สกล สิงหะ

ความรักและเมตตา เป็นสิทธิพื้นฐานความเป็นมนุษย์



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ ๙ - ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา มีงานประชุมวิชาการที่เกี่ยวกับสุขภาวะของคนสองงาน งานแรกคือ อรุโณทัยแห่งหัวใจที่เยียวยา (Dawn of Palliative Care) จัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ งานที่สองคือ การประชุมนานาชาติ The 10th Asia-Pacific Hospice Conference (APHC 2013) จัดที่บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทรัลเวิลด์ มีผู้มาเข้าร่วมประชุมในงานแรกเกือบหกร้อยคน และในงานที่สองมีกว่าพันคน ทั้งสองงานนี้มีสาระทางวิชาการเหมือนกันคือ “การบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Palliative Care

ถึงแแม้จะเป็นงานประชุมวิชาการทางการแพทย์ แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้มาเข้าร่วมส่วนใหญ่กลับมิใช่แพทย์ หากแต่มีพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร ทันตแพทย์ บุคลากรสุขภาพสาขาอื่นๆ และมีประชาชนหลายสายอาชีพที่สนใจมาเข้าร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีแม้กระทั่งนักบวช พระ นักการศาสนา มาเข้าร่วมด้วย แสดงว่าเนื้อหาสาระของหัวข้อนี้ มิได้ถูกจำกัดวง หรือถูกรับรู้ว่าเป็นวิชาจำเพาะของแพทย์แต่อย่างใด กลับเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สนใจ ใครๆ ก็รู้สึกว่า “นี่เป็นเรื่องของฉัน ฉันก็มีอะไรที่ต้องทำกับเรื่องนี้”

ไม่ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนาก้าวหน้าไปเพียงไร สัจจธรรมคือมนุษย์มิได้เป็นอมตะ ทุกคนต้องตาย ความตายอยู่รอบตัวเรา เกิดขึ้นทุกขณะจิต ทุกแห่งทุกหน เพียงแต่ว่าเราจะ “เลือก” ที่จะมองเห็น ได้ยิน และให้ความสนใจหรือไม่เท่านั้น ที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กระทำ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นมองเห็นอะไร ได้ยินอะไร และให้ความหมายว่าอย่างไรทั้งสิ้น แต่ที่เราไม่ได้สนใจในบางเรื่องตลอดเวลา เพราะว่ามนุษย์สามารถเลือกได้ บางเรื่องทำให้เราสบายใจมีความสุข เราก็อยากจะอยู่กับเรื่องนั้นเป็นเวลานานๆ บางเรื่องทำให้เราจม และอยู่กับความทุกข์ เราอาจไม่อยากจะคิดถึง ไม่อยากจะรับรู้อารมณ์ความรู้สึกนั้น เราก็หนีออกมาจากที่นั้นเสีย

ทว่าเมื่อเราจัดการประชุมขึ้น พลังประการหนึ่งของงานประชุมคือ “พลังมวลชน” จะมีผู้ที่สนใจมารวมกันอยู่ในที่แห่งเดียว มนุษย์นั้นหยิบยืมพลังชีวิตจากกันและกันได้เสมอ และเมื่อมีคนที่คิดเหมือนเรา สนใจในเรื่องคล้ายกับเรา จะพบว่าพลังของเราสามารถเพิ่มขึ้นได้ และในเรื่องบางเรื่อง พื้นที่บางแห่ง อารมณ์ความรู้สึกบางประการที่เราอาจจะไม่กล้าเข้าไปค้นหา เราจะพบว่าพลังที่เพิ่มขึ้นมาจากการอยู่รวมกันหลายๆ คน จะทำให้เราสามารถครุ่นคิดและใคร่ครวญในเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาได้

เมื่อมนุษย์เลือกที่จะใช้เวลาทุ่มเทใคร่ครวญกับเรื่องราว จิตอันละเอียดอ่อนที่ทุกคนมี ค่อยๆ คลี่สยาย สัมผัสกับบางแง่มุมที่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยเห็นมาก่อน วลีสั้นๆ บางคำเมื่อเราใช้จินตนาการสานต่อ ภาพคนเบื้องหน้าเราก็เปลี่ยนแปลงไป

“ผมเป็นทหารเมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน ได้รับบาดเจ็บจนต้องลาออก” คำพูดของคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายชาวอเมริกันคนหนึ่ง ที่ดูเผินๆ เหมือนกับเป็นเพียงวลีสั้นๆ แต่อาจารย์หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) ชวนผู้เข้าร่วมประชุมจินตนาการถึงภาพอดีตทหารอเมริกันที่ปฏิบัติงานในสงครามเวียดนาม เกร็ดรายละเอียดของความโหดร้ายในสงครามที่พวกเราเคยได้รับรู้ จากข่าวสารบ้าง จากภาพยนตร์บ้าง ทำให้พวกเราเริ่มมองเห็นที่มาของความรู้สึก และการกระทำบางประการของผู้ป่วยทหารเก่ารายนี้ รวมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขาเมื่อวาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามา

ในงานประชุมนานาชาติ APHC 2013 มีผู้มาเข้าร่วมจาก ๒๔ ประเทศทั่วโลก หลากหลายสาขาอาชีพ ไม่เพียงแต่การงานที่แตกต่างกัน แต่พื้นฐานชีวิต ฐานะ การศึกษา ศรัทธาและความเชื่อก็มีความหลากหลายที่สุด แต่เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมเข้ามารับฟังคำบรรยายของพระไพศาล วิสาโล เรื่องราวของวิถีพุทธในการเผชิญกับความทุกข์ที่สุดแห่งชีวิต ผู้เข้าร่วมทุกคนสามารถที่จะฟังอย่างตั้งใจ อย่างมีสมาธิ ความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภาษา มิได้เป็นอุปสรรคต่อมนุษย์ในการที่จะสัมผัสกับเรื่องราวที่ทุกๆ สังคมพบเห็นกันเป็นประจำแต่อย่างใด นั้นคือ ความตาย และชีวิตที่ดำเนินมาถึงระยะท้าย

สิ่งที่เกิดขึ้นในงานประชุมวิชาการทางการแพทย์ครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ “ความรู้” เท่านั้นที่มีการแลกเปลี่ยน แต่ “ภูมิปัญญา” ที่แฝงเร้นในเรื่องราวมากมายที่ผู้เข้าร่วมนำพามาด้วย ทำให้เกิดการเติบโตหลายมิติในตัวบุคคล และบางคนก็ได้รับการเยียวยาจากเรื่องราวเหล่านี้ หลายคนกลับไปพร้อมกับประกายตาที่แจ่มใสขึ้น มุ่งมั่นมากขึ้น แม้ความยากลำบากที่รอคอยอยู่จะไม่น้อยลงไป แต่ทว่ามีการค้นพบว่า บนเส้นทางการดูแลเพื่อนมนุษย์นั้น เรามิเคยอยู่โดดเดี่ยวหรือทำอยู่เพียงลำพังเลย มีอะไรอีกมากที่เราจะได้เรียนรู้ มีเพื่อนอีกไม่น้อยที่เรายังจะได้พบเจอ และสัจจธรรมข้อหนึ่งที่ทุกคนได้รับทราบก็คือ คนทุกคนมีสิทธิที่ได้รับความรัก ความเมตตา ความเกื้อกูลจากกันและกัน ทั้งจากสมาชิกในครอบครัว จากเพื่อนบ้าน จากสังคมทุกสังคม เป็นหน้าที่ของคนทุกคนในสังคมที่จะต้องตระหนักรู้ว่า ความทุกข์ หรือสุขภาวะนั้น มิได้เป็นเรื่องของหน่วยงานใด หรือใครบางคน แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสะท้อนว่าจิตสำนึกของคนในสังคมนั้นๆ รับรู้ถึงหน้าที่ของตนเองแล้วหรือไม่ และเมื่อมนุษย์ตระหนักในหน้าที่ เมื่อนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือสิทธิพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์ อันได้แก่การได้รับความรัก ความเมตตา ต่อดวงวิญญาณของเราทุกคน

การเขียนเพื่อการเยียวยา



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 17 มีนาคม 2555

ทุกวันนี้ความสุขของมนุษย์ได้ถูกฝากอิงไว้กับสิ่งสมมติมากมาย บ้างก็ยากที่จะหา บ้างก็ยากที่จะรักษาให้คงอยู่ แต่ก็แสดงถึงศักยภาพประการหนึ่งของมนุษย์ได้ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือการ “ให้ความหมาย” ต่อสิ่งต่างๆ มนุษย์สามารถที่จะกำหนด “สัญญลักษณ์” ให้กับวัตถุ คน กิจกรรม ฯลฯ และขยายความหมายออกไปจากเนื้อหาเดิมได้อย่างมากมาย เป็น “ความฉลาด” อีกประการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื่องความพร่องของวจนภาษา ในการสื่ออะไรบางอย่างที่ยากจะจับต้องหรือเข้าใจ เช่น มิติทางอารมณ์ ทางจิต ทางเรื่องเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

สาเหตุที่เราต้องการตัวขยายความหมายนี้ก็น่าสนใจ บ้างเราก็ขยายเพื่อให้เกิดความสุข เช่น ดอกกุหลาบแดงในการแสดงความรัก บ้างเราก็ขยายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางอารมณ์ จิตใจ เช่น พระพุทธรูป รูปบูชาต่างๆ เครื่องลาง เพื่อลบล้างความกลัว เพิ่มความมั่นใจ หรือความกล้า เช่น ตะกรุด ยันต์ รอยสักต่างๆ หรือแม้แต่เป็นตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกด้านลบก็มี เช่น การใส่ชุดไว้ทุกข์สีดำ สัญญลักษณ์ต่างๆ หากนำมารวมกันหลายประการ ผนวกกับกิจกรรม การกระทำอื่นๆ ก็จะกลายเป็นชุดพิธีกรรม ซึ่งยิ่งขยายความหมายออกไปจากเดิมให้มากขึ้นอีก

อาจจะเป็นเพราะความสุข หรือความทุกข์ของมนุษย์นั้น เป็น “ปฏิกิริยา” ผสมผสานของปัจจัยทั้งสภาวะภายใน และสภาวะภายนอก เราจะสุขหรือทุกข์ ก็เป็นสมดุลของปฏิกิริยา เป็นผลรวมจากการประสมกันของสิ่งเหล่านี้ หากมองเช่นนี้ มนุษย์เราก็มีเครื่องมือในการเยียวยา ในการรักษาสมดุลที่ทรงพลังมากอยู่ในตนเองนอกเหนือจากอาการ อาการแสดงของสมดุลภายในร่างกาย ความเจ็บ ความไข้ โรคาพยาธิต่างๆ มนุษย์สามารถดึงเอาปัจจัยภายนอกมาใช้ มาให้ความหมาย และก่อให้เกิดสมดุลใหม่ขึ้น

จะเห็นว่าจาก “คำ” ธรรมดาๆ พอเรานำมาเรียงร้อยต่อความ มีสัมผัส มีบังคับ เกิดเป็นบทกวี คำธรรมดาเหล่านั้นสามารถเสริมกัน และสร้างความหมาย ความรู้สึกใหม่ มากไปกว่าคุณสมบัติเดิมของคำเดี่ยวๆ บทกวีพอนำมาใส่ท่วงทำนอง จังหวะ เสียงสูงต่ำ ก็เกิดเป็นลำนำ เป็นเสียงดนตรี เป็นความสุนทรีย์ที่มากขึ้นไปอีก ลึกซึ้งมากขึ้นอีก และหากว่าคำก็ดี บทกวี บทเพลงก็ดี เล่าพรรณนาเป็นเรื่องราว เป็นชีวิต เป็นความจริง ความงาม ความดี สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้สามารถก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้คนจำนวนมากอย่างไร้ที่สิ้นสุด มนุษย์สามารถรับรู้ “เรื่องราว เรื่องเล่า” นำไปผสมผสานกับความรู้สึกนึกคิด คุณค่าของตนเอง และนำไปขยายต่อ ให้ความหมายต่อยอดไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจากพลังงานศักย์ที่อยู่ในตัวตน กลายไปเป็นพลังงานจลน์ หรือเป็นการกระทำ พฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรมต่อๆ ไปได้อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกรับรู้อยู่ชั่วขณะแล้วก็จางหายไป แต่ส่วนหนึ่งจะถูกซึมซับและหล่อหลอม รวมกับตัวตนเดิมของแต่ละปัจเจก และกลายเป็นสมดุลใหม่ของคนๆ นั้นในที่สุด เป็นบุคลิกใหม่ แนวความคิด มีกรอบความคิดใหม่ รับรู้มุมมองต่างๆ เพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิม

มนุษย์สามารถทำกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก นั่นคือ “การเขียน การบันทึก” ซึ่งทำให้ความคิด จินตนาการ ความฝัน ของปัจเจกบุคคล ถูกถ่ายทอดต่อๆ ไปได้อย่างสมบูรณ์ คงอยู่ได้ยาวนานมากกว่าการถ่ายทอดเพียงคำพูด หรือคำบอกเล่าแต่เพียงอย่างเดียว

การอ่านเรื่องราว ความรู้ หรือแม้แต่ความคิดของผู้คน เสริมพลังให้แก่มนุษย์ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันมาตลอด ที่ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ ทั้งทางวัตถุ และจิตใจ ผูกพันกับพฤติกรรมการเขียน การบันทึกของบรรพบุรุษมาทุกยุคทุกสมัย แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะดูในแง่มุมใด ดูเหมือนว่าจำนวนคนอ่านจะมากกว่าจำนวนคนเขียนมากมายหลายเท่า จนเกิดความสงสัยเมื่อจินตนาการต่อไปว่า หากมนุษย์ทุกคนหันมาเขียน หันมาจดบันทึกกันให้มากขึ้น วิวัฒนาการของเราจะดำเนินไปในทิศทางใด

ในการจะเขียนเรื่อง บันทึกเรื่องนั้น ไม่เพียงแต่เราจะได้ “อ่าน” สิ่งที่เราเองเป็นคนเขียน แต่กระบวนการก่อน ระหว่าง และหลังการเขียนนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเกิดขึ้นต่อตัวผู้เขียนอยู่ตลอดเวลา ประโยชน์ส่วนนี้ คนที่อ่านแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่มีทางรับรู้ และยิ่งเป็นการเขียนโดย “รู้สติ” ยิ่งเกิดคุณูปการ

การเขียน แม้แต่การเขียนไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีสมาธิอะไรมาก แต่ปรากฏการณ์ที่ตัวอักษรได้ไหลลื่นลงมารวมเป็นคำ เป็นประโยค เป็นเรื่องราว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในตัวมันเอง เพราะเราเกิดสภาวะที่ “มองเห็นความคิด” (visualize thoughts) ซึ่งแต่เดิมความคิดนั้นจับต้องไม่ได้ เลื่อนลอย และพุ่งพล่านไปมาอย่างกำหนดทิศทางยาก กำหนดเรื่องราวก็ยาก มากันมากมาย ทั้งมีสาระและไม่มีสาระ แต่เมื่อเราเริ่มจัดการไหลของความคิดให้ออกมาทางปลายปากกา ดินสอ แป้นพิมพ์ เรื่องราวเหล่านี้ถูก “ชะลอลง” ในกระบวนการ และถูก “มองเห็น” ออกมาเป็นตัวหนังสือ ไม่เพียงเฉพาะความคิดเท่านั้นที่ถูกจัดทิศทางได้ แม้แต่ “ความรู้สึก” ก็เช่นกัน เมื่อเรื่องราว ความประทับใจ ความสุขทุกข์ อารมณ์ต่างๆ ถูกจัดทิศทางออกมาทางการบันทึก สิ่งเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดอ่อนขึ้นในกระบวนการทั้งหมด

เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเรามาจากไหน เป็นใคร กำลังทำอะไร คิดอย่างไรและรู้สึกอย่างไร ไม่เพียงแค่ “รู้สึก” แต่ยัง “มองเห็น” ด้วยภาษาบรรยาย และพรรณนา ที่อยู่บนสื่อชนิดต่างๆ ได้ กระบวนการเยียวยาที่มหัศจรรย์เกิดขึ้นมาพร้อมกับการที่ “ชีวิต” ถูกเรียงร้อยเข้าด้วยกัน มีสาเหตุ มีการดำเนิน มีผลออกมาเชื่อมโยงกัน ความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้นสามารถเป็นเสมือนการประสานแผล แก้อาการบาดเจ็บต่างๆ ลงได้

สังคมในปัจจุบัน ต้องการการเยียวยามากกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เพราะบาดแผลนั้น มีทั้งทางกายภาพ และทางอารมณ์จิตใจ มีทั้งปัจเจกและแบบทุกข์ทั้งระบบ ทุกข์ทั้งนิเวศ เรากำลังต้องการโอสถทุกขนานโดยเร็วที่สุด ให้เรารอดจากการทำร้ายตนเองและการทำร้ายผู้อื่น บางทีลำนำชีวิต ความสุข และความทุกข์ของมนุษย์ ที่จะถูกบันทึกโดยการเขียน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยารักษาที่สังคมไทยกำลังต้องการอยู่อย่างมากอีกขนานหนึ่ง

ปัญญาเพื่อใช้ประโยชน์



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2554

ยุคสมัยนี้มีคนเชื่อว่าเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ พร้อมที่จะถูกเข้าถึง ดึงมาใช้ เอามาอ้าง จากผู้คนจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ที่ทำให้ความคิด ข้อคำนึงของคนจากมุมโลกหนึ่งไปถึงคนอีกมุมโลกหนึ่งได้อย่างง่ายดายเพียงนั้น ในปัจจุบัน เวลาได้ไปเข้าร่วมประชุมวิชาการทีไร ก็จะอดทึ่งมิได้ในความพยายามที่มนุษย์ได้ทุ่มเท เพื่อหาคำตอบ เพื่อตั้งคำถาม และเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ข้อมูล สาระ ความรู้ เป็นคำที่เรียกหาในระดับแตกต่างกัน เมื่อเกิดการ “เรียบเรียง” สาระข้อมูลต่างๆ ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะพบว่าความรู้ที่ตกผลึกลงมานั้น จะมีการนำไปใช้ นำไปทดสอบทันที เพื่อทำให้ “คุณภาพชีวิต” ของมนุษย์ดีขึ้นกว่าเดิม (ในแง่หนึ่ง “ความเข้าใจ” ก็ทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นไปด้วย) เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะเข้าใจปรากฏการณ์ที่ความรู้ใหม่ๆ จะถูกนำมาใช้ในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นอันดับต้นๆ เพราะที่สุดแล้วปัจจัยสี่ก็ดี ความรู้ก็ดี เทคโนโลยีอะไรก็ดี มนุษย์อยากจะได้ “สุขภาวะ” เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมและกัลยาณมิตรหลายท่านได้เดินทางไปร่วมงานประชุมวิชาการการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Hospice Palliative Care Conference) ที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดทุกสองปี เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (palliative care) รวมทั้งเป็นการรณรงค์ให้มีการกระจายความรู้ในด้านนี้ออกสู่สังคมให้กว้างขวางที่สุด ความรู้ในด้านนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาใหม่ ซึ่งไม่ได้ใหม่ในแง่เป็นเรื่องใหม่ โรคใหม่ สภาวะใหม่ แต่ใหม่ในฐานะที่มีการรวบรวมความรู้ ชำระเป็นหมวดหมู่ และทำเป็นหลักสูตรฝึกอบรมแก่แพทย์ในเวชปฏิบัติเมื่อไม่นานมานี้เอง

ในงานประชุมนี้มีลักษณะพิเศษที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากงานประชุมวิชาการทางการแพทย์ทั่วๆ ไปคือ ผู้มาเข้าร่วมจะมีสัดส่วนของผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ในปริมาณที่สูงกว่า ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะการทำงาน ดูแลผู้ป่วยในระยะท้ายนี้ เป็นการดูแลที่มีมิติของสุขภาพครบทั้งสี่มิติ ได้แก่ กาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ผลก็คือ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในวงการนี้ จะไม่ใช่เพียงเฉพาะแพทย์สาขาต่างๆ และพยาบาลเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยประชาชนที่เป็นอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ นักอาชีวะบำบัด นักโภชนากร นักกายภาพบำบัด นักกฏหมาย ผู้นำทางศาสนา เช่น พระสงฆ์ บาทหลวง แม่ชี ไปจนถึงนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการวัด การประเมินผลของสาขาการแพทย์ใหม่นี้

การที่มีคนมากมายหลายสาขามาเกี่ยวข้อง เป็นเพราะ “การตาย” เป็นอีกมิติหนึ่งทางสุขภาพ ที่จะสะท้อนความซับซ้อนของมนุษย์ได้ชัดเจนที่สุดนั่นเอง

“การตายดี” เป็นวลีที่ให้นิยาม หรือคำจำกัดความยาก และทำให้ “วิธี” ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์นี้ ไม่ตรงไปตรงมาแบบสมการเชิงเดี่ยว หากเป็นสมการเชิงซ้อน ที่มีบริบท ทั้งของปัจเจกบุคคล ของครอบครัวและสังคม ความเชื่อ ศาสนา มาเกี่ยวพันหลายชั้น

ในขณะที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรเพื่อหาทางที่ดีที่สุด ในการควบคุมอาการต่างๆ ในระยะสุดท้ายของชีวิตให้ได้ แต่ดูเหมือนว่า “การตายดี” จะต้องพึ่งพามิติอื่นๆ ของสุขภาวะอีกไม่น้อย คุณค่าของชีวิต มุมมองของสังคม มีผลกระทบทั้งโดยตรงและทางอ้อมต่อการจัดการความตายของปัจเจกบุคคลเป็นอย่างมาก ไม่นับการเกิดกฏหมายที่เกี่ยวข้อง การตีความคุณภาพชีวิตเป็นตัวเงิน หรือคุณค่าทางมิติอื่นๆ ไปถึงการค้นหา “เครื่องยึดเหนี่ยว” ให้เจอ เจอบ้าง ไม่เจอบ้าง ของสังคมในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การแพทย์อาจจะมีโอกาสผลิตยาที่เยียวยาบาดแผลทางกายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่าในการเยียวยา “บาดแผลทางจิตวิญญาณ” นั้น คำตอบยังดูลางเลือน และไม่แน่นอนอยู่

ในยุคการแสวงหา “เสรีภาพ” ดูเหมือนว่าเสรีภาพที่สำคัญที่สุด ได้แก่ เสรีภาพจากความทุกข์ (หรือเสรีภาพจากเหตุแห่งทุกข์) นั้น ยังเป็นปริศนาอยู่ เรายังคงขวนขวายที่จะเพิ่มสิ่งลวงตามากมาย ทั้งแบบ “ไม่มีแล้วจะทุกข์” หรือ “มีแล้วก็ทุกข์ที่ต้องมีเพิ่ม มีต่อไปเรื่อยๆ” สิ่งเหล่านี้อันวางอยู่บนความไม่แน่นอน ไม่เที่ยงแท้ นำมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ได้ วางไม่ลง วางไม่ได้ ใครแนะให้วางหรือในการแสวงหาก็จะฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด สุดท้ายดูเหมือนว่า แม้เราจะดูแลอาการทางกายได้ดีเพียงไร เรายังขาดองค์ความรู้ภาคปฏิบัติ ในการเยียวยาจิตวิญญาณอยู่มาก

งานประชุมวิชาการการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคม และจิตวิญญาณ อาจจะเป็นงานประชุมวิชาการทางการแพทย์ที่ไม่พบบ่อยนัก ว่ามีหัวข้อ “การนั่งสมาธิ” หรือ “การดูแลอารมณ์ ความรู้สึก” และมีการเน้นประเด็นเรื่อง “ความเศร้าเสียใจ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสังคม” อยู่ในหัวข้อวิชาการด้วยเสมอๆ

จากงานประชุมวิชาการครั้งนี้ มีข่าวดีก็คือ ประเทศไทยได้รับพิจารณาให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งต่อไปในปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ประมาณเดือนกรกฏาคม เราได้ตั้งหัวข้อไว้ว่า “Integration and Harmony of Wisdoms” หรือ “การบูรณาการประสานรวมแห่งปัญญา” เพื่อที่จะสะท้อนคุณค่าของชีวิตในมิติต่างๆ ของทั้งปัจเจก ครอบครัว สังคม ความเชื่อ ศาสนา เข้ากับวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ต่างๆ ทุกสาขา เพื่อนำมาซึ่งสุขภาวะของมวลมนุษย์ ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ เราเชื่อว่าหากคนในประเทศไทย ทุ่มเทจิตใจค้นหาและสรรค์สร้างองค์ความรู้ในด้านนี้อย่างจริงจัง ชีวิตของเราทุกคนจะมีความหมายมากขึ้น ต่อตัวเราเอง ต่อลูกหลานของเรา และต่อมวลมนุษยชาติ

ปกิณกะอุทกภัย



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553

ประมาณทุกๆ สิบปี หาดใหญ่จะมีน้ำท่วมเมืองไม่ถึงกับสม่ำเสมอตรงเวลา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดบทสนทนาประจำปีในช่วงน้ำเยอะน้ำหลากได้เสมอ ปีนี้ก็ต้องเรียกว่าถึงเวลา (ที่ไม่มีใครอยากให้ถึง) อีกครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่มีอุทกภัยจะเกิดเรื่องราวมากมาย ความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ และตามมาด้วยการเคลื่อนไหวของสังคมที่มีการสะท้อนทั้งในด้านดีด้านบวกและด้านไม่ (ค่อยจะ) ดีด้านลบอยู่เสมอ

น้ำท่วมคราวนี้ต้องประเมินว่าน้ำเยอะกว่าครั้งก่อนๆ ก็จริง แต่ปรากฏว่าลงเร็วซึ่งไม่ใช่เรื่องโชคดี แต่เป็นเรื่องของการตระเตรียมผังเมือง ระบบป้องกัน ระบบระบายน้ำ แล้วสุดท้ายอาจจะเรียกว่าโชคก็ได้ คือฝนหยุดตกในเวลาอันสั้นเพียงพอ เว้นที่ไว้ให้หายใจและให้ผู้คนเรียกสติกลับมาหาหนทางแก้ไขต่อสู้กันต่อไป เมื่อเดินทางเข้าไปในตัวเมืองหาดใหญ่ จะพบร่องรอยในลักษณะต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีรถที่จมคราบโคลนเต็มเมืองเหมือนอย่างปี ๒๕๓๑ ซึ่งทำให้เมืองดูน่ากลัวเหมือนหลังสงครามอยู่พักใหญ่ ปีนั้นท่วมอยู่นานหลายวัน สภาวะจิตสภาวะใจของผู้คนก็สึกกร่อนมากไปตามเวลาแห่งความทุกข์

ปีนี้โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ร.พ. ม.อ.) ได้มีส่วนประสานงานบรรเทาทุกข์ โดยการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อแจกจ่ายยาและให้การตรวจรักษาพยาบาลแก่ผู้ประสบภัยเดือดร้อนจากน้ำท่วม ที่ผมรู้สึกดีมากคือได้เห็นน้องๆ นักศึกษาแพทย์ แพทย์ใช้ทุนแพทย์ประจำบ้าน อาจารย์แพทย์ พยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากออกไปให้บริการกัน เนื่องจากพวกเราที่ ม.อ. โชคดีที่มีพื้นที่ตั้งอยู่เชิงเขาคอหงส์ซึ่งเป็นที่สูง จึงไม่ถูกกระทบมากอย่างในเมือง เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ได้ผันบทบาทของผู้ไม่ถูกกระทบไปในด้านการช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ทำให้โรงพยาบาลรอบๆ ข้างที่โดนน้ำท่วมเข้าจังๆ พอจะได้มีที่ระบายคนไข้ทั้งคนไข้ประจำและเฉพาะกิจเข้ามากันเต็มไปหมด

เมื่อวานนี้ผมทำหน้าที่สอบนักศึกษาแพทย์ท่านหนึ่ง ได้เกิดข้อสังเกตว่างานของเรานั้นสามารถขยายไปได้มากขึ้นถ้าเรารับฟังคนไข้ทุกเรื่องราวจริงๆ คนไข้ที่น้องนักศึกษาเป็นคนเลือกมาเองนั้นได้รับอุบัติเหตุตอนพายุเข้า หลังคาถล่มมาทับทั้งตัวคนไข้เองและสามีบาดเจ็บทั้งคู่ แต่สามีอาการเบากว่าและได้กลับบ้านไปก่อน ส่วนภรรยามีกระดูกสันหลังท่อนหนึ่งแตก ทำให้ตอนนี้มีอาการอัมพาตไปครึ่งตัว เมื่อน้องนักศึกษาได้สัมภาษณ์ตรวจร่างกายคนไข้รายนี้เสร็จแล้ว เราก็ไปนั่งคุยกัน

สิ่งที่น้องนักศึกษาเลือกมานำเสนอ เน้นที่อาการอัมพาตอาการปวดของคนไข้เป็นหลัก มีข้อสังเกตที่น้องพูดว่า “คุณป้าดูจะเศร้าๆ” พอถามว่าเศร้าเรื่องอะไร น้องตอบว่า “น่าจะเป็นเรื่องที่เดินไม่ได้ค่ะ” เราจึงลองไปสัมภาษณ์ต่อ ปรากฏว่าตอนนี้ที่บ้าน สามีที่บาดเจ็บได้รับการดูแลโดยลูกชายซึ่งก็มีครอบครัวคือภรรยาและลูกเล็กอีกสองคน คนที่มาเฝ้าคุณป้าคือลูกชายอีกคนที่ทำงานและมีบ่อปลาดุก บ้านคุณลุงคุณป้าเดิมมีสวนยางอยู่สองไร่ ปลูกมาได้ ๕ ปียังไม่ได้เริ่มกรีดยางเต็มที่เลย (ยางต้องปลูกประมาณ ๕-๗ ปีกว่าจะเริ่มกรีดเอาน้ำยางมาขายได้) แต่ตอนที่พายุเข้า สวนยางก็ล่มหมด บ่อปลาดุกก็ถูกท่วมปลาหายไปหมดทั้งบ่อ มานอนโรงพยาบาล แม้ว่าจะใช้บัตรทองไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายประจำวันเกิดขึ้น

ถึงตอนนี้น้องนักศึกษาแพทย์เริ่มมองเห็นว่า “ทุกข์” ของคนไข้รายนี้อาจจะไม่ได้มาจากกายอย่างเดียวเสียแล้ว เราจึงลองให้ข้อมูลเพิ่มเรื่องสิทธิประโยชน์การลงทะเบียนผู้พิการ เรื่องรายได้เสริมที่ทางโรงพยาบาลจะจัดให้แก่ผู้เฝ้าสิทธิต่างๆ ที่คนไข้น่าจะได้รับการช่วยเหลือทั้งจากทางการและทางเอกชน ทำให้คุณป้าเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น ลูกชายที่มาเฝ้าก็ดูจะมีหน้าตาแช่มชื่นขึ้น

และน้องนักศึกษาแพทย์ก็ดูจะเข้าใจมากขึ้นว่า “งานเยียวยา” นั้นเป็นเรื่องของอะไร

บางทีบทเรียนเรื่องของความทุกข์นั้น แตกต่างจากโรคภัยไข้เจ็บที่คนไข้มาหาหมอ เพราะเขาทุกข์ที่ไม่สามารถจะทำอะไรๆ ที่เคยมีความหมายมีค่าที่เรียกว่าเป็น “ชีวิตปกติ” อย่างแต่ก่อนได้ ซึ่งถ้าผู้เป็นแพทย์ไม่เข้าใจเรื่อง “ความทุกข์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่ซับซ้อน อาจจะหลงทิศทางหรือไม่เข้าใจว่า “หน้าตาทุกข์” นั้นจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรบ้าง

การไปออกหน่วยแจกจ่ายยานั้น จากที่ผู้เขียนได้ไปเห็นเองบ้าง จากรูปถ่ายกิจกรรมบ้าง รูปที่สวยงามคือรูปแห่งการให้และการรับ แม้ว่าจะมีเบื้องหลังมาจากภัยธรรมชาติและมีเรื่องราวข่าวร้ายความเจ็บปวดทรมานแฝงอยู่ในรูปเหล่านี้ แต่ภาพที่นักศึกษาแพทย์ตั้งใจฟังคนไข้ ทำแผลบาดแผลเปื่อยที่เท้าที่ขาคนไข้อย่างมีสมาธิ ภาพที่พยาบาลทำความสะอาดร่างกายของผู้เจ็บป่วยอย่างตั้งใจ เป็นการสะท้อนความเป็นมนุษย์ สะท้อนความแข็งแกร่งของพวกเราได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน ภาพเหล่านี้ไม่ต้องการจัดฉาก หรือเป็น photo opportunity แต่เป็นประวัติศาสตร์ เป็นการหล่อหลอมสรรค์สร้างสังคม สีหน้าแววตาที่จริงจังอย่างมืออาชีพ การฟังเรื่องราวอย่างตั้งใจมุ่งมั่นของผู้ให้บริการ นำมาซึ่งการเยียวยาเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

ตอนเย็นเมื่อวาน ผู้เขียนได้เดินทางเข้าไปในเมืองอีกครั้ง ทำให้ได้เห็นภาพชีวิตอีกหลายๆ มุม มีภาพกองขยะสูงกว่าศีรษะ รวมกันบ้างกระจัดกระจายบ้าง แต่ก็มีภาพที่ชุมชนช่วยกันกวาดเก็บทำความสะอาดพื้นถนนหนทาง มีข่าวคนขโมยมิเตอร์น้ำบ้าง ขโมยป้ายโลหะบอกชื่อถนนชื่อซอย แต่ก็มีข่าวกลุ่มอาสาสมัครมากมายหลายกลุ่มรวบรวมข้าวของเครื่องใช้อุปกรณ์ของกินของแห้งเพื่อนำไปบริจาคแก่ผู้ต้องการ ฟังวิทยุมีข่าวผู้เดือดร้อนจากการไม่มีน้ำไม่มีไฟใช้ แต่ก็มีข่าวที่เจ้าหน้าที่การประปาเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำตลอด ๒๔ ชั่วโมงเพื่อทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติโดยเร็วที่สุด

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของคนแต่ละคนในแต่ละโอกาส พบว่าการมีชีวิตเพื่อชีวิตอื่นนั้น เป็นวิธีที่ทำให้เราสวยงามจากภายใน ภาพยิ้มแย้มแจ่มใสบางทีก็ไม่สื่อเรื่องราวได้ดีเท่าภาพน้ำตาและสีหน้าอันมุ่งมั่นของมนุษย์ได้

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2552

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นาน มีข่าวการเสียชีวิตของผู้มีชื่อเสียงในสังคมหลายคน จึงใคร่ขอฉวยและโหนโอกาสมาปรารภและปราศรัยเรื่องความสะทกสะท้อน ความรู้สึก ในการเกิดมรณานุสติ (อย่างไม่ได้ตั้งใจ) สักบทความหนึ่ง

ที่จริงแล้ว คนตายมีตลอดเวลา แต่ถ้าชื่อเสียงไม่โด่งดัง ผลกระทบในวงกว้าง (มากๆ) ก็ไม่มี แต่การตายทุกครั้งมีผลกระทบต่อสังคมไม่มากก็น้อยเสมอ เพราะไม่มีชีวิตใดที่หลุดพ้นไม่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ทำให้เกิดความรู้สึก (แปลกๆ) คือความใกล้เคียงเป็นอมตะหรือเปล่า ที่พอนำมาเคียงคู่กับคำว่า “ตาย” จึงเกิดความสะเทือนใจมากเป็นพิเศษ

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มีน้องนักศึกษาทันตแพทย์ปี ๑ กลุ่มหนึ่ง กับอาจารย์ที่ปรึกษา มาคุยกันเรื่องกิจกรรมพิเศษเรื่องการศึกษาชีวิตมนุษย์ (น่าอิจฉาที่นักศึกษาทันตะได้เรียนวิชานี้ แต่นักศึกษาแพทย์กลับไม่ได้เรียน อันนี้เป็นความสะท้อนใจวูบหนึ่งที่เกิดขึ้น) ซึ่งเขาจะใช้เวลาถึง ๒ เดือนในการใช้ประสบการณ์ตรงมาเขียนรวบรวมเป็นไดอารีและรายงาน น้องกลุ่มนี้อยากจะมีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ญาติ และอาสาสมัคร เพื่อจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง จึงมาคุยว่าจะเรียนอะไรบ้าง จะเขียนอะไรบ้าง (โครงการ) จะต้องทำอะไรบ้าง

ปรากฏว่า พอน้องเขาถามคำถาม และนำเสนอสั้นๆ ทีละคนว่า ทำไมถึงได้อยากทำเรื่องนี้ คนที่เริ่มเรียนก่อนคือตัวผมเอง เพราะมีหลายๆ คำถามที่ย้ำให้เราใคร่ครวญถึงสิ่งที่เรากำลังทำ และสิ่งที่เรากำลังคิดว่าเรากำลังทำอยู่

  • อยากจะหาวิธีพูดที่เป็นกำลังใจให้คนไข้ ไม่ทำให้เขาเสียใจค่ะ
  • อยากจะทราบว่าคนที่อยู่ในสภาวะแบบนี้ เขาคิดอย่างไร และสู้ต่อไปได้อย่างไร
  • มีอะไรที่เราไม่ควรพูด ไม่ควรทำไหมคะ กลัวจะพูดผิดค่ะ
  • เคยดูแลคุณตาครับ ท่านป่วยอยู่ที่บ้านอยู่นานก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
  • จะรู้สึกอย่างไร ถ้าขณะที่เราทำความดี แต่มีคนยังจะฟ้องร้องเรา หรือแม้กระทั่งทำร้ายเรา
  • วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ (learning objectives) ควรจะมีอะไรบ้าง?
  • กระบวนการเรียนควรจะมีอะไรบ้าง?
  • ให้คะแนนวิชานี้อย่างไร?

คำถามและการสนทนาที่เกิดขึ้น ทำให้ผมนึกย้อนไปในขณะนี้และรู้สึกได้ว่า จริงๆ แล้วตอนนั้นผมไม่ได้อยู่กับน้องๆ ที่มาคุยตลอดเวลา แต่ใช้เวลาส่วนหนึ่งจมลึกลงไปในตัวเอง และคงจะพูดอะไรออกมาหลายอย่างที่จริงๆ แล้วเป็นการพูดกับตัวเองมากกว่ากำลังพูดกับน้องๆ

เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง เมื่อได้มาอยู่ร่วมกับคนที่กำลังจะเสียชีวิตและญาติๆ ของเขา?

ไม่ทราบจะเริ่มต้นตรงไหน ผมลองถามน้องๆ ว่า มีใครเคยใกล้ชิดกับความตายไหม มีน้องนักศึกษาทันตะคนหนึ่งบอกว่า เขาเคยดูแลคุณตาที่ป่วยเป็นมะเร็งที่บ้านหลายปี ต้องป้อนข้าว ป้อนน้ำ แต่ก็ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ที่เหลือไม่เคยเห็นคนตายเหมือนกัน [สะท้อนถึงลักษณะการตายในปัจจุบัน ที่มักจะเกิดขึ้นในที่ลึกลับ เสร็จแล้วต่อไปยังห้องชันสูตร แล้วอาจจะต่อไปที่ห้องแถลงข่าว และส่วนหนึ่งสัมผัสกับความจริงนี้โดยอ่านมรณกรรมประกาศ (obituary) ทางหน้าหนังสือพิมพ์ (ใครลองจินตนาการเมื่อชื่อของเราไปปรากฏอยู่บนหน้านี้ จะได้ความรู้สึก “เหนือจริง” (surreal) เกิดขึ้น)] ดูเผินๆ เหมือนการตายเป็นไปตามระบบสายพาน หรือไหลไปตามครรลอง มีคนมาเก็บงานทีละส่วนๆ จนสิ้นสุด แล้วรอเวลาเมื่อชิ้นใหม่ งานใหม่ ไหลเข้ามาต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

ผมอ่านเจอที่ไหนว่า “เมื่อมีคนเสียชีวิตนั้น เปรียบได้เสมือนกับห้องสมุดหลังหนึ่งไฟไหม้หายไปเลยทีเดียว” (อยากให้มีคนยืนยันโค้ดคำพูดนี้ด้วยครับ)

เรื่องราวที่เป็น “กิจกรรมทบทวนชีวิต” หรือ life review ที่เกิดขึ้น ณ วาระนี้ แต่ละคนจะมีเวลาไม่เท่ากัน และในสภาวะสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน

ก่อนที่จะได้มาคุยกับน้องๆ ทันตะ ผมไปเยี่ยมคนไข้รายหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชายอายุ ๑๘ ปี แต่เป็นมะเร็งกระดูกระยะลุกลามกระจายไปทั่วตัวแล้ว แต่ที่ทำให้เขาทุกข์มากเมื่อตอนเราไปคุย กลับเป็นเรื่องราวชีวิตก่อนหน้านี้ ที่เขาออกมาจากบ้านระหกระเหเร่ร่อนไปอยู่กับคนอื่นตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่บ้านพ่อกับแม่แยกทางกัน น้องสาวก็หนีออกจากบ้านเช่นกัน มีประโยคหนึ่งที่ผมถามคือ “ทุกวันนี้หาความสุขได้จากการทำอะไรบ้าง?”

คนไข้ตอบว่า “ไม่มีครับ”

เราถามต่อไปว่า “แล้วในอดีตล่ะ ก่อนหน้านี้ชอบทำอะไร มีความสุขตอนไหน?”

คนไข้นิ่งคิดอยู่นาน… น้ำตาไหล

“นึกไม่ออกครับ…”

นึกถึงตอนที่ผมเคยบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟัง บางที ณ เตียงสุดท้ายที่เรากำลังนอนอยู่นั้น สิ่งสุดท้ายที่เรามีคือ “ความทรงจำ” นั่นเอง และหน้าที่ของเราคือเอื้ออำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อให้ความทรงจำดีๆ กลับมาในตอนนั้น เพื่อที่จะหล่อเลี้ยงเขาไปให้ได้ เช่น การดูแลอาการปวด อาการเหนื่อย อาการต่างๆ ให้ดี แต่มีบางครั้งที่เราพบเขาเมื่อสายเกินไป เพราะคนไข้บางรายจะทนทุกข์กับ “ความทรงจำเก่า” บางประการที่รอเวลาโผล่ปรากฏมาหลายปี แต่ถูกกดเอาไว้ด้วยพลังมากมาย เพราะไม่อยากจะจัดการกับมัน และเมื่อร่างกายเปราะบางลง พลังที่กดไว้ไม่พออีกต่อไป สิ่งเหล่านี้จะประเดประดังพังทลายลงมาเหมือนเขื่อนที่แตกร้าว

คนไข้รายนี้ไม่ได้มีแต่ประสบการณ์เลวร้ายเพียงอย่างเดียว เขาเคยทำงานที่ศูนย์ดูแลรถยนต์ แต่เมื่อร้านต้องปิดกิจการลง เจ้าของร้านก็อุตส่าห์พาไปหานายเก่าที่มีโรงกลึง ซึ่งรับเขาไปทำงานด้วย ฝึกงาน ฝึกประกอบอาชีพ นายใหม่คนนี้เคยถามเขาว่าอยากเรียนต่อไหม เขาจะส่งเรียนให้ แต่ด้วยความเกรงใจจึงได้ปฏิเสธไป ถามว่า “นายคนนี้เป็นคนอย่างไร?” คนไข้ก็บอกว่า “เป็นคนน่ากลัวแต่ใจดีครับ” “น่ากลัวยังไงเหรอ” “แกเป็นคนเสียงดัง สั้น ห้วน (ตามประสาคนใต้) แต่จริงๆ แล้วแกใจดีครับ”

ผมบอกกับพยาบาลที่วอร์ดว่า คนไข้รายนี้อาจจะได้ประโยชน์จากอาสาสมัครข้างเตียง เพราะแกเป็นคนบ้านแตกและทุกข์ของแกเกิดจากความสัมพันธ์ที่เปราะบางมาตลอดทั้งชีวิต โดยเฉพาะจากพ่อและแม่ ส่วนกับหมอกับพยาบาล แกประทับใจมาก คุณพยาบาลก็ยิ้ม แต่บอกว่า “แต่บางทีเราก็เสียงดังนะคะ เพราะแกได้มอร์ฟีนเยอะ สะลึมสะลือ” ผมเลยบอกพยาบาลแกไปว่า “น้องคนนี้ เขามีความประทับใจกับเสียงดังครับ เพราะคนเสียงดังที่เขาเจอนั้นใจดี”

ผมครุ่นคำนึงถึงเรื่องราวนี้ในสมอง ตอนที่คุยกับน้องๆ ทันตะว่า “เราจะได้อะไรบ้าง อะไรคือวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่เราจะได้จากกิจกรรมเหล่านี้” ในที่สุดผมตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะได้อะไรบ้าง แต่ป่วยการที่จะปิดป้ายไว้ก่อนว่าเราจะได้อะไรบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นการเตรียมตัวอะไรบางอย่างที่เราสมควรจะได้ เราจึงได้ไปอยู่ตรงนั้น ถ้าเราไปแสวงหาโดยตั้งเป้าไว้ก่อน เราอาจจะพลาดสิ่งที่ถูกส่งมาให้เราเรียนโดยเฉพาะในวันนั้นไป”

แม้กระทั่งสิ่งที่คนไข้รายนี้กำลัง “สอนเราอยู่” เขาเองอาจจะไม่รู้ตัว น้องทันตะคนหนึ่งบอกว่า “หนูอยากจะทำเรื่องนี้ เพราะมันเป็นการให้ และน่าจะเป็นความดีด้วย” เมื่อผมคิดถึงคนไข้รายนี้ ผมจึงบอกไปว่า “ก็จริง... แต่บางที เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้ให้หรอกนะ ที่เราไปอยู่ที่นั่น บางครั้งเราพบว่า เรากำลังไปเรียน และเรากำลังไปเอา มากกว่าที่เราจะให้คนไข้เสียอีก”

จิตที่ “อหังการ” ทำให้เราเกิดความฮึกเหิม คะนอง ทรงพลัง อาจจะทำให้เรามีความกระชุ่มกระชวย และมี “ไพ่ขลิบทอง” อยู่ในมือไว้เล่นในเกมแห่งชีวิต ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องดี แต่จิตอหังการอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ได้เหมือนกัน ถ้าเรา “สรุป” ไว้ก่อนว่าเราไปในฐานะผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้รับ

และข้อสำคัญ เราอาจจะ “ขาดความรู้สึกกตัญญูรู้คุณ” ไป ซึ่งเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่เราควรจะได้เรียน ในขณะที่เรามีอภิสิทธิ์ไปยืนอยู่ในห้องเรียนชีวิตนั้นๆ

ถ้าหากเราไปทำงาน (และเป็นคำเหมือนกับ “ไปเรียน”) ณ เวลานั้นเองที่เรากำลังรับหน้าที่สืบทอดองค์ความรู้ในห้องสมุดชีวิตส่วนตัวของเรา สืบทอดเพื่ออะไรเล่า? ก็เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้กับใครที่กำลังรอรับอยู่สักคนหนึ่งในอนาคต อาจจะเป็นคนที่เรายังไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำในตอนนี้ แต่เราได้มาเรียน เพื่อจะเป็นตัวเชื่อมความรู้ตรงนี้ไปหาคนสมมติคนนั้นที่กำลังรอเราอยู่ หรือแม้กระทั่งอาจจะนำไปใช้กับคนที่เรารู้จัก กับญาติพี่น้อง และสุดท้ายกับตัวเราเองก็เป็นได้

หลายสัปดาห์ก่อน มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยลาหยุดงานและเดินทางจาก ม.อ. ไปกรุงเทพเพื่อไปชมคอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน (ชุดที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกนั่นแหละครับ) เลยถามผมว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง คงจะเข้าใจว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ไมเคิล แจ็คสัน ผมเองเพิ่งทราบข่าวจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ตอนกลางคืนว่า ไมเคิล แจ็คสัน ตาย (ไล่ๆ กับ ฟาราห์ ฟอเซท) ในอายุอานาม ๕๐ ปี ก็สะท้อนใจ นั่งเหม่อมองอินเทอร์เนต ค่อยๆ ได้อ่านประวัติและการทบทวนชีวิตของเขาที่ค่อยๆ ผุดโผล่ขึ้นเป็นชุดๆ นั่งชมวิดีโอการแสดงคลาสสิกมากมาย รู้สึกว่าไม่ว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร ทำอะไรไว้บ้าง แต่คนๆ นี้​ “ทิ้งอะไรไว้” มากมาย กว่าคนอีกหลายๆ คนจะได้ทำให้กับโลกที่เราอยู่นี้ การจะด่วนตัดสินคนๆ หนึ่ง ดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และไร้สาระอย่างสิ้นเชิง มากกว่าการที่เราควรจะพยายามเรียนรู้ว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง สิ่งที่เรากำลังจะ “ตกทอดไว้ให้คนรุ่นหลัง” คงจะไม่ได้มีเพียงเนื้อหนังมังสา เขา กระดอง แต่เป็นสิ่งอื่นมากกว่า

พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา


สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

ปลูกต้นรัก ต้องฟูมฟักด้วยน้ำใจ



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 กันยายน 2551

ทุกๆ ปี จะมีงานที่สำคัญงานหนึ่ง คือ งานเกษียณอายุข้าราชการ ที่ทางคณะต้นสังกัด ภาควิชา หรือหน่วยงานจะจัดให้เป็นเกียรติ เป็นที่ระลึก แก่ผู้ที่ได้อุทิศตน กำลังแรงกาย เวลา และเจตจำนง ความมุ่งมั่น อยู่กับหน่วยงานมาเป็นเวลานานจนอายุครบเกษียณ บางทีเราพบว่าคนๆ นี้ ใช้เวลากว่าครึ่งค่อน ชีวิตทำงานให้องค์กรมาตลอด เพียงแต่เราไม่ได้สังเกต เพราะความที่ท่านอยู่กับเรามาทุกเมื่อเชื่อวัน จน กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉากประจำวันไป จนเมื่ออยู่มาวันหนึ่งที่ท่านหายไป หรือป้ายชื่อที่หน้าห้อง ถูกเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อเรากำลังต้องการจะปรึกษา จะใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญของท่าน เราถึงค่อย นึกถึงท่านใหม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับท่านเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์จาก ประโยชน์ หน้าที่การงานเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์อีกแบบ คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างคน”

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีอาจารย์สองท่านอายุ ครบเกษียณเรียงปีกัน คือ อาจารย์ประเสริฐ วศินานุกร และอาจารย์มยุรี วศินานุกร คนหนึ่งเป็น อาจารย์แพทย์ศัลยกรรมทรวงอกหัวใจและหลอดเลือด อีกท่านหนึ่งนอกจากเป็นอาจารย์แพทย์วิสัญญีแล้ว ยังเป็นศรีภรรยาของอาจารย์ประเสริฐด้วย ท่านทั้งสองได้ทำงานให้คณะแพทย์ฯ มาเป็นเวลาหลายสิบปี มีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมายนับพัน และงานเกษียณอายุของท่านทั้งสอง พอจะเรียกได้ว่าเป็น “ปรากฏการณ์” เลยทีเดียว จากการที่มีคนจำนวนมาก พร้อมใจกันทุ่มเท ทั้งจัดงาน และตั้งใจมาร่วมงาน มารดน้ำอวยพร มาขอร่วมเป็นสักขีพยานแสดงความเคารพต่อปูชนียาจารย์ทั้งสองท่านด้วยตนเองให้จงได้

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ปรากฏการณ์ที่ว่านี้เป็นเพราะอะไร? คำถามที่ว่านี้ดูเหมือนจะ จำเพาะเจาะจง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ ถ้าเรามองย้อนกลับไปให้ดีๆ เราจะพบบุคคลแบบนี้ ที่สามารถเรียกหาความเคารพ ความนับถือจากก้นบึ้งหัวใจของมวลชนได้ อยู่ทั่วไปในทุกๆ องค์กร ในทุกๆ หน่วยงานก็ว่าได้

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Servant Leadership: A Journey into the Nature of Legitimate Power and Greatness เขียนโดย โรเบิร์ต กรีนลีฟ (Robert K. Greenleaf) ได้ให้มุมมอง ลักษณะของผู้นำในอีก มิติหนึ่งอย่างน่าสนใจ คือ คนส่วนใหญ่จะสามารถบอกได้ว่า เมื่อไรที่เขาค้นพบคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม คนๆ นี้ไม่เคยทำเพื่อตัวเองเลย แต่เป็นคนที่อยู่เพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่น รับใช้คนอื่นอย่างจริงใจตลอดเวลา และเมื่อคนเราได้สัมผัส รับรู้คุณสมบัติที่ว่านี้ในบุคคลใดก็ตาม เราก็จะให้ความเคารพ นับถือ และอยาก ติดสอยห้อยตาม อย่างเต็มหัวใจ คนๆ นี้เรียกว่า “มีความเป็นผู้นำ จากการเป็นผู้รับใช้” และจะเป็นผู้นำ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเรียกหาความจงรักภักดี และการอุทิศตนจากลูกน้องได้มากที่สุด

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับเรื่อง ความงาม ความดี และความจริง ในประเด็นที่ว่า อะไรก็ตาม ที่เราทำเพื่อ “ตัวฉัน” ผลจะออกมาได้อย่างมากสุดก็คือความงามเท่านั้น ส่วนความดีจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ อะไรก็ตามที่เราทำนั้น เป็น “การทำเพื่อเธอ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมารยาท จริยธรรม จรรยาบรรณ ทั้งหมดนี้มีพื้่นฐานมาจากการที่มนุษย์สามารถเสียสละความสะดวก ความสุขส่วนตัว ทำอะไรเพื่อ คนอื่นทั้งสิ้น

ผู้นำ หรือครู​ หรือใครก็ตาม ที่มีวัตรปฏิบัติดังกล่าวนี้ คือ ดำรงชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น รับใช้ คนอื่น จึงเป็นผู้นำที่เติบโตและนำคนอื่นจากมิติแห่งจิตวิญญาณ นั่นคือความดีสากลที่ใครๆ ก็สามารถรู้สึกได้ สามารถสัมผัสได้

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยคนที่อยากเป็นผู้นำ เพราะอยากใช้อำนาจ อยากจะเนรมิต อยากจะ สั่งการนั้น ก็เป็นมิติอีกแบบหนึ่งของผู้นำ แต่ผู้นำที่เป็นผู้รับใช้นั้น จะทำให้ผู้ตามเติบโตได้ และเป็นมนุษย์ที่เต็มศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด เพราะผู้นำแบบนี้ จะถ่อมตัวถึงที่สุด จะให้พื้นที่มากที่สุด แต่ก็จะเป็น คนแรกที่ออกไปเผชิญปัญหา แก้ปัญหา และรับผิดชอบ จนคนที่ก้าวตามเพิ่มสมรรถภาพ มีแรงบันดาลใจ และมีความคิดสร้างสรรค์ได้บรรเจิด ทุกๆ วันเป็นวาระของผู้ตาม ไม่ใช่ทุกคนทำเพื่อวาระของผู้นำ ฉะนั้นผู้ตามก็จะทุ่มเททำงาน เพื่อความงามของตนเอง และในขณะเดียวกัน ก็ซึมซับจริยาวัตร จากผู้นำที่เป็นผู้รับใช้อยู่ตลอดเวลา เจริญรอยตาม เพื่อที่จะได้หล่อเลี้ยงผู้ตาม ผู้รับใช้ รุ่นต่อๆ ไป สืบทอดความดีสากลนี้ไปเรื่อยๆ

ผู้ตามก็จะเกิดความรักใคร่ผูกพันกับผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ อันต้นรัก ต้นเคารพ ที่งอกงาม หยั่งราก ผลิใบงดงามได้ขนาดนี้ เกิดขึ้นได้อย่างเดียวด้วยการประคบประหงม รดด้วย “น้ำใจ” ที่ใสแท้บริสุทธิ์ ปราศจากเงื่อนไขใดๆ โดยคนสวนที่อยากจะเห็นต้นไม้เติบโต เพื่อต้นไม้เอง ไม่ใช่เพื่อสวนของตน มีความปีติอย่างจริงใจเมื่อได้เห็นการเติบโต เปลี่ยนแปลง ของต้นไม้ ของผู้ตาม ของลูกศิษย์ อันเป็น สิ่งเดียวที่คนสวน ที่ผู้นำ ที่ครูแบบนี้ต้องการ ทรัพย์สมบัติอันประเสริฐที่สุดที่ผู้นำแบบนี้มีอยู่ก็คือ “น้ำใจอันบริสุทธิ์กับรักอันปราศจากเงื่อนไข” นั้นเอง

และถ้าเราทำความเข้าใจที่มาที่ว่านี้ เมื่อเราไปงานเกษียณอายุของปูชนียบุคคลเหล่านี้ เราจะได้สามารถซาบซึ้งถึงผลงานทั้งชีวิตที่ท่านได้ทำ การไปงานก็จะไม่ใช่เพียงแค่งานรื่นเริงอีกงานหนึ่ง หากเป็นประจักษ์พยานต่อ Finale ของ Masterpiece ที่สืบทอดพรสวรรค์ของมนุษย์ที่แท้ออกมาในรูปแบบ ของความดีที่ไม่มีสิ้นสุดนั่นเอง

สำนึกเชื่อมประสานกับโลกวิวัฒน์



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 2 สิงหาคม 2551

เหตุปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสรรพสิ่ง เป็นสัจจธรรมข้อหนึ่งที่ผู้รู้ สัพพัญญูหลายท่าน ได้ศึกษา จำแนก จารึก ต่างกรรมต่างวาระ ในบริบทแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน เกิดขึ้นในทุกสังคม ทุกวัฒนธรรม ทุกความเชื่อ ผลแห่งการนำเอาความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณากับปรากฏการณ์นานาประการ ทำให้เกิดภูมิปัญญาในระดับต่างๆ ที่นำไปใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งในระดับอภิปรัชญา

เราสามารถสังเกตเห็นผลแห่งความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงได้หลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นกลไกจักรกล ผลของแรงกายภาพ อาทิ แรงน้ำ แรงกล แรงลม หรือในบางครั้ง เราสามารถสังเกตผลของความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงชนิดอื่น ในที่นี้คือ ของจิตสำนึก ที่มีการแสดงผลปรากฏออกมาได้เช่นกัน

มีคำกล่าวของ วิลเลียม โอ’เบรียน (William O’Brien) ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารของบริษัทฮันโนเวอร์ประกันภัย (Hanover Insurance Company) ว่า “ผลสัมฤทธิ์แห่งการกระทำนั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะ ภายในของผู้กระทำ” หรือของ โจเซฟ จาวอร์สกี (Joseph Jaworski) ที่กล่าวว่า “ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ของการทำกิจกรรมใดๆ อยู่ที่ชั่วโมงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำกิจกรรมนั้นๆ ” และอื่นๆ อีกมากมาย เน้นถึง ความสำคัญในการหล่อหลอม “เจตจำนง” ความตั้งใจมุ่งมั่นในความต้องการอย่างที่สุด ที่อยากจะให้ ผลลัพธ์ใดๆ ก็ตามที่เรากำลังจะทำนั้นเกิดขึ้นมาให้ได้

ในการดำรงชีวิตของเราในแต่ละวัน มีสัดส่วนไม่น้อยที่เราใช้เวลาไปอย่างอัตโนมัติ ไม่ได้ใส่ใจ ตั้งใจอะไร มากนัก แต่ก็จะมีบางเวลาที่เรามีสติ มีสมาธิ และตั้งใจมั่น ที่จะทำงาน ทำกิจกรรม ทำกิจใดๆ ให้สัมฤทธิ์ผล และเมื่อเราสังเกตดีๆ จะพบว่า ผลงานของกิจกรรมที่เราตั้งใจและไม่ตั้งใจทำนั้น ช่างแตกต่างกัน แม้แต่ กิจกรรมบางชนิดที่เรามีความชำนาญจนแทบสามารถจะทำได้โดยอัตโนมัติ เราก็จะพบปรากฏกาณ์ที่เมื่อเรา “ใส่ความตั้งใจ มุ่งมั่น” ลงไปด้วยแล้ว เราสามารถทำให้งานนั้นสมบูรณ์ มากขึ้นได้อีก หรือเรามีจิตอันเป็นสมาธิ สงบนิ่ง และสุนทรีย์ มากขึ้นอีกในการทำกิจกรรมนั้นๆ

มีนักการศึกษา นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ตั้งสมมติฐานว่า นอกเหนือจากการมีสมาธิ จิตตั้งมั่น ทำให้งานเพิ่มสัมฤทธิ์ผลได้ ลำพัง “เจตจำนง ความตั้งใจมั่น ที่จะทำให้อะไรเกิดขึ้น” ที่เรียกว่า อินเทนชัน (Intention) นี้ สามารถทำให้เกิดผลทางกายภาพต่อสรรพสิ่งโดยตัวมันเองได้หรือไม่ เกิดเป็นงาน วิจัยเชิงสังคม เชิงจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์พื้นฐานในหลายๆ สาขาที่หันมาสนใจกับ คุณสมบัติอีกประการของมนุษย์ นั่นคือ “เจตจำนง หรือ Intention กับสรรพสิ่งทางกายภาพ”

ลินน์ แมคแท็กการ์ต (Lynne McTaggart) ได้รวบรวมผลงานการวิจัยที่เกี่ยวกับ “เจตจำนง และผลทางกายภาพ” เขียนลงในหนังสือชื่อ Intention Experiments มีตัวอย่างที่น่าสนใจ ไปถึงตัวอย่าง ที่น่าทึ่ง น่าตื่นเต้น เมื่อคำนึงถึงผลกระทบต่อความเข้าใจในศักยภาพที่แท้ของมนุษย์ ถ้าหากเราสามารถ นำเอา “เจตจำนง” ที่ว่านี้มาใช้กันอย่างแพร่หลายได้

มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแบบเรื่องเล่า และผลการวิจัยที่มีระเบียบการวิจัยที่รัดกุม ถูกต้องตามหลักการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เรื่องความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของเจตจำนงและผลทาง กายภาพ อาทิ การให้กลุ่มผู้เยียวยา (healer) ที่ใช้พลังทางการตั้งเจตจำนง รวมกันส่งความต้องการในการ ทำให้คนไข้ที่เป็นเอดส์ในโรงพยาบาลมีอาการดีขึ้น มีเม็ดเลือดขาวที่แข็งแรงและจำนวนมากขึ้น มีภูมิคุ้มกัน ที่ดีขึ้น ผลปรากฏว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยโรคเดียวกัน ระยะเดียวกัน ที่ไม่ได้รับการส่งแรงแบบนี้ มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับเจตจำนงที่ดีนั้น สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ มากกว่า ตัวอย่างเลือดแสดงผลที่ดีขึ้นกว่าผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง ปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันจากกลุ่มทรานส์เซนเดนซ์ เมดิเทชัน (Transcendence Meditation - TM) พบว่าอาจจะทำให้ผลดีนี้เกิดขึ้นในมิติอื่นๆ ได้ อีกด้วย อาทิ อัตราการเกิดอาชญากรรม ความรุนแรงในชุมชน ฯลฯ ถ้าหากจำนวนของผู้ที่ส่งเจตจำนงที่ดี มีมากพอในชุมชนนั้นๆ

ไม่ว่าผลการทดลองดังกล่าวจะจริงหรือไม่ก็ตาม หากเรามาพิจารณาสถานการณ์ของบ้านเมือง ในปัจจุบัน โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม มนุษย์ได้ส่ง “เจตจำนง” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตามสภาวะ ทางจิตของเราออกไปตลอดเวลา ปรากฏการณ์ แมส ฮิสทีเรีย (mass hysteria) ที่แรงคลื่นอารมณ์ของ คนจำนวนมากเกิดความเชื่อมต่อกัน โน้มน้าวซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดพฤติกรรมของกลุ่มไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่งได้ หรือบรรยากาศในสนามกีฬา สนามฟุตบอล ที่มีการเชียร์ทีมของแต่ละฝ่าย คนที่เคยไป สัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้โดยตรง จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความแตกต่างต่ออารมณ์ความรู้สึกของ ตนเองเมื่อเปรียบเทียบกับการชมกีฬาทางโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือเมื่อเราอยู่ในที่ที่อาจจะถูกเบี่ยงเบน ความสนใจไปจากเหตุการณ์นั้นๆ ได้

สมมติฐานเรื่องนี้หากเป็นจริง ก็มีนัยสำคัญที่น่าสนใจมากแฝงอยู่ พวกเราอาจจะเริ่มตั้งคำถามต่อ ตัวเองว่า ณ ปัจจุบัน เจตจำนงที่เป็นสมุหะของสังคม ของชุมชนเรา เป็นไปในทิศทางใด เป็นไปได้หรือไม่ ที่ความร้อน อุณหภูมิ หรือแม้กระทั่งปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ณ ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่มา จากก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในบรรยากาศ แต่เสริมด้วยผลกระทบจาก “อุณหภูมิแห่ง เจตจำนง แห่งอารมณ์” ของสรรพสิ่งที่มีชีวิตบนโลกนี้ด้วย?

ปรากฏการณ์นี้เป็นได้ทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในเวลาเดียวกัน ข่าวร้ายก็คือ ผลเสีย มลภาวะทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ นี้ เราเองเป็นผู้มีส่วนในการทำให้เกิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทั้งสิ้น แต่ข่าวดีก็คือ ในเมื่อ เราทุกคนมีส่วนทำให้เกิด ก็หมายความว่าเราทุกคนสามารถทำอะไรบางอย่างต่อความก้าวหน้าของ ปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกัน

ถ้าหากโลกในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเจตจำนงด้านลบ ความโกรธเกลียด ความโลภ ความเศร้าซึม ความท้อถอย ความมักง่ายเห็นแก่ตัว ความโง่เขลา อวิชชา สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าจะถูกลบล้าง เยียวยา ได้ด้วยเจตจำนงด้านตรงกันข้าม ได้แก่ ความรัก ความเพียงพอ ความเมตตากรุณา ความมุ่งมั่น ปัญญาที่มองเห็น และเข้าใจในความเกี่ยวโยงแห่งสรรพสิ่งต่างๆ การเริ่มต้นจากการหล่อหลอมเจตจำนง ความมุ่งมั่น เป็นฉันทาคติที่ส่งผลไปถึงการธำรงชีวิต ด้วยอิทธิบาท ๔ พรหมวิหาร ๔ และฆราวาสธรรม ๔ ขอให้เรามีเจตจำนงความมุ่งมั่นในการทำงาน โดยทำงานเพื่อธรรมะ เพื่อความดี เพื่อความสงบสันติ เพื่อความเพียงพอ โลกนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เพื่อลูกหลานของเรา

มนุษย์และการศึกษาที่แท้



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2551

วงการศึกษาในปัจจุบัน มีหัวข้อซึ่งเป็นที่สนใจมากอยู่หัวข้อหนึ่งคือ “การศึกษาที่ทำให้เกิดหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์” สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่ง มุ่งเข็ม ตั้งใจมั่น ที่จะปรับปรุงระบบการเรียนการสอนให้เอื้ออำนวยต่อการหล่อหลอมบัณฑิตผู้มีคุณสมบัติอย่างที่ว่านี้ให้กลายเป็นมาตรฐานของระบบการศึกษาให้ได้ จึงทำให้เกิดข้อน่าคิดว่า แล้วหลักสูตรแต่ก่อนๆ นี้ไม่ได้มีส่วนที่ทำให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวบรรลุหรอกหรือ?

คุณพ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่า วิชาที่ท่านเรียนสมัยก่อนนั้น มีรายวิชาน้อยกว่าสมัยที่ผมเรียน (ท่านจบมัธยมแปดประมาณก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) ตอนที่ท่านได้ทุนไปเรียนต่อที่สหราชอาณาจักร ท่านเรียนคณิตศาสตร์ วรรณกรรม ภาษาอังกฤษ และประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่กลับมาเมืองไทยก็สามารถทำงานได้หลากหลาย และประสบความสำเร็จพอสมควร ท่านบอกว่าอาจจะเป็นเพราะสมัยก่อน เราเรียนเพื่อแสวงหาความเฉลียวฉลาด (wisdom) มากกว่าแสวงหาความรู้ (knowledge) กระมัง โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีการค้นพบความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นๆ ศาสตร์ต่างๆ มีการแตกแขนง และลงลึกซึ้งไปถึงระดับโมเลกุล ระดับพันธุกรรม ใครจะเรียนอะไรในตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีสาขาเฉพาะทางที่ลงรายละเอียดไปหมด ซึ่งก็เป็นประจักษ์พยานถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการของมนุษยชาติ และน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฏว่าเรากลับเดินหมิ่นเหม่อยู่กับการหมกมุ่นในเรื่องราวระดับเล็ก ลงลึก จนกระทั่งมองไม่เห็นภาพรวม ภาพใหญ่ เสมือนมดเดินอยู่บนแนวตะเข็บผ้า ซึ่งไม่มีทางทราบว่าเสื้อผ้าทั้งชุดนั้นสวยงามเพียงไร

มนุษย์เป็นตัวอย่างของชีวภาพที่น่าทึ่ง เรามีร่างกายที่ใช้รับรู้โลกภายนอก เพื่อเชื่อมต่อกับโลกภายใน เรามีระบบสัมผัสและมีระบบความรู้สึกที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน ทำให้ไม่เพียงแต่รับรู้ความเจ็บปวด ความนุ่ม ความแข็ง แต่เรายังมีความรู้สึกรักใคร่ โกรธเกลียด ไม่เพียงแต่เท่านั้น มนุษย์ยังมีสมองส่วนหน้า ซึ่งมีหน้าที่ระดับสูงไปกว่านั้นคือ บูรณาการความทรงจำทั้งหลาย ความรู้สึก กอปรเป็นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เราจึงมี “ความรู้สึก” ที่มากไปกว่าระดับพื้นฐาน อาทิ เรามีความภาคภูมิใจ ความทรนง ศักดิ์ศรี ไปจนถึงความสามารถในการพัฒนาจิตไปสู่ความสงบสันติสุข และมีความเข้าใจอย่างถึงที่สุดจนหลุดพ้น (transcendence) อย่างที่สัตว์อื่นไม่สามารถกระทำได้

ดังนั้น ถ้าหากจะมีการทำให้ศักยภาพที่ว่านี้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ จะต้องเกิดจาก “บริบท” บางประการที่ทำให้เกิดความถดถอยในสิ่งที่คนเราสามารถกระทำได้ บริบทที่ว่านั้นคืออะไร?

ศักยภาพสูงสุดของมนุษย์นั้น เกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงการรับรู้ ความรู้สึก ความทรงจำ ประสบการณ์ ความคิด จินตนาการ หรือหน้าที่ทั้งหมดของสมองเข้าหากันอย่างไร้ตะเข็บ ไร้รอยต่อ เกิดเป็นสภาวะแห่งองค์รวม (holistic) ที่สิ่งแวดล้อมภายในเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันกับปรากฏการณ์ภายนอก ความเป็นไปได้จึงมีอย่างไม่สิ้นสุด ไร้ขอบเขต

การศึกษาที่ทำให้การเชื่อมโยงดังที่ว่านี้ขาดสะบั้น จะเป็นบริบทที่จำกัดศักยภาพของมนุษย์ลง ทำให้เราทำกิจกรรมต่างๆ โดยขาดความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมในนิเวศ หรือบางครั้งถึงขนาดขาดความเชื่อมโยงระหว่างอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเราเองเสียด้วยซ้ำไป บางคนทุ่มเททำงานจนขาดการดูแลตนเอง หรือทุ่มเทให้กับอารมณ์จนความรู้สึกเป็นตัวชี้นำร่างกาย และที่ไม่ควรเกิดมากที่สุดก็คือ บางคนที่เรียนมากขนาดไหนก็ตาม กลับไม่สามารถเชื่อมโยงความดีของศาสตร์ ของความรู้ต่างๆ นั้น เข้ากับความภาคภูมิใจในตนเอง เข้ากับความดีของตนเอง และไม่เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมได้ ภาพรวมของการผลิตบัณฑิตในระบบการศึกษาแบบนี้ก็คือ ความโกลาหลอลหม่าน การสูญเสียความสัมพันธ์ ที่การสื่อสารไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการสื่อสารเพื่อรัก เพื่อสามัคคี เพื่อเชื่อมโยง หากเป็นการสื่อสารด้วยความเกลียดชัง บ่อนทำลาย และแบ่งแยกมากขึ้นเรื่อยๆ

สังคมไทยที่แล้วมา มีข่าวด้านลบเกี่ยวกับวงการแพทย์อยู่เสมอๆ มีการพบเห็นแพทย์ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมในที่นี้บ้าง ที่นั้นบ้าง จนกระทั่งคนในระบบการศึกษาของแพทย์ คือ โรงเรียนแพทย์ ต้องหันมาคุยกันว่าระบบการศึกษามีส่วนอะไรหรือไม่ต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ความซับซ้อนของพฤติกรรมผลลัพธ์ในการศึกษานั้นลึกซึ้งยิ่งนัก จนมีการกล่าวอย่างทีเล่นทีจริงว่า “เราใช้เวลา ๖ ปี ในการผลิตแพทย์ออกมา แต่เราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตหรือไม่ที่จะทำให้เขากลับมาเป็นคนอีกครั้ง”

“เราไม่เพียงต้องการให้เธอเป็นหมอเท่านั้น เรายังต้องการให้เธอเป็นคนด้วย”

พระราชดำรัสใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระราชบิดาแห่งวงการแพทย์ไทย



หากระบบการศึกษาของเรา ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม ไม่ได้ทำให้ความรู้ เทคโนโลยี หรือศาสตร์ต่างๆ นั้นเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราพึงกระทำต่อกันและกัน ไม่ได้ทำให้เกิดสำนึกในหน้าที่ต่อสังคม การศึกษานั้นไม่เพียงแต่ไม่สมบูรณ์ หากแต่กำลังลดศักยภาพโดยรวมของมนุษยชาติลงอีกด้วย

กับดักที่สำคัญสำหรับ “การเรียนเพื่อความรู้” นั้นก็คือ ความลึกซึ้งในศาสตร์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้เรียนต้องใช้เวลามหาศาลในการจดจำ เรียนรู้ให้หมด เพียงเพื่อจะพบว่า สิ่งที่จดจำเรียนรู้มานั้น ในเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า บางครั้งก่อนที่จะจบการศึกษาเสียด้วยซ้ำไป กลายเป็นความรู้เก่าที่หมดความน่าเชื่อถือไปเสียแล้ว อาจารย์ที่จบการศึกษาสูงๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มามากมาย และมีความภาคภูมิใจในความรู้ ย่อมอยากจะถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทั้งหมด แต่การเรียนที่ดีนั้น เหมือนการทานอาหาร คุณานุประโยชน์ไม่ได้เกิดขึ้น “ตอนกำลังเรียน” แต่เกิดขึ้นตอนดูดซึมและสารอาหารต่างๆ ค่อยๆ กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ เดี๋ยวนี้การเรียนที่นักเรียนนักศึกษาไม่มีเวลาสะท้อนสิ่งที่ตนเรียนให้บูรณาการเข้ากับสิ่งที่ตนเองเป็น หรืออยากจะเป็น จะทำให้การเรียนนั้นลงลึกแต่ไม่ลึกซึ้ง รู้มากแต่ไม่ซึมซับ มองไม่เห็นว่าสิ่งที่ตนเรียนไปนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องนำไปทำให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติด้วยอย่างไร

ขอเพียงสอนบัณฑิตให้เป็นคนดี สำนึกในหน้าที่ เมื่อนั้นเขาจะมีพลัง มีกำลังใจศึกษาค้นคว้าต่อไปด้วยตนเอง จนได้เรียนรู้ศาสตร์ที่ทันสมัยตลอดเวลา เพราะแรงบันดาลใจแห่งความเป็นมนุษย์ต่างหาก ที่ทำให้การศึกษานั้นมีคุณค่าและมีความหมาย

การสนทนาสร้างวัฒนธรรม

โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 เมษายน 2551

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคมที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานประชุมประจำปี (National Forum) ครั้งที่ ๙ ของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล มีหมอ พยาบาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยจากทุกสารทิศ มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ประมาณ ๗ พันกว่าคน ผมและคุณหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมเรียกว่า เวิร์ลด์ คาเฟ่ (World Café) เป็นครั้งแรกสำหรับงานนี้

อันว่า เวิร์ลด์ คาเฟ่ นี้ไม่ใช่ของใหม่ เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่พัฒนามาโดย ฮวนนิตา บราวน์ (Juanita Brown) และ เดวิด ไอแซคส์ (David Isaacs) แทนที่จะเป็นการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ฟังนั่งตาแป๋ว คอยจด คอยบันทึก กิจกรรม เวิร์ลด์ คาเฟ่ วางอยู่บนสมมติฐานว่า อันความรู้ที่แท้จริงนั้น แฝงซ่อนอยู่ในตัวตนของเราทุกคนนี่เอง เป็นความรู้จากการปฏิบัติจริง เจอปัญหาจริงในชีวิต ไม่ได้เป็นความรู้ตามทฤษฎี ข้อสำคัญก็คือ เมื่อไรก็ตามที่คนเราอยู่ในบริบทอันผ่อนคลาย ปราศจากความกลัว เราถึงจะเกิดแรงผลักดันที่จะแสดงออกทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าสำคัญ โดยไม่มีการออมรั้ง

ผมก็เลยขอร้องให้ทางผู้จัดพยายามสร้างบรรยากาศที่ว่านี้ขึ้น เป็นห้องไม่ใหญ่นัก เอาโต๊ะกาแฟกลมวางสลับไปมาประมาณ ๑๐ โต๊ะ ตอนแรกจะใช้ผ้าปูโต๊ะลายหมากรุก ปรากฏว่าหาไม่ได้ ทางผู้จัดก็เลยใช้ผ้าขาวม้า (ใหม่เอี่ยม ยังไม่ได้ใช)้ มาปูแทน ก็ดูดีทีเดียว แต่ละโต๊ะมีเก้าอี้รายล้อมประมาณ ๔-๕ ตัว เป็นการจำกัดวงคนสนทนา มีการเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ สร้างบรรยากาศ มีคนเสิร์ฟกาแฟและขนมเหมือนนั่งอยู่ในร้านกาแฟ และองค์ประกอบที่สำคัญอีกสองประการคือ คนสนทนา และประเด็นร้อน

เราพูดคุยกันทั้งหมด ๔ ประเด็น ใน ๔ ช่วงของวันนั้น ได้แก่ ศิลปะบำบัด (Art Therapy) สุนทรียสนทนาแก้ปัญหาได้หรือไม่ การทำให้เกิดโรงพยาบาลที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ (Humanized Care Hospital) และการสร้างองค์กรที่มีชีวิต (Living Organization) โดยแต่ละหัวข้อนั้น แต่ละโต๊ะจะเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันประมาณ ๒๐ นาที เสร็จแล้วจะเหลือเจ้าภาพนั่งประจำที่ ๑ คน แล้วที่เหลือก็จะกระจายไปหาโต๊ะใหม่ เพื่อสร้างกลุ่มสนทนาใหม่ในหัวข้อเดิม พร้อมทั้งจะมีประเด็นแตกแขนงเป็นโจทย์ให้ทำต่ออีกเล็กน้อย แต่ละคนจะได้สลับพูดคุยกันทั้งหมด ๓ กลุ่ม ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที แล้วตัวแทนแต่ละโต๊ะก็จะมาเล่าให้กัลยาณมิตรที่พึ่งเจอะเจอเป็นครั้งแรกฟังว่าตนเองได้อะไรบ้าง

กิจกรรมที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ปรากฏว่า ผลที่ได้จากการสนทนาแลกเปลี่ยนแบบนี้ ก่อให้เกิดคลื่นพลังความรู้ที่แปลกใหม่ขึ้นมาในทุกๆ รอบเลยทีเดียว บรรยากาศที่คนนั่งชิดติดกัน แทบจะศอกชนศอก มีโต๊ะเล็กๆ ขวาง ผ่อนคลาย ไม่เป็นงานเป็นการ ใครจะลุกไปเติมกาแฟ หยิบขนม ก็ทำได้ตลอดเวลา กลับสามารถขจัดความหวาดกลัว ความไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออกไปได้เป็นอย่างดี มีน้องคนหนึ่งก่อนเข้ามาร่วมก็กล้าๆ กลัวๆ บอกว่าผมไม่เคยทำเลยนะครับ ศิลปะบำบัดอะไร แล้วจะให้มาสนทนาแลกเปลี่ยนจะทำได้หรือ ปรากฏว่าพอเข้ากลุ่ม ก็ค้นพบว่า ศิลปะ และความสุนทรีย์ รวมทั้งการเยียวยานั้น อยู่ในประสบการณ์ของทุกๆ คน น้องคนนี้ก็ได้อยู่ร่วมต่อจนจบ และขอแถมอยู่ต่อในประเด็นถัดไปอีกต่างหาก

โลกของเราในปัจจุบัน เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ เต็มไปด้วยนักวิชาการผู้เก่งกล้าสามารถ มีดีกรีพ่วงห้อยตามชื่อยาวเหยียด ซึ่งก็เป็นสิ่งดี ขอเพียงแต่ไม่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อคนธรรมดาๆ ในการพูดคุยแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความขัดแย้งต่อทฤษฎีที่ผู้เชี่ยวชาญแสดงปาฐกถามา สังคมในความเป็นจริงกอปรด้วยคนทุกชั้นวรรณะ ที่อยู่อาศัยอยู่ในนิเวศเดียวกัน หายใจอากาศเดียวกัน ใช้น้ำใช้ท่า ใช้สาธารณูปโภคเดียวกัน ดังนั้น ความรู้สึกนึกคิด ความสุข ความทุกข์ของคนทุกคนในนิเวศ จะส่งผลถึงกันหมด วัฒนธรรมที่สมบูรณ์เกิดขึ้นจากผลรวมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และไม่จำต้องเป็นอุดมคติด้วย เพราะเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

การสนทนาที่เปิดกว้าง ที่ทุกคนในวงสนทนาสนใจ ตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นๆ กำลังพูดอย่างแท้จริง จะนำมาซึ่งความเข้าอกเข้าใจ เปิดโลกทรรศน์ และข้อสำคัญคือ เพิ่มความสามารถในการมองและรับรู้เรื่องราวในมุมมองของผู้อื่นได้ ไม่รีบด่วนตัดสิน ไม่รีบด่วนคัดค้าน ทุกครั้งที่การสนทนาเสร็จสิ้น เฉดสีแห่งความเข้าใจเรื่องราวของเราจะเปลี่ยนไป เพิ่มประกายสีสันของนิเวศรวมมากขึ้น และเมื่อนั้น จะลดความบาดหมาง ลดการขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน และคนเราสามารถจะประนีประนอมได้มากขึ้นด้วย

ในโลกแห่งสันติสุขนั้น ไม่จำเป็นจะต้องประกอบด้วยคนที่คิดเห็นเหมือนกันหมดอยู่ในนิเวศเดียวกัน แต่ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจ และยอมรับความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ศาสนา อุดมคติทางการเมือง ฯลฯ ความสามารถนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในยุคปัจจุบัน ที่ความคิดของคนเราเดินทางไปมาหากันด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อยๆ ความแตกต่างมีแนวโน้มจะถูกนำมาเปรียบเทียบและเทียบเคียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ

วัฒนธรรมแต่ดึกดำบรรพ์ล้วนสร้างสรรค์ขึ้นมาจากวงสนทนา ที่ผู้คนตีแผ่ความในใจ กล้าพูดสิ่งที่ตนเองคิดว่าสำคัญ และเหนือไปกว่านั้นคือ มีการฟังอย่างเคารพในกันและกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ไม่ถึงกับเสแสร้ง ปัญหาต่างๆ จึงถูกแก้ไขโดยสมุหปัญญาของผู้คนในนิเวศนั้นๆ อย่างแท้จริง วงสนทนาที่มีคุณภาพจึงเป็นรากฐานที่สำคัญ ในวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีความยืดหยุ่นปรับตัวสูง จะคงอยู่ได้ยาวนาน และมั่นคงตลอดไป

พยาธิกำเนิด สุขภาวะกำเนิด

โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551

กระบวนความคิดนั้นมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพฤติกรรมมนุษย์ เพราะความคิดนั้นมีความซับซ้อน และมีองค์ประกอบของอารมณ์กับความรู้สึกนึกคิดด้วย โดยพฤติกรรมจะแสดงออกมาด้วยภาษาที่หลากหลาย ทั้งภาษาพูด ภาษาสีหน้าท่าทาง ภาษาเขียน วรรณกรรม หรือแม้แต่ภาษาศิลปะที่สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่อาจจะบ่งบอกได้ด้วยวิธีธรรมดา การที่แพทย์จะดูแลรักษาผู้ป่วยสักรายหนึ่งนั้น เป็นความท้าทายของแพทย์ที่จะสามารถ “เข้าถึง” ก้นบึ้งแห่งสาเหตุของความเจ็บไข้ได้ป่วย รวมทั้ง “นิเวศสุขภาพ” ของตัวผู้ป่วยได้มากน้อยเพียงไร ยิ่งสามารถสืบสาวถึงต้นเหตุต้นตอได้ ยิ่งมีโอกาสช่วยเหลือคนไข้ได้มากขึ้น ยิ่งเข้าใจในบริบท สิ่งแวดล้อม ที่จะมีอิทธิพลต่อตัวคนไข้ได้ด้วย ยิ่งเปิดโอกาสให้เข้าใจภาพรวม ภาพชีวิต ที่มีองค์ประกอบต่างๆ ได้ครบถ้วนมากขึ้น

ในโรงพยาบาลนั้น คนไข้เดินมาหาหมอด้วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บมาก่อน บางรายเพียงรักษาเป็นผู้ป่วยนอกก็หาย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล บางรายหมอต้องให้นอนที่โรงพยาบาล เพราะอาการหนัก ต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติม หรือเพื่อการรักษาบางรูปแบบ คนไข้ส่วนหนึ่งรับการรักษาเสร็จเรียบร้อยก็หายขาด กลับบ้านได้ แต่จะมีคนไข้อีกส่วนหนึ่งที่มีโรคเรื้อรัง หรือเป็นโรคที่มีผลกระทบมาจากพฤติกรรม สิ่งแวดล้อมที่บ้าน หรือที่ทำงาน ดังนั้น เมื่อออกจากโรงพยาบาลกลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยงเช่นเดิม ไม่ช้าไม่นานคนไข้ก็จะต้องย้อนกลับ มาหาหมอที่โรงพยาบาลใหม่ ด้วยอาการเก่า หรือผลแทรกซ้อนจากโรคเก่าๆ เมื่อมีคนไข้แบบนี้เป็นจำนวนมาก ก็จะสะสม และกลายเป็นภาระที่โรงพยาบาลจะต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น ทั้งเวลา บุคคล และทรัพย์สิน โดยที่เป้าหมายคือสุขภาวะของคนไข้ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่เราหวัง

ระบบการแพทย์ในยุคก้าวหน้านี้ จึงควรที่จะเพิ่มและใช้ศักยภาพขององค์กรให้มากขึ้น ให้บุคลากร มีความเข้าใจในบริบท สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีผลต่อสุขภาวะของคนไข้ เพราะทั้งหมอ พยาบาล คนไข้ โรงพยาบาล อนามัย ที่ทำงาน ชุมชน ล้วนแต่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อสุขภาพของทุก สมาชิกในชุมชนทั้งสิ้น เมื่อเกิดปัญหาต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็จะส่งผลกระทบไปหาทั้งระบบนิเวศได้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สองออกไปฝึกหัดเยี่ยมบ้านคนไข้ที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาล ก็ไปพบว่าคนไข้เป็นผู้ป่วยทางจิต เป็นมารดาของลูกสาวคนเดียว ลูกสาวเพิ่งจบปริญญาตรีมาได้ไม่กี่ปี แต่เนื่องจากมารดาป่วย จึงต้องอยู่ดูแลที่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงาน ภาระทางการหาเงินตกเป็นของสามีคนไข้ ซึ่งก็มีอายุมากแล้ว ตอนที่ทีมปฐมภูมิของโรงพยาบาลไปเยี่ยม ก็มีญาติพี่น้องเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ เดินมาเยี่ยมๆมองๆดูกันหลายคน ว่าหมอ พยาบาล เขามาทำอะไรกันที่บ้านนี้ ปรากฏว่าคนไข้ไม่พอใจ ส่งเสียงด่า สะบัดมือสะบัดเท้า ไม่ยอมให้พยาบาลตรวจวัดความดัน หรือตรวจร่างกายอะไรเลย

นักศึกษาแพทย์สามารถบรรยายสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และอาการต่างๆ ของคนไข้ได้ดีพอสมควร แต่พอถามถึงสุขภาพของลูกสาวผู้เป็นคนดูแลคนไข้ ก็ตอบได้ไม่ชัดเจนเท่าไร ถามว่าพยาบาลทำอย่างไร เวลาคนไข้ส่งเสียงดัง น้องนักศึกษาแพทย์ก็ลังเลไม่แน่ใจ เพราะไม่ทันได้สังเกต และไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไมพี่ๆพยาบาลจึงยังรักษาอารมณ์ ความตั้งใจในการทำงานต่อไปได้ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย กรณีดังกล่าว ทำให้เราเริ่มมองเห็นจุดอ่อนในระบบการเรียนการสอนของเรา ที่เน้นระบบการให้บริการพยาบาลของหมอ และพยาบาลเป็นหลัก การรวบรวมข้อมูลเรื่องราวต่างๆ จะอิงประโยชน์ใช้สอยต่อการทำงานของเราเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังขาดความเชื่อมโยงไปถึงสาเหตุด้านอื่นของพยาธิสภาพไปอีกไม่น้อย

บางครั้งถ้าหากเรามองคนไข้แบบองค์รวม แบบเป็นระบบนิเวศ เราจะเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลง และเห็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงด้านอื่นเพิ่มมากขึ้น เราอาจจะเริ่มตั้งคำถาม อาทิ ถ้าหากลูกสาวคนไข้รายนี้ ใช้ชีวิตเหมือนพยาบาล แต่มีเพียงคนเดียว เขาจะมีความสุขไหม อย่างไร ที่โรงพยาบาลเราใช้พยาบาล ๓ ผลัดต่อวัน ผลัดละ ๘ ชั่วโมงช่วยกันดูคนไข้ และพบว่าเป็นงานที่หนัก เหน็ดเหนื่อย ใช้พลังกาย พลังใจอย่างมากมาย แล้วเมื่อพิจารณาในมุมของลูกสาวคนไข้คนนี้ เขาจะรู้สึกเป็นงานหนักหรือไม่ เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนหรือไม่ จะมีโอกาสอะไรไหมที่ลูกสาวคนนี้จะได้ออกไปภายนอกบ้าง เจอะเจอผู้คนอื่นบ้าง แต่งงานมีครอบครัว มีชีวิตของตนเองบ้างและเมื่อไร ปริญญาที่เรียนจบมาจะได้ใช้ไปทำงานได้ไหม เมื่อไร

ตัวลูกสาวเองอาจจะไม่ได้นึกอะไรแบบที่ว่ามานี้เลยก็เป็นได้ เธออาจจะมองว่าเป็นการทำงานที่มีศักดิ์ศรี เป็นมงคลต่อชีวิตที่ได้มีโอกาสทดแทนพระคุณมารดา แต่ ณ ขณะนี้ ปัญหาคือ “เรายังไม่เข้าใจ” ระบบนิเวศหรือวิถีการดำเนินชีวิตของบ้านนี้ ว่าสมาชิกของครอบครัวนี้มีความสุขหรือไม่ และมีความสุขได้อย่างไร องค์ประกอบของสุขภาวะของครอบครัวนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? รวมทั้งความรู้สึกของญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน คนเหล่านี้รู้สึกอย่างไรที่คนไข้คนนี้อยู่ที่บ้านนี้ มีการช่วยเหลือพึ่งพากันอย่างไร และอะไรคือบทบาทของแพทย์ พยาบาล ที่อาจจะช่วยส่งเสริมศักยภาพ (empower) ให้สังคมนิเวศเล็กๆนี้ มีความสุขมากขึ้น มีความทุกข์น้อยลง

การดูแลสุขภาพนั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการศึกษาแต่พยาธิสภาพ (Pathology) พยาธิกำเนิด (Pathogenesis) หรือศึกษาแค่เรื่องราวของโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่พันธกิจนี้ จะต้องอาศัยความเข้าใจใน “สุขภาวะกำเนิด” (Salutogenesis) ด้วย

สุขภาวะกำเนิด (Salutogenesis)

คำนี้มาจากภาษาละติน salus = health และภาษากรีก genesis = origin เป็นการแพทย์ที่เน้นปัจจัยที่ส่งเสริม และสนับสนุนสุขภาวะ ความเป็นอยู่ดี ไม่ได้เน้นที่เรื่องของการเกิดพยาธิสภาพ คนแรกที่ใช้คำๆ นี้คือ Aaron Antonovsky ในปีคริสตศักราช ๑๙๗๙ และพบว่าคนที่มีสุขภาวะที่ดีนั้น ส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานต่อโรคไปด้วย และรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดี การดูแลปัจจัยต่างๆ อย่างมีความเกี่ยวโยงต่อเนื่องกัน (coherence) ได้แก่ การดูแลร่างกาย การดูแลจิตใจ สิ่งแวดล้อม เป็นการดูแลทั้งระบบนิเวศของคน เพื่อได้มาซึ่งสุขภาวะอันสมบูรณ์

ความเข้าใจในสุขภาวะกำเนิดนี้ ควรจะมีทั้งในฝ่ายประชาชน และฝ่ายผู้ดูแลสุขภาพ คือหมอ พยาบาล เพราะด้วยความเข้าใจ ความตระหนัก และการให้ความสำคัญ จึงจะเกิดเป็นแรงผลักดันต่อพฤติกรรม เพราะโรคจำนวนมากเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Behavior-related Diseases) อาทิ เบาหวาน ความดันสูง การติดยา อุบัติเหตุจราจร หรืออุบัติเหตุในที่ทำงาน สุขภาพจิตเสื่อมโทรม การดูแลพยาธิสภาพเหล่านี้ไม่สามารถจะทำได้โดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเท่านั้น แต่ต้องเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย และรวมไปถึงระดับบริหาร นโยบาย ระบบการจัดงบประมาณบริหารประเทศด้วย

การผลิตแพทย์ในระบบสุขภาพใหม่ อาจจะต้องพิจารณาว่า เราควรจะทำอย่างไร จึงจะทำให้มีการบูรณาการของความเข้าใจในพยาธิสภาพ และความเข้าใจในสุขภาวะกำเนิด มาใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อสุขภาวะของประเทศโดยรวม

คู่มือหมอมนุษย์

โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2550

วิชาแพทย์ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับความรุดหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาการสาขาอื่นๆ เพราะเมื่อมนุษย์ค้นพบอะไรใหม่ๆ การนำกลับมาใช้ประโยชน์กับตัวมนุษย์เองจะอยู่ในความสำคัญระดับต้นๆ ดังนั้นเราจึงได้ยิน ได้อ่านข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ที่ใช้องค์ความรู้ล่าสุดจากวิทยาศาสตร์สาขาใหม่ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวังสูงขึ้นต่อมาตรฐานการตรวจ วินิจฉัย และการรักษาโรค หมอที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เพียงแค่เปิดคู่มือการใช้เครื่องมือก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ เครื่องมือพิเศษบางประเภทสามารถตรวจวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ สามารถหารอยโรคได้ตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม หรือในบางกรณี สามารถบอกโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ หรืออาการแสดงของผู้ป่วยเลย ใครๆ ก็เกิดความรู้สึกต้องการอยากจะได้ประโยชน์จากการตรวจวินิจฉัยจากเครื่องมือพิเศษเหล่านี้มากขึ้น

การที่แพทย์มีเครื่องมือเหล่านี้ช่วย เป็นผลดีอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อควรคำนึง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ เข้ามาแทนกิจกรรมที่แต่เดิมทำโดยมนุษย์ ในกรณีนี้คือ ศิลปะการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกายของคนไข้ เพื่อนำมาซึ่งการวินิจฉัย อันเป็นศิลปศาสตร์ที่สำคัญในการเป็นแพทย์ เราต้องพิจารณาให้ดีว่า เครื่องมือเหล่านั้น “ได้ให้” ทุกสิ่งทุกอย่างทดแทนได้ทั้งหมดจริงหรือไม่
เมื่อคนๆ หนึ่งเจ็บป่วย จนกระทั่งตัดสินใจว่าจำเป็นต้องไปหาความช่วยเหลือจากหมอ ความทุกข์นั้นมักจะมีความรุนแรงที่มากพอสมควรทีเดียว การไปพบหมอ ไม่ใช่กิจกรรมที่สุนทรีย์สำหรับคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการไปหาหมอที่คลินิก หรือที่โรงพยาบาล ทั้งของรัฐบาล หรือของเอกชนก็ตาม คนไข้เมื่อไปพบหมอ อาจจะเป็นหมอที่ไม่เคยพบเห็นหน้าค่าตามาก่อน ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน เป็นการเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า ที่ถามคำถามต่างๆ มากมาย บางคำถามก็เป็นเรื่องส่วนตัว ที่แม้แต่คนใกล้ชิดของคนไข้เองก็อาจจะไม่เคยได้รับการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน เสร็จแล้วก็ยังต้องให้คนแปลกหน้าท่านนี้ตรวจร่างกายของเราอย่างละเอียดลออ ยอมหมดทุกอย่าง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะ “ความไว้วางใจ” กระนั้นหรือ? ถ้าใช่ ความรู้สึกไว้วางใจนี้เกิดขึ้นมาจากไหน? เพราะเราเองก็ไม่เคยรู้จักหมอคนนี้มาก่อนเลย

เมื่อเกิดกิจกรรมปฏิสัมพันธ์กันระหว่างหมอและคนไข้ ตั้งแต่ครั้งแรกสุด และทุกๆ ครั้งต่อๆ มา หมอจะมีการประเมินคนไข้ตลอดเวลา ตั้งแต่วินาทีแรกที่พบกัน มีการสำรวจรูปร่าง หน้าตา อายุอานาม การแต่งกาย การพูดจา สำนวน สำเนียง กิริยาอาการต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการรวบรวมข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน คนไข้ก็ทำอย่างเดียวกับหมอเหมือนกัน มีการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วเหมือนกัน เพราะนี่คือช่วงเวลาที่หมอและคนไข้กำลังสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และปฏิสัมพันธ์นี้เองที่เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ (doctor-patient relationship) และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้น (หรือไม่เกิดขึ้น) ระหว่างนี้ก็คือ ความไว้วางใจ นั่นเอง คนเราจะมีความไว้วางใจกับคนที่มีกิริยามารยาทดี พูดจาไพเราะอ่อนหวาน มีความจริงใจ ที่แสดงออกมาทั้งทางวาจา และทางอวจนภาษา ได้แก่ ภาษากาย ทุกรูปแบบ และความไว้วางใจนี้เองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ ให้ประวัติที่ถูกต้อง เข้าใจในโรคที่เป็น ยอมทำตามที่หมอได้แนะนำ และสามารถบอกเล่าถึงความกังวล ความไม่แน่ใจ ความทุกข์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหมอสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบเป็นการรักษาที่สมบูรณ์แบบ และเป็นองค์รวมได้ดีที่สุด

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุดแค่ไหน ก็ไม่สามารถจะสร้างขึ้นมาแทนที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้

ดังนั้น คนที่จะเรียนและทำหน้าที่เป็นหมอที่ดีต่อไปในอนาคต ถึงแม้ว่าจะต้องติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ ให้ดี ศึกษาและเข้าใจในข้อบ่งชี้และการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยคนไข้ให้ได้มากที่สุดก็ตาม แต่หมอไม่ใช่แค่เทคนิเชียน หรือเพียงคนที่ใช้เครื่องมือเป็น แต่หมอจะต้องเป็น มนุษย์ที่แท้ ที่มีจิตใจเมตตากรุณา ที่มีความสามารถปลูกสร้างความสัมพันธ์อันดี ได้กับคนทุกรูปแบบ สร้างความไว้วางใจได้กับคนทุกชั้นวรรณะ เวลาที่หมอได้เพิ่มมาจากการมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะต้องทุ่มเทให้กับกระบวนการกิจกรรมต่างๆ ที่จะเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้ให้ดีที่สุด เราจะต้องไม่ยอมให้การมีเครื่องมือที่ดี กลายเป็นเรื่องของการเพิ่มยอดจำนวนคนไข้ที่จะตรวจเพิ่มขึ้นได้เท่านั้น แต่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะใช้เวลา ทำความรู้จัก กับคนไข้ที่กำลังทุกข์อยู่นั้นให้มากขึ้นต่างหาก

ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่าง วิ่งไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์ก็ยังต้องการความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ยังต้องการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่ไม่ใช่แค่ ความสัมพันธ์โดยอาชีพ (professional relationship) เท่านั้น แต่เป็น สัมผัสของมนุษย์ (human touch) ที่จะช่วยสอดประสานสังคมให้ดี ให้อยู่รอดได้อย่างมีความสุข คู่มือที่หมอควรจะเปิด จึงไม่เพียงแค่คู่มือการใช้เครื่องมือวิเศษพิสดารในปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นคู่มือการดำรงชีวิตอยู่ คู่มือการอยู่ในสังคม คู่มือการสื่อสารอย่างมีเมตตากรุณา เหล่านี้จึงเป็นคู่มือหมอมนุษย์ที่แท้จริง

เรียนรู้ชีวิต คือการสร้างจริยธรรม

โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 เมษายน 2550

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีหน้าที่ผลิตแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การเรียนการสอนของคณะแพทย์นี้ ใช้หลักปรัชญาการศึกษา Andragogy หรือ Adult leaner นั่นคือการดูแลอบรมนักศึกษาแพทย์แบบเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว โดยใช้ระบบการเรียนการสอนแบบ problem-based learning ที่เน้นการศึกษาจากเรื่องราวของคนไข้จริง หรือใช้เรื่องสมมติเป็นโจทย์ปัญหา (case scenario) เป็นการเรียนรู้ตามบริบท ใช้การเรียนเป็นกลุ่มย่อย ศึกษาปัญหาของคนไข้ ตั้งสมมติฐาน ตั้งวัตถุประสงค์การเรียนของบทเรียน และนำไปศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆ ที่คณะฯจัดเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน โดยมีอาจารย์ทำหน้าที่เป็นกระบวนกร (facilitator) ให้กระบวนการกลุ่มดำเนินไปบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งจะต่างจากวิธีการสอนแบบบรรยาย นั่นคือกระบวนกรจะเฝ้าสังเกตว่าการดำเนินงานของกลุ่มนั้น เป็นไปด้วยดีไหม ถ้านักศึกษาทำได้ดี กระบวนกรจะไม่แทรกแซงอะไรเลย แต่ถ้าทำท่าจะเกิดอุปสรรค ก็จะให้คำแนะนำประเภทชี้ให้คิด หรือป้อนคำถามชี้แนวทาง แทนที่จะบอกไปตรงๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุด

ส่วนการเรียนรู้ตามบริบท (context-based learning) เป็นหลักการศึกษาที่เชื่อว่า ถ้าตอนเรียนรู้ เป็นการเรียนตามบริบทจริง หรือใกล้เคียงบริบทจริงมากที่สุด นักศึกษาจะสามารถใช้ความรู้ได้ดีกว่า เมื่อพบสถานการณ์นั้นในชีวิตจริง การเรียนแบบนี้พบว่าจะเสริมความเข้าใจ และทำให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงความรู้ในตำราต่างๆ เข้ากับชีวิตจริงได้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยศึกษาจากบทเรียนสมมติว่าเมื่อคนไข้จริงๆ มีความผิดปกติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นแทน เป็นโจทย์ย้อนกลับไปให้ค้นหาหรือศึกษาองค์ความรู้ที่จำเป็นอีกที การเรียนรู้แบบนี้มีประโยชน์และจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับการเป็นแพทย์ เพราะแพทย์จะต้อง เข้าใจเรื่องชีวิต และชีวิตในที่นี้ ไม่ใช่แค่ชีววิทยาเท่านั้น แต่รวมทั้งสังคมศาสตร์ประเภทต่างๆ ด้วย ได้แก่ ประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และจริยศาสตร์ด้วยเป็นต้น

อยากจะนำเสนอประสบการณ์ตัวอย่างของการเรียนการสอนโดยการปฏิบัติจริง ในบริบทจริง มาเล่าสู่กันฟัง รองคณบดีกิจการนักศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. อานนท์ วิทยานนท์ และผู้ช่วยคณบดีกิจการนักศึกษา รองศาสตราจารย์ พญ.จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์ ได้มีโครงการพิเศษจัดขึ้นสำหรับนักศึกษาแพทย์กลุ่มหนึ่ง ที่หลังจากสอบสัมภาษณ์เข้ามาเรียนแล้ว คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์สรุปว่า กิจกรรมเสริมพิเศษนี้น่าจะเกิดประโยชน์สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่ค่อยเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งจนอาจจะเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจกับเรื่องของคนไข้ หรือบางคนก็อาจจะมีประสบการณ์และวิธีการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ไม่สมบูรณ์ เป็นต้น โดยกลุ่มหนึ่งประมาณ ๓๐ คน และโครงการพิเศษนี้จะมีกิจกรรมตลอดปีการศึกษาแรก

ครั้งหนึ่งเราเคยมอบโจทย์ให้นักศึกษาทั้งกลุ่ม ลองคิดโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการรักษาที่ รพ.สงขลานครินทร์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล แต่จะอยู่ในอาคารเย็นศิระ ในเขตบริเวณของวัดโคกนาวหน้าโรงพยาบาล อาคารนี้ก่อสร้างโดยเงินพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวส่วนหนึ่ง และเงินของโรงพยาบาลอีกส่วนหนึ่ง สำหรับผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่ต้องรับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และขัดสนไม่มีเงินพอที่จะพักโรงแรม โดยตั้งโจทย์ให้นักศึกษาไปว่าเห็นควรอยากทำอะไรบ้าง นักศึกษาก็ช่วยกันคิดกันใหญ่ บางคนอยากจะทาสีอาคารให้ใหม่ บางคนอยากจะซื้อของไปแจก มีมากมายหลายโครงการ หาข้อสรุปไม่ได้ จะทำอย่างไรดี? ในที่สุดทั้งกลุ่มก็เลยไปหาคนไข้ที่อาคารเย็นศิระ เพื่อซักถามพูดคุย จะได้ทราบว่าเขาต้องการอะไร

ปรากฏว่าเด็กกลับมาหาอาจารย์ที่ปรึกษา ยิ้มแห้งๆ บอกว่า โครงการทั้งหมดที่คิดออกมา คนไข้ไม่ได้อยากได้เลย บางโครงการกลายเป็นว่าอาจจะทำให้เดือดร้อนเสียด้วยซ้ำ เช่น ถ้าจะทาสีห้อง ก็ต้องให้คนไข้ออกมาก่อน รอสีแห้ง รอให้กลิ่นหมด ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เป็นต้น ผลสรุปออกมา นักศึกษาทั้งกลุ่มก็เลยไปคุยเป็นเพื่อนคนไข้ดีกว่า ดูจะง่ายสุด และท่าทางส่วนใหญ่ก็ไม่ขัดข้อง

ก่อนจะไป หลายๆ คนก็ลังเล เอ... จะไปพูดอะไรดีหนอ บางคนก็มาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานเป็นคนเมือง ไม่ค่อยแน่ใจว่าคนไข้เขาสนใจเรื่องอะไร แล้วจะคุยอะไรกัน พอจัดกิจกรรมไปคุยเสร็จ ก็กลับมารวมกลุ่มกัน มาสะท้อนกันและกันว่าได้อะไรบ้าง เห็นอะไร เจออะไรบ้าง

ปรากฏว่า อือ.. ที่เคยคิดว่าไม่รู้จะคุยอะไร กลับไม่ค่อยเป็นปัญหา พอคนไข้ทราบว่ามีนักศึกษาแพทย์มาคุยด้วย ก็ดีใจกันใหญ่ และเป็นคนเล่าเรื่องราวต่างๆ มากมายให้นักศึกษาฟังเอง บางคนก็เล่าว่าที่ป่วยครั้งนี้มีผลอย่างไรต่อตัวเขา ต่อครอบครัว ต่อการงานบ้าง บางคนเล่าว่ากว่าจะหาเงินค่ารถมาจากบ้านได้ก็แทบจะใช้เงินออมจนหมดแล้ว บางคนก็พูดถึงเรื่องความไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจ ว่าตนเองเป็นโรคอะไร จะอยู่ได้นานขนาดไหน และส่วนหนึ่งก็ขอบอกขอบใจนักศึกษาที่อุตส่าห์มาฟัง มาพูดคุยกับเขา

ผลปรากฏว่านักศึกษาส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมนี้มาก มีการจัดกิจกรรมติดตามผลต่อเนื่องต่อไปอีก จากที่แต่แรกเริ่มเดิมที พอรู้ว่าตนเองถูกคัดเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ (เราเรียกว่ากลุ่ม Sunshine group เพราะเรามักจะนัดวันอาทิตย์) ก็อึดอัดใจ บางคนก็เสียใจ บางคนก็ไม่พอใจ เพราะดูแปลกกว่าเพื่อนๆ แต่ตอนปลายปี ปรากฏว่าพอกลุ่ม Sunshine จะนัดทำกิจกรรม ตัวแทนก็เดินออกไปประกาศทางไมโครโฟนหน้าห้องเรียนใหญ่ อย่างองอาจ ผ่าเผย ว่า “Sunshine ขอนัดพบ เย็นนี้ที่หอนะครับ” กลายเป็นว่าเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ถูกคัดมาเข้าโครงการ พอไปซักถามกลุ่มว่าทำอะไรกัน ได้อะไรบ้าง กลับเป็นฝ่ายเดินมาถามหน่วยกิจการนักศึกษาบ้างว่า ทำไมพวกที่เหลือจึงไม่ได้มาเข้าร่วมกิจกรรม เพราะมีหลายๆ คนอยากจะเข้าร่วม

จากประสบการณ์ของนักศึกษากลุ่มนี้ และของอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้พวกเราเกิดความคิดว่าบางทีการจะสอนจริยธรรม นั้น ไม่ได้อยู่ที่นักเรียนต้องรู้ทฤษฎีอะไรมากมาย มนุษย์นั้นมีความดีอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว เพียงให้ได้มีโอกาสสัมผัสชีวิต มีโอกาสไตร่ตรองชีวิต ความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์นั่นเอง ที่จะเป็นแรงผลักดันจริยธรรมให้เกิดขึ้นและคงอยู่ได้ดีที่สุด อันความเมตตากรุณานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการอ่านตำรา หรือการอธิบายว่าเมตตาแปลว่าอะไร กรุณาคืออะไร แต่จะเกิดขึ้นเมื่อบริบทที่มนุษย์พึงเกิดความเมตตากรุณานั้น ได้มีขึ้น ได้ถูกนำมาสะท้อน และนำมาเสริมคุณค่าในการดำรงชีวิตของตนเอง

Back to Top