็นคุณค่าของการทำงานอย่างสร้างสรรค์ จึงเกิดกลุ่มคนที่คิดดี มีสัมมาทิฏฐิตรงกัน เกิดเป็นอุดมการณ์ของสังคมที่เป็นปณิธานร่วมกัน ทุกคนมีจิตอาสา เสียสละ มุ่งทำงานเพื่อส่วนรวม เสริมพลังกัน ช่วยเหลือประคับประคองกัน เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายสูงสุดอย่างเดียวกัน

กลุ่มคนร่วมอุดมการณ์ที่แท้จริง จึงมีจิตสำนึกร่วม พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ เป็นผู้อาสาทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคม ของมาตุภูมิ

กลุ่มคนที่มารวมกันโดยมุ่งหมายเพื่อจะเอา กอบโกยมาเป็นของตัว เพื่อประโยชน์ส่วนตัว กลุ่มคนนั้นมีอุดมการณ์จอมปลอม

เส้นทางไปสู่อุดมการณ์นั้นยาวไกล ต้องพากเพียรทำงานร่วมกันเป็นเวลายาวนาน อุดมการณ์จึงมิใช่เป็นเพียงความหวังหรือความใฝ่ฝัน แต่เป็นความคิดที่ใคร่ครวญแล้ว จิตใจตั้งมั่นแล้ว ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว มุ่งหน้าทำงานร่วมกันไปจนกว่าจะบรรลุจุดหมาย

แม้ว่ารายการอะคาเดมี แฟนเทเชีย จะจบไปแล้วถึง ๔ ฤดูกาล แต่แฟนคลับทั้งหลายคงจะจำเนื้อเพลงที่ AF ทั้งหลายร้องร่วมกันมานานถึง ๔ ปีได้ สร้อยเพลงนั้นได้บอกถึงความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวนับพันนับหมื่นว่าชีวิตของเขาต้องการอะไร

จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า
จะไปไขว่คว้าเอามาเหมือนใจฝัน
จะไปให้ถึงปลายทางในวันนั้น
จะเป็นคนดังที่เด่นในแสงไฟ

ผู้เขียนเชื่อว่า ความใฝ่ฝันดังกล่าวไม่ใช่อุดมการณ์ หากแต่เป็นจุดหมายใกล้ๆ ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง มิช้ามินานก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะความเด่นความดังเป็นเพียงภาพมายา เงินทองที่ท่วมท้นมา ถ้าใช้อย่างขาดสติก็จะสูญหายไป ทั้งนี้เพราะขาดภาวะของวิชชา ภาวะทางจิตอิสระ และภาวะทางการุณยธรรม ดังกล่าวแล้วข้างต้น

พุทธทาสภิกขุได้เขียน “มรดกที่ขอฝากไว้” กล่าวถึงปณิธาน ๓ ประการ ควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคนถือเป็นหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลก คือ
๑. พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน
๒. พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม
๓. พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา

ในมรดกข้อสุดท้าย ท่านพุทธทาสภิกขุได้ประกาศอุดมการณ์ว่า “...ธรรมิกสังคมนิยมเป็นหัวใจของพุทธธรรม หรือของศาสนาทุกศาสนาอย่างที่ไม่มีใครมอง. ลัทธินี้มุ่งประโยชน์ร่วมกัน ทั้งของฝ่ายนายทุนและของฝ่ายกรรมกร, และของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน และแม้แต่ต้นไม้ต้นไร่ โดยถือเอาหลักแห่งการเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เป็นหลักพื้นฐาน...”

พระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านปัญญานันทภิกขุ) มีอุดมการณ์ส่วนตัวของท่าน และได้ประกาศสั่งสอนพุทธบริษัทตลอดมาว่า “...งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน ทำงานให้สนุก มีความสุขอยู่กับงาน ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อเอา...”

พระคุณเจ้าได้ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และมีพุทธบริษัทจำนวนมากปฏิบัติธรรมตามอุดมการณ์ของท่าน

ยังมีฆราวาสจำนวนมากที่ประกาศอุดมการณ์ของชีวิตและการงาน มีผู้ศรัทธาจงรักภักดีเข้าร่วมอุดมการณ์เต็มแผ่นดิน ซึ่งผู้เขียนจะไม่ยกตัวอย่างในบทความนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจะสามารถระบุนามได้ นับแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จนถึงประชาชนชาวบ้านในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย

อุดมการณ์จึงมิได้เกิดขึ้นเฉพาะทางการเมืองการปกครองเท่านั้น อุดมการณ์ในชีวิตทั้งที่เป็นของแต่ละบุคคล และกลุ่มมวลชน เป็นอุดมการณ์ร่วม ซึ่งทำให้สังคมมีความเป็นปึกแผ่น มั่นคง สงบสุข เสมอภาค มีความสำคัญยิ่งกว่า

คนมีอุดมการณ์ในชีวิตไม่จำเป็นต้องเรืองอำนาจ เขาอาจเป็นคนเล็กๆ แต่มีจิตใจยิ่งใหญ่ ทำงานไปเงียบๆ เกิดผลงานต่อส่วนรวมยิ่งใหญ่ไพศาล

ผู้เขียนกล้ายืนยันความคิดนี้ เพราะมีพยานที่ประจักษ์ชัดจากหนุ่มสาวที่เคยเป็นศิษย์

เมื่อเขาเหล่านั้นยังเยาว์ เขาเป็นขบถหัวรุนแรงที่รังเกียจการใช้อำนาจเผด็จการ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งชายหญิงก็ร่วมกันอาสาทำงานตามอุดมการณ์ของเขา ต้องเจ็บปวดพ่ายแพ้ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม หนุ่มสาวกลุ่มนี้กลับเข้ามาเรียนต่อจนจบ หลังจากนั้นก็ทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อความอยู่รอดของสังคมไทยตลอดมา จนบัดนี้เขาเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้นำในวงการเล็กๆ

อุดมการณ์ของหนุ่มสาวเหล่านี้ เกิดขึ้น ก่อสานเป็นรูปธรรม ยังคงอยู่เป็นงานต่อเนื่องและสร้างสรรค์แบบอย่างแก่เยาวชนรุ่นต่อไป ผู้เขียนรักและประทับใจอย่างยิ่ง และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้

คนกร้านโลกทั้งหลายที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกแอบวางแผนอยู่เบื้องหลัง และออกหน้าประกาศอุดมการณ์ชั่วคราวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โปรดตรวจสอบตนเองว่ามีจิตสำนึกเพื่อบ้านเมืองจริงหรือไม่

โปรดอย่าอ้างอุดมการณ์บนฐานอำนาจและเงินตรากันเลย

อุดมการณ์ไม่ใช่คำที่พูดกันพล่อยๆ

เติบโตตามแผนที่หัวใจ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 กันยายน 2550

ภาพข่าวเล็กๆ หน้า ๕ ของหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ สะดุดตาและกระทบใจผู้เขียนอย่างแรง

ภาพนั้นเป็นงานแสดงเพ็ตแฟชั่นวีคที่นิวยอร์ค ซึ่งนางแบบแต่งชุดไทยงดงาม สวมชฎาอลังการ อุ้มสุนัขพุดเดิลแต่งตัวเฉิดฉาย สวมปะวะหล่ำกำไลแพรวพราว ที่ดูขัดตาเป็นอย่างยิ่งคือสุนัขตัวนั้นสวมชฎาหน้าตาบ้องแบ๊ว

จริงอยู่ งานแฟชั่นสัตว์เลี้ยงนี้เน้นการออกแบบความคิดการแต่งตัวให้สัตว์เลี้ยง จะออกแบบให้สุนัขใส่เสื้อถักด้วยทองคำทั้งตัวประดับสร้อยเพชรเจ็ดล้าน ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่การนำชฎาทรงเครื่องเต็มยศมาสวมให้สุนัขนั้น ใช้สมองส่วนใดคิด

สมัยนี้วงการต่างๆ เน้นการคิดนอกกรอบ ทั้งนี้เพื่อแหวกวงล้อมของฐานคิดแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม ผู้เขียนเห็นว่า การรู้จักคิดใหม่ทำใหม่เป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องคิดถึงกาลเทศะ พื้นฐานทางวัฒนธรรม แสดงรสนิยมดีและเป็นไปในทางสร้างสรรค์

การปลูกฝังความคิดและจิตใจที่ละเอียดประณีต รู้จักคิดและทำสิ่งที่ควรนั้น ส่วนหนึ่งเป็นภารกิจของสถานศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา และอีกส่วนหนึ่งเป็นการเรียนรู้จากสังคม สื่อมวลชน และสิ่งแวดล้อม

น่าเสียดายที่กระบวนการเรียนรู้ในสถานศึกษานั้น เน้นกลุ่มสาระของหลักสูตรเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้ปกครองและนักเรียนรู้สึกเดือดร้อนมาก เมื่อต้องสอบความสามารถทางศิลปะ ดนตรี และกีฬา ยิ่งกิจกรรมอาสาสมัคร ซึ่งจะกล่อมเกลาจิตใจให้ลดความเห็นแก่ตัวและเพิ่มความรักผู้อื่นด้วยแล้ว หาได้มีความสำคัญอันใดเลยกับการที่จะเป็นปัญญาชน

เมื่อดนตรี ศิลปะ กีฬา และจิตใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกทอดทิ้ง จึงพอจะทำนายได้ว่า คนไทยรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไป จะขาดความละเอียดประณีต จิตใจหยาบกระด้าง ทำและสร้างสิ่งใด เอาง่ายเข้าว่า เสร็จเร็ว เตะตา กระตุ้นอารมณ์ คนที่สุภาพ อ่อนโยน มารยาทดี จะเสียเปรียบในการดำเนินชีวิต คนที่ขาดวินัย ก้าวร้าว หยาบกระด้าง จะได้ชัยชนะในทุกสนามแข่งขัน

ถ้าไม่อยากให้สังคมไทยเต็มไปด้วยการขับเคี่ยว แข่งขัน ล้มล้างกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าไม่อยากเห็นคนที่จบปริญญาเอกทำร้ายคู่ครองอย่างโหดเหี้ยม ผู้ดีในละครโทรทัศน์มีกิริยาวาจาหยาบคายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนละคร ฯลฯ เราอาจจะต้องคิดถึงการอบรมปลูกฝังความประณีตอ่อนโยนในจิตใจของผู้คนในสังคมไทย ก่อนที่จะสายเกินไป

บทความจิตวิวัฒน์ครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้เสนอการพัฒนาจิตใจและความประณีตอ่อนโยน ตามแผนที่หัวใจ (MAPS : music, art, play or physical and spiritual development) บทความนี้ ผู้เขียนขอขยายความเส้นทางการเรียนรู้ตามแผนที่หัวใจ ที่วงการศึกษาทุกระดับต้องจัดอย่างถูกต้องและจริงจัง

ดนตรี ศิลปะ การเล่น การพัฒนากายและจิต เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เน้นการฝึกฝนอบรมและเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง จุดประสงค์ของการเรียนรู้ไม่ใช่เพื่อให้ผู้เรียนเป็นศิลปิน เป็นนักกีฬา หรือเป็นนักพรตนักบวช แต่เพื่อสร้างสรรค์จินตนาการ การถ่ายทอดความคิด การสร้างวินัยในตนเองระหว่างฝึกฝน และกล่อมเกลาจริตกิริยาให้อ่อนโยน ละเอียดประณีต เข้าถึงความงามความดีของชีวิต

การเรียนรู้ตามเส้นทางแผนที่หัวใจ เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เคลื่อนไหว แจ่มใส และมีความสุข ดนตรีมีท่วงทำนองและจังหวะที่พาเพลิน ปลุกเร้า กล่อมเกลาอารมณ์ให้เบิกบาน ช่วยพัฒนาความจำและทักษะภาษา เมื่อนำมาสัมพันธ์กับท่วงท่าเคลื่อนไหว ที่สำนวนไทยเรียกว่า ร้องรำทำเพลง ก็เกิดจินตนาการ และซึมซับคุณค่าที่งดงามของการบรรเลงดนตรี

ดนตรีมิได้แยกกันสิ้นเชิงจากศิลปะ เพราะต่างก็ประสานอยู่ในกันและกัน เพียงแต่เครื่องมือและวิธีการแสดง ถ่ายทอดความคิดจินตนาการแตกต่างกัน ศิลปะมีหลายรูปแบบ เท่าที่ได้เรียนรู้กันแพร่หลาย คือ วิจิตรศิลป์ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ฯลฯ และที่เด็กๆ เรียนกันอยู่ เช่น งานวาดภาพ งานปั้น งานออกแบบ และงานประดิษฐ์ ดนตรีและศิลปะ ช่วยพัฒนาการรับรู้เชิงสุนทรีย์และเป็นพื้นฐานการมีรสนิยมดี

กีฬา การเล่น การออกกำลังกาย นอกจากเป็นการสร้างเสริมสุขภาพทางกายแล้ว ยังฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว กระตุ้นและพัฒนาสมอง สร้างระเบียบวินัยในตนเอง ขยัน-อดทน รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ดังนั้น สังคมจึงให้อภัยลำบาก เมื่อพบว่านักกีฬาชกต่อยกันในสนามแข่งขัน

ดนตรี ศิลปะ กีฬา และการปลูกฝังคุณธรรม มีคุณค่ายิ่งต่อการพัฒนาจิตใจ ช่วยพัฒนาสมอง จิตสำนึก สุนทรียภาพ และบุคลิกภาพ

แพทย์หญิงพัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ กล่าวว่า ศิลปะ เป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่เกิดจากความรู้สึกร่วม และการสัมผัสรับรู้ ซึ่งช่วยถักทอเส้นใยประสาทให้เชื่อมโยงกันแข็งแรง เชื่อมโยงโลกภายในตัวตนของเรากับโลกภายนอก แล้วเกิดความสัมพันธ์กันเป็นงานศิลปะ

คุณภัทราวดี มีชูธน อธิบายว่า เด็กและเยาวชนมีพลังงานเหลือมาก ศิลปะ ดนตรี และการเล่น ช่วยให้เขาได้แสดงออก สร้างความภาคภูมิใจ และสามารถตัดสินใจได้ว่าอะไรดี อะไรงาม รู้จักผิดชอบชั่วดี

ปัจจุบัน นักการศึกษาทั้งไทยและเทศ ต่างก็เน้นวิธีการจัดกิจกรรมเล่นปนเรียน (play and learn) ทั้งนี้ต้องจัดให้เหมาะกับวัย ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนด้วย

เส้นทางการเรียนรู้ตามแผนที่หัวใจ (MAPS) แทรกซึมอยู่ได้ทุกสาระเนื้อหาทางวิชาการและวิชาชีพ หรืออาจจะไม่เป็นวิชาอะไรเลย เป็นการเรียนด้วยใจรัก

MAPS เป็นยารักษาโรคใจได้หลายอาการ แก้โรคใจร้อน โรคใจหยาบ ด้วยการกล่อมเกลาจิตและอามรณ์ให้เย็น ละเอียดอ่อน ประณีต

MAPS ช่วยแก้นิสัยมักง่าย ช่วยดัดนิสัยคนที่ทำอะไรอย่างขอไปที เพราะการเข้าถึงสุนทรียรสต้องตั้งใจ พากเพียร ฝึกฝน จึงจะซาบซึ้ง ควบคุมจิตใจของตนเองได้

MAPS ช่วยดับอารมณ์ฟุ้งซ่าน ก่อเกิดสมาธิ มีใจจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำ เกิดความสงบทั้งใจและกาย

MAPS มีความเป็นสากล แต่ก็เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ การแสดงออกและการถ่ายทอดความคิดจินตนาการ จึงต้องมีรสนิยมดี คำนึงถึงศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์ ไม่คลั่งสมัยนิยมจนลืมรากเหง้าของตนเอง

ความงาม ความดี และความจริง จึงควรเชื่อมโยงผสมผสานกันอย่างสมดุล

เมื่อเราเคาะระฆัง แม้จะหยุดเคาะแล้ว เสียงกังวานก็ยังอยู่อีกชั่วครู่ กิจกรรมตามเส้นทาง MAPS ก็เช่นกัน แม้จะทำหรือปฏิบัติไปแล้ว ความงดงาม ความเข้มแข็ง ความประทับใจก็ยังคงอยู่ เมื่อฝึกทำซ้ำๆ ก็จะตกผลึกสะสมเป็นความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ

เมื่อเยาวชนในสถานศึกษาขาดโอกาสที่จะสัมผัสกับความงาม และไม่เคยลิ้มรสความประณีตกลมกลืนอย่างผ่อนคลาย แต่ละวันเขาได้พบเห็นแต่ศิลปะเชิงพาณิชย์ ความบันเทิงที่โฉ่งฉ่างสุกเอาเผากิน ได้ยินแต่เสียงด่าทอด้วยความก้าวร้าวหยาบกระด้าง เป็นการเรียนรู้ทางสังคมที่รวดเร็วและรุนแรง คนรุ่นใหม่จึงเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น และรับเอามาเป็นลีลาชีวิต เน้นราคา ไม่คิดถึงคุณค่า น่าเสียดาย

ผู้ที่รับการศึกษาทั้งในระบบและจากการเรียนรู้ทางสังคม จึงมิได้ดูจากปริญญาหรือวุฒิบัตร ว่าเป็นผู้มีการศึกษา แต่จะดูจากความเป็น “ศึกษิต” ซึ่ง พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ทรงบัญญัติไว้และอธิบายว่า ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ คือ (๑) ใช้ภาษาได้ดีและถูกต้อง (๒) ประพฤติดี มรรยาทดี (๓) รสนิยมดี (๔) คิดตรึกตรองได้ถ่องแท้ (๕) เจริญกาย เจริญปัญญา แสวงหาความรู้ และ (๖) แปลความคิดเป็นการกระทำได้สำเร็จ

ที่ผู้เขียนติดใจมาก คือคำอธิบายข้อที่ว่า “รสนิยมดี” ซึ่ง น.ม.ส. ทรงแปลจากคำว่า good taste เปรียบเทียบคน ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมี กุสุมรส และอีกกลุ่มหนึ่งมี สถุลรส (bad taste)

MAPS ช่วยกล่อมเกลาให้คนเติบโตขึ้นและสร้างสรรค์งานอย่างกุสุมรส คือประณีต นุ่ม นวลเนียน เหมือนกลีบดอกไม้

เมื่อโลกมีเสียงดนตรี ทั้งที่เป็นศัพท์สำเนียงจากธรรมชาติและการบรรเลง

เมื่ออารมณ์ของคนแช่มชื่นด้วยเส้นสายลวดลายและสีสัน

เมื่อมนุษย์ได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แสดงออกด้วยการละเล่น

เมื่อจิตของทุกคนได้รับการฝึกฝนให้บรรเทาร้อนผ่อนเย็น

ผู้คนก็จะมีกุสุมรส นิยมความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน

เป็นรสชื่นชุ่มฉ่ำของชีวิต สด สะอาด สมดุล

เป็นความงอกงาม เติบโตในเส้นทาง แม้จะเลี้ยวลดก็ไม่มีวันหลง

เมื่อจิตมุ่งไปตามทิศของแผนที่หัวใจ

พัฒนาครูที่จิต เพื่อศิษย์งอกงามที่ใจ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2550

เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้พบกับเพื่อน ๓ คน ซึ่งเป็นแกนนำของสถาบันขวัญเมือง เชียงราย มีการทบทวนการทำงานและการเรียนรู้เรื่องพัฒนาจิตในประเด็น ๗ ขวบปีของสุนทรียสนทนา

ผู้เขียนฟังการพูดคุยด้วยความรู้สึกตื่นรู้และเบิกบาน เป็นช่วงเวลาที่ปลุกให้ฉุกคิดว่าการฝึกฝนตนเองร่วมกับกัลยาณมิตรนั้น ทำให้ชีวิตสงบสุขและมีความหมาย ความคิดหนึ่งฉายวาบขึ้นมา ว่าตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปีที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา หลักสูตร วิธีการสอนและการฝึกอบรม เหตุใดจึงมิได้เกิดผลต่อผู้เรียนสมดังใจ มันมีกรอบทฤษฎีทางการศึกษามาครอบงำและกักขังจินตนาการของผู้เขียนหรือไม่ ทำให้ไม่กล้าทำลายรั้วของความคุ้นชิน ออกไปสู่ความนอกคอก

หรือว่า ความนอกคอกนั้นเป็นเรื่องผิดบาปอย่างยิ่ง?

หรือว่า ความคิดของเราควรจะผสมกลมกลืนกันระหว่างพื้นฐานหลักการที่เป็นกรอบ กับการริเริ่มออกนอกกรอบ เพื่อแสวงหาปัญญาใหม่ที่ใช้ฐานความรู้และจินตนาการ

วงการแพทยศาสตร์ศึกษา กำลังเริ่มตื่นตัวปฏิรูปหลักสูตรแพทยศาสตร์ครั้งใหม่ เพื่อสร้างและผลิตแพทย์ที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นของระบบสาธารณสุขแห่งชาติ คือ Humanized Health Care

ผู้เขียนคิดเชื่อมโยงมาสู่หลักสูตรฝึกหัดครู ของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ กรอบของหลักสูตรนั้นคงที่แน่นอนมาไม่น้อยกว่า ๕ ทศวรรษ ว่าต้องประกอบด้วย ๔ หมวดวิชา คือ หมวดการศึกษาทั่วไป หมวดวิชาการ หมวดวิชาชีพ และหมวดวิชาเลือกเสรี ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไปนั้น ก็ยังมีสูตรว่าต้องครอบคลุมสาระทางมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ นอกจากนั้น การฝึกหัดครู ยังมีเกณฑ์มาตรฐานที่สำคัญอีก ๓ มาตรฐาน คือมาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการผลิต และมาตรฐานบัณฑิต กรอบและเกณฑ์เหล่านี้มุ่งไปสู่คุณภาพและสมรรถภาพทางวิชาการที่สามารถวัดและประเมินได้ ด้วยการทดสอบและแบบประเมิน ซึ่งจะคิดสรุปออกมาเป็นตัวอักษรและตัวเลข แต่สิ่งที่ไม่สามารถรับประกันได้ด้วยวิธีใดๆ ก็คือหลักสูตรการฝึกหัดครู (หรือจะเรียกว่า “การผลิตครู” ก็แล้วแต่) นั้นได้สร้างหัวใจของความเป็นครูมากน้อยเพียงใด

กรอบและเกณฑ์ดังกล่าว จะไม่สามารถครอบงำการพัฒนาหลักสูตรฝึกหัดครูได้ ถ้าผู้พัฒนาหลักสูตรก้าวพ้นจากความคุ้นชินเดิมๆ และก้าวออกมาสู่การออกแบบสาระและกระบวนการเรียนรู้ใหม่

ก้าวพ้นออกจากวิธีการทาบกิ่ง ซึ่งเป็นวิธีทางลัด เอาความรู้จากภายนอกมาทาบ และฉาบทาสมองของนิสิตนักศึกษา ให้เขาเติบโตตามกิ่งตอนที่เอามาทาบติด ดอกผลที่เกิดจึงไม่ใช่เนื้อในและสายพันธุ์ของตนเอง

คนทำสวนจะเปลี่ยนวิธีคิดได้หรือไม่ แสวงหาวิธีเพาะเมล็ดพันธุ์ให้นิสิตนักศึกษาได้รับการพัฒนาจากภายในตน ค้นหาจิตสำนึก ความรู้สึก ความสามารถ ความถนัดที่ตนเองมี

มหาวิทยาลัยเปรียบดุจอุทยานแห่งปัญญา ที่คณาจารย์เป็นเสมือนคนทำสวน ที่จะเตรียมดิน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ จัดแสงสว่าง รดน้ำ พรวนดิน กำจัดศัตรูพืช เพื่อให้นิสิตนักศึกษา คือไม้ดอกอันงดงามได้เติบโตจากภายใน งอกงาม แตกกิ่งก้าน ผลิดอกสวยสดสมบูรณ์

เป็นการพัฒนาเติบโตจากภายในตนของนิสิตนักศึกษา ผลิบานออกมาผสมกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมและความรู้ภายนอก สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปรับตนอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง

กระบวนการเรียนการสอนในสถาบันฝึกหัดครู จึงมิใช่การถ่ายทอดทฤษฎี เนื้อหา และฝึกฝนประสบการณ์ที่จะไปถ่ายทอดบทเรียนให้แก่นักเรียนอีกต่อหนึ่ง แต่จะต้องเริ่มกล่อมเกลาจิตใจ อารมณ์ บุคลิกภาพ และการรู้จักผิดชอบชั่วดี ควบคู่กันไปตลอดหลักสูตรการศึกษา

นิสิตฝึกหัดครูใช้เวลามากเหลือเกินในการเรียนเนื้อหาวิชาที่เป็นตัวบท (text) แต่มีโอกาสน้อยในการที่จะได้ศึกษาบริบท (context) ซึ่งจะทำให้การเรียนมีสีสันและชีวิตชีวา นำไปสู่กระบวนการที่อาจารย์และศิษย์จะได้โต้ตอบ สนทนา ฝึกหัด ฝึกฝน แก้ปัญหาในกรณีศึกษาที่ต้องขบคิด เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจตนเองและเพื่อนร่วมชะตากรรม

การถักทอเส้นใยของความเมตตาในหัวใจครู คือการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย ให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาสออกจากห้องบรรยายไปสร้างความสัมพันธ์กับเด็กและผู้คนทุกช่วงวัย หลายสถานภาพ

  • แต่งเรื่องสั้นๆ ไปอ่านให้เด็กๆ ฟัง
  • ทำจุลสาร แผ่นพับเล็กๆ ให้ความรู้ที่น่าสนใจ ส่งไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลน
  • อ่านนิทานอัดเทปให้โรงเรียนคนตาบอด
  • เยี่ยมผู้ป่วยพักฟื้นและคนชรา
  • อาสาช่วยสอนตามความต้องการของโรงเรียนวันอาทิตย์
  • ช่วยงานในห้องสมุดประชาชนและศูนย์การเรียนรู้

ฯลฯ


ส่วนการพัฒนาความรู้คู่กับคุณธรรมและสุนทรียภาพ อาจใช้สูตรง่ายๆ คือ นิสิตมีเวลาเรียนอย่างผ่อนคลายทางด้านดนตรี ศิลปะ พละ และการพัฒนาจิต (MAPS : music, art, physical and spiritual development)

ผู้เขียนได้เคยทำนายไว้หลายปีก่อนแล้ว ว่านับวันการศึกษาจะไม่ใช่การเรียนหนังสือในโรงเรียนเท่านั้น แต่ต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ก้าวออกไปสู่สังคมที่สับสนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน นิสิตของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ก็จะต้องได้รับการกล่อมเกลาภายในจิตสำนึกและความตื่นรู้เท่าทัน เพื่อสามารถรับมือกับกระแสสถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามาตลอดเวลาด้วย

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จึงไม่น่าจะเป็นการฝึกสอนในสถานศึกษาเท่านั้น

ผู้เขียนได้ทำงานร่วมกับครูดีๆ จำนวนมาก ยืนยันได้ว่า การสอนที่ดีจริงของครูนั้น เกิดขึ้นจากจิตสำนึกและความตระหนักภายในตนของครูเอง วิธีการสอนที่ดีมากๆ ไม่เหมือนกับที่ครูเคยทำเมื่อเวลาฝึกสอน บรรยากาศ สื่อการสอน และส่วนประกอบต่างๆ เป็นความคิดและฝีมือของครูโดยแท้

ครูสอนดี เพราะครูตั้งใจ และครูเข้าใจนักเรียน

ครูสอนดี เพราะมีกัลยาณมิตร และเป็นกัลยาณมิตร

ครูสอนดี เพราะครูมีศรัทธาต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ชีวิตของเด็กและครูเองมีหัวใจของความเป็นมนุษย์

ผู้เขียนหวังที่จะให้บัณฑิตที่จบจากสถาบันฝึกหัดครู มีจิตใจที่อ่อนโยน ลดความเห็นแก่ตัว รักเมตตาลูกศิษย์ ถนอมและพัฒนาชีวิตอันอ่อนเยาว์ให้งอกงาม นี่คืออานิสงส์ที่เด็กและเยาวชนไทยจะได้รับจากครู

ขอจบบทความด้วยการแปลบทกวีของ กาเบรียล มิสตรัล กวีชาวชิลี ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ดังนี้

เราสำนึกความผิดมามากครั้ง
ความพลาดพลั้งพานพบมาหลายหน
แต่บาปอันมหันตโทษของผู้คน
คือทิ้งเด็กต้องผจญความเดียวดาย
อีกเมินผ่านธารทองของชีวิต
ทุกสิ่งสิทธิ์ปรารถนาวิญญาณ์หมาย
เราอาจคอยเวลาเฝ้าท้าทาย
แต่เด็กสายเกินนักจักรอไว้
ทุกเวลาก่อร่างและเลือดเนื้อ
จิตสำนึกโอบเอื้อเพื่อเติบใหญ่
สำหรับเด็กมิอาจรอ “วันต่อไป”
ชื่อเด็กไซร้แม่นมั่นคือ “วันนี้”

ต้องเข้าใจว่าทำไมไม่เข้าใจกัน

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 31 มีนาคม 2550

เรื่องเล่าที่เก่าแล้วมีอยู่ว่า เหตุเกิดบนทางด่วน รถเก๋งคันงามถูกรถกระบะไล่ตามกระชั้นชิด กดแตรดังลั่นและขับปาดหน้าให้หยุด คนขับรถเก๋งโกรธสุดขีด เมื่อเห็นคนขับรถกระบะวิ่งลงมาเคาะประตูรถ เขาหยิบปืนออกมา แล้วเปิดประตูรถออกไปประจันหน้า พร้อมที่จะสั่งสอนด้วยกระสุน ต่อความไร้มารยาทของคนขับรถกระบะ แต่แล้วเขาก็ต้องยกมือไหว้ขอโทษและขอบคุณ เมื่อได้รับการบอกเล่าว่าประตูรถด้านหลังข้างขวาปิดไม่สนิท เกรงว่าตอนเลี้ยวโค้งเร็วๆ เด็กเล็กที่ยืนอยู่ที่เบาะหลังจะได้รับอันตราย ถ้าประตูรถเปิดออก

คนปรารถนาดีกลับเกือบจะถูกยิงตาย เพราะสื่อสารกันไม่เข้าใจ ผู้ส่งสารพยายามสื่อข้อความอย่างหนึ่ง ผู้รับสารมีพื้นฐานการคิดและรับความหมายของการสื่อสารไปอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีอุปสรรคของการสื่อความ เช่น ผู้ส่งและผู้รับสารอยู่ในรถคนละคัน ความเร็วของรถ เสียงแตรที่มักจะถูกตีความในทางลบ และประสบการณ์จากข่าววิวาทกันของคนใจร้อน ทำให้เรื่องที่ดีงามเกือบกลายเป็นเรื่องน่าสลดใจ

ความไม่เข้าใจกันนั้น ทำให้คนต่างกลุ่มต่างมีความลังเล สงสัย ยอมรับไม่ได้ ไม่เชื่อถือ หวาดระแวง จนกลายเป็นความขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

ที่แย่กว่านั้นก็คือ บางคนไม่เข้าใจแม้แต่ตนเอง คิดอย่างหนึ่ง แต่พูดตรงกันข้าม แล้วก็มาเสียใจภายหลังว่า เรานี้หนอ พูดอะไรออกไป ไม่ควรเลย

สังคมไทยทุกวันนี้มีแต่เรื่องร้อนใจ บางครั้งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ พอให้รู้สึกหงุดหงิด แต่บ่อยครั้งเป็นเหตุการณ์รุนแรง น่าสลดใจ น่ากลัว ผู้คนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเกิดขึ้น ใครเป็นคนทำ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป

ความไม่เข้าใจกัน เกิดขึ้นได้ทั้งโดยธรรมชาติความสัมพันธ์ของมนุษย์ และเกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ที่สร้างเรื่อง บิดเบือน สร้างกลลวง อย่างจงใจ เพื่อเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความประสงค์ดีหรือร้าย

เมื่อคนคนหนึ่งขาดความรู้ ข้อมูล และอยู่ห่างไกลจากศูนย์ข่าวสาร แม้จะได้รับการอธิบาย บอกเล่า ได้รับแจกเอกสารท่วมท้น แต่สาระที่ส่งออกมานั้นอยู่ห่างไกลจากประสบการณ์ในชีวิตของเขา แน่นอนที่สุด เขาย่อมไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ จะให้เขายอมรับหรือตัดสินใจย่อมทำได้ยาก

แต่ละคนล้วนมีความคิด ความเชื่อ ทรรศนะ เป็นของตนเอง หลายคนยึดติดจนยากที่จะปล่อยวาง ความยึดติดเป็นสิ่งขวางกั้นจิตใจที่ต้องเปิดกว้าง ขาดการยอมรับความแตกต่างทางรูปลักษณ์และทางความคิด เกิดการแบ่งแยกว่านั่นเขานี่เรา ถ้าคิดเหมือนเราก็เป็นพวกเรา ถ้าคิดต่อต้านก็ต้องต่อสู้กัน

หลักการพื้นฐานก็เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าคนหนึ่งแสดงความคิดในการแก้ปัญหาตามหลักการหนึ่ง (ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นหลักการที่ถูกต้องทำนองคลองธรรม) แต่อีกคนหนึ่งแก้ปัญหาอย่างมีนัยแอบแฝง ไม่ตรงไปตรงมา จึงเกิดข้อมูลที่เปิดเผย และข้อมูลที่ซ่อนเร้น บิดเบือน การทำความเข้าใจกันระหว่างคน ๒ ประเภทนี้ จึงทำได้ยากยิ่ง พูดกันเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ในที่สุดก็วงแตก แยกย้ายกันไป ทิ้งปัญหาค้างไว้ ไม่มีการแก้ไข

ย้อนคิดถึงเรื่องมโนธรรมสำนึก คนที่มีจิตเล็กแต่อัตตาตัวตนใหญ่ ย่อมแสวงหาความเด่นและความดังอยู่ตลอดเวลา จิตที่ติดอยู่กับปมเด่นนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายว่าเป็นกิเลสอย่างหนึ่งเรียกว่ามานะ ซึ่งปัจจุบันมีความหมายเพี้ยนไปว่าหมายถึงความเพียร ท่านเน้นว่า มานะไม่ใช่ตัวความเพียร แต่เป็นตัวกระตุ้นให้เพียร ซึ่งถ้านำมาใช้ประกอบกับฉันทะ ก็ส่งเสริมไปในทางดี แต่ถ้านำมาประกอบกับตัณหา ก็กลายเป็นการปลุกเร้าให้ทะยานอยาก คืออยากได้ อยากเด่น อยากเป็น อยากโก้ อยากยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น

คนที่มีปมเด่นเช่นนี้ ย่อมประเมินตนเองสูงกว่าที่เป็นจริง เขาจึงมีความทุกข์ ไม่สมหวังอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมตนจึงไม่ได้รับการยกย่อง ขาดการยอมรับ คนที่ถือดีจึงดื้อดึง เข้าใจยาก จำเป็นต้องฝึกคิดวิเคราะห์ตนเอง เชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้อื่น รู้จักละวางและเปิดใจกว้าง เพื่อว่าจะได้อยู่ร่วมกับคนธรรมดาอื่นๆ อย่างเข้าใจกัน

ความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ่อยมาก เมื่อต่างคนก็ยึดประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ สำนวนหนึ่งที่เราใช้พูดกันอยู่เสมอคือ “เมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัย”

เมื่อมีเงินงบประมาณการศึกษาอยู่ก้อนหนึ่ง รัฐมีนโยบายว่าคนมั่งมีต้องจ่าย คนยากไร้เรียนฟรี แค่คิดก็ยุ่งแล้ว เพราะครอบครัวที่มีบ้างไม่มีบ้างก็ต้องการเรียนฟรีเช่นกัน ส่วนมากเชื่อว่าครอบครัวไม่ควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก การอธิบายเรื่องนี้ยากมาก ยากที่จะเข้าใจกันว่าใครต้องรับผิดชอบ ต้องจ่าย และทุกคนก็ไม่อยากจ่าย

คนมั่งมีกับคนจนเป็นคนเหมือนกัน มีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ถ้าเอาเรื่องการได้และการเสียประโยชน์มาถกเถียง ยากมากที่จะเข้าใจกัน

กุญแจไขปัญหานี้คือความเมตตา เสียสละ จิตใจที่มุ่งช่วยเหลือเกื้อกูล และคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม

จิตเมตตาต่อกันย่อมทำให้การยื้อแย่งอ่อนโยนลง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายน่าจะ “ฟัง” เหตุผลของกันและกัน

ความไม่เข้าใจกันนี้เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากในบ้านเมืองของเรา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพนักงานเทศกิจกับหาบเร่แผงลอยบนทางเท้า

ครูมัธยมศึกษาไม่เข้าใจวิธีคิดของครูประถมศึกษา

ตำรวจจราจรกับคนขับรถแท็กซี่เป็นคู่ปรับกัน

คนสร้างเขื่อนกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตกลงกันไม่ได้

หรือที่น่าวิตก เป็นเรื่องใหญ่ก็คือความไม่เข้าใจกันระหว่างคนต่างวัฒนธรรม คนต่างสถานะทางเศรษฐกิจ คนล้นโอกาสกับคนด้อยโอกาส

ถ้าใช้เงินและอำนาจเป็นหลักคิด ตัวตนย่อมเป็นใหญ่ จิตใจเป็นเรื่องเล็ก พูดกันอย่างไรก็ไม่เข้าใจ

เราจึงไม่ต้องไปค้นหาความเข้าใจจากที่ไหน มันอยู่ที่ใจของเราเอง

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้ทรงอธิบายวิธีอบรมใจ ไว้ตอนหนึ่งว่า

“... อยู่ด้วยกันมาก ก็ต้องกระทบกระทั่งกันบ้าง ผิดใจกันบ้าง เมื่อเขาไม่ทำตามใจเรา เราก็โกรธ ทำไมไม่คิดว่าเพราะเราไม่ทำตามใจเขาต่างหาก จะให้เขาเอาใจเราข้างเดียว อย่างนี้ไม่ยุติธรรม ควรหาทางกลางเพื่อปรองดองกัน คือเขาหย่อนใจมาให้เราบ้าง เราก็หย่อนใจไปให้เขาบ้าง ทุกฝ่ายไม่เอาแต่ใจของตนข้างเดียว ก็จะไม่โกรธกัน และควรคิดตั้งปรารถนาดีต่อกันด้วยเมตตาจิต...”

การฝึกเข้าใจคนอื่นนี้เป็นแบบฝึกหัดที่ยากนักหนา เพราะต้องค้นหาให้ได้ว่าความจริงในตัวเขาและตัวเราเป็นอย่างไร บริบทสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด

แบบฝึกที่หนึ่ง คือการฝึกสติ ควบคุมกิริยาให้รู้จักนิ่ง ดูอย่างพิจารณา ฟังอย่างใคร่ครวญรอบด้าน และพูดด้วยปิยวาจา

แบบฝึกที่สอง คือการฝึกคิดอย่างถูกต้องแยบคาย เพื่อค้นหาเหตุผล เงื่อนไข และแนวปฏิบัติตามความเป็นจริง

แบบฝึกที่สาม คือการแสวงหาและการกลั่นกรองใช้ข้อมูล ความรู้ หลักการ มาประกอบการคิดวินิจฉัย เพื่อจิตใจของเราจะได้อ่อนน้อมยอมรับผู้อื่น

ท่ามกลางข่าวสารที่สับสนในสังคมไทยขณะนี้ ผู้เขียนรู้สึกกังวลและห่วงใยอยู่ลึกๆ มองเห็นภาพฝูงชน ๒ กลุ่ม ซึ่งภายในแต่ละกลุ่มก็ยังแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ ทุ่มเถียงทุบถองกันอยู่

คน ๒ กลุ่มใหญ่นี้ กำลังเดินมาจากฟากฝั่งความคิดที่ตรงกันข้าม มาพบกันที่กลางสะพาน

เบื้องล่างคือแม่น้ำกว้างใหญ่ไหลเชี่ยวกราก คลื่นใต้น้ำปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง

เบื้องบนนั้นเล่าก็กำลังมีพายุพัดกระหน่ำรุนแรง ฝนตกหนัก มีเสียงฟ้าผ่าเป็นระยะๆ

คนทั้ง ๒ กลุ่มก็หาได้รู้สึกอะไรไม่ ต่างฝ่ายก็ด่าทอขับไล่อีกฝ่ายหนึ่งให้ถอยออกไป หักล้างกันด้วยอารมณ์

คิดบ้างหรือไม่ว่า เมื่อสะพานพังครืนลงมา ทุกคนก็จะตกจมล้มตายกันหมด ก่อนตายก็คงจะซัดทอดกันว่าใครทำสะพานพัง

ร้องเพลงรักกันไว้เถิดสักร้อยเที่ยวก็ไม่ช่วยอะไร ถ้าเราไม่เข้าใจกัน

ได้โปรดเถิด กรุณาตั้งสติฟังกันสักนิด ใช้ปัญญาตรองสักหน่อย อย่าปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปต่อหน้าเลย

เมื่อสัมผัสทางใจบกพร่อง ก็ต้องเติมเต็ม

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2549

สรรพสัตว์ทั้งหลายมีการสื่อสาร คือ ส่งสารและรับสารต่อกันตลอดเวลา อีกทั้งยังสื่อสารกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและเทคโนโลยีอีกด้วย

คนเรามีสื่อรับสัมผัส คือ ตา-เห็นรูป หู-ได้ยินเสียง จมูก-ได้กลิ่น ลิ้น-ได้รส กาย-ได้กระทบความเย็นร้อนอ่อนแข็ง และสัมผัสใจ ที่จะรับรู้อารมณ์ ความรู้สึก จิตสำนึกทั้งปวง

มีคนจำนวนหนึ่งที่บกพร่องทางการเห็น บกพร่องทางการได้ยิน และบางครั้งบกพร่องทางสติปัญญาหรือทางสมอง ซึ่งสมควรได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี เพื่อให้เขาได้รับรู้และเรียนรู้ จนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่า ผู้ที่มีความบกพร่องทางกายนั้น เขามีสัมผัสทางใจที่ดี มีความสามารถทางดนตรี ศิลปะ มีจินตนาการ และสามารถสื่อสารสิ่งที่เขาคิดอย่างน่าชื่นชม บางครั้งผู้เขียนรู้สึกว่าเขามีญาณวิเศษ แม้จะมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงใดๆ แต่เขารู้ว่าใครชอบใครชัง รู้ว่าใครหวังดี ใครประสงค์ร้ายต่อเขา เขาสัมผัสได้ รับรู้ได้ด้วยใจ

คนอีกจำนวนหนึ่ง มีร่างกายสมบูรณ์พร้อม แต่ใจของเขาหมกมุ่นอยู่กับตนเอง จนมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน เสียงและสิ่งต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่รอบข้าง ซึ่งอาจเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ไปจนถึงเรื่องคอขาดบาดตาย

การรับรู้เริ่มต้นที่ใจ และอาศัยฐานความรู้ที่มีอยู่มาปรุงแต่งให้เกิดความคิดและจิตสำนึก จนสมองสั่งการให้มีพฤติกรรมต่างๆ สัมผัสทางใจที่เกิดธรรมารมณ์ ช่วยเสริมสร้างการกระทำที่ดีและมีประโยชน์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนตนเองให้สนใจ ใคร่รู้ และมีเมตตาต่อคนและธรรมชาติแวดล้อม

กาลครั้งหนึ่ง มีสุนัขตัวหนึ่งผอมโซ เดินหลงขึ้นไปบนทางด่วน รถวิ่งเร็วผ่านเฉียดมันไปคันแล้วคันเล่า คนขับบางคนเห็นมัน แต่บางคนก็ไม่เห็น บางคนเห็นมันวิ่งหลบรถละล้าละลัง มันวิ่งไปอย่างไม่รู้ทิศทาง วิ่งหลงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้เขียนเชื่อว่า คนในรถหลายคันรู้สึกสงสาร อยากช่วยเหลือสุนัขตัวนั้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดรถ แล้ววิ่งลงไปจับมันได้ สถานการณ์บนทางด่วนไม่เอื้อต่อความประสงค์ดีนั้น ความสงสารไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ในที่สุด ภาพสุนัขหลงทางด่วน กระทบใจคนในรถคันหนึ่ง เขารู้สึกว่า จะปล่อยให้มันวิ่งอยู่อย่างนั้น มันต้องตายแน่ และซากของมันจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะรถวิ่งกันเร็วเหลือเกิน เขารีบโทรศัพท์ถึงศูนย์ทางด่วนฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ใช้รถ ๒ คัน สกัดมันไว้ และจับมันใส่รถเอาไปปล่อยตรงสวนป่าด้านล่าง

สัมผัสที่ใจนั้นมีความแรงและฐานการรับรู้ไม่เท่ากัน บางคนมีสัมผัสใจที่ไวและแรงทั้งในทางบวกและในทางลบ ในทางบวกนั้นเป็นกุศลจิต ทางลบเป็นไปทางอกุศลจิต ปลุกเร้าให้เกิดพฤติกรรมที่ดีและชั่ว ยิ่งเมื่อใช้ธรรมะเป็นฐาน ก็ยิ่งทำให้เกิดผลอันเจริญไพบูลย์

เรื่องเล็กๆ อย่างสุนัขหลงบนทางด่วน อาจจะไม่เกิดผลกระทบทางใจที่แรงพอ ผู้คนผ่านมันมาแล้วก็ผ่านเลยไป ด้วยเหตุผลที่คิดว่ามันไม่เกี่ยวกับตนเอง

ลองคิดถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราดูบ้าง เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ โรงเรียนที่ถูกเผาลามไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำท่วมที่นำความทุกข์อย่างยิ่งมาสู่พี่น้องภาคเหนือและภาคกลาง แผ่นดินไหว ไฟไหม้ และคลื่นลมที่ทำลายชีวิตทรัพย์สินในพริบตา ภาพข่าวที่คน ๗ คนรุมซ้อมคนคนเดียวจนสลบ แล้วก็เดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงรุนแรงของวัยรุ่น ฯลฯ เราเห็น เราฟัง เรารับรู้ ด้วยความรู้สึกที่เย็นชาหรือเปล่า เราได้แยกตนออกจากเหตุการณ์เหล่านั้นหรือไม่ ความคิด และความรู้สึกที่มากระทบใจ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเช่นนั้นหรือ?

ผู้เขียนรับรู้ว่า สัมผัสใจที่เรารับไว้มันแรงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกร่วมในความทุกข์ร้อนของผู้คน เกิดจิตสำนึกที่จะอาสามีส่วนช่วยผู้อื่นให้บรรเทาความยากเข็ญ อยากส่งเสียงให้ทุกคนเข้าใจความหมายของการเตือนจากธรรมชาติ และมุ่งหวังที่จะช่วยหยุดห้ามล้อที่กำลังหมุนแรงด้วยความลืมตัวหลงผิด และแข่งขันกันเพื่อเงินและอำนาจอย่างเอาเป็นเอาตาย

ธรรมชาติกำลังส่งความหนาวเย็นมาสัมผัสกายเราแล้ว อีกไม่นานก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแล้ง จนอารมณ์คนแทบจะคลั่ง สัมผัสทางกายอาจแก้ไขได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว แต่สัมผัสใจที่เศร้าหมอง ทุกข์ร้อน ว้าเหว่ สงสาร เคียดแค้น จำเป็นต้องแก้ไขด้วยสติ และใช้ปัญญา มีสำนึกเมตตาและกรุณาต่อกัน

ผู้ที่สัมผัสทางใจบกพร่อง จึงเป็นคนใจบอด หมกมุ่นเอาแต่ใจตนเอง ฝังใจไว้กับทุกข์สุขของตนเท่านั้น โดยปราศจากการรับรู้และเข้าใจทุกข์สุขของเพื่อนร่วมโลก คนใจบอดจึงมีชีวิตที่โดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงชนและสรรพสิ่งรอบกาย

ในวันที่ท่านอ่านบทความนี้ เป็นวันวารแห่งความรื่นเริงบันเทิงใจ อากาศเย็นสบาย ดอกไม้บานสวยสด ได้ยินแต่เสียงเพลงไพเราะ เสียงสรวลเสเฮฮา และความสุขที่ส่งมอบให้แก่กัน ทั้งที่เป็นนามธรรมและสิ่งของที่มีทั้งคุณค่าและราคา

ผู้เขียนได้รับกล่องของขวัญเล็กๆ เป็นขวดซุปไก่เปล่าๆ ที่ล้างสะอาดใส ใช้เชือกปอหรือป่านก็ไม่แน่ แต่เส้นเล็กมาก สีสวย พันสลับสีรอบๆ ขวด ดูงดงามอย่างยิ่ง

ขวดใส่ดินสอขวดนี้ได้สัมผัสที่ใจผู้เขียน เป็นของขวัญที่บ่งบอกว่าผู้ให้ตั้งใจทำด้วยรักและผูกพัน ตรงกันข้ามกับบัตรอวยพรที่สวยหรูแผ่นหนึ่ง ที่ผู้ส่งไม่ได้ลงนามเอง แต่คงให้ลูกน้องประทับตรายางลงชื่อ ส่งตามรายชื่อที่ทำไว้เป็นประจำปี บัตรนั้นก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง ไม่ประทับใจ

วันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ผู้คนมีโอกาสสัมผัสใจกันได้มากที่สุด ขอให้เราช่วยกันเติมเต็มความรักและความเมตตาต่อกัน สัมผัสความห่วงใย ความเข้าใจ ที่เราเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ เปิดใจให้แสงสว่างทางปัญญาซึมแทรกลงไปทุกอณู เพียรพยายามรับรู้สิ่งที่ธรรมชาติสั่งสอนและส่งสัญญาณเตือน

  • เพื่อสรรพสิ่งจะสัมพันธ์กันอย่างสันติ
  • เพื่อส่งและรับความห่วงใยจากใจหนึ่งไปสู่หลายใจ
  • เพื่อจิตสำนึกที่จะอาสารับใช้ สืบงานสานต่อภารกิจของครอบครัว ขององค์กร ของหมู่ชน ของบ้านเมือง
  • เติมเต็มกำลังใจ ลดความขุ่นข้อง ปรารถนาดีต่อกัน
  • เริ่มในวันอรุณของปีใหม่นี้ และตลอดไป

ใครกำลังหวั่นไหว ยกมือขึ้น

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2549

ก่อนอื่นขอแจ้งว่าบทความนี้ไม่เกี่ยวกับนักการเมือง
สัปดาห์นี้ เราสนทนากันถึงสภาวะของจิตที่ฟุ้งซ่าน ร้อนใจ กระวนกระวาย และกลุ้ม กังวล

นิสิตปริญญาเอกกำลังจะเข้าสอบเพื่อการรับรองดุษฎีนิพนธ์ เขาเดินเข้าไปในห้องใหญ่ เงียบสนิท ไฟสว่างจ้า มีกรรมการสอบ ๕ คน นั่งเคร่งขึมจ้องมองมาที่ตัวเขา

นิสิตคนนั้นรู้สึกหวั่นไหว จำเป็นต้องตั้งสติให้ดี มิฉะนั้นอาจมีกิริยาปากกล้าขาสั่น

หญิงสาวนั่งอยู่ในร้านอาหาร มีความรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งกำลังจ้องเธออยู่ เหลียวไปพบชายหนุ่มกำลังมองมา ทำหน้ายิ้มๆ เธอรู้สึกหวั่นไหว ไม่แน่ใจว่าหนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหน

พนักงานบริษัทหนึ่ง ย้ายที่ทำงาน ๓ บริษัทแล้ว เขาไปอยู่ที่ไหน ประธานบริษัทล้มละลายทุกแห่ง ขณะที่งานของเขากำลังรุ่งอยู่ในขณะนี้ ประธานบริษัทก็เชื่อมือเขามาก แต่อยู่ๆ บริษัทก็มีลางบอกเหตุว่ากำลังจะซวดเซ เขาจึงรู้สึกหวั่นไหว ไม่กล้าออกมาวางก้ามเป็นผู้ใกล้ชิดผู้ใหญ่เหมือนเช่นเคย

นักกีฬาคนหนึ่งเป็นแชมเปี้ยนมาทุกเกมแข่งขัน เขามั่นใจว่าไม่มีใครมาชนะเขาได้ แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนเก่งโนเนมมาเป็นคู่แข่ง แสดงฝีมือตอนซ้อมชนะสถิติที่เขาเคยทำมา เขารู้สึกหวั่นไหว ใจหนึ่งก็คิดหาเหตุผลที่จะไม่ลงแข่งครั้งนี้ แต่เสียงเชียร์ให้เขาสู้ตายก็ดังมาไม่ขาดระยะ เขาก็เริ่มลังเลไม่แน่ใจ เขาเชื่อว่าคนที่เชียร์เขาต้องเป็นคนที่รักเขา ดังนั้นจิตที่อ่อนไหวก็เริ่มฮึกเหิม เขาพร้อมที่จะลงสนามแข่ง เป็นอย่างไรก็เป็นกัน

ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ผู้เขียนประสงค์จะอธิบายสภาวะหนึ่งของจิตที่ตกอยู่ในนิวรณ์

นิวรณ์ ๕ เป็นหัวข้อธรรมที่กั้นขวางจิตไม่ให้บรรลุความดี เป็นอกุศลธรรม ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง และทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง

จิตที่ถูกนิวรณ์ครอบงำ จะลุ่มหลงอยู่ในความปรารถนา มีความขัดเคือง หดหู่ เซื่องซึม บางครั้งมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ร้อนใจ กลุ้ม กังวล มีความไม่แน่ใจในเหตุการณ์อนาคต ไม่มั่นใจและมักจะออกอาการลังเล สงสัย วันนี้เป็นอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง เขามักจะโทษว่าคนอื่นผิด ตนเองทำถูก คนที่คิดประเภทนี้ ทางจิตวิทยาถือว่าเป็นพวก I am O.K., you are not O.K.

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังมีสภาวะหวั่นไหวเช่นนี้ วิธีการแก้ไขอย่างรีบด่วน คือการแสวงหากัลยาณมิตร ที่จะชี้แนะ และช่วยเหลือให้รู้จักวิเคราะห์ตนเอง เข้าถึงความจริงเพื่อเกิดสติ และใช้ปัญญา

คนที่โชคดี คือคนที่มีกัลยาณมิตรแวดล้อมอยู่ กัลยาณมิตรเป็นเพื่อนแท้ ที่ไม่หวังฉกฉวยผลประโยชน์จากเพื่อน คอยเตือนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่ชักนำไปในทางที่เสื่อม

กัลยาณมิตร มีความจริงใจและพูดตรงไปตรงมา เมื่อพบว่าเพื่อนมีสภาพจิตที่หวั่นไหว เขาจะมาช่วยหาสาเหตุ และช่วยชี้ทางธรรมเพื่อปรับปรุงตน คือ สังวร ๕ ประการ ซึ่งจะช่วยให้มีวินัยในตนเอง สำรวมกายวาจาใจ ใช้สติ มีความอดทนอดกลั้น พากเพียรในการเลี้ยงชีพอย่างสุจริต และใช้ปัญญาญาณ คือความรู้ในการพิจารณาตนเองท่ามกลางเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ในที่สุด จิตก็จะผ่องใสขึ้น คลายทุกข์ได้

คนที่โชคร้ายก็คือคนที่นอกจากไม่มีกัลยาณมิตรแล้ว เขายังถูกแวดล้อมด้วยปัจจามิตร คือ ศัตรูที่แฝงมาในร่างของมิตร เพียงเพื่อตักตวงผลประโยชน์ และอำนาจวาสนา

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายคำ “มิตตปฏิรูปก์” หรือ “มิตรเทียม” ไว้ใน พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ว่าเป็นคนที่พึงทราบว่าเป็นศัตรูผู้มาในร่างของมิตร ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีความหมายคล้ายกับปัจจามิตรนั่นเอง มิตรประเภทนี้มี ๔ ลักษณะ คือ (๑) คนปอกลอก (๒) คนดีแต่พูด (๓) คนหัวประจบ (๔) คนชวนฉิบหาย

เฉพาะลักษณะที่ ๓ นั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ พระคุณเจ้าอธิบายคำ “คนหัวประจบ” ไว้ ๔ ประการ คือ
๑) จะทำชั่วก็เออออ
๒) จะทำดีก็เออออ
๓) ต่อหน้าสรรเสริญ
๔) ลับหลังนินทา

พวกศัตรูในร่างมิตรนี้อันตรายอย่างยิ่ง คนพวกนี้นอกจากจะปากหวาน พินอบพิเทา กราบไหว้แล้ว ยังอาจจะใช้อุปกรณ์และวิธีการต่างๆ มาประกอบ เช่น การมอบดอกไม้ ของกำนัล ร้องเพลงเชียร์ เพื่อตอกย้ำความรู้สึกมั่นใจ ฮึกเหิม ลืมตัว จนกว่าจะรู้ซึ้งว่าหลงผิดก็สายเกินจะกลับตัว

สังคมไทยขณะนี้เป็นสังคมข่าวสารและสังคมตรวจสอบอย่างเข้มข้น ประชาชนเริ่มค้นหาความดีและคนดี และเริ่มจำแนกได้ว่าใครดีแท้ และใครดีปลอมๆ เกิดโครงการในองค์กรต่างๆ เพื่อทำแผนที่คนดี และค้นพบว่าคนดีๆ มีอยู่ทั่วไปเต็มแผ่นดิน เขาเป็นคนธรรมดา พระธรรมดา ข้าราชการธรรมดา แต่ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างสังวร มีสติ ใช้ปัญญา และเอื้อประโยชน์แก่ผู้อื่น

ความชั่วและคนชั่วก็ยังมีอยู่ และมักจะเป็นข่าวบอกเล่ากันทุกวัน สำรวจดีๆ บางทีอาจพบว่าคือตัวเราเอง เมื่อใดที่ตระหนักรู้ว่าตนเองกำลังทำไม่ดี จงเร่งตั้งสติ ปรึกษากัลยาณมิตร แสวงหาหนทางที่ช่วยให้รู้คิดอย่างมีโยนิโสมนสิการ

จิตที่หวั่นไหวนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา หลายครั้งที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จนทำให้จิตหวั่นไหว สภาวะของจิตจึงต้องได้รับการฝึกฝน ภาวนาอย่างพากเพียรต่อเนื่องจนเกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง พอที่จะต้านกับแรงกดดันในชีวิตได้

ถ้าต้องการพัฒนาจิตด้วยตนเอง วิธีง่ายๆ นั้น ทำได้โดยฝึกสติสังวร หรืออินทรีย์สังวร เป็นการสำรวมสติ ตั้งมั่น ไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้สัมผัสกับสิ่งที่พึงประสงค์ หรือไม่พึงปรารถนา กำหนดรู้ว่าสิ่งที่ได้เห็นได้ยินนั้นจะเกิดผลดีหรือร้าย ก็แล้วแต่อารมณ์จะปรุงแต่งให้เป็นไป เมื่อกำหนดรู้เท่าทันแล้ว จิตก็ไม่หวั่นไหวโดยง่าย

การตั้งสติสำรวมตนให้กำหนดรู้ ทำให้บุคคลมีเวลาหยุดยั้งสักนิด เพื่อคิดก่อนพูด คิดอย่างตริและตรอง ก็จะไม่เป็นคนปากไว มือไว ท้าตีท้าต่อย เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวของตนเอง

การสำรวมจิต นำไปสู่พฤติกรรมที่สำรวม สุขุม ซึ่งเป็นกิริยาที่ดีตามวิถีวัฒนธรรมไทย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนเฉื่อยชา เชื่องช้า ซึมเซา ซึ่งเป็นท่วงท่าที่สุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง

ในสังคมที่กำลังเร่งรีบ แข่งขันกันอยู่อย่างบ้าคลั่ง จนทำให้จิตใจของผู้คน ฟุ้งซ่าน ระส่ำ ระสาย บทความนี้เป็นเพียงเสียงเตือนค่อยๆ ของกัลยาณมิตร ที่หวังให้เพื่อนร่วมทุกข์ได้พบทางสร้างสุขในจิตใจ

ปัจจุบันนี้วงการศึกษาไทยได้เริ่มคิดถึงการพัฒนาปัญญา และกระบวนการเรียนรู้ที่สมดุลมากขึ้น เราเริ่มตระหนักว่าการเรียนเพื่อรู้เรื่องภายนอกตัว การเรียนศาสตร์หรือความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกกว้างเท่านั้นไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องศึกษาและพัฒนาความรู้ภายในตนควบคู่กันไป เกิดความเข้าใจ ความคิด ความรู้สึก วิธีการรับรู้ของตน วิเคราะห์ตน แล้วหมั่นฝึกจิตของตนให้เข้มแข็งมั่นคงขึ้น การภาวนา การปฏิบัติฝึกฝนขัดเกลาจิต จะทำให้มนุษย์สามารถก้าวพ้นนิวรณ์ ๕ เกิดศีลสังวร คือความสำรวมระวังตน เพื่อปิดกั้นบาปและอกุศลทั้งปวง

ความสำรวมกาย วาจา ใจ จึงเป็นภูมิคุ้มกันความหวั่นไหว เป็นต้นทางของสติ เป็นที่มาของศรัทธา และเป็นแนวนำสู่ปัญญา เกิดสภาวะจิตที่ตั้งมั่น สงบ และสง่างาม

ท่ามกลางมิตรเทียมที่ห้อมล้อมอยู่ บุคคลใดสำนึกได้ จงรีบเสาะหากัลยาณมิตรสักคนหนึ่ง เพื่อสนทนาและฟังเขาอย่างลึกซึ้ง จิตที่หวั่นไหวจะผ่อนคลายลง

ลองเป็นคนธรรมดาสักระยะเวลาหนึ่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีผลประโยชน์ ให้คุณให้โทษใครไม่ได้ อยู่อย่างสันโดษและสำรวมตน ทำได้เช่นนี้ ไม่นานปัจจามิตรที่ตามติดอยู่จะถอยไป เหลือไว้แต่เพื่อนแท้ไม่กี่คน

ถึงเวลานั้น จิตไม่หวั่นไหว ใจก็เป็นสุข

ที่ทุกข์เพราะใช้กิเลสเป็นเหตุผล

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2549

การพบปะสนทนาของสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ เมื่อกลางเดือนมิถุนายนได้มี “ผู้เล่าเรื่อง” คือ อาจารย์ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ มาแบ่งปันประสบการณ์ที่แสนประทับใจ เกี่ยวกับการเดินทางไกล ๖๐ วัน เพื่อค้นพบแก่นแท้ของชีวิตและสาระหลักของความเป็นมนุษย์

บนเส้นทางการเดินจากจังหวัดเชียงใหม่สู่เกาะสมุย ดร.ประมวล ไม่มีเงินและสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เขาเดินผ่านดอยสูง ป่าทึบ และถนนที่ร้อนด้วยแดดแผดเผา ทุกขเวทนาเพิ่มพูนขึ้นในแต่ละวันจนร่างกายอ่อนล้า แต่ในความยากเข็ญนั้น จิตใจของเขาเข้มแข็ง และได้ฝึกสติภาวนาอย่างแน่วแน่

ดร.ประมวลได้เกิดจิตสำนึกใหม่ และได้รับบทเรียนมากมายจากการเดินทางในแต่ละวัน การผจญกับความหนาวเย็นแล้วก็เปลี่ยนเป็นแล้งร้อน ความอดทนต่อความหิว เจ็บปวดจนเหมือนกับจะสิ้นใจตาย การเรียนรู้จากสุนัข ไส้เดือน มด งู และจากขอทาน คนขายก๋วยเตี๋ยว แม่ค้ากล้วยปิ้ง ลูกศิษย์วัด ฯลฯ ทุกบทเรียนดังกล่าวได้สอนว่าชีวิตนี้มีคุณค่า ทุกชีวิตล้วนพึ่งพาและเกื้อกูลกัน

“เรื่องเล่า” ในกลุ่มจิตวิวัฒน์วันนั้น ได้จุดประกายความคิดให้สมาชิกของกลุ่มพยายามละวางจากห่วงโซ่ของความอยากมีอยากเป็น ขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นมากขึ้น ความว่างที่เกิดจากการปล่อยวาง และลดความห่วงกังวลทั้งหลาย น่าจะนำไปสู่อิสรภาพที่มนุษย์แสวงหา แม้กระนั้นความสัมพันธ์อันเอื้อสุขแก่สังคมก็ยังมีคุณค่าต่อชีวิต นี่คือเหตุผลที่มนุษย์ต้องหมั่นฝึกสติ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นการภาวนาอย่างแน่วแน่ในชีวิตประจำวัน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เอ่ยข้อความหนึ่งในการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งสับสนกันอยู่ขณะนี้ ก็เพราะเราต่างก็ยึดประโยชน์ตน และใช้กิเลสเป็นเหตุผล

คำว่า เหตุผล มีความหมายแตกต่างจากเหตุและผล เหตุผลเป็นหลักคิดและข้ออ้างที่สนับสนุนความคิด การกระทำของบุคคล ในขณะที่เหตุและผล เป็นปัจจัยที่เอื้อและเชื่อมโยงกัน เมื่อเหตุเป็นเช่นใด ผลที่ตามมาก็เป็นเช่นนั้น เหตุและผลเป็นหลักธรรมและหลักกรรมที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

เหตุผลในวิถีชีวิตจึงน่าจะมี ๒ ลักษณะ คือเหตุผลที่มีฉันทะเป็นฐาน กับเหตุผลที่ใช้ตัณหาเป็นฐาน

ฉันทะ เป็นความต้องการ ความพอใจ และใฝ่ใจที่จะทำความดี ปฏิบัติในทางที่เป็นกุศล เพื่อให้เกิดผลดี มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ตัณหา เป็นความทะยานอยากที่สนองความใคร่ได้ใคร่ดีที่ไม่มีสิ้นสุด อยากได้ อยากมี อยากเป็น เพียงเพื่อตัวเองเป็นสำคัญ นอกจากอยากแล้ว ยังยึดติดที่จะครอบครองหวงแหนเอาไว้ จนพร้อมทุกเมื่อที่ต้องทำลายคนอื่น ทำลายธรรมชาติ ทำลายระบบที่ดี พฤติกรรมของคนที่มีตัณหา จึงเป็นปัญหา นำไปสู่ความวิบัติของตนเองและส่วนรวม

ผู้เขียนอยากยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ แต่ก็มีเหตุผล ที่ไม่อยากเขียนถึง จึงขอยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้มาพิจารณา

พระสงฆ์รูปหนึ่ง นอนบนโลงผีเพื่อแสดงความเคร่งและความขลัง
พระรูปนี้ให้เลขเด็ดแก่ชาวบ้าน ตรงกับหวยที่ออกมาหลายงวด
ชาวบ้านนับร้อยแห่กันไปขอเลขหวย และซื้อเลข ๕๕๘ จนเกลี้ยงตลาด
หวยไม่ออกตามที่พระบอกใบ้
แม้กระนั้นชาวบ้านก็พากันไปขอเลขหวยอย่างไม่ลดละ
งวดต่อไป เลขที่ออกก็ไม่ตรงอยู่ดี
ความทราบถึงองค์กรปกครอง จึงสั่งอัปเปหิพระรูปนี้ออกไปจากวัด
เจ้าอาวาสไปขอร้องเจ้าคณะจังหวัดให้พระใบ้หวยอยู่ต่อเพราะการก่อสร้างถาวรวัตถุในวัดยังค้างอยู่
ชาวบ้านชุมนุมกันคัดค้านการย้ายวัด และโจมตีสื่อมวลชนดุเดือด
วัดอื่นๆ ต่างเชิญชวนพระใบ้หวยไปอยู่ที่วัดของตน
ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าท่านย้ายไปอยู่ที่ไหน แต่ให้ข่าวว่าจะให้หวยต่อไป
ชาวพุทธทั้งหลายรู้ข่าวนี้ก็ได้แต่บ่น ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดใด


ผู้คนแต่ละคนแต่ละกลุ่มในกรณีข้างต้น คิดและทำอะไรอย่างไรก็ล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น เพียงแต่เราจะตัดสินได้ว่า เหตุผลหลักและเหตุผลย่อยๆ ที่ประกอบกันเป็นพฤติกรรมนั้นๆ เกิดจากสัมมาทิฐิ หรือมิจฉาทิฐิ การกระทำเช่นไรที่นำไปสู่ความเจริญหรือความวิบัติ

ย้อนกลับไปสู่ “เรื่องเล่า” ของ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ อีกครั้งหนึ่ง ทุกคนในกลุ่มจิตวิวัฒน์ฝึก “การฟังอย่างแน่วแน่” ฟังและติดตามการเดินทางของผู้เล่าเรื่องโดยไม่สะดุดกับการคิดหาเหตุผล การฟังด้วยจิตว่าง ทำให้ผู้ฟังหลุดพ้นจากความคุ้นชินเดิมๆ

ในความเคยชิน เรามักนำเอาประสบการณ์เดิมของตนเองไปเปรียบกับเรื่องที่กำลังฟัง ทำให้เกิดความสงสัย เกิดคำถามว่าทำไมๆ จึงเป็นอย่างนั้น บางครั้งก็รู้สึกว่าไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ ความเคยชินเช่นนี้ทำให้สมาธิของการฟังสะดุด และการรับรู้เรื่องเล่าจะขาดตอนเป็นห้วงๆ ด้วยเหตุนี้ การฟังเรื่องเล่าต้องมีศรัทธาและสมาธิ จึงจะได้รับสาระและอรรถรสอย่างลึกซึ้ง

ชีวิตนี้จะเอาอะไรหนักหนา ชีวิตที่เหลวไหลสุดโต่งเป็นไม้หลักปักเลน ก็เลื่อนลอยไร้ค่า ชีวิตที่ยึดติดกับหลักการและเหตุผลจนเถียงกันไม่รู้จบ ก็มีแต่ความเครียดและอหังการเข้าข้างตนเอง การดำเนินชีวิตตามทางสายกลางให้เหมาะสมกับจังหวะ และมุ่งสู่ความสงบสุข จึงน่าจะเป็นทางเลือกบนฐานแห่งธรรม

เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เดือนที่พสกนิกรชาวไทยมีความปีติโสมนัสอย่างล้นเหลือกำลังจะผ่านไป เมฆทะมึนแห่งเหตุการณ์น่าหวั่นวิตกในเดือนกรกฎาคมก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา แม้กระนั้นก็ยังมีช่วงเวลาแห่งบุญกุศลให้เราได้น้อมจิตใจบูชาเป็นที่ระลึกที่พึ่ง คือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ขอเชิญทุกท่านปวารณาตัวโดยมีสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้ง แผ่เมตตาให้มวลสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ใช้กิเลสเป็นเหตุผล ลดความเห็นแก่ตัว พูดน้อยลง ฟังมากขึ้น ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อสังคมไทยจะประคองตัวอยู่ได้ ท่ามกลางความผันผวนและวิกฤติการณ์

กบที่ว่ายเล่นเริงร่าอยู่ในหม้อต้ม มันหลงคิดอย่างมีความสุขว่าน้ำอุ่นสบาย กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว เมื่อน้ำเดือดเลยกลายเป็นกบต้มสุกอยู่คาหม้อ

กิเลสตัณหานั้นเหมือนไฟ น้ำเป็นสิ่งล่อเย้ายวนให้ติดใจในอำนาจและลาภยศ หม้อน้ำก็คือผู้คนที่แวดล้อมหวังประโยชน์คอยสรรเสริญให้ลืมตัว คนที่มีจิตสำนึกและมีสติรู้คิดก็จะรีบออกมาเสียจากความวิบัตินั้น เขาจึงรอดปลอดภัย ส่วนคนที่ยังหลงติดกับอำนาจอยู่ เขาย่อมทุกข์อย่างแสนสาหัส แม้จะทำหน้าชื่นก็อกตรม

บอกจนอย่างนี้แล้วยังไม่รู้จักละวางอีกหรือ ?

เมื่อก้าวร้าวก็รุนแรง ครั้นอ่อนโยนก็ยินยอม

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 เมษายน 2549

แม้จะมีเสียงกู่ก้องตะโกนว่าไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว

ผู้เขียนก็ยากที่จะทำใจ เพราะไม่แน่ว่าฝ่ายหนึ่งชั่วจริง และอีกฝ่ายหนึ่งดีจริงหรือเปล่า

ได้ติดตามเหตุการณ์ตลอดเดือนมีนาคม และต้นเดือนเมษายน อย่างตามติดประชิดทุกความเคลื่อนไหว สังเกตกิริยาท่วงท่าของผู้คน กลยุทธ์การสร้างบรรยากาศให้ฮึกเหิม สงครามข่าวสารที่เข้มข้นดุเดือด ฝ่ายหนึ่งยิ่งได้รับข่าวสารก็ยิ่งเกลียด อีกฝ่ายหนึ่งยิ่งได้รับข่าวสารก็ยิ่งรัก

สู้กันด้วยเสียงเพลง ดนตรี และดอกไม้ สู้กันด้วยเสียงผรุสวาท หัวเราะ โห่ฮา และน้ำตาที่หลั่งรินด้วยความเสียใจ

น่าแปลกที่สายธารแห่งความโกรธแค้น ชิงชัง หลั่งไหลในสายน้ำเดียวกันกับความสงบ สันติ อหิงสา

แต่มีเกาะแก่งกั้นขวาง เพราะไม่ให้อภัยกัน

เมื่อฝ่ายหนึ่งด่าว่าอีกฝ่ายเป็นพวกต่ำช้า หลงอำนาจ อีกฝ่ายหนึ่งก็ด่าตอบว่าไอ้พวกหน้าง่าว หวังผลประโยชน์

มีการใช้ภาษาและสร้างศัพท์ใหม่กันอย่างแตกฉาน ที่นักภาษาจะต้องบันทึกความนัยที่แฝงไว้ เพื่อให้เยาวชนอีก ๑๐ ปีข้างหน้าอ่านเข้าใจ เช่น พันธมิตร ดาวกระจาย จรจัด อารยะขัดขืน มหาพารากอน หมอผีเขมร เว้นวรรค และแม้แต่คำว่า จตุรังคบาท ก็มีนัยแตกต่างจากที่เรียนในวิชาวรรณคดี บางคนที่ฟังคำผวนในภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เข้าใจเนื้อเพลงที่ร้องกันทั้งเมือง

ยิ่งด่าว่ากันเท่าใด ความร้อนก็สูงขึ้นใกล้จุดเดือด สงครามความคิดใกล้จะระเบิดสร้างความหายนะให้ประเทศชาติ

ฝ่ายหนึ่งยิ่งห้าวหาญ อีกฝ่ายหนึ่งก็ฮึกเหิม ไม่มีใครยอมใคร

ประเทศไทยใกล้จะแตกเป็นเสี่ยงๆ แบ่งภาค แบ่งกลุ่ม แบ่งด้วยความรักและความชัง

บ้างก็ว่าเป็นเพราะใช้อารมณ์ล้วนๆ บ้างก็ว่าเป็นเพราะใช้เหตุผลและความรู้ลึกๆ

ทุกฝ่ายยึดมั่นกติกา แต่กติกาต่างกัน

วันหนึ่ง หัวใจที่วิตกกังวลก็ผ่อนคลาย เพราะฝ่ายหนึ่งอ่อนโยนลง อีกฝ่ายหนึ่งก็ยินยอมหยุดพักสงคราม

แม้จะมีเงื่อนไขเวลา มีความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกัน จับจ้องกันอยู่ แต่ความร้อนก็เย็นลงระยะหนึ่ง

แล้วเทศกาลสงกรานต์ก็มาถึง น้ำหอมๆ ลอยดอกมะลิเย็นชื่นใจ จะกล่อมเกลาให้ความอ่อนโยนยังคงอยู่ และชำระล้างความหยาบกระด้างในอารมณ์ได้หรือเปล่า

นายทหารใหญ่บอกว่ากำลังนับหนึ่งถึงร้อย ก็จงนับต่อไป

นายตำรวจบอกว่าต้องอดทนอดกลั้น ก็ทำต่อไป

ฝูงชนทั้งสองฝ่ายหยุดพักกันชั่วครู่ เมื่อปากหยุดตะโกน หูก็เริ่มมีโอกาสได้ฟัง ท่ามกลางความเงียบ ความรู้คิดก็เริ่มก่อตัว

ทบทวนดูให้ดีเถิด ฝ่ายที่คิดว่าตนเองชนะก็พ่ายแพ้อยู่ในที ผู้นำแห่งชัยชนะก็ถูกติฉินนินทาอยู่ทุกหนทุกแห่ง

มีใครบ้างที่หัวเราะได้เต็มสียง เมื่อยามแย่งยื้ออำนาจอยู่ ปล่อยวางเมื่อใดก็โล่งใจเมื่อนั้น

คิดถึงแนวทางสู่ความปรองดองสมานฉันท์ แม้จะมีการพบปะ พูดคุยกันระหว่างกลุ่มคนที่ขัดแย้ง ก็ยากยิ่งที่จะตกลงกันได้ ถ้าแต่ละฝ่ายต่างก็พกเงื่อนไขของตนมาเต็มกระเป๋า มุ่งสู่จุดหมายของแต่ละคนซึ่งอยู่ต่างขั้ว อย่าว่าแต่จะเจรจากันเลย เพียงแต่พบหน้ากัน ก็อยากจะเบือนหน้าหนีเสียแล้ว

คนเราคุยกันไม่ได้ ถ้าใจมันขุ่นมัว แม้จะเสแสร้งยิ้มแย้มโอบไหล่กัน ก็ดูขัดเขิน

ผู้เขียนนึกถึงประสบการณ์การพูดคุยแบบสุนทรียสนทนา ที่คุณวิศิษฐ์ วังวิญญู เป็นผู้ดำเนินการ เรานั่งล้อมวงกันบนศาลาวัดท่าตอน ทุกอย่างเรียบง่าย และทุกคนจิตใจปล่อยวาง

ศรัทธา และเมตตาต่อเพื่อนสมาชิกของกลุ่ม ลดความถือตน เงียบ สงบ และฟังเมื่อเพื่อนพูด ถ้อยคำของแต่ละคนบางครั้งก็ร้อยเรียงต่อกัน บางครั้งก็เป็นเรื่องใหม่ แล้วแต่ใครจะพูดอะไร พูดค่อยๆ พูดจากความคิดที่เกิดขึ้นฉับพลัน

น่าแปลกที่การพูดคุยกันของเราได้เกิดคลื่นความคิดก่อตัวเป็นความรู้ใหม่ เป็นความรู้ที่ออกมาจากหัวใจของสมาชิกแต่ละคน เป็นความรู้ภายในตัวเรา ที่พูดออกมาแล้วฟังคนอื่นอย่างตั้งใจ ในที่สุดก็เกิดความรู้กลับเข้าไปภายในตนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจบการสนทนาแล้ว รู้สึกสบาย อิ่มเอิบใจ ไม่มีความขัดแย้ง แม้ว่าเพื่อนสมาชิกมีความแตกต่างกัน

จุดเด่นของสุนทรียสนทนา คือความอ่อนโยน ยอมรับฟัง ยิ่งอ่อนโยนเท่าใด คลื่นความคิดของกลุ่มก็เชื่อมโยงกันมากขึ้นเท่านั้น ตรงกันข้ามกับการโต้วาที ที่ต้องเตรียมประเด็นหักล้างกันรุนแรงจนราบคาบกันไปข้างหนึ่ง

ผู้เขียนฝันว่า เช้าวันหนึ่งอากาศเย็นสบาย มีคนประมาณ ๒๐ คน เดินมาจากที่ต่างๆ มาพบกันที่ศาลากลางสวนสวยริมน้ำ ทั้งหมดมานั่งล้อมวงกันเงียบๆ แล้วคนหนึ่งก็พูดขึ้นถึงทางออกจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ทุกคนตั้งใจฟัง ฟังแล้วคิด และผลัดกันพูดความคิดของตนที่ผุดขึ้นมาสดๆในขณะนั้น ปล่อยวางตำแหน่ง ผลประโยชน์ และความถือตนทั้งหมด บรรยากาศการสนทนามีแต่ความเมตตาต่อกัน

เมื่อไม่วางเงื่อนไขของตนไว้อย่างดื้อดึง เมื่อคิดถึงความอยู่รอดของประเทศ เมื่อลดทิฐิมานะและความอหังการ แต่ละคนตัวตนเล็กลง จิตสำนักยิ่งใหญ่ขึ้นสูงขึ้น ทางออกและวิธีการแก้ไขปัญหาก็ผุดขึ้นในวงสนทนาเป็นขั้นเริ่มต้น

เมื่อเขาลุกขึ้นยืน มือที่เคยไพล่หลัง ก็ยื่นมาข้างหน้า หันมาจับมือกับเพื่อนร่วมสนทนาก่อนจะลาจาก เพื่อจะมาพบกัน และคุยกันแบบนี้อีก

แล้วผู้เขียนก็สะดุ้งตื่น ความฝันย่อมไม่เป็นจริง แต่สิ่งที่ยังตกค้างอยู่ในใจขณะนี้ก็คือ พยายามนึกทบทวนว่า คน ๒๐ คนในฝันนั้นเป็นใครบ้าง

ชื่อที่นึกออกก็เป็นไปไม่ได้ ทุกวันนี้เห็นไล่เบี้ยคิดบัญชีกันวุ่นวายจนคดีเต็มโรงศาล มีการแสดงละครกันทุกวันโดยผู้แสดงเขียนบทกันเอง ทั้งรัก โศก ตลกแกนๆ ให้ตัวเองเป็นตัวเอกเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ยืนหยัดเพื่อประชาชน

ไม่แน่นัก ปาฏิหาริย์ย่อมเกิดขึ้นได้ อาจมีคนกลุ่มหนึ่ง เป็นตัวแทนของพลังปัญญา พลังการเมือง และพลังประชาสังคม มาพูดคุยกันแบบสุนทรียสนทนา หาวิธีแก้เงื่อนปมที่ผูกมัดรัดแน่น จนคนไทยจะหายใจไม่ออกอยู่ในขณะนี้

ว่าแต่ท่านช่วยคิดได้หรือไม่ ว่าคน ๒๐ คนในกลุ่มสนทนานี้ น่าจะเป็นใคร

จริงอยู่ สุนทรียสนทนาไม่ใช่กุญแจวิเศษที่ไขประเด็นทางแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นและก้าวแรกที่นำไปสู่กระบวนการขั้นต่อไป

ถ้ากระบวนการประชาธิปไตย หมายถึงการยอมรับในคุณค่าของทุกคน ภราดรภาพก็เป็นหลักหนึ่งของระบอบนี้ เหตุไฉนจึงหาความเป็นพี่น้องร่วมชาติกันได้ไม่ชัดเจน

วิวาทกันก็วุ่นวายไปเปล่าๆ อ่านพระพุทธวจนะในธรรมบทที่อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก แปลไว้กันก่อนดังนี้

ปเร จ น วิชานนติ
มยเมตถ ยมามเส
เย จ ตตถ วิชานนติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ

สามัญชนมักนึกไม่ถึงว่า ตนกำลังฉิบหาย
เพราะการทะเลาะวิวาทกัน
ส่วนผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงนี้
ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกัน

ความสุขลึกซึ้งจากความเงียบ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 14 มกราคม 2549

ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ เรามีวิธีการรับ-ส่งความสุขกันอย่างไรบ้าง ตัวแทนของความสุขอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น บัตรอวยพร กระเช้าของขวัญ ขนมหวานอาหารอร่อย โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นล่าสุด สร้อยทองหนักสัก ๒ บาท หรือเครื่องเพชรชุดใหญ่ แล้วแต่ฐานะและวิธีคิดของแต่ละคน บางกลุ่มก็จัดงานรื่นเริง เล่นดนตรี ร้องเพลงคาราโอเกะ ดื่มสุรากันจนเมา เข้าสถานบันเทิง ดูโชว์กินดื่มท่ามกลางเสียงอึกทึกสะเทือนแก้วหู เพื่อจะสนุกสุดเหวี่ยง แล้วโซเซกลับบ้านเมื่อรุ่งสาง บางทีก็กลับไม่ถึงบ้าน

เสียงดังกล่าวเป็นเสียงของความสุข ความร่าเริง สนุกสนาน เป็นเสียงที่ดึงตัวเราออกไปร้อง ออกไปเต้น คละเคล้ากับสิ่งชวนเสพนานาชนิด

เมื่อตัวเรากับสิ่งเสพผสมผสานกันได้ที่ เราจะเคลิบเคลิ้ม เมามัว และลืมตัวไปชั่วขณะ มันมีความสุข แต่หลายครั้งความสุขนั้นได้กลายเป็นเรื่องร้อน เกิดผลเป็นความทุกข์ ถ้าไม่สามารถควบคุมสติ และพฤติกรรมของตนได้

ความร่าเริงบันเทิงใจเป็นความสุขชนิดหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนาอารมณ์และสังคม เป็นสภาวะที่เกิดจากสิ่งเร้าและการแสดงออก ซึ่งถ้าอยู่ในระดับที่พอดี เหมาะสมกับวัย เวลา สถานที่ และผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะ ควบคุมจิตใจอยู่ ย่อมเป็นสีสันหนึ่งของชีวิต แต่เมื่อใดที่บุคคลเสพสุขเกินขนาด แสดงสุดเหวี่ยง หรือลืมตัว เมื่อนั้นความสุขก็จะกลายเป็นความสนุกชั่วครู่ชั่วยาม ไม่มีความประทับใจดีๆ อันใดที่จะพึงจดจำ

วันหยุดเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนวางแผนว่าจะไม่เดินทางไปต่างจังหวัด ขออยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลายเป็นเมืองที่เงียบสงบและมีความปลอดโปร่ง สบาย ไม่มีโทรศัพท์และโทรสารมามอบหมายงาน ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปผจญกับรถติดและควันพิษ มีเวลาอยู่บ้าน จัดเอกสารและหนังสือที่กองสุมอยู่เกลื่อนห้อง ได้เดินดูต้นไม้ดอกไม้ ฟังเสียงนกกาเหว่า ที่สำคัญคือได้นั่งเงียบๆ สบายๆ ทบทวนชีวิตของตนเองตลอดปีที่ผ่านมา

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ผู้เขียนโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เดินทางไปดูงานของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม การดูงานครั้งนี้ ได้พบคนดีจำนวนมาก ได้สร้างกำลังใจและรับประสบการณ์ที่ดีหลายเรื่อง ในบทความนี้จะขอเล่าถึงความสุขประการหนึ่งที่ได้รับ คือความสุขลึกซึ้งจากความเงียบ

เช้าวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ คณะดูงานเตรียมตัวพร้อมตั้งแต่ ๐๔.๐๐ น. เพื่อออกเดินทางไปดูงานที่สมณารามจิ้งซือ เมืองฮวาเหลียน เราไปถึงสมณารามเมื่อใกล้รุ่ง หมอกลงจางๆ ผู้คนหลั่งไหลไปฟังท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนแสดงธรรม และทำกิจกรรมอาสาสมัคร ซึ่งเป็นงานบุญยิ่งใหญ่ อากาศเย็นสบาย หอมกลิ่นสนที่ยืนต้นรายรอบ ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมากมาทำบุญร่วมกัน จะเงียบถึงเพียงนั้น ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสและมีกิริยาสำรวมตน บทความนี้จะไม่พรรณนาถึงสารธรรมที่เราได้รับรู้ แต่จะเล่าถึงความสุขสงบจากความเงียบท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม

ผู้เขียนได้มีเวลานั่งอยู่คนเดียวที่สนามหน้าห้องแสดงธรรม ทบทวนภาพที่ได้เห็นได้ฟังได้สัมผัสตลอด ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่ามกลางชาวพุทธฉือจี้ที่มาฟังเทศน์และอาสาสมัครทำงานนับร้อย คุยกันค่อยๆ ช่วยกันทำงานเย็บถุงเท้า เสื้อผ้า ตัดผมแก่คนยากจน ทำครัว หล่อเทียนเล่มเล็กๆ รักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพชาวบ้าน ฯลฯ ทั่วบริเวณสมณารามมีความเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง เงียบแต่ไม่เหงา ผู้เขียนพบแต่คนยิ้มแย้ม พร้อมที่จะต้อนรับและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในความเงียบนั้น ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ซื้อมาจากร้านเล็กๆ ในสมณาราม เวลาชั่วขณะนั้นอ่านได้เพียงบทกวี ซึ่งเป็นบทนำของหนังสือ “The Cycle of Beauty” รวมบทสารธรรมของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

“We must show our love for the earth with our actions,
and not just with words.
The strength of each person is limited,
but when we join our efforts together,
the earth is sure to feel our love.”


ผู้เขียนแปลลงในหนังสือเดี๋ยวนั้นว่า

“จงแสดงความรักต่อโลกหล้า
ปฏิบัติบูชาอย่างมุ่งมั่น
ดีกว่ากล่าวถ้อยคำรักรำพัน
คนหนึ่งนั้นเพียงพลังยังน้อยนัก
แต่เมื่อเราร่วมแรงและร่วมใจ
โลกก็ย่อมสดใสได้ตระหนัก
สัมผัสความงามละมุนอุ่นไอรัก
คือความงามที่ประจักษ์เป็นวงจร”


ท่ามกลางความเงียบนั้น ผู้เขียนได้ถามตนเองในใจว่าจิตของฉันได้ตั้งมั่นพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ ในช่วงปัจฉิมวัยนี้ ฉันได้ทำงานด้วยใจรักเพื่อเพื่อนมนุษย์และสังคมเพียงใด ฉันพอใจและมีความสุขเมื่อตอบเองว่า กำลังทำอยู่และจะทำต่อไป

เวลาที่มีความสุขนั้นผ่านไปเร็ว ทุกคนมาพร้อมกันเพื่อเตรียมเข้าแถวไปขึ้นรถเพื่อดูงานต่อ (ตลอดเวลาดูงานในไต้หวัน คณะดูงานทุกคนทิ้งยศตำแหน่งไว้ที่ประเทศไทย ทุกคนมีระเบียบวินัยเชื่อฟังหัวหน้ากลุ่มย่อยอย่างเคร่งครัด) ผู้เขียนตระหนักว่า ความสุขที่เกิดขึ้นจากการที่ได้หยุดพักสักชั่วขณะหนึ่ง ละวางจากสิ่งผูกพันและความวุ่นวาย หยุดนิ่ง เงียบ ฟัง คิดไตร่ตรอง ท่ามกลางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงามนั้น เป็นความอิ่มเอิบใจอย่างยิ่ง

คำที่มีความหมายคล้ายความเงียบคือความนิ่ง ในความนิ่งนั้น เราได้เป็นอิสระจากสิ่งเร้าภายนอกหลายอย่าง กายนิ่ง ผัสสะทั้งหลายหยุดรับ แต่ความคิดจิตสำนึกภายในกลับเคลื่อนไหวอย่างแจ่มชัด เมื่อเราได้อยู่นิ่ง เราย่อมมีเวลาคิดใคร่ครวญ ทบทวน ประเมินค่าปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างเป็นกลาง พร้อมทั้งตระหนักและรู้จักตนเองมากขึ้น เกิดความว่างในใจเพียงพอที่จะเติมเต็มความรักความเมตตาต่อเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย

อย่ามัวแต่ส่งเสียงด่ากันเอ็ดอึงอยู่เลย เงียบสักพักแล้วมุ่งหน้าทำงานอย่างสร้างสรรค์กันเถิด ความสุขนั้นหาได้ไม่ยาก เพราะมีอยู่แล้วในหัวใจของเราเอง

สุขใดเสมอด้วยความสงบนั้นไม่มี คงไม่สายเกินไปที่กลุ่มจิตวิวัฒน์จะขอส่งความสุขมาสู่กัลยาณมิตรทุกท่านในเดือนแรกของปีใหม่นี้

จิตวิญญาณนั้นมีค่า อย่าคิดขาย

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2548

หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่ ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมันงามทอดยอดอวบสะพรั่ง

ทุกเช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อย ๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด มันก็ต่อชีวิตของยาย

โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น ๓ – ๔ คน มาอยู่กับยาย ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวก ๆ เอาไปกองขายไม่ได้ราคา กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย

ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก มันเป็นจิตวิญญาณของยาย

สล่าคำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไปตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้ สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร

พ่อค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น ผลิตจากโรงงานเป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้น เป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจได้หายไปเสียแล้ว

สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ ทุกวันทำงานซ้ำ ๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ทผม กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึม ๆ และซึม ๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า ดูไม่มีชีวิตชีวา

จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจและมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาดและบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ

ครูสังคมสอนนักเรียนให้วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง ฝึกคิดจินตนาการ สังเกตสิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์ ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู

หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสามสิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป

หมู่บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นาน ๆ ครั้ง หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้างใหญ่ อาคารสูง สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อมบริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้ ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะของหน่วยงาน

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งครูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ฝึกการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย คือการที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน

มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีจิตวิญญาณรวมกัน

กลับมาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขน และหุ่นกระบอก แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่นเป็นหนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท มีจิตวิญญาณ

ต่างจากคนแท้ ๆ คนเป็น ๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อหรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง

ในวงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่าประเทศของเราต้องมีกระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเป็นเพียงบอกนิยามความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศการบริหารการศึกษา มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตามศักยภาพของเขา บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส มีการยอมสยบต่ออิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหาแต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน

รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร ว่ารู้ความสำคัญของวันที่ ๑๔ ตุลาคม หรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย มีคำตอบที่น่าขัน เช่น ๑๔ ตุลาคม หมายถึงวันที่ ๑๐ + ๔ เป็นต้น

จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กำลังจะจางหายไป ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน

กรณีตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้าง ๆ ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ความตระหนักและสำนึกในคุณค่า หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน อบรมตนอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จิตวิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปีศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีความประณีต เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม

แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง

ด้วยเหตุนี้การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา

สติสัมปชัญญะ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว

งานของกลุ่มจิตวิวัฒน์ จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่มมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน

ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ

ดุลยภาพของการเรียนรู้

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2548

เมื่อเดือนกรกฎาคม สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้สนทนากันท่ามกลางสวนสวยและอากาศฤดูฝนที่ฉ่ำชื่น ผู้จุดประเด็นการสนทนาในวันนั้นคือ ครูวิศิษฐ์ วังวิญญู สาระที่นำเสนอคือการเขียนโลกใบใหม่ของการเรียนรู้

วิศิษฐ์ พูดและใช้ภาษาเขียนที่อลังการมาก เกือบทุกข้อความ เขาใช้คำธรรมดา ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง สมาชิกกลุ่มต้องตั้งใจแน่วแน่ ฟัง อ่าน อย่างพินิจเจาะลึก กลั่นกรองเพื่อเข้าถึงสาระที่เขาสื่อออกมา ผู้ที่สนใจอาจสืบค้นจากแหล่งข้อมูลของกิจกรรมจิตวิวัฒน์ที่ให้ไว้ท้ายบทความนี้

ประเด็นที่ขอหยิบยกมาพิจารณาซ้ำ คือสาระเชิงปรัชญาที่เป็นฐานของการเรียนรู้ วิศิษฐ์ วังวิญญู เน้นว่า การเรียนรู้ที่แท้นั้นเกิดจากสภาวะของจิตที่โปร่งสบาย ผ่อนคลาย แล้วคิดวิเคราะห์เข้าภายในตน ขณะเดียวกันก็ได้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงกับผู้อื่น การยึดติดกับเนื้อหาสาระที่ตายตัวนั้น แม้จะรู้มากก็มีประโยชน์น้อยกว่าการรู้สาระที่เปลี่ยนแปลงเชื่อมโยงกับชีวิตเรา

ความสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่จุดหมายและกระบวนการ ประสบการณ์จากการเรียนรู้จะทับซ้อนสะสม มีทั้งความรู้ที่ข้ามพ้นไปสู่สิ่งใหม่ หลอมรวมกับประสบการณ์เดิมเป็นการ “ก้าวพ้นแต่ปนอยู่” (transcend and include) นั่นคือ กระบวนการเรียนรู้นั้นมีโครงสร้างแบบเกลียวพลวัต (spiral dynamics) มีธาตุรู้ที่สามารถเชื่อมโยงจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก จนเกิดปัญญาและความรู้ใหม่

ถ้าการฟังและการตกผลึกทางความคิดของผู้เขียนมีความถูกต้องตามที่ วิศิษฐ์ วังวิญญู นำเสนอ การเรียนรู้ดังกล่าวก็เป็นการเชื่อมโยงโลกภายนอกตัวเรากับโลกภายในเข้าด้วยกัน โดยเน้นการเพ่งลึกลงสู่จิตและยกระดับของจิตให้เกิดความตื่นรู้และอิสรภาพทางปัญญา

กระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกเชื่อมโยงจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึกเช่นนี้ นำไปสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างไม่มีข้อสงสัย อีกทั้งยังโยงใยไปถึงสุขภาวะองค์รวมของชีวิต แม้กระนั้นแนวคิดนี้ก็เหมือนเรือน้อยลอยกลางกระแสธารการศึกษาที่ไหลเชี่ยวและมีแก่งหินระเกะระกะอยู่ตลอดทาง

ปัจจุบัน การเรียนการสอนยังคงเน้นวิธีกระตุ้นให้เร่งรีบ แข่งขันอย่างเคร่งเครียด บันไดแห่งความสำเร็จทางการศึกษายังสูงชัน มองเห็นนักเรียนพยายามปีนป่ายอย่างสุดแรง

แม้จะมีการปฏิรูปการศึกษามานานแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและกิจกรรมการเรียนรู้กันขนานใหญ่ที่ปรากฏผลอยู่บ้าง แต่ที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ คือ การเน้นเนื้อหาทั้งที่เป็น text และ content ซึ่งผู้เรียนต้องยึดถืออย่างแน่วแน่ กอบโกย เกรงกลัว และจะละเมิด “บท” ที่กำหนดไว้มิได้

ความรู้ได้ถูกแบ่งแยกไว้เป็นอาณาจักรของศาสตร์แต่ละสาขา พรมแดนที่มองไม่เห็น ได้ตีกรอบไว้ว่าเป็นส่วนของวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ฯลฯ เป็นขอบเขตที่โอบล้อมกักขังความคิดและชีวิตของแต่ละคนไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในทางขวางนั้นเล่า การเรียนรู้ยังตัดแบ่งเป็นวัยและช่วงชั้น ตำราวิชาครูบางเล่มยังบอกว่า เด็กไม่สามารถรู้และคิดได้อย่างผู้ใหญ่ เนื้อหาสาระที่เรียนจึงต้องลำดับความยาก-ง่าย จำนวนน้อย-มาก เรียนก่อน-หลัง จากหลักการเช่นนี้ เด็กเล็กจึงยังไม่ควรเรียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมายาวนาน (เพราะเด็กยังย้อนอดีตไม่เป็น?) ทั้งๆ ที่นักเรียนอนุบาลสามารถอ่านสมุดภาพโลกดึกดำบรรพ์และรู้จักไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ ดีกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ

กระบวนการเรียนรู้ที่แข็งขึงตึงตัวจึงเกิดการเรียนรู้ที่ผิวเผิน ความรู้จากภายนอกก็รู้ไม่แจ้งชัด จึงก้าวไม่ถึงความรู้ฝังลึกที่ผู้เรียนสามารถคิด พินิจ กลั่นกรอง สะสม แล้วนำมาใช้ประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมได้จริง

มองอีกแง่มุมหนึ่ง การเรียนรู้ที่รวบรวมความรู้ภายนอกตัวเราและนอกสังคมของเรา เป็นการหลงทางเช่นนั้นหรือ ผู้เขียนเชื่อว่า เนื้อหาความรู้ หลักและวิธีการของศาสตร์ต่าง ๆ ยังมีความจำเป็นที่สร้างฐานการพัฒนาความคิดและความสามารถของบุคคล ตำราเนื้อหาสาระที่ วิศิษฐ์ วังวิญญู ใช้คำแทนว่า “บท” นั้นเป็นต้นทุนที่ต้องสืบค้นและเพิ่มค่าด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จนรู้แจ้งชัดเจน ดังที่วิศิษฐ์ ใช้ประเมินว่า “ตีบทแตก”

การแสวงหาความรู้ยังแยกเป็น ๒ กระบวนการ คือ เรียนเพื่อความรู้รอบ (general knowledge) กับการเรียนมุ่งรู้ดิ่งเดี่ยว (technical knowledge)

ความรู้รอบเกิดจากการเชื่อมโยงและหลอมรวมสาระของศาสตร์ต่าง ๆ อย่างกลมกลืนได้สัดส่วนสมดุลกัน นำไปใช้ประโยชน์ได้

ความรู้ดิ่งเดี่ยวมุ่งไปสู่การฝึกหัดฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในหลักทฤษฎีและเทคนิคเฉพาะที่จำเป็นต่อวิชาชีพ

หรืออีกนัยหนึ่ง ความรู้ดิ่งเดี่ยวอาจมุ่งวิเคราะห์ตนเองอย่างลึกซึ้ง จากรูปกายภายนอกลงสู่การทำงานของจิตภายในตน จนเห็นแจ้งในระบบความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตที่ละเอียดซับซ้อน เข้าใจความจริงของชีวิตและอิ่มเอมในอารมณ์ สภาวะเช่นนี้เป็นจุดหมายการเรียนรู้ของปัจเจกบุคคล

มนุษย์ต้องเรียนให้รู้รอบและรู้ดิ่งเดี่ยวในด้านใดด้านหนึ่งตามสัดส่วนที่เหมาะกับแต่ละชีวิต

ต้องเรียนรู้ภายในตน จิตสำนึกของตน และฝึกหัดขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้การสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม สังคม เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเกิดผลกระทบต่อทุกคนในโลกกว้าง

ตามนัยแห่งพุทธธรรม การพัฒนามนุษย์จึงเน้นความสมดุลทั้งวิถีทางโลกและวิถีทางธรรม กระบวนการเรียนรู้มีลักษณะก้าวเวียน (spiral) และยืดหยุ่นตามเหตุปัจจัยของชีวิต

กระบวนการเรียนรู้ที่สมดุลจึงเกิดผลที่งอกงามสูงขึ้น และพร้อมกันนั้นก็หยั่งรากลึกลงสู่ภายใน เปรียบดังต้นไม้ใหญ่ที่สูงตระหง่านเพียงใด ก็ย่อมหยั่งรากลึกลงเพื่อยืนต้นอยู่ได้อย่างมั่นคง

ดุลยภาพของการเรียนรู้ จึงนำสู่ความเจริญไพบูลย์ดังนี้

โลกมีที่ยืนให้เสมอ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 25 มิถุนายน 2548

ชื่อบทความนี้ยืมมาจากวรรคทองใน “ของดีมีอยู่” ซึ่ง ขรรค์ชัย บุนปาน เขียนไว้ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๐ - ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๘

จริงสินะ โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลพอที่สรรพสัตว์ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวน้อยหรือใหญ่โตมโหฬารได้มีที่อยู่และที่ยืน

กระจิบกระจอกจ้อย มีต้นไม้ใบหนาและท้องฟ้ากว้างเป็นโลกของมัน ถึงจะมีพายุพัดกล้าหรือฝนกระหน่ำ เพียงมันเกาะหลบนิ่งในรังเล็ก ๆ ชีวิตก็อยู่รอด

มนุษย์นี้หนอ ร่างกายก็ไม่ใหญ่โตอะไรนัก เมื่อเทียบกับช้างม้าวัวควาย แต่กลับต้องการพื้นที่อยู่กว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด ใจมันอยากอยู่บ้านใหญ่ ๆ มีที่ดินมาก ๆ ทำงานตำแหน่งสูง ต้องการสิ่งแสดงสถานะ เช่น ปริญญาบัตร ยศศักดิ์ และอำนาจวาสนา คนเราจึงต่อสู้พากเพียรเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน

ปัญหาก็คือความต้องการของคนนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อทำใจให้ “พอ” ไม่เป็น ความไม่พึงใจ ไม่ได้ดังหวัง ความรู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ ต่ำต้อยน้อยหน้าก็เกิดขึ้น กลายเป็นผู้ครองอนิฏฐารมณ์ ชีวิตนี้มีแต่สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

หลายคนตั้งใจเหลือเกินที่จะทำงานหนักเพียงเพื่อให้ครอบครัวมีกินมีใช้ มีเงินพอที่จะส่งลูกเรียนหนังสือ แต่โอกาสช่างไม่มีผลดีช่างไม่เกิด ต้องต่อสู้ดิ้นรนล้มลุกคลุกคลาน คนกลุ่มนี้มองชีวิตเป็นทุกข์
เขาต้องการกำลังใจและต้องการกัลยาณมิตรที่ช่วยชี้แนะหนทางที่จะเอาชนะอุปสรรค

รายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เป็นรายการสร้างสรรค์โดยการสนับสนุนให้นักเรียนวัยรุ่นในโรงเรียนต่างจังหวัดมีโอกาสฝึกซ้อมดนตรี เพื่อนำมาประกวดกันในรายการครั้งละ ๒ โรง สังเกตได้ว่าเด็กนักเรียนฝึกซ้อมกันมากทั้งการร้องเพลง การเล่นดนตรีและท่าเต้นที่งดงามสมวัย ครั้นเมื่อได้แสดง ทุกวงดนตรีก็แสดงได้ดี กรรมการติชมอย่างอิงหลักการและให้กำลังใจอย่างมาก

แน่นอน ในการแข่งขันย่อมมีโรงเรียนหนึ่งแพ้อีกโรงหนึ่งชนะ ถึงจะเตรียมใจกันมาก่อน แต่ทุกครั้งผู้ชมก็ได้เห็นน้ำตาของผู้แพ้ เสียใจที่ได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่อีกวงหนึ่งเขาดีกว่า

อันที่จริงวงดนตรีที่ถูกตัดสินให้แพ้นั้น เขาได้บทเรียนอีกบทหนึ่ง คือประสบการณ์ของความผิดหวังและการฝึกหัดตนเองให้ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยพร้อมที่จะปรับปรุงตนให้ดีขึ้นเพื่อต่อสู้ใหม่

ลองลิ้มรสแห่งความผิดหวังไว้เถิด ทางข้างหน้ายังยาวไกล และมีอีกหลายสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความปราชัย

ในสังคมแห่งการแข่งขันทุกวันนี้ ใครดีก็อยู่ ใครสู้ก็มีโอกาส หลักสำคัญอยู่ที่ว่าทุกสนามแข่งขันต้องมีธรรมและเป็นธรรม ผู้ด้อยโอกาสต้องมีแต้มต่อ ได้รับการสนับสนุนและมีผู้ให้กำลังใจ ในสนามเดียวกัน คนที่แข็งแรงกว่า สมบูรณ์กว่า ก็ต้องไม่เอาเปรียบ ซ้ำเติมไล่ต้อนผู้อ่อนฝีมือให้จนมุม

ถึงจะอ่อนด้อยเพียงใด ใจของคนเราต้องไม่อ่อนแอ ยาวิเศษที่สร้างภูมิคุ้มกันความท้อถอย ก็คือความเพียร ความอดทน และการเห็นคุณค่าของตนเอง

น่าเสียดายที่กระบวนการศึกษาอบรมทุกวันนี้ไม่เน้นการประเมินตนเอง เราจึงเคยชินกับการประเมินค่าสิ่งของและประเมินคนอื่น ถ้าจะให้มองตนและวิเคราะห์คุณค่าของตน ก็มักจะประเมินตนเองสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ทำให้กลายเป็นคนมีปมทั้งปมเด่นและปมด้อย

คนที่รู้สึกว่าตนเองพ่ายแพ้นั้น เขาจะสิ้นหวังและว้าเหว่ตราบใดที่ยังนอนซมเศร้าโศก หรือนั่งกอดเข่าเจ่าจุกซบหน้าร้องไห้ แท้จริงแล้วความหวังยังรออยู่ถ้าพยายามลุกขึ้นยืน มองไปรอบข้าง มองให้ไกลจะพบผู้คนและสิ่งแวดล้อมอีกมากมายที่เคลื่อนไหวไม่หยุดยั้งเพื่อความอยู่รอด คนที่จิตอ่อนแอจะเหี่ยวเฉา คนที่สร้างกำลังใจ รักที่จะมีชีวิตอยู่และลุกขึ้นทำงาน อย่างน้อยจิตของเขาจะไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อกายเคลื่อนไหว มือก็สร้างสิ่งใหม่ สมองเริ่มคิดแน่วแน่ในงานที่ทำ ค่อยๆ ทำไปตามกำลังที่มี ได้น้อยก็ใช้น้อย ความหวังจึงอยู่ในมือและในใจของตน

นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ามิได้สอนเพียงเรื่องความประมาทของกระต่ายและความพยายามของเต่าเท่านั้น คิดให้ลึกจะพบว่า กระต่ายมันแน่ใจว่าถึงจะนอนหลับสักตื่นหนึ่ง มันก็ยังวิ่งชนะเต่าอยู่ดี เป็นไปไม่ได้เลยว่าเจ้าตัวงุ่มง่ามอย่างเต่าจะเอาชนะมันได้

นิทานเรื่องนี้ไม่ได้บอกว่า การวิ่งแข่งครั้งนี้มีกองเชียร์หรือไม่ บางครั้งเสียงเชียร์ที่กึกก้องก็ทำให้ลืมตัวเหมือนกัน ถ้ามีกองเชียร์จริงก็ต้องขอตำหนิ เพราะไม่รู้จักปลุกเจ้ากระต่ายบ้างเลย หลับตาเชียร์กันหรืออย่างไร

เต่ามันเจียมตัวแต่ก็ไม่มีปมด้อย หลักชัยยังอยู่อีกไกลลิบ แต่ก็ตั้งใจเดินไป ในที่สุดก็ได้ชัยชนะ

ย้อนกลับมาคิดถึงมนุษย์ ไม่มีใครชนะทุกครั้งและแพ้ทุกครั้ง มันเป็นธรรมชาติและธรรมดาของชีวิต มีขึ้นก็มีลง เคยอยู่อย่างผยองก็กลับพลาดล้มยับเยิน

ไม่มีทางตันและจนแต้มสำหรับคนที่เพียรพยายาม ทางออกมีอยู่เสมอถ้าใฝ่แสวงหา ขออย่างเดียวใจอย่าแพ้ อย่ายอมให้ใจตกใจต่ำและใจหาย

โลกมีที่ยืนให้เสมอ

Back to Top