ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย

ความเจ็บปวดของคนเป็นครู



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 มกราคม 2561

ใน กล้าสอน (Courage to Teach) พาร์กเกอร์ เจ พาลเมอร์ พูดถึง “ไอ้เด็กนรก” (Student from Hell) ในชั้นเรียนของเขา เป็นเด็กที่ทำให้เขารู้สึกเสียเซลฟ์มากเวลาสอน เพราะเด็กมี “ทีท่า” ต่อต้านตัวเขาตลอดเวลา ซึ่งผู้ที่เป็นครูหรือเคยสอนหนังสือจะรู้ดีว่าบางครั้งเด็กแบบนั้นทำให้ชีวิตของพวกเรา “พัง” มาก

เช่นเดียวกับผู้ที่ทำงานด้านอบรมหรือเป็นกระบวนกรจะพบว่า บางครั้งเราต้องเจอกับผู้เข้าร่วมอบรมซึ่งเรียกได้ว่า “มาจากนรก” เช่นเดียวกัน ภาษากระบวนกรจะพูดถึงเรื่องคลื่น เช่น คลื่นของกลุ่มนี้ไม่ค่อยดี คลื่นของคนนั้นไม่ค่อยดี มันคือความรู้สึกสัมผัสที่ชี้วัดออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในบรรยากาศที่ปกคลุมการอบรม

เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ครูที่ดี หรือ กระบวนกรที่ดี จะต้องสามารถพลิกผันสถานการณ์ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ให้ได้ ถ้ามิใช่เช่นนั้นแล้ว ก็ถือว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้น หรือกระดูกยังไม่แข็งพอ ถ้าเป็นแบบนั้นกระบวนการอาจจะล่มเอาง่ายๆ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เราลองดูในคลิปจะเห็นครูที่ “น็อตหลุด” และโถมอารมณ์หรือกระทำรุนแรงกับเด็กนักเรียน หรือกระบวนกรที่ควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ก็มีให้เห็นกันอยู่

ถามว่าเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร พาร์กเกอร์ได้รวบรวมความกล้าไปพูดคุยกับเด็กคนนั้น คนที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง พูดอีกอย่างก็คือเด็กไปปลุกความกลัวบางอย่างในตัวเขาให้กำเริบขึ้น แต่พอได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวแล้ว พบว่าความกลัวดังกล่าวเป็นความกลัวที่ตัวเขาสร้างขึ้นเอง อย่างที่ ปีเตอร์ เซงกี บอกเอาไว้ว่า มันคือสิ่งที่เรียกว่า “บันไดแห่งการอนุมาน” อนุมานก็คือความคิดนั่นเอง เพราะอันที่จริง ที่เด็กแสดงออกเช่นนั้นเป็นเพราะเด็กก็มีความกลัวอยู่ลึกๆ เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นหรือไม่

ผมเคยเห็นกระบวนกรบางคนไล่ผู้เข้าร่วมให้กลับบ้านไป เพราะผู้เข้าร่วมมีทีท่าบางอย่างซึ่งต่อต้านตัวเขา ยังดีที่ผมไม่เคยทำอย่างนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยประสบกับสถานการณ์อันหมิ่นเหม่และท้าทายหลากหลายรูปแบบ แต่ข้อเรียนรู้ที่ผมได้กับตัวเอง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พาลเมอร์ยืนยันก็คือ ผู้สอนจะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจในสิ่งที่สำคัญที่สุดเสียก่อนนั่นก็คือ “การรู้จักตัวเอง” อย่างลึกซึ้งทั้งด้านสว่างและมืด เพราะการสอนไม่ใช่เรื่องของเทคนิคหรือการเลียนแบบ มันไม่ใช่เรื่องว่าจะต้องมีตัวหนังสืออยู่ปริมาณไม่มากกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของสไลด์ มันไม่ใช่เรื่องการไปฝึกใช้เสียงดังกังวานจากช่องท้อง หรือไปฝึกท่ายืนที่ได้รับการอบรมมาจากสถาบันสอนบุคลิกภาพชั้นนำ หรือการปล่อยมุกเป็นครั้งคราวเพื่อเรียกเสียงฮา มันไม่ใช่ทั้งหมดที่กล่าวมา ข่าวดีก็คือ แต่ละคนสามารถเป็นครูที่ดีได้ โดยไม่ต้องไปปวดหัวกับเรื่องเทคนิคพวกนี้ แต่ความเป็นครูคือสภาวะของการดำรงอยู่ด้วยเนื้อหนังและกระดูกแห่งความเป็นครู ที่ใครจะเลียนแบบใครไม่ได้

ผมเคยได้ยินคำขวัญของคณะละครเพื่อการพัฒนาแห่งหนึ่งพูดว่า “ไม่มีเด็กที่เลว มีแต่ครูที่แย่” ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำขวัญที่ฟังดูดี แต่มีข้อบกพร่องเชิงปรัชญาอย่างให้อภัยไม่ได้ ทำไมผมจึงพูดเช่นนั้น การบอกว่าไม่มีเด็กที่เลว นั้นคือตกไปอยู่ในกับดักของการ “เอานักเรียนเป็นศูนย์กลาง” ถ้านักเรียนเป็นศูนย์กลางแล้ว การเรียนการสอนก็ต้องลงเหวแน่นอน เพราะมันก็ไม่ต่างกับการบอกว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” เปลี่ยนคำสักหน่อยเป็น “นักเรียนคือพระเจ้า” ถ้าเราเชื่อแบบนั้น ชาตินี้โลกก็คงไม่มีทางได้เห็นไอโฟน เพราะสตีฟ จ็อบส์ ไม่เชื่อการวิจัยตลาด หรือการไปสอบถามว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่เขาคิดค้นในสิ่งที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะรู้เสียอีกว่าต้องการสิ่งนั้น

ดังนั้นผมจึงขอยืนยันว่า “มีเด็กที่เลว” และอันที่จริง “เด็กทุกคนเลวหมด” เลวในที่นี้หมายถึงศักยภาพบางอย่างของเขายังไม่ได้รับการพัฒนาขึ้น เพราะถ้าหากเด็กทุกคนดีหมดแล้ว ครูก็หมดหน้าที่ คราวนี้มาดูท่อนที่สองของคำขวัญเจ้าปัญหานี้ “มีแต่ครูที่แย่” การพูดเช่นนี้ยิ่งทำให้คำขวัญนี้ผิดพลาดอย่างร้ายแรงขึ้นไปอีก เพราะเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าถ้าหากนักเรียนไม่พัฒนาแสดงว่าเป็นความผิดของครู ผมกลับเห็นว่ามันไม่ถูกที่จะไปโทษครูทั้งหมด มีคำกล่าวที่ว่าการสอนเด็กเพียงคนเดียวต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน ดังนั้นครูเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง และยิ่งนับวันก็เป็นปัจจัยที่มีผลต่อเด็กน้อยลงเรื่อยๆ หันกลับไปดูสภาพสังคมของเรา ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเลือกตัวเองเข้ามาบริหารประเทศ ได้แต่พูดจากลับกลอกไปวันๆ ถ้าเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมอย่างนั้นบ้าง การไปโทษที่ครูก็ไม่ถูก

พาล์มเมอร์เสนอทางเลือกที่ 3 คือการใช้ “วิชชา” เป็นศูนย์กลาง หมายถึงให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเคารพ “วิชชา” ซึ่งก็คือความรู้ และนั่นก็หมายความว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครจะต้องเคารพ “บุรุษ” และ “สตรี” ผู้ซึ่งมั่นคงต่อหลักการของความรู้ไปด้วย เฉก เช่นเดียวกับ นักบวช พระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม ที่เราเห็นอยู่นี้เป็นผู้สืบทอดธำรงไว้ซึ่งวิชาความรู้ทางศาสนา ดังนั้นเราจึงให้ความเคารพต่อบุคคลเช่นนั้นซึ่งอุทิศชีวิตของเขาไว้เพื่อการเผยแพร่ความรู้ซึ่งเป็นคุณประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง

ผมเองเพิ่งได้ไปเป็นผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการพัฒนาผู้นำระดับประเทศโครงการหนึ่ง ในการอบรมครั้งนี้เกิดวิกฤตขึ้นบางอย่าง เพราะผู้เข้าร่วมรู้สึกไม่เห็นด้วยกับกระบวนการบางอย่างของวิทยากรผู้นำกระบวนการ ผมบังเอิญได้อยู่ร่วมในวงสนทนาซึ่งมีผู้ที่แสดงตัวเป็นผู้นำของกลุ่มเสนอให้เปลี่ยนแปลงกระบวนการบางอย่างของวิทยากรกระบวนการ ซึ่งผมเองรู้สึกไม่เห็นด้วย จึงเสนอทักท้วงไปว่าการขอปรึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางอย่างน่าจะทำได้ แต่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการนั้นถ้าหากเสนอไปแล้วก็เท่ากับว่าเรากำลังเสนอตัวเองเพื่อไปเป็นผู้ดำเนินกระบวนการเสียเอง ซึ่งนั่นสำหรับผมเรียกว่าการ “ล้ำเส้น” หรือ ออฟไซด์ มันไม่ต่างอะไรกับการลงไปเล่นเป็นนักเตะอยู่ในสนามฟุตบอลแล้วบอกว่าจะขอไปเป่านกหวีดเป็นกรรมการเสียเอง

แต่เขาก็ยืนยันว่าจะต้องทำอย่างนั้น ซึ่งพอผมทักท้วงว่ามันอาจจะเป็นการไปทำร้ายความรู้สึกบางอย่างของอาจารย์ผู้ที่ทุ่มเทกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน แต่เขาให้เหตุผลว่า

“ตัวอาจารย์ที่เป็นวิทยากรเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะเจ็บปวดด้วย”

ผมเองคงจะเป็นคนโบราณไปเสียแล้วที่รู้สึกว่าการจงใจทำเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะตนเองลึกๆ ยังมีความเชื่อว่าถ้าเราเป็นศิษย์เราไม่ควรไปสั่งสอนอาจารย์ เพราะเป็นการ “ก้าวก่าย” ผิดหน้าที่ แน่นอนว่าผมก็ไม่ใช่คนที่เชื่อในเรื่องของการก้มหัวให้กับความอยุติธรรม หรือการกดขี่จากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า แต่ในกรณีนี้มันคนละเรื่อง

ผมจำได้ตอนทำงานเป็นกระบวนกรฝึกหัดกับเทพกีตาร์ ผมรู้สึกไม่เห็นด้วยกับกระบวนการของเทพกีตาร์หลายอย่าง จนบางครั้งในระหว่างที่ทำกระบวนการอยู่ ผมแอบไปกระซิบสั่งสอนเทพกีตาร์ให้ทำนั่นนี่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเทพกีตาร์ถือโอกาสสั่งสอนผมอย่างเจ็บแสบ พอผมเข้าไปให้คำแนะนำเขา เขาหยุดพูด หยุดทำกระบวนการ แล้วยื่นไมโครโฟนให้ผม แล้วพาตัวเองเดินไปหลังห้อง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าโลกกำลังหมุนติ้ว พยายามทำกระบวนการต่อไปอย่างกระท่อนกระแท่น ตอนนั้นเอง ผมเข้าใจคำว่า “ก้าวก่าย” และเข้าใจคำว่า “เชื่อมั่นในกันและกัน” อันที่จริงประสบการณ์จากการแสดงสอนให้ผมวางใจต่อนักแสดงผู้อื่นบนเวที เพราะถ้าเราไม่วางใจ เราจะแสดงด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพราะรู้สึกว่าจะต้องไปควบคุมทุกคนบนเวที ในหมู่นักแสดงจะรู้จักกันดีว่าพวกนักแสดงมือใหม่ หรือพวกที่ไม่มีครูบาอาจารย์ มักจะเผลอตัวไปกำกับนักแสดงคนอื่นในขณะที่ตนเองกำลังแสดงอยู่ ผู้กำกับบางคนใจดีอาจจะไม่ถือสา แต่ถ้าไปเจอผู้กำกับที่เขาเข้าใจเรื่องแบบนี้ นักแสดงคนนั้นจะต้องโดนด่าสั่งสอนทันที เพื่อไม่ให้ทำอีกในอนาคต ซึ่งถ้าเป็นนักแสดงที่ผมพูดและด่าได้ ผมจะด่าพวกนี้อย่างเจ็บแสบจนต้องจดจำ แต่ถ้าใครเป็นพวกเหลือขอ ผมก็จะปล่อย “ให้ไปหกล้มปากแตกในอนาคต”

ผมเองก็เคยเจอกับผู้ช่วยกระบวนกรที่คิดว่าตัวเอง “รู้มากกว่า” ผมก็เลยใช้วิธี “ประทานไมค์” ให้ไปเลย ผลปรากฏว่าเธอคุมเวทีไม่ได้ พอมาคุยกันภายหลังเธอจึงเข้าใจว่าทำไมผมจึงทำอย่างนั้น แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจก็โกรธกันไปเลย ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนั้นก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้จริงๆ เพราะผมทำอย่างที่พาร์กเกอร์ เจ พาล์มเมอร์ เองก็คงจะต้องทำเช่นเดียวกัน ก็คือการเคารพ “วิชชา” ความรู้ และสำหรับคนที่เป็นครูอย่างแท้จริงจะเข้าใจว่านี่คือ “ความเจ็บปวด” ของคนที่เป็นครูซึ่งต้องทำในสิ่งที่ลูกศิษย์รู้สึกแย่ๆ แต่ทั้งหมดก็เพื่อที่ว่าจะเป็นปัจจัยให้กับลูกศิษย์ในอนาคตโดยที่เขาจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม

โรงเรียนวัด



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 4 พฤศจิก

ายน 2560

ระหว่างที่พวกเราอยู่บนรถบัสเพื่อเดินทางลงใต้ มิตรสหายบางคนเอ่ยขึ้นว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก และศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งศรัทธา”

ประโยคง่ายๆ นี้ชวนให้ตั้งคำถามอะไรได้มากมาย

ผมได้มีโอกาสเข้าไปในโรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในความเข้าใจของผมก็น่าจะเป็นเหมือนโรงเรียนที่สอนภาษาอิสลาม แต่พอเข้าไปเยี่ยมชมแล้วรู้สึกว่านี่ไม่ใช่โรงเรียน แต่ควรจะถูกเรียกว่า “วัด” มากกว่า และเด็กนักเรียนที่มาเรียนก็ควรจะถูกเรียกว่าเป็น “เณร” หรือ “พระ” เสียมากกว่า เพราะบาบอหรือคุณครูที่สอน (ซึ่งไม่ได้รับเงินเดือน) จะเน้นถ่ายทอดความรู้จากคัมภีร์อัลกุรอานเป็นหลัก และเด็กๆ ที่มาอยู่อาศัยต้องมากินนอนเหมือนโรงเรียนประจำและไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาในโรงเรียนยกเว้นว่าจะได้ปิดผ้าคลุมผมเป็นที่เรียบร้อย (ไม่ว่าจะมาจากศาสนาอะไรก็ต้องมีผ้าคลุมผมเหมือนกันหมด) ความสมถะของการอยู่การกินและการอุทิศตัวเพื่อศึกษาธรรมของเด็กๆ และเยาวชนทำให้ผมรู้สึกเลื่อมใส

บาบอเล่าให้ฟังว่า โรงเรียนแห่งนี้ยังใช้หลักสูตรเหมือนเมื่อแปดสิบปีที่แล้วโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เด็กที่นี่เมื่อแปดสิบปีที่แล้วเรียนอย่างไร เดี๋ยวนี้ทุกคนก็ยังเรียนเหมือนเดิม ผมรู้สึกตื่นเต้นและอ้ำอึ้ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก จะมีหลักสูตรการศึกษาของใครกันที่สามารถพูดได้แบบนี้ ประเทศของเราเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา การวัดผล อะไรต่อมิอะไรมากมายไม่เคยหยุดนิ่งในนามของการพัฒนา คล้ายกับว่าเรากำลังวิ่งไล่ตามจับปลายสุดของรุ้ง ซึ่งมันไม่เคยมีอยู่จริง แต่ที่นี่รากแก้วของเขาหยั่งลงไปอย่างมั่นคง ผมไม่ได้ดูที่ไหนเลย เพียงแค่คุณสบตากับเด็กนักเรียนของที่นี่ซึ่งนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยบนพื้นกระเบื้องสีขาว ในห้องเรียนใหญ่ที่ปราศจากผนังกั้นห้อง เด็กวัยรุ่นราวหนึ่งร้อยคนไม่มีใครก้มหน้าอ่านสมาร์ทโฟน หรือคุยเล่นล่อกแล่ก พวกเขาตั้งใจในสิ่งที่บาบอพูด และเมื่อคุณครูปล่อยมุกตลก ทั้งห้องก็มีเสียงหัวเราะครืนขึ้นพร้อมๆ กัน

อา... นี่ไม่ใช่สวรรค์ของนักการศึกษาทุกคนหรอกหรือ? ทุกวันนี้ผมได้ยินได้ฟังคำพร่ำบ่นจากมิตรสหายซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า “...แววตาของพวกเขาส่วนใหญ่ดูไร้ชีวิต ไม่ได้มีความมุ่งมั่นปรารถนาอยากจะเรียนรู้อะไร คำถามที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ตรงที่ถามออกไปจึงมีแต่ความเงียบ และความอ้ำอึ้งเป็นคำตอบ ไม่ใช่พวกเขาไม่เข้าใจคำถาม แต่มันคือการไม่มีอะไรจะตอบ...”

ส่วนแววตาของเด็กในปอเนาะผมจะบอกอย่างไรดีล่ะ มันมีความจริงอยู่ในนั้น จริงเสียจริงคุณจะตกใจ มันทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังมองมาที่เราว่าเรากำลังมองพวกเขาอย่างไร เมื่อเปิดโอกาสให้พวกเราซักถามเด็กๆ หลายๆ คนก็สอบถามเพื่อไขข้อข้องใจ และบาบอก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ถามเรากลับบ้าง เด็กคนหนึ่งยกมือขึ้นและพูดชัดถ้อยชัดคำว่า “พวกพี่ๆ คิดอย่างไรกับศาสนาอิสลาม?” คำถามสั้นๆ แต่สะเทือนเข้าไปข้างในใจ นั่นสิ ผมถามตัวเอง และรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ได้รับเลือกให้ต้องมาตอบคำถามนี้ เพราะผมคงจะตอบคำถามนี้ได้ยากเพราะมีสายตาของน้องๆ เป็นร้อยคู่ที่จับจ้องและรอฟังคำตอบ

อันที่จริงทุกประโยคที่เราถามน้องๆ ทุกคนจะวกไปตอบเข้าไปสู่เรื่องคำสอนของศาสดาของเขา โดยไม่ต้องมีการนัดหมายกันไว้ ราวกับว่าทุกลมหายใจของเขาไม่เคยสงสัยต่อการมีชีวิตอยู่ของตนเองเลย เพราะเขารู้ว่าเขาเกิดมาทำไม คำตอบนี้ชัดเจนจนเขาขาดสิ่งที่คนในโลกสมัยใหม่มี นั่นก็คือความลังเลสงสัย ซึ่งเป็นสมบัติของคนในยุคที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า ทุกวันนี้เรามีพระเจ้าองค์ใหม่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว แต่ผมก็แอบสงสัยว่าจะมีใครมีความรู้สึกอิ่มเอมต่อคำตอบที่วิทยาศาสตร์ได้ให้กับเราหรือไม่ ผมอ่านข่าวว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กวัยรุ่นมากกว่าครึ่งเชื่อว่าโหราศาสตร์คือแขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรของประเทศจีนซึ่งเชื่อเรื่องพวกนี้ไม่ถึง ๘ % มันบอกอะไรเกี่ยวกับสภาวะขาดพร่องทางจิตวิญญาณหรือไม่ ในอเมริกา มีบริการด้านความงามชื่อ Mystic Lipstick ที่โฆษณาว่าสินค้าประเภทเสริมความงามจะช่วยเยียวยาจิตวิญญาณได้ ผลคือตอนนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส่วนเมืองไทยก็ไม่น้อยหน้ากัน เพราะอาจารย์ดังก็ทำลิปสติกปลุกเสกมาขายโดยผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว

ตอนผมอยู่ใต้ เวลาไปมัสยิดผมสังเกตเห็นว่าศาสนิกชนของเขาจะสำรวมและมีความเพียร บางที่เขานั่งอยู่ตรงมุมห้องเพียงคนเดียว ปากพร่ำบ่นอะไรบางอย่าง หรือบางทีผมเห็นวัยรุ่นมุสลิมนั่งอยู่ที่บันไดมัสยิด ในมือมีมือถือและใส่หูฟัง แต่สิ่งที่เขาฟังนั้นหาใช่เพลงที่มีเนื้อหาเรื่องอกหักรักคุดแต่เป็นเสียงอ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเขาตั้งใจฟังอย่างซาบซึ้ง นี่ไม่ใช่หรือคือการภาวนา “อยู่กับตัวเอง” ซึ่งกระบวนกรทั้งหลายพยายามบอกกับผู้เข้าร่วมให้ฝึกฝนและทำ พวกเขากำลังอยู่กับตัวเองและพยายามเชื่อมต่อตนเองกับพระเจ้า ซึ่งไม่ได้ทำเล่นๆ แล้วแต่อารมณ์ แต่ทุกวัน วันละห้าเวลา พวกเขาน้อมศิโรราบเพื่อต่อสายตรงถึงพระเจ้าของเขา วันละห้าเวลา!! ผมว่าในเรื่องของจิตวิญญาณ ถ้าคุณยังมานั่งพูดถึงจิตวิญญาณนี่แสดงว่าคุณยังไม่เจ๋งพอ เพราะถ้าหากคุณแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกับวิถีดำเนินแห่งชีวิต คุณก็ไม่อาจจะแยกออกมาพูดถึงมันราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ข้างนอกนู่น

ผมกลับมาดูวัดพุทธของไทยแล้วรู้สึกทอดถอนใจ เรามาไกลเหลือเกิน ไกลออกไปอีกทาง เรามีวัดที่มีหมอดูมืออาชีพมาเปิดออฟฟิศอยู่ในวัด มีการนำเอารูปเคารพของศาสนา เช่น พระราหู พระพิฆเนศ มาประดิษฐสถานซึ่งบางที่ก็โดดเด่นยิ่งใหญ่กว่าพระประธานในวัดเสียอีก ไม่มีแล้วมัคนายกที่ชวนให้ท่านซื้อกระเบื้อง ซื้ออิฐเพื่อช่วยสร้างโบสถ์ แต่เป็นหมอดูที่บอกว่าท่านจะต้องซื้ออะไร ทำพิธีอะไรเพื่อสะเดาะเคราะห์ หรือเสริมดวงชะตา คิดอีกทีหรือมันจะเป็นการส่งเสริมพิธีกรรมในการถวายสังฆทานแบบเวียนเทียนให้กับธุรกรรมธุรกิจในวัดก็ไม่ทราบได้ ส่วนพุทธศาสนิกชนของเราเวลาไปวัดจะมีกี่คนจะพยายามสำรวมกาย สำรวมจิตเพื่อนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ไปถ่ายรูปเซลฟี่ไหว้ประหลกๆ 5 นาที ขอพรนั่นนี่ แล้วก็ออกไปเที่ยวที่อื่นต่อ จากประสบการณ์ตรงที่ผมเคยไปนอนเป็นเด็กวัดที่วัดไทยใน L.A. ศาสนิกชนคนไทยก็ดี คนลาวก็ดี ที่เดินเข้ามาในวัดสิ่งแรกที่ต้องการก็คือ ขอให้พระสงฆ์ทำพิธีเพื่อให้ตนพ้นเคราะห์หรือให้ค้าขายร่ำรวย ประเภทที่จะเข้าวัดมาเพื่อจะขอปรึกษาหัวข้อธรรมกับพระสงฆ์นั้นไม่เห็นมี

ที่บอกว่า “ศาสนาแห่งปัญญา” ดูจะเป็นคำกล่าวที่เกินจริงไปเสียแล้ว

ผมมาคิดถึงโรงเรียนปอเนอะ แล้วทำให้รู้สึกเสียดายเหลือเกินที่ธรรมเนียมการเรียนในวัดได้ถูกยกเลิกไปในรัชกาลที่ ๕ การแยกส่วนการศึกษาให้เป็นแบบสมัยใหม่ ทำให้รากเหง้าบางอย่างที่สืบทอดกันมาสูญหายไป ผมตกใจเมื่อรู้ว่าเด็กในโรงเรียนปอเนาะที่ห่างไกลความเจริญหลายคนมาจากกรุงเทพฯ เมืองฟ้าเมืองอมร และพ่อแม่ส่งพวกเขามาเรียน การส่งลูกเข้าโรงเรียนปอเนาะเปรียบเหมือนความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของวงศ์ตระกูล คำถามที่เราถามเด็กปอเนาะก็คือ “จบไปแล้วจะไปทำอะไร” เราถามคำถามเขาโดยเอาโลกทัศน์อรรถประโยชน์นิยมอันคับแคบของโลกสมัยใหม่ไปครอบทับเขา แต่คำตอบที่ได้คือการอุทิศชีวิตของเขาให้กับพระเจ้า คำตอบนี้ทำเอาพวกเรางงงวย ไม่เข้าใจ เพราะคนสมัยใหม่ทุกสิ่งทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน แลกไปได้มา ตำแหน่งที่เด็กน้อยยืนตอบเรานั้นอยู่กันคนละระนาบความเข้าใจของพวกเรา

มันเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับคนยุคนี้ที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ สำหรับคนที่ไม่เคยเริ่มถามตัวเองว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เราย่อมไม่มีหูเพื่อที่จะฟังจากคนที่ได้ค้นพบความหมายของการดำรงอยู่โดยสิ้นสงสัย แต่จะกลัวไปไย ในเมื่อเรายังมีเงินซื้อลิปสติกปลุกเสกเมตตามหานิยมซึ่งได้ตราประทับรับรองจาก อย.

ความรู้ที่ใช้จริงไม่ได้ ไม่ใช่ความรู้



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 16 กันยายน 2560

วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังทำการอบรมทักษะกระบวนกรให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ขอนแก่น เทพกีตาร์บอกกับผมว่า พี่ชายจะมาเยี่ยม เขาเข้ามาร่วมที่โต๊ะอาหารแต่ไม่ได้แตะต้องอะไรเลยเพราะทานมาแล้ว เราสนทนาแลกเปลี่ยนกันและเขาเล่าเรื่องให้ฟังว่า อยากให้เทพกีตาร์ไปช่วยเหลือเพื่อนคนหนึ่งของเขาซึ่งในตอนนี้กำลังแย่ ปัญหาครอบครัวและการเงินรุมเร้าจนนอนไม่หลับ และต้องหลบไปพำนักอยู่กับเขา วันๆ ไม่ยอมพูดจากับใคร พูดอะไรก็ไม่ฟัง ในที่สุดเขาไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยโยนหนังสือเล่มหนึ่งให้เขาหนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ตกตั้งใหม่*

จากวันที่ได้หนังสือ พี่ชายเล่าว่า เขาถือหนังสือเล่มนี้ติดตัวและหยิบไปอ่านแทบทุกที่ไม่เว้นแม้เข้าห้องน้ำ หนังสือเล่มนี้ทำให้เขาสงบลง นอนหลับได้ และเริ่มพูดจากับคนอื่น เมื่อพี่ชายถามว่าเขาอยากได้อะไร เขาบอกว่ารู้ว่าหนังสือนี้มีสามเล่ม และต้องการสองเล่มที่เหลือ และบอกว่าหนังสือนี้ทำให้เขาได้สติ และสามารถผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาได้ ผมได้ยินแล้วรู้สึกดีใจ เพราะหลังจากผมเป็นบรรณาธิการหนังสือ ตกตั้งใหม่ อยู่สองเล่ม ก็ไม่ค่อยได้รับคำวิจารณ์ติชมใดๆ จากผู้อ่านเลย จนรู้สึกท้อถอย และรู้สึกว่าหนังสือที่ผมตั้งใจทำจนสุดฝีมือและแจกฟรีให้เป็นวิทยาทาน โดยการบริจาคจากกัลยาณมิตร กลับไม่มีใครสนใจอ่านสักเท่าไร ต่างจากหนังสือแนะนำช่องทางรวยที่มีกี่เล่มก็ขายได้หมด

ผมรู้สึกดีใจที่ในที่สุดก็มีคนอย่างน้อยหนึ่งคนที่ได้ใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ ดีใจที่มันเป็นปัจจัยให้เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิตเขา นั่นคือข้อพิสูจน์ว่าแนวทางของการกลับมารู้สึกตัว ที่เรียกว่า “รีเซต” นั้นใช้ได้ผล และสามารถเยียวยาผู้คนที่กำลังอยู่ในภาวะคับขันของชีวิตได้เป็นอย่างดี

อ่านต่อ »

ระบบการศึกษาซอมบี้



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2560

ผมนั่งอยู่ในการบรรยายของวิทยากรในค่ายเยาวชน เรื่องราวที่วิทยากรพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการเกษตรในอดีตและฉายภาพในเห็นอุตสาหกรรมเกษตรในปัจจุบันของประเทศไทย เรื่องราวดังกล่าวได้รับความสนใจจากเยาวชนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยมัธยมต้นพอสมควร แต่พอถึงช่วงถามตอบ คำถามที่น้องๆ ถามกลับเป็นคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในการบรรยายสักเท่าไร

“อาจารย์บอกว่าให้พวกผมตั้งคำถาม แต่ทำไมเวลาผมตั้งคำถามกับครูในห้อง ครูเขาไม่ยอมตอบผมครับ”

“อาจารย์คะ มันมีเส้นแบ่งบางๆ อยู่ระหว่างการสร้างสรรค์และการลบหลู่ แล้วเราจะสร้างสรรค์อย่างไรไม่ให้ลบหลู่”

“อาจารย์คะ การที่เราออกจากนอกกรอบแค่เพียงนิดเดียว แต่ผู้ใหญ่กลับมองว่าเราไร้สาระ ทำไมล่ะคะ?”

บรรยากาศในห้องเหมือนกับเชื้อเพลิงลุกติดไฟ การแลกเปลี่ยนสนทนาเป็นไปอย่างคึกคักมีชีวิตชีวา ยิ่งเมื่อวิทยากรแบ่งปันเรื่องเล่าซึ่งตัวเขาเองถูกกดขี่มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนักศึกษา เราจะได้ยินเสียงน้องๆ เยาวชนเปล่งเสียงฮือฮาเป็นระยะ

“ตอนนั้น ครูให้ผมวาดรูปดอกไม้ ผมก็ลงมือวาดทันที พอครูมาถึงเขาบอกว่ายังไม่ได้บอกให้วาด วาดก่อนได้อย่างไร แล้วดูสิ ครูจะให้วาดดอกไม้ห้ากลีบ ทำไมวาดเจ็ดกลีบ”

“ก็บ้านผมขายดอกไม้ ผมรู้ว่าดอกไม้เจ็ดกลีบก็มี!” อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในวิชาประวัติศาสตร์ เมื่ออาจารย์ตรวจข้อสอบให้เขาผิด เขาจึงไปทักท้วงครูผู้สอน

อ่านต่อ »

จิตวิญญาณในโลกหลังความจริง



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2560

พจนานุกรมออกซฟอร์ดได้ยกให้คำว่า “หลังความจริง” (Post-Truth) เป็นคำแห่งปี พ.ศ. ๒๕๕๙ มันมีความหมายว่า ความเป็นจริงทางภววิสัยส่งผลต่อความคิดความเชื่อของผู้คนน้อยกว่าอารมณ์ความรู้สึกและความเชื่อส่วนตัว พูดภาษาง่ายๆ ก็คือ คนเราย่อมเอาอารมณ์ความรู้สึกเข้าตัดสินเสมอๆ โดยไม่สนใจหลักฐานความเป็นจริงที่ปรากฏต่อตนเอง

นักจิตวิทยาได้แยกกระบวนการให้เหตุผลของมนุษย์เป็นสองระบบ ระบบแรก เราก่อร่างสร้างรูปความเชื่อของเราจาก “ญาณทัสสนะ” และระบบที่สอง ด้วยกระบวนการ “ความคิดเชิงเหตุผล” ญาณทัสสนะคือผลพวงของวิวัฒนาการดั้งเดิมที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อม มันเป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกโดยเราไม่รู้ตัว ส่วนความคิดเชิงเหตุผลเป็นผลจากวิวัฒนาการของมนุษย์ในภายหลังที่ทำให้เราสามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรม ซึ่งจะถูกจำกัดด้วยความทรงจำและพัฒนาการทางปัญญา

นอกจากนั้น เขายังค้นพบว่า คนเราไม่ได้ใช้เพียงความคิดเชิงเหตุผลในการตัดสินใจทำอะไรต่างๆ ๑๐๐% เรายังใช้ญาณทัสสนะเข้ามาตัดสินในเรื่องต่างๆ โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว (และอาจจะอธิบายการกระทำนั้นด้วยเหตุผลในภายหลัง)

อ่านต่อ »

การสนทนาที่ “ดีต่อใจ”



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2559

เร็วๆ นี้ผมได้พูดคุยกับรุ่นน้องที่ทำละครด้วยกันคนหนึ่ง หลังๆ ผมพบว่าเขาเอาใจออกห่างและไม่สนใจจะเข้ามาทำงานให้กับกลุ่มสักเท่าใด เขาเป็นนักคิดที่เยี่ยมยอดแต่ก็ปิดบังความรู้สึกของตนเองโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อต้องแบทเทิลกันด้วยคำพูด น็อตบางตัวก็หลุดออก เขาก็เก็บอาการไม่อยู่

“ผมผิดหวังในตัวพี่ กลุ่มละครที่ทำงานด้านผู้ถูกกดขี่ แต่พี่กลับเป็นคนที่กดขี่เสียเอง”

การสาดกระสุนใส่กันด้วยคำพูดนั้น คนเราทำโดยไม่รู้ตัว เราไม่รู้ว่าอะไรสั่งให้ทำ และถ้อยคำที่ใช้ก็เปิดเผยความคิดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเรา คำว่า “ผิดหวัง” นั่นคือ “ยาพิษ” เราดีๆ นั่นเอง ไม่ต่างอะไรกับการผสมยาพิษในน้ำเปล่าให้เขาดื่ม เพราะมันได้แฝงฝังคำตำหนิเอาไว้โดยมิเปิดเผยฐานที่มั่นแห่งความรู้สึกของตนเอง

ผมตอบง่ายๆ ว่า “ผมรู้สึกเสียใจ ในการกระทำของเขาครั้งนี้ ที่ทำโดยไม่ปรึกษาและละเลยความคิดเห็นของคนในทีม” ฟังดูเผินๆ ดูเหมือนว่าผมกำลังสาดกระสุนใส่เขา แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะผมกำลังแบ่งปันความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ต้องโยนอารมณ์ซึ่งเหมือนเศษชิ้นเนื้อเน่าๆ ให้เป็นภาระแก่เขา

สิ่งที่เขาทำต่อไปก็คือการตั้งคำถามให้กับการกระทำของผม เช่น

“ผมขอถามถึงจุดยืนของพี่ว่า พี่ทำเพื่อสังคมจริงหรือ?”

อ่านต่อ »

อย่าให้ความรักกลายเป็นความมุ่งร้าย



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2559

หลายปีมาแล้ว ผมเคยสอบถามกับอาจารย์ทางจิตวิญญาณของผมท่านหนึ่งว่า ความรักที่เรามีต่อ “ในหลวง” สามารถเรียกว่า “เมตตา” ได้หรือไม่? ท่านบอกว่าความเมตตาก็คือความปรารถนาดีที่เรามีต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยไม่เลือกตัวบุคคล ถ้ายังเลือกอยู่ว่าจะให้ใครและไม่ให้ใครอย่างนั้นจะเรียกว่าเมตตาไม่ได้

จากการศึกษา ผมพบว่าความเมตตาก็คือสภาวะของความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน ในขณะนั้นจิตใจไม่มุ่งร้าย หมายถึงไม่ปรารถนาจะทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ สภาพแบบนี้จึงเรียกว่า “เมตตา”

ขณะที่ผมนั่งเขียนข้อเขียนนี้ เป็นเวลาสิบวันพอดีที่พ่อหลวงของชาวไทยได้เสด็จสวรรคต บรรยากาศของความโทมนัสได้แผ่ปกคลุมจิตใจของคนไทยทั่วทั้งประเทศ แต่กลับมีปรากฏการณ์บางอย่างซึ่งผมเห็นว่าน่าเป็นห่วง นั่นก็คือการแปรเปลี่ยนของความรักไปเป็นความมุ่งร้ายต่อบุคคลบางกลุ่มซึ่งเราเข้าใจว่าเขาไม่ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี เช่น ไม่ได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ อีกทั้งยังมีข่าวที่น่าตกใจว่ามีชายผู้หนึ่งขับรถออกจากบ้านพร้อมด้วยปืนพกสองกระบอก และบอกว่าจะใช้ปืนของเขายิงบุคคลที่ไม่แสดงออกถึงความรักในหลวงให้ถึงแก่ชีวิต...

ผมจึงเกิดข้อสงสัยว่า...

ทำไมความรักจึงแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งร้าย...

อ่านต่อ »

สังคม(ไม่)ปลอดเชื้อ



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2559

ผมเพิ่งกลับจากแคนาดาไปอบรมหลักสูตร Theatre for Living ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการละครเพื่อสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ ระหว่างการอบรมได้สนทนากับเพื่อนฝูงร่วมชั้นเรียน และได้พบว่าประเทศแคนาดาที่เพิ่งถูกจัดให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกโดยกลุ่มประชากรมิลเลนเนียล (อายุระหว่าง ๑๘ ถึง ๓๕ ปี)* ก็มีเรื่องเลวร้ายที่ไม่น่าเชื่อซุกซ่อนอยู่เช่นกัน

ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙ รัฐบาลแคนาดาได้ออกกฎให้เด็กชาวอินเดียนแดงซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของแคนาดาทุกคนจะต้องไปเข้าโรงเรียนซึ่งจัดตั้งขึ้นร่วมกับองค์กรศาสนาคริสต์ ในโรงเรียนดังกล่าวนักเรียนชาวอินเดียนแดงจะถูกห้ามไม่ให้พูดภาษาของตัวเอง ห้ามดำเนินพิธีกรรมใดๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมของตนเอง และที่สำคัญเด็กจะถูกนำออกจากชุมชนของตนเองไปอยู่ยังโรงเรียนประจำ

“โรงเรียนขโมยเด็ก” คำของแมนนี่ปรากฏขึ้นในใจ

นักวิชาการบางคนเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม” และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ มีรายงานมากมายในปัจจุบันที่ยืนยันได้ว่า เด็กอินเดียนแดงที่ถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนเหล่านั้นถูกละเมิดและถูกทำทารุณกรรมจนตายไปมากกว่า ๖,๐๐๐ คน ที่น่าแปลกใจก็คือ โรงเรียนประจำแห่งสุดท้ายเพิ่งถูกปิดไปเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๖ หรือเมื่อ ๒๐ ที่แล้วนี่เอง เร็วๆ นี้ทางรัฐบาลแคนาดาเพิ่งออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการในเรื่องดังกล่าว แต่หลายๆ คนกลับรู้สึกว่ารัฐบาลทำน้อยไปและสายเกินไป

ที่ผมพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่า ภายใต้สังคมที่ดูมีความสงบสุขของแคนาดานั้น มีเรื่องที่เป็นเหมือนผีร้ายที่ตามหลอกหลอนทุกๆ คนในสังคมอยู่ อย่างน้อยก็ในระดับจิตใต้สำนึก นอกจากนั้นบรรดาผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวก็ยังมีชีวิตอยู่ในสังคมโดยแบกเอาประสบการณ์เลวร้ายนั้นเอาไว้กับตัว ไม่ได้หายไปไหน ถ้าเราเชื่อเรื่องการพึ่งพาอาศัยกันและกันลึกลงไปถึงระดับจิตใจ อย่างที่ยุงพูดถึงเรื่องจิตใต้สำนึกรวมหมู่ของสังคม (Collective Unconscious) เราคงจะเห็นได้ว่ามันเป็นเหมือนกับสารกัมมันตรังสีที่แผ่เอารังสีร้ายออกมาตลอดเวลา

อ่านต่อ »

ความว่างเปล่าอันทรงพลัง



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2559

หลายๆ คนคงจะเคยขับรถผ่านจุดที่จะต้องชำระเงินในห้าง หรือทางด่วน เมื่อเราจ่ายเงินไปแล้ว จะมีเสียง “ขอบคุณ” ดังออกมาจากลำโพง ซึ่งเป็นเสียงที่ถูกอัดไว้ล่วงหน้า และพูดซ้ำๆ ให้ได้ยินทุกครั้ง

“ขอบคุณครับ”

แม้ว่าบางครั้ง พนักงานในตู้เก็บเงินเป็นผู้หญิง... (เอิ่ม)

ส่วนใบหน้าของพนักงานเก็บเงินในตู้ก็จะเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เพราะเขาหรือเธอมีหน้าที่เพียงรับเงินและทอนเงิน และไม่มีหน้าที่ในการพูด เพราะจำนวนเงินที่ต้องจ่ายก็มีระบุเป็นตัวเลขให้เห็นแล้ว

เราได้ยกหน้าที่ในการคำนวณอันซับซ้อน การสร้างภาพสามมิติ การขับรถยนต์ ไปให้กับคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าในที่สุดเราได้ยกหน้าที่ในการแสดงความรู้สึกรำลึกถึงบุญคุณ ไปให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนได้ด้วย

และก็คงจะแทบทุกคนที่เคยมีประสบการณ์ได้พบกับพนักงานร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า ที่ถูกสั่งให้ต้องยกมือขึ้นไหว้ลูกค้าหลังจากยื่นถุงสินค้าให้เนื่องจากเป็นนโยบายของผู้บริหาร แต่ผมจะรู้สึกไม่ใคร่ดีทุกครั้ง เพราะรู้ว่าพวกเขาถูกบังคับให้ทำ โดยไม่ได้รู้สึกอยากทำเลยถ้าหากเลือกได้

“รับขนมจีบ ซาลาเปา ไหมคะ?”

เป็นวจีกรรมที่ปราศจากเจตนา ไม่ต่างกับคำ “ขอบคุณ”​ ที่เครื่องจักรไร้หัวใจพูดปาวๆ ออกลำโพง ไล่หลังรถทุกคัน

อ่านต่อ »

ฮิตเลอร์ในตัวเรา



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 30 เมษายน 2559

เร็วๆ นี้ ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ตั้งคำถามเล่นๆ ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก "เอดอล์ฟ ฮิตเลอร์" กลับมามีชีวิต มีตัวเป็นๆ อีกครั้ง ณ ประเทศเยอรมนี ในยุคปัจจุบัน ภาพยนตร์นั้นมีชื่อภาษาเยอรมันว่า Er ist wieder da หรือ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ดูซิว่า ใครกลับมาแล้ว?" ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความฮือฮาในระหว่างถ่ายทำ เพราะแทนที่ชาวเยอรมันผู้ได้พบเห็นนักแสดงที่แต่งกายเป็นฮิตเลอร์จะรู้สึกสะอิดสะเอียน กระอักกระอ่วนใจ ชิงชังรังเกียจ กลับมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่โบกมือทักทาย ยิ้มให้ ขอถ่ายรูปเซลฟี่กับเขา แถมยังมีคนทำท่าเคารพเขาด้วยการยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ ซึ่งเป็นท่าทางที่ตราไว้ในกฎหมายเยอรมันว่าห้ามทำในที่สาธารณะ อย่างเด็ดขาด (แน่นอนยกเว้นสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ)

ปรากฏการณ์นี้สร้างความฉงนฉงายให้กับผมและต้องยอมรับว่าสร้างความรู้สึกป่วนใจอย่างบอกไม่ถูก การได้เห็นพฤติกรรมของผู้คนที่ให้ความเป็นกันเองกับเผด็จการที่ฆ่าชาวยิวเป็นล้านๆ คน ถึงแม้จะเป็นแค่นักแสดง ทำให้ผมสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนเหล่านี้ หรือพวกเขาเป็นพวกสมองเม็ดถั่วที่แยกแยะไม่ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด พวกเขาไม่มีสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์หรอกหรือจึงได้เพิกเฉยในเรื่องที่เห็นอยู่ว่าผิดจริยธรรมชัดๆ พวกเขาอาจจะเป็นคนตัดหญ้าหรือชาวนาที่มีการศึกษาต่ำใช่ไหม แต่เปล่าเลย นักแสดงที่แสดงเป็นฮิตเลอร์ผู้นี้ ได้รับการยอมรับจากชาวเยอรมันในทุกระดับชั้น และลักษณะท่าทางการพูดอันมีอำนาจและฉลาดสุดๆ ทำให้ผู้คนที่กำลังหัวเราะเยาะเขาสงบลงและนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เหมือนมีแสงออร่าบางอย่างออกมาจากตัวเขา

อ่านต่อ »

ภาวนาหาอะไร?



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559

ในบรรดาคำที่ใช้แพร่หลายใน 'วงการ' จิตวิวัฒน์ จิตตปัญญา ผมไม่ชอบคำว่า "นักภาวนา" หรือ "นักปฏิบัติ" เลย และผมจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูกถ้าหากใครใช้คำว่าภาวนา เป็นคำกริยา เช่น "เราไปภาวนาที่นั่นมา"​ หรือ "เราไปปฏิบัติมา ที่นี่ดีนะ" อาจจะเป็นเพราะผมมักจะพบเจอบุคคลที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักภาวนา แต่กลับมีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่เนื่องจากผมยังไม่พร้อมที่จะสร้างคำใหม่มาประดับบรรณโลก ในวันนี้ผมจึงต้องขออนุญาตใช้ไปก่อน

การพบปะบุคคลเหล่านั้น ทำให้ผมมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีตัวบ่งชี้ความเป็น "นักภาวนา" มันควรจะต้องมีหลักหมุดอะไรบางอย่างที่บอกถึงลำดับขั้นของพัฒนาการทางจิต อย่างน้อยก็เพื่อให้ตนเอง และผู้ที่รักจะเดินบนเส้นทางนี้ สามารถสังเกตและเปรียบเทียบได้ว่าตนเองเดินทางมาถึงจุดใดแล้ว

ผมต้องยอมรับกับผู้อ่านว่าความพยายามในการ "ปักหมุด" ของผมนั้น เป็นความทะเยอทะยานเกินตัว เป็นแนวคิดที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และไม่อาจจะยืนยันด้วยหลักการวิชาการใดๆ เพราะอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวและการสนทนากับผู้รู้ และถ้าหากผิดพลาดคลาดเคลื่อนแต่ประการใด ย่อมเป็นความด้อยปัญญาของผมเอง

เกณฑ์ในการที่ผมใช้แยกแยะก็คือ ความสามารถในการเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตโดยไม่ถูกสภาวะเหล่านั้นครอบงำ คือ "เห็นมัน"​ แต่ไม่ได้ "เป็นมัน" นั่นเอง ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ต้องอาศัยการฝึกเรื่อง "ความรู้สึกตัว" จนจิตใจเกิดความละเอียดประณีตขึ้น สามารถเห็นรายละเอียดซึ่งเมื่อก่อนมองไม่เห็น

ผมจะข้ามเรื่องวิธีการฝึกไป โดยสามารถหาจากบทความเก่าๆ ของผม แต่ผมจะพูดถึงผลที่เกิดขึ้นจากการฝึก "ความรู้สึกตัว" ในชีวิตประจำวันเลย

อ่านต่อ »

อัตนิมิต



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2558

มีเรื่องเล่าของนักเดินเรือในทศวรรษที่สิบเก้า ว่าได้พบเจอหมีขั้วโลกบางตัวเวลาออกล่าแมวน้ำ มันจะลื่นไถลไปบนน้ำแข็งโดยนอนคว่ำหน้า และเมื่อใกล้จะถึงเป้าหมาย มันจะพรางตัวโดยการยกขาหน้าของมันมาปิดจมูกเอาไว้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตะปบเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ในย่อหน้าที่แล้ว เชื่อว่าทุกคนที่อ่านต้องนึกเห็นภาพหมีขาวตัวเบ้อเริ่มกำลังนอนเอาท้องแปะบนพื้นน้ำแข็ง แล้วยกขาหน้ามาแปะจมูกตัวเองเอาไว้อย่างทุลักทุเล ซึ่งเป็นภาพที่น่าขบขัน หรือไม่ก็น่าเอ็นดู และถึงแม้ไม่ได้มีการพูดถึงสีสัน ภาพในจินตนาการของผู้อ่านก็จะต้องเป็นหิมะขาวโพลน หมีสีขาวขนปุย และที่แน่ๆ จมูกของมันต้องเป็นสีดำ

ความรู้ทางประชานศาสตร์ หรือ วิทยาการเรียนรู้ (Cognitive Sciences) บอกเราว่า การสร้างจินตภาพเหล่านี้จำเป็นต่อความเข้าใจเวลาที่เราอ่านหรือฟังเรื่องราวอะไรก็ตาม ผมขอเรียกกระบวนการนี้ว่าอัตนิมิต (Embodied Simulation)

การค้นพบเรื่องอัตนิมิตทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเรื่องกระบวนการ “ทำความเข้าใจ” ของมนุษย์ผ่านภาษา เพราะได้ค้นพบว่ามนุษย์เราใช้มุมมองจากร่างกายของตนเองเป็นแหล่งอ้างอิงในการสร้างโลกแห่งความเข้าใจภายใน เช่นประโยคที่ว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ถ้าหากไม่มองเป็นสำนวน แต่ให้นึกถึงช้างตายจริงๆ เราก็คงนึกถึงภาพช้างทั้งตัวนอนอยู่ และมีใบบัวใบหนึ่งวางอยู่บนตัวมัน (และแน่นอนว่าปิดไม่มิด) พวกเราส่วนใหญ่คงต้องเห็นภาพแบบนี้ คงไม่มีใครนึกเป็นภาพในระยะใกล้จนเห็นขนตาช้าง หรือเป็นภาพระยะไกลจนเห็นช้างตัวเท่ามด (ไม่ใช่สำนวน) เพราะเราต่างใช้ประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ซึ่งในอัตนิมิตของเรา ภาพที่สบายต่อการจินตนาการก็คือภาพของช้างในระยะเหมาะสมที่เราจะเห็นด้วยตา พูดง่ายๆ เราไม่ได้มองโลกผ่านสายตาของพระเจ้า คือมองเห็นหมดทุกมุมของช้าง หรือสายตาของไส้เดือน (ถ้ามันมีตา) คือมองจากด้านใต้ผืนโลกขึ้นมา เราเลือกมุมที่จะมอง และมุมนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์ และนักประชานศาสตร์ค้นพบว่ามันเกี่ยวโยงกับภาษาที่เราใช้อย่างแยกไม่ออก

อ่านต่อ »

พลังของการอนุญาต



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 กันยายน 2558

เวลาที่คุณไปหาหมอฟันเพื่อกรอฟัน คุณทำอย่างไร? นอนลงเหยียดยาว อยู่ใต้แสงไฟสว่างจ้าที่ยื่นออกมาจากแขนกล โต๊ะทำฟันเหมือนกับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ในนิยายวิทยาศาสตร์ คุณกำลังถูกนักวิทยาศาสตร์ชั่วร้ายที่แอบอยู่หลังหน้ากากและชุดอันปกปิด ยื่นอุปกรณ์ที่ทำด้วยเหล็กเข้ามาในปากที่ถูกบังคับให้เปิดอ้าด้วยเครื่องมือกล ปากของคุณถูกอ้าไว้อย่างนั้นในท่าที่ไม่สบาย กรามของถูกจัดวางอยู่ในมุมที่ปกติแล้วจะใช้เมื่อเวลามองเห็นพลุไฟเจิดจ้าบนท้องฟ้ามืดสนิทในคืนวันเฉลิมฉลอง แต่อนิจจา ตาของคุณมันใช้การไม่ได้เสียแล้ว เพราะผ้าบ้าๆ ที่จู่ๆ ก็เอามาวางทับไว้บนหน้าตาของคุณ อย่างช้าๆ เครื่องมือเหล็กนั้นเล่ามันรุกล้ำเข้ามาอย่างไม่ประนีประนอมกับเนื้อเยื่ออันอ่อนนุ่มในปากของคุณ

คุณกำลังถูกล่วงล้ำ...

แต่แล้วคุณทำอย่างไร...ในวินาทีที่เครื่องมือจักรกลทำเสียงดังหวือ และมันกำลังจะกระทบกับฟันซี่ที่ปวดเสียวแม้กระทั่งการกลืนน้ำลายเพียงหยดเดียว...

บางคนสวดมนต์ หรือภาวนาพุทโธ บางคนใช้การนึกถึงสถานที่ผ่อนคลายเช่น การไปเที่ยวทะเล หรือภูเขา พยายามจะนำสิ่งที่นักการละครเรียกว่า Emotion Memory หรือความทรงจำของอารมณ์แห่งความสุขกลับคืนมา บางคนพยายามจะกลับมาที่ลมหายใจแต่พบว่ามันยากเกินไปที่จะสังเกตลมหายใจในท่าที่อ้าปากแบบนั้น น้ำลายของคุณกระเด็นซ่านออกจากปากและโปรยละอองลงบนผ้าผืนที่ใช้ปิดหน้า ปิดตาของคุณ

ทั้งหมดมันยากเกินไป...

เพราะความเจ็บปวดทำงานอย่างต่อเนื่อง จี๊ดตรงนั้นที จี๊ดตรงนี้ที เวลาก็ดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน คุณพยายามโยกย้ายความเจ็บไปอยู่ที่อื่นโดยจิกเล็บเข้ากับกำมือของคุณ แต่ก็มีเสียงจากมนุษย์ต่างดาวบอกเป็นระยะๆ

อ่านต่อ »

จิตตปัญญา “สายโจร”



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2558

ครั้งหนึ่งที่ผมนำหนังสือ เอนหลังฟัง ไปบริจาคที่ห้องสมุดของศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และยังได้สนทนากับอาจารย์หลายท่านเรื่องการฟังและที่มาของหนังสือเล่มนี้ มีอาจารย์ท่านหนึ่งสอบถามว่า “ถ้าเราไม่อยากฟังจะทำอย่างไร เพราะกับบางคนเราก็ไม่อยากฟังเขาพูด”

ผมได้แต่หวังว่าคนที่อาจารย์ไม่อยากฟังไม่ใช่ผม (ฮา) เอาเข้าจริง คำถามนี้สะกิดใจผม ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าจะฟังอย่างไรจึงจะได้ประสิทธิผล แต่อาจจะอยู่ที่เรา “ไม่อยากฟัง” ตั้งแต่ต้น

จากประสบการณ์ของตัวเองที่ฝึกฝนเรื่องการฟัง ผมเริ่มฝึกฝนมาจากวงสุนทรียสนทนาที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน เช่น ต้องปล่อยให้คนในวงพูดไปอย่างน้อยสองคน จึงจะมีสิทธิ์พูดได้ หรือต้องไม่พูดแทรกระหว่างที่มีอีกคนพูด ซึ่งมีประโยชน์สำหรับผู้เริ่มต้น แต่กลับไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

เพราะในชีวิตจริงเช่นชีวิตการทำงาน ไม่มีใครฟังใคร แรกๆ ที่ผมมาสนใจเรื่องการฟัง ผมพยายามจะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น แล้วรู้สึกเหนื่อย เพราะเรากลายเป็นผู้ควบคุมกฎ กลายเป็นคนที่รู้สึกขุ่นใจเมื่อหลายคนไม่ทำตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ผมเคยแม้กระทั่งเคาะระฆังกลางโต๊ะประชุม

อ่านต่อ »

ความปรารถนาที่ไม่อาจจะเติมเต็ม



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2558

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมนิมนต์พระอาจารย์ไพบูลย์ ฐิตมโน ไปเปิดวงสนทนาจิตตปัญญาที่นครสวรรค์ นักธุรกิจหญิง สาวมั่นแห่งปากน้ำโพคนหนึ่ง บ่นลูกน้องให้พระอาจารย์ฟังว่า รู้สึกเบื่อหน่ายที่ลูกน้องและคนใกล้ชิดไม่ได้ดั่งใจ พระอาจารย์ตอบกลับไปว่า

“ใจของเราเองยังไม่ได้ดั่งใจเลย แล้วจะให้ใจใครมาได้ดั่งใจเรา”

ประโยคนี้ประโยคเดียว ทำให้เธออยู่อบรมต่อเป็นเวลาสามวัน จากเดิมที่แอบกระซิบว่าจะ “มาแวบเดียว”

อะไรคือความปรารถนาลึกๆ ของคนทุกคน? เป็นคำถามที่ผมเฝ้าถามตัวเอง จากการเรียนในสถาบันศึกษา ผมได้รู้จักกับมาสโลว์ที่พยายามแยกแยะความต้องการของมนุษย์ออกเป็นขั้นๆ แต่พอถึงวันนี้ ผมพบว่าโมเดลแบบนั้นไม่เพียงพอที่จะใช้มาอธิบายความซับซ้อนของมนุษย์ได้

จนผมมาเจอคำอธิบายของจิตวิเคราะห์สายลากอง (lacan)1 ที่ผมเห็นว่าเป็นคำอธิบายที่เข้าท่าอยู่ เพราะเขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสามารถล่วงรู้ได้ว่าตัวเองปรารถนาอะไร ท่านผู้อ่านอาจจะเถียงในใจว่าไม่จริงหรอก ฉันรู้ดีว่าเดี๋ยวเที่ยงนี้ เย็นนี้ฉันอยากจะทานชาบูให้หนำใจ แต่ช้าก่อนครับ ในทางจิตวิเคราะห์เขาไม่เรียกการอยากทานชาบูว่าเป็นความปรารถนา เพราะมันเป็นเพียงความต้องการ และยังพูดต่อไปว่า เราสามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เช่น อยากทานอาหารอร่อยก็ไปทาน อยากไปเที่ยวก็ไป แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ “ความปรารถนา”

การไม่อาจรู้ความปรารถนา ตรงกับคำของพระอาจารย์ที่บอกว่า “ใจของเราเองก็ยังไม่ได้ดั่งใจ”

อ่านต่อ »

วิกฤตสามวิ



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2558

เคยสังเกตไหมว่าเวลาที่เด็กหกล้ม เขาจะหันไปมองคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ และในสามวินาทีนั้น ถ้าหากพ่อแม่ทำหน้าตกใจ เด็กจะร้องไห้โฮออกมาทันที แต่กลับกัน ถ้าทำเฉยๆ หรือยิ้มให้แล้วอาจจะพูดว่า "เป็นไงไหวไหมจ๊ะ" เด็กก็อาจจะลุกขึ้น ปัดฝุ่นแล้วบอกว่าไม่เป็นไรครับ/ค่ะ แล้ววิ่งเล่นต่อไป

ช่วงเวลาสามวินาทีนั้น กำหนดพฤติกรรมของเด็ก เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เด็กยังไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หรือควรจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้น พวกเขาจึงหันมาที่ผู้ใหญ่เพื่อมองหา "สัญญาณ" บางอย่างที่ตัวเองจะจับไปใช้สำหรับการแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้น และเมื่อได้ทำแบบนั้นบ่อยเข้า ก็จะเกิดเป็นแบบแผนของนิสัยประจำตัวที่เอาไว้ใช้เมื่อเจอเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเพราะเด็กพึ่งพา "ความรู้สึก" มากกว่าผู้ใหญ่ซึ่งมักจะใช้ "ความคิด" เป็นหลักในการเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ต่างๆ

ฟังๆ ดูเหมือนกับผมกำลังจะบอกว่าปฏิกิริยาของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ นั้น เด็กเฝ้าดูจากสังคมเป็นเกณฑ์ แทนที่จะสามารถตัดสินได้ด้วยตัวเอง อันนี้เราต้องแยกว่าปฏิกิริยาที่พูดถึงสามารถแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกก็คือความรู้สึก และส่วนที่สองคือพฤติกรรม

อ่านต่อ »

เสื้อนี้สีอะไร? : มุมมองจิตวิวัฒน์



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 มีนาคม 2558

เร็วๆ นี้มีข่าวในโลกโซเชียลมีเดียที่ดูเหมือนเป็นเรื่องชวนหัวที่เอาไว้หยอกกันเล่นแล้วก็ผ่านไป แต่อันที่จริงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ต่อความเข้าใจทางด้านจิตวิวัฒน์อย่างน่าฉกฉวยเอามาสนทนาก่อนที่จะจืดจางไปในเวลาไม่นานเช่นเดียวกับเรื่องอื่นใดในโลกโซเชียลมีเดีย

เรื่องนั้นก็คือเรื่องของสีเสื้อปริศนา สำหรับรูปประกอบในคอลัมน์นี้อาจจะไม่เห็นเป็นสี แต่เชื่อว่าทุกคนสามารถพิมพ์ค้นหาในอินเทอร์เน็ตได้โดยใช้คำค้นว่า “เสื้อนี้สีอะไร” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าโดยแท้จริงแล้วเสื้อนี้สีอะไร แต่อยู่ที่ว่าคนในโลกนี้มองเห็นสีเสื้อที่อยู่ในภาพไม่เหมือนกัน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเห็นเสื้อนี้เป็นสีขาว-ทอง อีกกลุ่มหนึ่งเห็นเป็นสีน้ำเงิน-ดำ และเมื่อเรื่องนี้เริ่มเข้ามาเป็นกระแส ฝ่ายที่เห็นไม่เหมือนอีกฝ่ายต่างก็เกิดอาการสับสน บางคนสงสัยว่าอีกฝ่ายล้อตนเองเล่น หรือแกล้งปดว่าเห็นเป็นสีอื่น ต้องใช้เวลาอยู่นานทีเดียวจึงจะยอมรับตามข้อมูลที่ได้มาจากหลายแหล่งว่า คนในโลกนี้ล้วนมองเห็นภาพนี้เป็นสีต่างกัน แต่ในเมื่อมองกี่ครั้งก็ยังเห็นสีเหมือนเดิม ผมคนหนึ่งก็อดจะคิดไม่ได้ว่าคนที่มองเห็นไม่เหมือนเรานั้นมีความผิดปกติ ส่วนเรานั้นเป็น “คนปกติ” เพราะเป็นเรื่องปกติที่คนเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองเอาไว้ก่อน

อ่านต่อ »

Mind Feed



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 24 มกราคม 2558

ในแต่ละวินาทีผู้คนทั่วโลกอัพสเตตัสในเฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง ๕,๐๐๐ เรื่องราว (มิติของ ‘THEY’) แต่นั่นยังเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่นิวรอนในสมองยิงสัญญาณไฟฟ้าเข้าหากัน (อย่างน้อยหนึ่งร้อยล้านล้านครั้ง)

สัญญาณนิวรอนในสมองเป็นการมองในมิติ “IT” สำหรับ เคน วิลเบอร์ (Ken Wilber) ส่วนจิตสำนึก (Consciousness) ซึ่งคือมิติของ “I” แหล่งอ้างอิงทางพุทธศาสนาระบุเอาไว้ว่า ในเวลาอึดใจเดียว “จิต” เกิดดับไปแล้วถึงหนึ่งล้านล้านดวง

ในมิติของ “US” ซึ่งหมายถึง “พวกเรา” ในแต่ละวัน พวกเราต่างยิงถล่มกันด้วยความคิดจากจิตสำนึกของเราซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านภาษาลงสู่โครงสร้างทางดิจิตอล คือโซเชียลมีเดียอันทันสมัย และเข้าถึงได้ทุกที่ ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ความคิดของปัจเจกบุคคลจะถูกเข้าถึงและถูกถ่ายทอดให้แก่กันได้ง่ายดายเช่นนี้

อ่านต่อ »

เสือใบ(ไม้)



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557

ถ้าพวกคุณเคยไป “คุ้มเสือ Tiger Kingdom” ที่ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ คุณอาจจะสงสัยว่าพวกเขาทำอย่างไรจึงสามารถทำให้คนเข้าไปถ่ายรูปกับเสือโคร่งตัวใหญ่ๆ ที่ตะปบคุณเพียงครั้งเดียวก็คอหัก

ที่ผมสงสัยไปกว่านั้นคือ เขาทำอย่างไรจึงจะต้อนเสือให้กลับออกจากกรงใหญ่ ซึ่งมีสระว่ายน้ำ มีพื้นที่ให้พวกเสือวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน กลับไปอยู่ในกรงแคบๆ

แล้วผมก็ต้องแปลกใจ เพราะวิธีการไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ “เบี่ยงเบนความสนใจของเสือ” ให้ไปสนใจที่พวงใบไม้ซึ่งพวกเขาเอาใบไม้มาต่อกับไม้ยาวๆ แล้วฟาดไปมา คล้ายกับที่เราเห็นเขาเชิดมังกรตอนตรุษจีน ตัวมังกรจะวิ่งตามแท่งไม้ที่ส่วนปลายสมมุติให้เป็นแก้วมณีไปทุกหนทุกแห่ง เช่นเดียวกัน เมื่อเสือสนใจพวงใบไม้นี้แล้ว เขาก็จะพาดใบไม้ไปที่กรง พร้อมกับเปิดประตูกรงออก เสือคงนึกว่าใบไม้นั้นจะหนีตนเข้าไปในกรง ก็เลยกระโจนตามเข้าไปในกรง แล้วผู้คุมก็ปิดกรงลงมา ก็แค่นั้น

อ่านต่อ »

ภาวนาผ่านโอเปร่า



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2557

“ที่ร้องมานี่พี่พอใจแล้วหรอ”

ครูสอนร้องเพลงของผมพูดขึ้น หลังจากที่ผมร้องเพลงที่ไปฝึกหัดมาอย่างดีให้เธอฟัง ผมรู้สึกว่าเสียงที่เปล่งออกมามัน “ใช่” มาก รู้สึกใจฟู จึงตอบครูสาวโดยไม่เฉลียวใจว่าครูพูดประชด

“ครับ พอใจมากเลย”​

“พอใจ งั้นก็ร้องแบบนี้ต่อไปก็แล้วกัน”

ผมก็เลยอึ้งไปชั่วขณะ อุทานเบาๆ ว่า “อ้าว”​ แล้วใจที่ฟูพองเมื่อสักครู่นี้ก็แฟบเหมือนลูกโป่งหมดลม

อ่านต่อ »

Back to Top