มนุษย์จำเป็นต้องมีจิตขนาดใหญ่
เพื่อที่จะบรรจุความเมตตา ความกรุณา
อันไม่มีที่ประมาณไว้ได้

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 14 สิงหาคม 2553
เมื่อถึงฤดูฝน ผืนดินเล็กๆ ไม่ถึงงานหลังบ้านผม จะมีต้นหญ้าชนิดต่างๆ งอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เผลอแผลบเดียวก็เริ่มรู้สึกว่ารกไปแล้ว
แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เพียงไม่มากแค่นั้น ผมเคยพยายามตัดหญ้าให้หมดในครั้งเดียว ก็พบว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย แถมยังเหนื่อยหอบและเจ็บมือไปหลายวันเลยทีเดียว
ฝนนี้ผมมีไอเดียใหม่-ผมไม่คิดว่าผมจะต้องกำจัดต้นหญ้าเหล่านั้นให้เสร็จภายในวันเดียว หลังบ้านผมไม่จำเป็นจะต้องเรียบแป้แบบทันทีทันใด เพราะถึงจะสามารถถางหญ้าให้เรียบแค่ไหน ไม่กี่วันต้นหญ้าก็จะงอกออกมาใหม่อย่างรวดเร็วเนื่องจากฝนจะตกลงมาเรื่อยๆ
ความเขียวของต้นหญ้าหลังบ้านก็เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่งของผมได้ แม้มันจะ “เคย” ถูกให้ความหมายว่าเป็นเพียงวัชพืช
ผมใช้จอบเก่าๆ อันหนึ่งค่อยๆ ถางหญ้าออกทีละนิดๆ แบบถากๆ ผืนดินส่วนใหญ่จะมีหินเกล็ดทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กที่ผมนำมาโรยไว้ การถางหญ้าให้บางที่สุดโดยที่ไม่ตักเอาหินหรือดินให้ออกมามากเกินไป เป็นงานที่ท้าทายไม่น้อยในการลงจอบแต่ละครั้ง
ผมเลือกที่จะถางหญ้าแบบสุ่มๆ ไปเรื่อยๆ คือตรงไหนที่ดูรกหรือมีหญ้าหลายชนิดขึ้นมา ก็ลุยๆ ถางๆ เข้าไปก่อน โดยไม่ได้วางแผนว่าจะถางจากซ้ายไปขวาหรือถางจากขวาไปซ้าย หรือจะต้องให้เสร็จเป็นบริเวณๆ ไป
มือที่จับด้ามจอบก็เริ่มตึง รวมทั้งหัวไหล่ แผ่นอก และลำตัว ยังได้เหงื่อเพิ่มมาอีกเยอะมาก แม้ว่าจะได้ออกกำลังกายตอนเช้าไปแล้ว
วันแรกนั้นผมเก็บหญ้าออกไปได้เยอะมาก เป็นหญ้ากองใหญ่ที่ยัดอย่างแน่นลงถุงดำขนาดใหญ่ได้เต็มๆ เช้าวันที่สองและสาม ผมยังทำแบบเดิมคือค่อยๆ ถางไปเรื่อยๆ ดูว่าดูว่าตรงไหนรกที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ก็เข้าไปลุยๆ ถางๆ ได้หญ้ามาอีกวันละกองใหญ่เต็มถุงดำใหญ่
ต้นหญ้าถูกนำไปทิ้งแล้วถึงสามถุงดำใหญ่แต่เมื่อมองไปดูสนามหญ้าที่ถูกถางไปแล้ว ด้วยมือที่เริ่มๆ ระบมพอสมควร ดูๆ แล้วหลังบ้านก็ยังดูมีต้นหญ้ารกๆ เหมือนเดิม
จริงๆ แล้วผมไม่ได้สนใจว่า ต้นหญ้าจะถูกกำจัดไปหมดหรือไม่ ผมเพียงรู้สึกมีความสุขกับการยกด้ามจอบขึ้นๆ ลงๆ กับความปวดเมื่อยนิดๆ กับเหงื่อที่ออกมาหลังจากการถางหญ้าและกับความรู้สึกสบายๆ แบบแปลกๆ หลังการถางหญ้า
วันต่อๆ มา ผมยังคงค่อยๆ ทยอยถางหญ้าอีกวันละนิดละหน่อย โดยที่ไม่ต้องมีเศษหญ้าเต็มถุงเหมือนสามวันแรกและเช้าวันวันหนึ่ง จู่ๆ ผมก็พบว่า “หลังบ้านผมโล่งขึ้นมาก” แม้จะยังมีต้นหญ้ารกๆ อยู่บางจุด
“การมองเห็นความโล่ง” ของหลังบ้านผมเหมือนกับมันเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดยังไงไม่รู้
มันเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้นึกถึงความโล่งสะอาดว่ามันจะต้องเกิดขึ้น
แต่มันก็เกิดขึ้นเองเมื่อเราค่อยๆ ถางหญ้าทีละน้อยๆ โดยไม่คาดหวังว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าให้คนอื่นๆ มาดูหลังบ้านผมก็อาจจะบอกว่า “มันยังรกอยู่นะ”
อืมมม แล้วไงล่ะ คนๆ นั้นก็คงจะเห็นแบบนั้นตราบเท่าที่เขายังไม่เคยเห็นความรกที่มีอยู่เดิม
การถางหญ้าในครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงงานด้าน “การเรียนรู้ในเรื่องสุขภาพ” ที่ทำกันอยู่กับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ในกลุ่มหัวใจใหม่ชีวิตใหม่
ตลอดเวลาร่วมสิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มงานแบบนี้ พวกเราจะถูกถามเสมอว่า “ทำกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ไปแล้ว คนจะเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ หรือ และจะเปลี่ยนแปลงได้กี่เปอร์เซ็นต์?”
ตัวผมเองก็เคยติดกับดักนี้ ผมเองเคยฝันว่า ถ้าคนไทยเข้าใจเรื่องสุขภาพแบบใหม่นี้แล้ว คนไทยก็คงจะเป็นคนที่มีสุขภาพดีในระดับแนวหน้าของโลก
เคยฝันว่าจะเกิดสังคมอริยะที่มีแต่ความสงบสุขเรียบร้อยดีงาม
สังคมแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
ความสุขคู่กับความทุกข์ ความดีคู่กับความชั่วร้าย ความสะอาดคู่กับความรก
ต้นหญ้าหลังบ้านผมไม่มีทางเรียบเป็นระเบียบได้ตลอดเวลา
สังคมนี้ไม่มีวันเรียบร้อยหมดจดหรอกครับ โลกใบนี้ไม่มีทางสมบูรณ์แบบหรอกครับ
ผมรู้สึกว่า ถ้าอยากจะวัดผล ก็ต้องวัดผลจากต้นหญ้ามากมายที่ถูกกำจัดออกไป ไม่ใช่มาวัดผลด้วยสายตาของคนที่ไม่เคยเห็นหลังบ้านผมแล้วบอกว่า มันยังรกอยู่นะ
ถ้าจะวัดผล ก็ลองวัดจากสิ่งดีงามมากมายที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ด้วย ไม่ใช่มาวัดภาพรวมแล้วมองเห็นแค่ว่า สังคมมันเลว สังคมมันแย่ เพียงอย่างเดียว
ในสังคมก็มีสิ่งดีงามมากมายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ถ้าเราเชื่อและศรัทธา ว่าโลกใบนี้เป็นโลกที่พร้อมจะช่วยเหลือเรา อยากให้มนุษย์บนโลกมีชีวิตที่ดีๆ กันแล้ว สิ่งดีงามเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้หลายๆ คนบนโลกใบนี้มีแรงที่จะอยู่ มีแรงที่จะทำเรื่องราวดีๆ กันให้มากขึ้นๆ
ดีกว่าเสียเวลาไปมองภาพรวมๆ แล้วบ่นว่ามันแย่นะ มันยังรกอยู่นะ ปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องราวของสังคมซะแล้ว ปัญหาอาจจะอยู่ที่วิธีการมองของผู้คนกระมัง มัวแต่มองเห็นความสมบูรณ์แบบ-แบบสวยงามในฝันของตัวเอง
โลกใบนี้ไม่มีวันสมบูรณ์แบบได้แบบนั้นหรอกครับ อย่าไปเสียเวลาฝันถึงหลังบ้านที่สะอาดเป็นระเบียบอยู่เลย ความรกใหม่เกิดขึ้นทุกๆ วัน
กลับมานึกถึงต้นหญ้าที่ถูกถางออกทีละต้นๆ นึกถึงการยกด้ามจอบแต่ละครั้ง ถึงตรงนี้ผมนึกถึงประโยคที่ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี พูดเสมอๆ ว่า ให้พึงพอใจกับความสำเร็จของงานเล็กๆ ทุกๆ วัน
ช่วยๆ กันยกจอบ ช่วยๆ กันทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้มีความหมายให้มีความสุขให้เอื้อเฟื้อต่อกันและกัน ก็เพียงพอแล้ว
เพราะวันหนึ่งเมื่อคุณเงยหน้าขึ้นมองจริงๆ คุณจะมองเห็นความสวยงามของความโล่งความสะอาดที่อยู่คู่กับความรกรุงรังบางส่วนบนโลกใบนี้ได้
โลกใบนี้สวยงามได้อย่างที่เธอเป็นโดยที่ไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบเลย

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 15 พฤษภาคม 2553
สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ทำให้ผมหวนนึกถึงถ้อยคำที่ “สมเด็จองค์ทะไลลามะ” ได้เคยตรัสไว้ว่า “โกรธได้แต่อย่าเกลียด”
“ความโกรธ” เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ต้องมีต้องเกิดขึ้นมา เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องมีอารมณ์นี้เอาไว้
แต่ “ความเกลียด” ดูเหมือนจะเป็นอารมณ์โกรธที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าและมีพัฒนาไปในทิศทางที่รุนแรงมาก “เกินจำเป็น”
“ความเกลียด” จะทำให้ตัวเรา “ไกลห่าง” จากความเป็นมนุษย์มากเกินไป และ “ห่างไกล” จาก “ความสุข” ที่มนุษย์ควรจะได้รับได้สัมผัส
“ความโกรธ” เป็นแค่ไฟร้อนๆ เพื่อมาเตือนมนุษย์ว่า ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อ “ดับความร้อน” นี้ เหมือนกับตอนที่มือของเราไปแตะถูกของร้อนแล้วเราก็ต้องรีบรู้ตัวและระมัดระวัง ส่วน “ความเกลียด” เหมือนกับความร้อนที่ปล่อยทิ้งไว้ ควบคุมไม่ได้ กลายเป็นระเบิดที่ทำลายล้าง
เมื่อเริ่มเกิด “ความโกรธ” ขึ้น เราจึงต้อง “รู้ตัวให้ทันท่วงที”
เมื่อรับรู้แล้วก็ต้อง “ดูแล” เอาใจใส่กับความโกรธของตัวเราเองให้ดี
“มองเห็น” ความโกรธที่เกิดขึ้นด้วยมิตรไมตรี ด้วยความรัก “ยิ้มต้อนรับ” ความโกรธ เหมือนกับที่เรายิ้มต้อนรับ “เพื่อนสนิท” ที่แวะมาเยือนบ้านของเรา
เพราะ “ความโกรธ” เป็นสิ่งที่ดีที่เหมือนเป็นเพื่อนรักที่มาเตือนตัวเราให้เรียนรู้ และฝึกพัฒนาตัวเอง
แต่ถ้าเรา “ไม่ใส่ใจ” หรือ “ไม่สนใจ ไม่รับรู้” ความโกรธที่เกิดขึ้น “ความโกรธ” จะพัฒนาไปเป็น “ความเกลียดชัง” ซึ่งรุนแรงและจะหันมาทำร้ายตัวเราเองในที่สุด
นอกจากนั้น เราจะต้องฝึกแยกระหว่าง “ตัวความโกรธ” กับ “เรื่องราวที่ทำให้เราโกรธ” ออกจากกันให้ได้ เพราะ “เรื่องราว” ที่ทำให้เราโกรธจะเป็น “ตัวสุมไฟ” ให้ความโกรธของเรากระพือออกเกินควบคุม
เช่น สมมติว่าลูกเรากลับบ้านดึกและทำให้เราโกรธ ให้ลองแยก “เรื่องกลับบ้านดึก” เก็บทิ้งไปก่อน ให้เหลือแต่ “ตัวอารมณ์โกรธ” แล้วดูว่า “มันมีลักษณะเป็นอย่างไร” “ตัวความโกรธ” ในครั้งนี้ ก้อนใหญ่มากแค่ไหน มีสีอะไรและร่างกายเรารู้สึกอย่างไร แต่ถ้าเราไปคิดถึง “เรื่องราวกลับบ้านดึก” เราจะยิ่งโกรธและอาจจะรู้สึกว่าควบคุมความโกรธไม่ได้
เมื่อแยก “เรื่องราว” ออกไปแล้ว ให้เราลอง “ยิ้มต้อนรับ” เจ้าตัวความโกรธตัวนี้อย่างดี เหมือนกับมันเป็นเพื่อนของเราที่แวะมาเยี่ยมเยียนเรา
คือโดยธรรมชาติแล้ว “ความโกรธ” ก็เป็น “อารมณ์ชนิดหนึ่ง” อารมณ์ก็เป็น “พลังงานชนิดหนึ่ง” เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อน พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ เมื่ออารมณ์เป็นพลังงาน “อารมณ์จึงเปลี่ยนรูปไปมาได้เอง” เหมือนกับที่พลังงานแสงอาทิตย์ที่เมื่อมาถึงโลก บางส่วนก็เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน และยังสามารถนำมาเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าได้
“อารมณ์โกรธ” ก็เป็น “เฉกเช่นเดียวกัน” คือ “เปลี่ยนรูป” ไปเป็น “อารมณ์อื่นๆ” ได้ในไม่ช้า
“ความโกรธ” ไม่ได้อยากอยู่กับเรานานนักหรอก เพราะถ้านานเกินไป “ความโกรธ” ก็อาจจะทำร้ายตัวเราได้เหมือน “ไฟสุมทรวง”
ถ้าเราลองทำความรู้จักกับอารมณ์แบบนี้ “อารมณ์ต่างๆ” จะไม่ทำร้ายเรา และยังจะเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับตัวเราได้อีกด้วย เหมือนกับที่มนุษย์สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไฟฟ้าหรือเปลี่ยนพลังงานน้ำให้เกิดประโยชน์
“เฉกเช่นเดียวกัน”
แต่หากว่าพลังงานเหล่านั้นถูกเก็บกักไว้หรือถูกสุมไฟให้มากขึ้น ก็เหมือนกับ “กาต้มน้ำ” ที่ปิดฝาแน่น และวางอยู่บนเตาไฟ “ความโกรธ” จะถูกเคี่ยวจนเป็น “ความเกลียด” ความร้อนที่ถูกขังอยู่ในกาต้มน้ำ ย่อมหาทางออกและอยากจะระเบิดออกมา
ในขณะเดียวกัน ให้ “กลับมา” ที่ “ความรัก” ให้มากๆ คือไม่ว่าคุณจะรักทักษิณหรือรักอภิสิทธิ์ รักใครชอบใครก็ขอให้อยู่เฉพาะกับ “ด้านความรัก” เท่านั้น
โดยหลีกเลี่ยงที่จะดึงตัวเองเข้าไปสู่ “ด้านมืด” หรือ “ความโกรธความเกลียด” ถ้ารักทักษิณก็ลองไม่สนใจไปโกรธไปเกลียดอภิสิทธิ์ หรือถ้ารักอภิสิทธิ์ก็ไม่จำเป็นต้องไปโกรธไปเกลียดทักษิณ
แล้วลอง “ขยายความรัก” ที่เรามีอยู่นั้นให้ใหญ่โตให้มากขึ้นเป็นสิบเท่า ด้วยหัวใจของเรา แล้ว “เผื่อแผ่” ความรักที่เกิดขึ้นที่ขยายตัวขึ้นนั้นให้กับคนอื่นๆ หรือโลกใบนี้
โดยสรุปรวมๆ พอจะได้ว่า หนึ่ง-ฝึกฝนการรับรู้อารมณ์ของตัวเราเองให้ชัด
สอง-ให้รีบดึงเรื่องราวเหตุการณ์เหล่านั้นออกไปจากอารมณ์เมื่อรู้ตัว
สาม-เฝ้าดูอารมณ์ที่เกิดขึ้น ยิ้มต้อนรับด้วยมิตรไมตรีอย่างที่มันเป็น
สี่-ฝึกฝนเรื่องความรักให้บ่อยขึ้น โดยนึกถึงคนที่เรารัก คนที่มีบุญคุณกับเรา คนที่ทำดีๆ กับเรา ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร
ห้า-“อาบแช่กับความรู้สึกดีๆ” แบบนั้น แล้วใช้หัวใจของเราขยายความรู้สึกรักความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างน้อย “สิบเท่า” แล้วแผ่ขยายออกไปให้กับคนอื่นๆ
หก-ศรัทธาและเชื่อมั่นในความดีงามของมนุษย์ทุกคน
เจ็ด-การแก้ไขปัญหาต้องแก้ที่ตัวเราเองก่อน อย่าคิดที่จะไปแก้ไขคนอื่น ทุกปัญหามีทางออกของมันเสมอ
และแปด-เชื่อมั่นในความสำเร็จเล็กๆ ความดีงามเล็กๆ น้อยๆ ที่เราได้ลงมือกระทำ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว และกรุงโรมต้องการอิฐก้อนแรก เราทุกคนสามารถเป็นอิฐก้อนแรกได้เสมอ
“ความเกลียด” ไม่เคยแก้ไขปัญหาได้เลย
อย่ายอมปล่อยให้ “ความโกรธ” ของคุณเติบโตไปเป็น “ความเกลียด” เลยครับ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 27 กุมภาพันธ์ 2553
“ความคิด” ของมนุษย์เป็นพลังงานชนิดหนึ่งครับ
นักชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อ รูเพิร์ต เชลเดรก ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า
“สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีสนามของพลังงานร่วมกันอยู่” ที่เขาเรียกว่า “Morphic Resonance Field”
“สนามพลังของความคิดที่ร่วมกัน” นี้ ก็เหมือนกับที่มนุษย์ใช้บรรยากาศร่วมกัน เมื่อโลกร้อนขึ้นทุกคนก็จะถูกกระทบเช่นเดียวกันหมด ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
เชลเดรกได้สังเกตพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย และเขารายงานว่ามีปรากฏการณ์ต่างๆ มากมายที่สนับสนุนสมมติฐานเรื่อง “สนามพลังร่วม” ที่ว่านี้ ตัวอย่างเช่น
เมื่อหลายร้อยปีก่อน ไร่นาในอังกฤษถูกวัวควายเดินย่ำจนเสียหาย ชาวนาก็เลยขุดร่องกั้นและวางแผ่นเหล็กเป็นช่องที่ใหญ่พอให้สัตว์เท้ากีบอย่างวัวควายเดินเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถเดินผ่านได้ เพราะเมื่อฝูงวัวควายเดินเข้าไป กีบเท้าจะหลุดติดเข้าไปในช่องเหล็กที่ว่านี้ แผ่นเหล็กที่ว่านี้เรียกว่า “แคทเทิ้ลกริด” (Cattle Grid)
ปรากฏว่าในเวลาต่อมาวัวควายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยไปเที่ยวหรือไปดูงานในเกาะอังกฤษ เมื่อเห็นแผ่นแคทเทิ้ลกริดวางอยู่ วัวควายเหล่านี้จะเดินหนีไปเลย แถมคนอเมริกันยังหัวใส ไม่ต้องเสียเวลาทำแคทเทิ้ลกริดจริงๆ เพียงระบายสีบนพื้นให้เหมือนภาพของแคทเทิ้ลกริดเท่านั้น บรรดาวัวควายก็จะเดินเลี่ยงไปไม่ยอมเหยียบในพื้นที่ที่ระบายสีแบบนั้นอีกด้วย
ครั้งหนึ่งเมื่อนกชนิดหนึ่งในเมืองหนึ่งของอังกฤษ เรียนรู้ที่จะเจาะปากขวดนมวัวที่คนรีดนมวัวนำมาส่งและวางไว้หน้าบ้านในตอนเช้าได้ ก็ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ระบาดไปทั่วยุโรป ทั้งๆ ที่นกชนิดนี้เป็นนกเล็กๆ ที่ไม่สามารถบินไปไหนไกลๆ ได้
ในส่วนของมนุษย์ เราพบว่ามนุษย์ในแต่ละส่วนของโลกสามารถมีความคิดที่เหมือนๆ กันได้ ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นไม่ได้มีการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยเลย เช่น มนุษย์ในแต่ละซีกโลกเริ่มรู้จักการเกษตรในเวลาไล่ๆ กัน ประดิษฐ์อักษรขึ้นมาใช้ในเวลาไล่ๆ กัน
หรือแม้แต่ “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” ของ ชาร์ล ดาร์วิน ก็มีหลักฐานว่า ในปีเดียวกัน มีนักชีววิทยาชาวมาเลเซียก็พูดถึงทฤษฎีในทำนองที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ ชาร์ล ดาร์วิน ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ค้นพบ เพียงเพราะเขารายงานเร็วกว่า แต่ประเด็นก็คือ “ทำไมมนุษย์ในแต่ละซีกโลกถึงคิดถึงเรื่องราวเดียวกันได้ในเวลาใกล้เคียงกัน?”
ถ้ามองตามสมมติฐานของ รูเพิร์ต เชลเดรก นี้ มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งก็น่าจะมี “สนามพลังร่วม” อยู่ด้วยกันกับมนุษย์ทั้งหกพันกว่าล้านคนบนโลกใบนี้
หมายความว่า ในขณะที่เรากำลังคิดอะไรอยู่ จะถูกบันทึกเข้าไปในสนามพลังร่วมของมนุษย์ และความคิดที่วิ่งอยู่ในหัวเราส่วนหนึ่งก็มาจากสนามพลังที่ว่านี้ด้วย
หรือหมายความว่า “ความคิดใดๆ” ของท่านผู้อ่านแต่ละท่านในขณะนี้ กำลังมี “ผลกระทบ” กับ “สนามพลังร่วมของมนุษย์” และ “กลับกันในทำนองเดียวกันด้วย”
เอ็กฮาร์ท โทลล์ (Ekhart Tolle) ผู้เขียนหนังสือขายดีที่ชื่อ The Power of Now และ The New Earth บอกไว้ว่า “พวกเราทุกคนควรจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความคิดที่อยู่ในหัวของเราว่า เราจะต้องไม่ยอมปล่อยให้ตัวเราทำให้โลกใบนี้ต้องปนเปื้อนไปด้วยความคิดด้านลบต่างๆ ของเราเอง”
คำสอนในพุทธศาสนา ท่านก็สอนให้เรา “คิดดีพูดดีทำดี” อยู่เสมอๆ ท่านติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนามก็พูดถึงเรื่องทำนองนี้เสมอว่า เราจะต้องรับผิดชอบต่อ “สิ่งที่เราคิด” พูดและทำ
คือคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า โอเค เรื่องการพูดการกระทำที่ไม่ดีนั้นส่งผลกระทบในเชิงลบได้ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า “การคิด” คือเพียงแค่คิดจะมีผลกระทบมากมายขนาดนั้นได้จริงๆ เชียวหรือ?
ท่านผู้อ่านอาจจะลองนึกภาพเรื่องนี้เป็นแบบเดียวกันกับที่โรงงานอุตสาหกรรมหรือรถยนต์ทำให้บรรยากาศส่วนรวมปนเปื้อนไปด้วยก๊าซพิษ ฉันใดฉันนั้นเลยครับ
“บ่อพลัง” หรือ “สนามพลังของความคิด” ที่เป็น “ของส่วนรวม” นั้น สามารถ “ส่งผลกระทบ” ถึงมนุษย์ทุกๆ คน ไม่เว้นเราๆ ท่านๆ เลยครับ
วิธีการที่ดีก็คือ เราจะต้องฝึก “การรับรู้” ของเราให้ “ฉับไว” อยู่เสมอ
เราต้อง “รู้ทันความคิด” ที่กำลังก่อเกิดก่อตัวอยู่ในหัวสมองของเรา
“ความคิดด้านลบ” จะเกิดได้ยากขึ้น ถ้าเรา “รู้ตัวรู้ทัน”
และหากว่าเรายังสามารถ “ดำรงการรู้ตัวรู้ทันให้ยาวขึ้นอีก” แม้จะมีความคิดด้านลบผลุบขึ้นมาบ้าง พลังงานของความคิดด้านลบที่มีการรู้ตัวเกาะติดอยู่นี้ จะไม่รุนแรงมากเท่าความคิดด้านลบที่พลุ่งพล่านฟุ้งซ่านแบบม้าพยศ
ผมรู้สึกเห็นด้วยกับ เอ็กฮาร์ท โทลล์ เป็นอย่างยิ่งว่า บางทีแล้วสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง “หน้าที่สำคัญพื้นฐาน” ของเขาก็คือ “การรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่” นั่นเอง
“รับผิดชอบ” เหมือนกับที่เราจะไม่สร้างควันพิษให้กับชั้นบรรยากาศ “รับผิดชอบ” เหมือนกับที่เราจะพยายามรณรงค์ประหยัดพลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน เหมือนกับที่เราจะดูแลสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราให้ดีให้สะอาด ไม่ทิ้งขยะให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน เหมือนกับที่เราจะดูแลคนใกล้ชิดของเราหรือดูแลร่างกายของเราเองให้สะอาดอยู่เสมอ
“ความคิด” ของมนุษย์นั้นเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง “ความคิดที่ไม่ดี-ด้านลบต่างๆ” ก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานที่ทำให้ “สนามพลังส่วนรวม” ปนเปื้อน
ถ้าเราอยากให้โลกใบนี้ดีขึ้นจริงๆ เราต้องเริ่มด้วยการ “รับผิดชอบ” ต่อ “สิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ในหัวของเรา” นั่นเอง
คำอธิบายด้วยสมมติฐานเรื่อง “สนามพลังร่วม” ของ รูเพิร์ต เชลเดรก ในบทความนี้คงพอจะช่วยให้เกิดเข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์ได้บ้างกระมังครับ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 14 พฤศจิกายน 2552
ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ เพราะส่วนตัวผมเคยแอบหวังแอบฝันเอาไว้เล็กๆ ว่า สนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่โตและทันสมัยอาจจะมี “เมดิเทชั่นรูม” เอาไว้ให้ผู้โดยสารได้ใช้หย่อนจิตผ่อนใจ
ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมไม่ได้เขียนเสียที อาจจะเป็นเพราะช่วงหลังๆ ผมเดินทางน้อยลงก็เลยมีโอกาสใช้สนามบินน้อยลงไปบ้างกระมัง ทำให้ลืมเลือนความรู้สึกเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสนามบินไปหรืออาจจะเป็นเพราะพยายามที่จะทดลองฝึกปรับสภาพจิตใจของผมให้เข้าได้กับสภาพความเป็นของสนามบิน
ผมพบว่ามีความจริงสามสี่ประการเกี่ยวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน
ประการแรก การเดินทางโดยเครื่องบิน ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาในสนามบินเป็นเวลาค่อนข้างนาน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางมาก่อนเวลา และมักจะใช้เวลาในการรอคอยการขึ้นเครื่องมากกว่าเวลาที่อยู่บนเครื่องบินจริงๆ
ประการที่สอง บรรยากาศของสนามบินโดยทั่วไป เป็นบรรยากาศของความพลุกพล่าน วุ่นวาย เร่งรีบ
ผมเชื่อว่าท่านที่เคยไปใช้บริการสนามบินหลายๆ ท่านจะพบว่า ในสนามบินจะไม่มีมุมสงบเลย ยกเว้นเข้าไปนั่งในห้องน้ำแล้วปิดประตู ก็ยังไม่วายมีเสียงตามสายเล็ดลอดออกมาแทบจะตลอดเวลา สนามบินจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สร้างความเครียดให้กับผู้เดินทางได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
สมัยก่อนที่ผมยังต้องใช้สนามบินดอนเมือง ผมต้องไปหาที่ยืนภาวนาที่ส่วนพักของทางเดินบันได เพราะหามุมสงบไม่ได้เลยที่ดอนเมือง แต่ก็ยอมรับสภาพครับ เพราะเป็นสนามบินที่สร้างมานานหลายสิบปีแล้ว พื้นที่ใช้สอยก็อาจจะมีไม่เพียงพอ
ประการที่สาม ตามความเข้าใจของผม สนามบินที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่เพียงแค่สนามบินที่ใหญ่โตมโหฬาร มีเทคโนโลยีทันสมัย และปลอดภัยเท่านั้น แต่น่าจะต้องมี “บรรยากาศของความสงบเย็น” ผ่อนคลาย เบาสบาย
ประการที่สี่ ทุกวันนี้โลกตะวันตกและงานวิจัยต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ยอมรับอย่างสิ้นเชิงไม่มีเงื่อนไขแล้วว่า “การภาวนา” แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ช่วยให้มนุษย์มีความสุข ลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
แน่นอนนะครับว่า การภาวนาเราสามารถทำได้ทุกแห่งทุกโอกาสทุกสถานการณ์ แต่หากสามารถมีบรรยากาศที่เอื้อ บริบทของพื้นที่และบริเวณที่เหมาะสม ก็จะยิ่งทำให้เกิดความสงบความปีติสุขได้ง่ายขึ้นมากกว่า
ไม่รู้ว่าผมฟันเฟื่องมากเกินไปหรือไม่
ผมนึกวาดภาพเห็นห้องโล่งๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ มีเบาะรองนั่งเล็กๆ เรียงรายไว้บนพื้นพรมที่สะอาด
เป็นห้องภาวนาหรือห้องผ่อนคลายแบบสากลสำหรับทุกๆ ศาสนา (ห้องผ่อนคลายสำหรับการสูบบุหรี่ยังมีได้เลย)
มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บรรยากาศภายในห้องนั้นเป็นบรรยากาศของความสงบ อาจจะป้องกันคนเข้าไปนอนหลับด้วยการกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบนาที
กติกาสำคัญสำหรับห้องนี้คือ
“งดการสื่อสารภายนอกทุกชนิด” “การมีเวลาดำรงอยู่กับตัวเอง”
ห้ามพูดคุย งดการส่งเสียง
ไม่สบสายตากับใครเลย
งดเสียงโทรศัพท์มือถือ
ห้ามส่งเสียงกรน (อาจจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความสงบ)
รายละเอียดอื่นๆ ก็น่าจะมีการระดมสมอง ช่วยกันคิดช่วยกันให้ความเห็น โดยรักษาแก่นหรือวัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้ คือ “ขอมีสถานที่สงบ” สักแห่งหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านวุ่นวายให้ผู้โดยสารที่เดินทางได้มีเวลาของการ “ผ่อนคลาย” ลดความเครียดทางด้านจิตใจ
ผมไม่ได้คาดหวังว่าทุกๆ สนามบินในประเทศจะต้องมีเมดิเทชั่นรูมนะครับ บทความนี้จึงน่าจะชื่อ “สุวรรณภูมิแอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม” เป็นการเฉพาะมากกว่า
ผมคิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้มาหลายปี ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีข้อเสียหายอะไรจากการมีห้องเมดิเทชั่นสำหรับผู้โดยสารทั่วไปในสนามบินเลย แต่ก็เป็นเพียงมุมมองในฐานะผู้ใช้บริการนะครับ คงจะต้องฟังความเห็นจากทางสนามบินด้วย
เพราะผมเชื่อว่า แอร์พอร์ทเมดิเทชั่นรูมจะสามารถทำให้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์และเพียบพร้อมมากขึ้น
พูดกันจริงๆ เลยนะครับว่า ผมไม่อยากเห็นฝรั่งเค้าทำก่อนแล้วเราค่อยไปทำตามกันทีหลัง
เขียนถึงตรงนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตัวผมเองยังมีประสบการณ์การเดินทางน้อย ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ ไม่รู้และไม่เคยถามใครเหมือนกันว่า สนามบินในต่างประเทศเขามี “เมดิเทชั่นรูม” ที่เป็นแบบสากลสำหรับทุกศาสนากันบ้างหรือยัง
ก็เลยลองเข้าไปค้นหาในกูเกิล ผมก็พบว่า ฝรั่งทำไปก่อนแล้วจริงๆ ด้วย มีหลายสนามบินในสหรัฐอเมริกา มี “เมดิเทชั่นรูม” สำหรับผู้โดยสารแล้ว เช่น สนามบินเจเอฟเค สนามบินอัลบานี สนามบินโคลัมบัส สนามบินมิเนโซตา ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าจะสายเกินไปหากว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่ตอนนี้เปิดมาสามปีเต็มๆ แล้ว จะลองพิจารณาเห็นความสำคัญของเรื่องจิตเรื่องใจ และขยับขยายให้เกิด “แอร์พอร์ตเมดิเทชั่นรูม” ขึ้นมา
อย่างน้อยผมก็รู้สึกสบายใจที่ได้เขียนถึงเรื่องนี้ ถึงช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เขียน
ทำช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยนะครับ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 12 กันยายน 2552
การประชุมจิตวิวัฒน์ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความสุขอิ่มเอมและเกิดกำลังใจเกิดแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ผู้เขียนหนังสือที่ดีมากๆ ชื่อว่า โรงเรียนนอกกะลา เป็นผู้จุดชนวนความสุขและความหวังให้กับวงจิตวิวัฒน์ในวันนั้น ผ่านการแนะนำของคุณหมอสมชาย ธรรมสารโสภณ จากโรงพยาบาลกระสัง
ในระหว่างที่รอจะเข้าห้องประชุม ผมพลิกๆ อ่านดูหน้าแรกของหนังสือ โรงเรียนนอกกะลา เล่มนี้ พบข้อความที่จะทำให้คนอ่านต้องสะดุ้งและเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่า เรื่องราวของโรงเรียนนี้เป็นอย่างไร และเป็นไปได้อย่างไร ครูวิเชียรเขียนไว้ว่า
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน เป็นโรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง เป็นโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูก และเป็นโรงเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข
ครูวิเชียรค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวมากมาย ว่าลำปลายมาศพัฒนาสามารถเป็นไปได้ตามที่ได้เขียนไว้อย่างไร
คุณครูเล่าได้ครอบคลุมทุกๆ ด้านของการศึกษาในความหมายของลำปลายมาศพัฒนา การเล่นและเรียนรู้ของเด็กในยามเช้าก่อนเข้าห้องเรียน ซึ่งครูวิเชียรถือว่ามีความสำคัญมากเหมือนกับเป็นการเตรียมพร้อมด้านร่างกายของเด็ก เมื่อเข้าห้องเรียนแล้ว จะมีวิธีการเตรียมเด็กให้พร้อมกับบทเรียนด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อครูเห็นว่าเด็กพร้อมแล้วจึงจะเข้าสู่บทเรียนแบบสั้นๆ ใช้เวลาพูดไม่นานเกินไป จากนั้นก็กลับไปให้เด็กได้ทำกิจกรรมตามแผนการเรียนที่เด็กๆ ได้ช่วยกันวางเอาไว้ตั้งแต่แรก
การใช้เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้ เป็นเรื่องเด่นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น การบอกความรู้สึกกันตรงๆ ระหว่างครูกับนักเรียน หรือครูกับครู การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ที่บ้าน และชุมชน
การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ผู้ปกครองทุกคนต้องมาสอนในโรงเรียนอย่างน้อยหนึ่งวิชา จะเป็นอะไรก็ได้
ผมนั่งฟังคุณครูวิเชียรเล่าด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เรื่องราวทุกเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นไปในแนวเดียวกันและสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องสมองและวิทยาศาสตร์ในกระบวนทัศน์ใหม่ที่หลายคนในกลุ่มจิตวิวัฒน์กำลังดำเนินการอยู่ และกำลังค่อยๆ เผยตัวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องหนึ่งที่สะดุดใจผมมากคือ “ปณิธานห้าข้อของครู” ที่คุณครูวิเชียรใช้สำหรับคุณครูทุกคนในโรงเรียน
คุณครูวิเชียรเล่าว่า การรับสมัครคุณครูใหม่ให้มาสอนที่โรงเรียนไม่ยากเลย เพราะมีคนมาสมัครเยอะมาก แต่เมื่อรับเข้ามาแล้วกว่าที่จะฝึกหัดให้คุณครูใหม่ “รู้สึกร่วม” กับ “ปณิธาน” ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนานั้นเป็นเรื่องยากที่สุด ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นปีขึ้นไป กว่าที่คุณครูใหม่จะดื่มด่ำกับการเรียนการสอนที่แปลกใหม่แบบนี้ คุณครูเลยมี “ปณิธานห้าข้อ” ไว้สำหรับคุณครูเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน
หนึ่ง ตอนเป็นเด็กต้องการอย่างไรก็ให้ปฏิบัติอย่างนั้นกับเด็ก
สอง รักเด็กทุกคน ให้เกียรติ หาข้อดีของเขาและสร้างเสริมส่วนนี้
สาม ไม่ปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว
สี่ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป ถามตัวเองเสมอว่าทำให้ดีกว่านี้อีกได้หรือไม่
ห้า ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ไปทำอาชีพอื่น
เพราะ “ปณิธานห้าข้อ” ของครูวิเชียร ทำให้ผมนึกได้ขึ้นมาทันทีว่า เป็นเรื่องเดียวกันในระบบสาธารณสุขได้เลย เพียงปรับคำพูดบางคำก็จะกลายเป็น “ปณิธานห้าข้อสำหรับแพทย์พยาบาล” ได้
ข้อที่หนึ่ง ผมเห็นว่าสามารถใช้ความรู้สึกข้อนี้ เป็นแนวทางหลักในการดูแลรักษาคนไข้ได้เป็นอย่างดี ตอนที่เราเป็นคนไข้ ต้องการให้แพทย์พยาบาลปฏิบัติกับเราอย่างไร ก็ให้ปฏิบัติแบบนั้นกับคนไข้
ข้อสอง เป็นหัวใจหลักของสุขภาพแบบองค์รวมเลยทีเดียว คือรักและให้เกียรติคนไข้ มุ่งพัฒนาและสร้างเสริมสุขภาวะของคนไข้มากกว่าที่จะมัวแต่รอรักษาโรค การจะเข้าถึงความลึกในระบบสุขภาพให้ได้นั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะต้องให้ความสำคัญกับ “สุขภาวะกำเนิด” (Salutogenesis) ซึ่งเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในตัวคนไข้ด้วย ไม่ใช่สนใจแค่ “พยาธิกำเนิด” (Pathogenesis) หรือมุ่งรักษาโรคอย่างเดียว
ข้อสาม ถ้าแปลงเฉยๆ จะกลายเป็นเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะคำว่า “ล้มเหลว” ในปณิธานของครูวิเชียรที่ใช้กับระบบการศึกษา อาจจะต้องปรับแต่งเล็กน้อยในระบบสุขภาพ เพราะความเข้าใจทั่วไปสำหรับสาธารณสุขคำว่าล้มเหลวหมายถึง “การเสียชีวิต”
ความหมายในข้อนี้จึงน่าจะหมายถึง ให้ศรัทธาในตัวคนไข้เสมอ ไม่ทอดทิ้งคนไข้แม้ว่าเขาจะดื้อดึงในเรื่องของสุขภาพของเขาสักแค่ไหนก็ตาม คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างก็มีความคิดทัศนคติมีตัวตนเป็นของเขาเอง การจะเข้าใจคนไข้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายในบางบริบทและบางสถานการณ์ แต่ “ความระลึก” ถึงปณิธานข้อนี้พอจะช่วยเตือนให้เราสามารถรักคนไข้ได้ง่ายขึ้น
ข้อที่สี่ ผมชอบคำถามของคุณครูวิเชียรที่ให้ถามตัวเองว่า เราจะทำดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ก็สามารถเป็นตัวช่วยให้ “ทะลุกรอบ” อะไรบางอย่างได้ นักเรียนของคุณครูวิเชียรหลายคนมีเรื่องราวที่บ้าน บางคนไม่มีพ่อ บางคนอยู่กับยาย มีปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง ซึ่งทั้งหมดจะมีผลต่อครูและโรงเรียน เฉกเช่นเดียวกันกับคนไข้ที่มาโรงพยาบาล ปัญหาบางอย่างแพทย์และพยาบาลอาจจะไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยคำถามนี้อาจจะสามารถช่วยให้ “ใครบางคน” “ทำอะไรที่แตกต่าง” ได้
ห้า ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ไปทำอาชีพอื่น
ในความเป็น “องค์รวม” นั้น เรื่องราวของส่วนหนึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงเรื่องราวของส่วนอื่นๆ ในระบบ นั่นหมายความว่า “ปณิธานครูห้าข้อนี้” ยังสามารถปรับให้เป็น “ปณิธานของทุกๆ อาชีพ” ได้ เช่น “ปณิธานนักการเมือง” “ปณิธานนักธุรกิจ” “ปณิธานตำรวจทหาร” ฯลฯ
งานที่คุณครูวิเชียรทำไว้ที่ลำปลายมาศพัฒนา จึงสามารถเป็นตัวอย่างของชุดความเข้าใจที่สำคัญให้กับการพัฒนาในระบบอื่นๆ ทุกๆ ระบบได้เป็นอย่างดียิ่ง

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 25 กรกฎาคม 2552
ผมรู้จัก “บอดี้สแกน” (Body Scan) มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ในช่วงที่เตรียมทำโครงการหัวใจใหม่ชีวิตใหม่ ก่อนจะเขียนเป็นหนังสือ โดยศึกษาจากหนังสือ Full Catastrophe Living ที่เขียนโดย ดร.จอน คาบัต-ซินน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยลดความเครียดของศูนย์การแพทย์แมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
ดร.จอน คาบัต-ซินน์ ใช้หลักการที่เรียกว่า “Mindfulness-Based Stress Reduction” เขียนย่อเป็น MBSR คือการใช้ “การรับรู้กับปัจจุบันขณะมาช่วยลดความเครียด” ซึ่งคำว่า “Mindfulness” หรือ “การรับรู้กับปัจจุบันขณะ” นี้ คือหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา ซึ่งท่านติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนามพูดถึงอยู่เสมอ
ช่วงปี ๒๕๔๔ ผมและทีมงานได้นำบอดี้สแกนเข้ามาใช้ในโครงการหัวใจใหม่ชีวิตใหม่ และในเวิร์คชอปต่อๆ มา จนกระทั่งทุกวันนี้ เรายังคงเริ่มเวิร์คชอปในภาคบ่ายหลังอาหารกลางวันด้วยบอดี้สแกน เป็นเวลาประมาณ ๔๕ นาที ด้วยการให้ผู้เข้าร่วมโครงการนอนหงายกับพื้น แล้วผู้นำกระบวนการจะแนะนำให้ผู้เข้าร่วมเคลื่อนความคิดไปยังตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย และลองรับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับร่างกายส่วนนั้น เช่น เมื่อเลื่อนความคิดไปยังต้นขาซ้าย ให้ลองดูว่ากำลังรู้สึกที่ขาซ้ายหรือไม่รู้สึกอะไร
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ ผมเริ่มรู้สึกว่า บอดี้สแกนที่พวกเราหลายๆ คนทำกันในเวิร์คชอป ดูจะมีวัตถุประสงค์เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งหลายๆ คนบอกว่า “เป็นการนอนหลับหลังมื้อเที่ยง”
จำได้ว่า ผมรู้สึกไม่ค่อยดีนักกับคำว่า “นอนหลับตอนเที่ยง” ผมเข้าใจว่า บอดี้สแกนไม่ใช่การนอนหลับ แม้ผมจะยอมรับว่า “การนอนหลับ” ในช่วงบ่ายไม่ได้เสียหายอะไร เพราะหลายๆ ประเทศในยุโรปก็มีการนอนหลับในช่วงบ่ายหลังมื้อเที่ยงที่เรียกว่า “Siesta” ก่อนที่พวกเขาจะลุกขึ้นมาทำงานกันอย่างกระฉับกระเฉงหลังจากนั้น
แต่ “บอดี้สแกน” ให้ผลดีมากไปกว่า “Siesta”
มีงานวิจัยเกี่ยวกับการนอนหลับพบว่า ร่างกายของเราจะต้องใช้เวลาประมาณสามถึงสี่ชั่วโมงในการทำให้เกิดการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อก่อนที่การนอนหลับจะเคลื่อนไปสู่ “การหลับลึก” ซึ่งการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบที่เกิดขึ้นในการนอนสามสี่ชั่วโมงแรกนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการทำบอดี้สแกนเพียง ๓๐ นาทีเท่านั้น
ดร.จอห์น คาบัต-ซินน์ ให้ความสำคัญกับเรื่องบอดี้สแกนมาก และเขาถือว่าเป็น “การฝึกหัด” ที่เป็นแกนหลักวิธีหนึ่งเพื่อเข้าถึง MBSR เขาจะแนะนำให้ผู้เข้าร่วม “ไม่หลับ” ไม่ว่าจะง่วงสักเพียงใด เพราะเวลาที่เริ่มผ่อนคลายนั้น หลายๆ คนอาจจะเคลิ้มๆ หลับไปได้ เขายังแนะนำว่าถ้ากำลังรู้สึกว่าจะหลับ ขอให้ลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะวัตถุประสงค์หลักของบอดี้สแกนต้องการให้เรา “ตื่นรู้” อยู่กับ “ความผ่อนคลาย” ของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายๆ ทีละจุดทีละตำแหน่ง ไม่ได้ต้องการให้หลับ และ “การตื่นรู้กับกล้ามเนื้อแบบนี้” จะให้ความผ่อนคลายที่เบาสบายและให้ผลดีได้มากกว่าการนอนหลับทั่วๆ ไป อย่างน้อยในช่วงที่มีเวลาไม่มากพอที่จะหลับได้ยาวหลายๆ ชั่วโมงเหมือนในช่วงกลางคืน
โดยรวมๆ เวลาที่ผมนำบอดี้สแกนเอง ผมมักจะแนะนำไม่ให้หลับ ยกเว้นว่าไม่ไหวจริงๆ และย้ำว่า บอดี้สแกนไม่ใช่การนอนหลับ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ตอนเที่ยงหลังกินอาหารเสร็จ คงให้ทุกๆ คนแยกย้ายกันไปนอนในห้องพักน่าจะสบายกว่าต้องมานอนรวมกันในห้องประชุมกระมังครับ
หลังจากได้รู้จักและคลุกคลีอยู่กับบอดี้สแกนมาเป็นเวลาเกือบสิบปี ในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสกลับมาอ่านหนังสือ Full Catastrophe Living ของ ดร.จอน คาบัต-ซินน์ ใหม่อีกรอบ และยังได้มีโอกาสสั่งหนังสือเล่มใหม่ๆ ของเขา ทั้งที่เขาเขียนเองและเขียนร่วมกับคนอื่นๆ พบว่า ดร.จอน คาบัต-ซินน์ ยังให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานอย่างบอดี้สแกนเหมือนกับที่เคยให้และบันทึกไว้ในหนังสือเล่มแรกๆ ของเขา
ทำให้ผมได้ทดลองกลับมาฝึกบอดี้สแกนด้วยตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม โดยนำมาใช้เป็นกิจวัตรประจำวันเลย ไม่ได้ทำเฉพาะในช่วงที่มีเวิร์คชอปเท่านั้นเหมือนกับช่วงก่อนๆ
ผมพบว่า ผมได้เรียนรู้อะไรจากบอดี้สแกนเพิ่มขึ้นอีกหลายๆ เรื่องครับ
หนึ่ง ผมพบว่า บอดี้สแกนช่วยทำให้ผมผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่มากขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยนึกว่าตัวเองผ่อนคลายได้เก่งมากแล้ว เมื่อกลับมาฝึกฝนอย่างเป็นประจำก็ยิ่งพบว่า ร่างกายยังมีความตึงเครียดอยู่เยอะมากและยังสามารถผ่อนคลายได้อีกมาก
สอง ผมพบว่า บอดี้สแกนช่วยทำให้ผมกลับมาที่ “ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย” (Body Sensation) ได้ง่ายมากขึ้น และการกลับมา “รับรู้ความรู้สึก” ที่ร่างกายนี้ เป็นปัจจัยสำคัญมากๆ เพราะจะสามารถเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ให้กับเราได้ก่อนที่ร่างกายจะตกลงไปสู่ “สภาวะเครียด” ที่รุนแรงกว่าเดิม คือเมื่อรับรู้ว่าส่วนของร่างกายกำลังตึงตัวอยู่นั้น ระบบของร่างกายจะค่อยๆ ปรับสภาพไม่ให้ตกเข้าไปสู่สภาวะเครียดแบบลึกและไม่รู้ตัว
สาม ผมพบว่า บอดี้สแกนช่วยทำให้ผม “ยอมรับ” กับทุกสถานการณ์ได้ง่ายมากขึ้น เพราะ “บริบท” อย่างหนึ่งในการทำบอดี้สแกนคือ “ต้องปล่อยไป” “ต้องทิ้งไป” ความตึงตัวต่างๆ เราต้องปล่อยไป เป็นการใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงของโลกโดยที่เราไม่ต้องฝืนไม่ต้องต่อสู้
และเมื่อรับรู้กับความรู้สึกตึงตัวที่เกิดขึ้นแล้ว การ “ใส่ใจ” กับร่างกายในบริเวณนั้นจะค่อยๆ ทำให้เกิดการคลายตัวและ “ปล่อย” เมื่อร่างกายสามารถ “ปล่อยสบาย” ได้แล้ว อารมณ์และความคิดจะค่อยๆ ปรับสภาพให้สามารถ “ปล่อยคลาย” ได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย เพราะมนุษย์ในยุคปัจจุบันจะมีปัญหาในเรื่องของ “ความคิดและอารมณ์ที่สับสน” กันอยู่มาก การฝึก “ปล่อยสบาย” ที่ร่างกายจะช่วยได้มากครับ
โดยรวมๆ แล้ว ผมพบว่า บอดี้สแกนมีประโยชน์มากกว่าที่เคยคาดคิดไว้ เพราะ “ความเครียด” นั้นเปรียบเสมือน “ภัยร้าย” ที่แอบซ่อนอยู่ในตัวของเรา และคนที่เครียดมักจะไม่รู้ตัวว่าเครียด งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการฝึกบอดี้สแกนให้เป็นกิจวัตร จะสามารถช่วยตัดวงจรของความเครียดที่ก่อเกิดและทำร้ายร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 9 พฤษภาคม 2552
วิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่นั้นเริ่มจากควอนตัมฟิสิกส์และความเข้าใจในเชิงอภิปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พัฒนาไปสู่ชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่ รวมไปถึงเคมีกระบวนทัศน์ใหม่
ในบรรดาข้อมูลที่เกี่ยวกับชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่นั้น มีหนังสือที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Earth Dance ผู้เขียนซึ่งเป็นนักชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่ที่ชื่อ อลิซาเบท ซาห์ตอริส ได้เขียนถึงข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย
โดยหลักๆ ก็คือ “ความเชื่อมโยง” ของทุกสิ่งมีชีวิต และน่าสนใจมากที่รากศัพท์ของคำว่า “ศาสนา” มาจากภาษาละตินว่า “re-ligio” ซึ่งแปลว่า “reconnect” คือ “การเชื่อมต่อใหม่”
ดังนั้น “ศาสนา” ที่หากแปลโดยรากศัพท์ จึงหมายความถึงการเชื่อมต่อใหม่เข้ากับรากของมนุษย์เข้ากับแหล่งกำเนิดของมนุษย์ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการกลับมาสู่การทำความเข้าใจภายในตัวเรา จิตใจของเรา ทำความเข้าใจถึงความหมายของการเกิดมาของเรา อลิซาเบท ซาห์ตอริส ได้ตั้งสมมติฐานขึ้นเรื่องหนึ่งว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า การทำความเข้าใจกับรากเหง้า (ธรรมชาติ) ของมนุษย์นั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดอยู่ต่อไปได้ในสายของวิวัฒนาการ
ท่านพุทธทาสเองก็พูดเสมอว่า ศาสนาคือการศึกษาความเป็น “ธรรมชาติ” ของสรรพสิ่ง ศาสนาคือความเป็นธรรมชาติ และความเป็นธรรมชาติก็คือศาสนา
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนช่วยให้วิทยาศาสตร์ใหม่นั้นมีความนอบน้อม ถ่อมตน อ่อนโยน เชื่อมโยงและให้ “ความเคารพ” กับธรรมชาติ
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่า ที่มุ่งเอาชนะธรรมชาติ มุ่งควบคุมทุกสรรพสิ่ง มองข้ามความสำคัญของจิตใจ ไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็นแต่กลับลืม “รับความรู้สึกลึกๆ” ที่ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องสัมผัสได้หากให้ความใส่ใจ สนใจ หรือ “ใจใส” เพียงพอ
มองในแง่วิวัฒนาการของมนุษยชาติ มนุษย์ที่เป็นโฮโมซาเปียน คือมีลำตัวตั้งตรงจริงๆ นั้น เพิ่งจะมีมาเพียงไม่กี่หมื่นปี เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีก่อนเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำกันอยู่เลย พวกเราเพิ่งจะรู้จักการเพาะปลูกเลี้ยงชีพเมื่อ ๗,๐๐๐ ปีก่อน เพิ่งจะมีการประดิษฐ์อักษรที่เขียนได้เมื่อ ๓,๕๐๐ ปีนี้เอง พวกเราก็มีอายุเฉลี่ยกันเพียงประมาณ ๗๐ ปี ตัวเลขต่างๆ เหล่านี้ดูเผินๆ แล้วอาจจะไม่เห็นภาพอะไรชัด
แต่ถ้าเราลองเขียนตัวเลขเหล่านี้ในกระดาษแล้วลองเทียบกับอายุของจักรวาล (๑๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี) เทียบกับอายุของโลกใบนี้ (๔,๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี) เทียบกับอายุของแบคทีเรียที่มีมาตั้งแต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีก่อน และก็ยังมีอยู่ไม่สูญพันธุ์ไปจนกระทั่งปัจจุบัน เราน่าจะเห็นมิติอะไรบางอย่างได้นะ
และถ้ามองด้วยมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ใหม่ ทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า “โลกมีชีวิต” (Gaia Theory) มนุษย์อาจจะเป็นเพียงแค่ “การทดลอง” อย่างหนึ่งของโลกหรือของจักรวาล เหมือนกับที่เคยทดลองกับไดโนเสาร์มาแล้ว (๑๖๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีก่อน) เป็นการทดลองใหม่ล่าสุดของจักรวาลว่า พวกเราจะไปกันรอดหรือไม่
เมื่อหลายพันปีก่อน เรามี “ศาสนา” (หลายศาสนา) เป็นเครื่องค้ำจุนโลก เพื่อให้คลี่คลายไปจาก “ความขัดแย้งต่างๆ” แต่มนุษย์ก็มักจะตกไปเป็นทาสของเครื่องมือที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มนุษย์ขัดแย้งกันมากขึ้น ทำลายล้างกันด้วยเรื่องชาติพันธุ์และศาสนาตามที่เราเห็นอยู่ในประวัติศาสตร์
นอกจากนั้น ปัจจุบันพวกเรายังติดกับดักครั้งสำคัญของความเป็นขอบเขต แต่โชคดีที่ดูเหมือนเราจะมี “วิทยาศาสตร์ใหม่” มา ผมคิดว่าวิทยาศาสตร์ใหม่นี้ก็คงไม่ต่างไปจากศาสนาที่ “ธรรมชาติ” มอบให้มาเพื่อเป็นแนวทางในการพาตัวให้รอด ก่อนที่จะสูญสิ้นไปหรือหลุดออกไปจากวงจรวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้
ดูจากอายุของโลกและจักรวาล ความเป็น “มนุษยชาติ” ของเราเป็นเพียงแค่ “จุดเล็กๆ” ของช่วงเวลาที่ยาวนานมหาศาล
ทำไมเราไม่หันกลับมา “เรียนรู้” วิธีการอยู่รอดของแบคทีเรียว่า เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นอยู่รอดได้อย่างไรมาเป็นเวลาร่วมครึ่งอายุของโลก หรือเราควรจะเลียนแบบไดโนเสาร์ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันและสูญพันธุ์ไปในที่สุด
ปัญหาอย่างหนึ่งที่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่ผ่านมาโดยตลอดก็คือ “สงครามและความขัดแย้ง” ระหว่างคนต่างชาติพันธุ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังนี้ “ความขัดแย้ง” ได้พัฒนามาเป็นความขัดแย้งของคนในชาติพันธุ์เดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ
นักชีววิทยาพบว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาทั้งหมด มนุษย์เราได้กลายเป็นแชมป์ในการทำลายสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ไปเป็นจำนวนมากมายถึงวันละหลายร้อยสายพันธุ์ และตอนนี้มนุษย์กำลังจะทำลายสายพันธุ์เดียวกันอีกไม่รู้จบ
ทำไมเราไม่ทดลองถอยออกไปไกลๆ แบบว่าออกไปนอกโลกไกลๆ แล้วลองมองเข้ามาดูโลกใบนี้ มองดูพฤติกรรมความขัดแย้งของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในชาติเดียวกันหรือความขัดแย้งในเรื่องของชาติพันธุ์และศาสนา
เมื่อเราถอยออกไปนอกโลก เมื่อเรามองเห็นโลกทั้งใบ ในขณะเดียวกันกับที่มองเห็นพฤติกรรมทั้งหมดของเรา และลองนึกถึงประวัติความเป็นมาทั้งหมดของโลกใบนี้ตั้งแต่เกิดขึ้นมาเมื่อสี่พันกว่าล้านปีก่อนโน้น
เราเห็นอะไรกันบ้าง? เรารู้สึกอย่างไรกันบ้าง?
โลกทั้งใบนั้นมีตรงไหนบ้างที่บอกว่า เป็นประเทศนั้นประเทศนี้
มีจุดไหนของโลกบ้างที่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว หากว่าส่วนอื่นๆ ถูกทำลายล้างไป
ลองดูดีๆ แล้วคุณจะเห็นอะไรบางอย่าง แล้วคุณอาจจะมานึกขำหรือนึกเสียใจว่า พวกเราทะเลาะกันไปทำไม
ถ้าเจ้าแบคทีเรียทั้งหลายหัวเราะได้ พวกมันคงนั่งหัวเราะกันจนท้องแข็งแล้วว่า มนุษย์ที่มีมันสมองก้อนใหญ่ วิวัฒนาการมาไกลกว่าพวกมันมากแล้ว แต่กลับจะกำลังทำลายล้างกันเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 28 กุมภาพันธ์ 2552
ในการสัมมนาหรืออบรมทั่วๆ ไปนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมักจะคิดว่า เพียงเข้าไปนั่งฟังผู้บรรยายก็จะได้รับความรู้จากการสัมมนาครั้งนั้นๆ แล้ว หรืออย่างน้อยๆ ที่สุดก็เข้าไปเซ็นชื่อรับเอกสารประกอบคำบรรยาย แล้วบางท่านก็อาจจะ “กระโดด” การประชุมไปเที่ยวเล่นหรือไปทำธุระอย่างอื่น ประชุมกันประมาณนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการได้มาซึ่ง “ความรู้”
ผมชอบใจที่ ออตโต ชาร์มเมอร์ ผู้เขียนหนังสือ “ทฤษฎีตัวยู” ได้พูดถึงเรื่องราวของ “ความรู้” ไว้อย่างน่าสนใจมาก ชาร์มเมอร์ได้แบ่งความรู้ออกเป็นสองแบบเท่านั้น คือ “ความรู้ที่มาจากอดีต” กับ “ความรู้ที่มาจากอนาคต”
“ความรู้” ที่ได้มาจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากการบรรยายหรือจากการอ่านหนังสือ รวมถึงท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความชิ้นนี้ของผมก็ตาม กำลังอยู่กับ “ความรู้ในอดีต” ทั้งสิ้น อาจจะเรียกว่าเป็น “ความรู้มือสอง” หรือ “ความรู้มือสามมือสี่มือห้ามือหก” ก็ได้
ส่วนความรู้อีกแบบนั้น เป็นความรู้แบบที่เราปิ๊งขึ้นมาเอง เป็นความรู้ “ที่ก่อเกิดขึ้นมาใหม่” ชาร์มเมอร์เรียกว่า เป็น “ความรู้ที่มาจากอนาคต” เพราะจะต้องถึงเวลานั้นจริงๆ เราถึงจะคิดขึ้นมาได้ เป็น “ความรู้มือหนึ่ง” หรือผมอยากจะเรียกว่าเป็น “ความรู้ไพรมารี่” (Primary Knowledge)
ความรู้ชนิดนี้จะเป็นความรู้ที่มีความยั่งยืน คนที่คิดจะรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และไม่มีวันลืมความรู้ชนิดนี้ นักวิทยาศาสตร์ชื่อเสียงโด่งดังทั้งหลายที่คิดค้นทฤษฎีหรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ขึ้นมาเอื้อประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ ต่างก็ใช้ “ความรู้ที่มาจากอนาคต” นี้เองทั้งสิ้น
แต่คนส่วนใหญ่มักจะ “ไม่ได้ไว้วางใจตัวเอง” มากเพียงพอที่จะเชื่อว่า “ตัวเองมีความรู้ชนิดนี้” ได้ และประเด็นสำคัญของบทความชิ้นนี้ก็คือ ผมอยากจะเรียนว่า “ความรู้ที่มาจากอนาคต” นี้ สามารถสร้างขึ้นมาได้เสมอๆ และต่อเนื่องไม่รู้จบ
วิธีการแรก คือการสร้างจากความรู้ในอดีต หรือเรียนรู้จากความรู้มือสอง ซึ่งเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ ตัวอย่างเช่น การไปนั่งฟังบรรยาย ถ้าเราสนใจกับการรับฟังและเรียนรู้อย่างแท้จริง เราก็ “อาจจะ” ก่อเกิดความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาในตัวเรา เช่น คำพูดบางคำของผู้บรรยาย “อาจจะ” มาโดนใจเรา ทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ
ถ้าเรามั่นใจและลองเชื่อ “ความรู้ที่เกิดใหม่” นี้ ก็นับได้ว่าความรู้มือสองที่ได้ยินได้ฟังมานั้นได้กลับมา “ก่อรูป” ในตัวเรากลายมาเป็นความรู้แบบไพรมารี่ได้ ตัวอย่างเช่น พยาบาลคนหนึ่งเมื่อเรียนวิชาแทงน้ำเกลือไปสักพักหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องอาศัยความรู้แบบมือสองมือสามจากอาจารย์ของเธอก่อน ในจังหวะนี้เธอมีทางเลือกสองทางคือ เลือกที่จะเลียนแบบความรู้มือสองมือสามที่ได้รับมาไปตลอดชีวิต หรือเมื่อเธอฝึกฝนไปเรื่อยๆ หรือให้ความสนใจในเรื่องการแทงน้ำเกลืออย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเธอก็จะ “ก่อเกิดทักษะ” การแทงน้ำเกลือบางอย่างที่เป็น “วิธีการของเธอเอง” เป็นสไตล์ของเธอเองที่ไม่เหมือนใคร
สิ่งที่เกิดใหม่นี้ก็นับได้ว่าเป็น “ความรู้แบบไพรมารี่” หรือ “ความรู้ที่มาจากอนาคต” ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วิธีการแรกที่เรียนรู้การสร้างความรู้จากความรู้มือสองมือสามนั้น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรามีความตั้งอกตั้งใจสนใจกับเรื่องราวนั้นๆ จริงๆ ออกจะต้องใช้ “ความพยายามสูง” ในการเข้าไปได้มาซึ่ง “ความรู้ไพรมารี่” จาก “ความรู้มือสอง” เหล่านั้น คนส่วนใหญ่จึงเลือกเพียงแค่ “เลียนแบบความรู้เก่าๆ เหล่านั้น”
ออตโต ชาร์มเมอร์ เสนอวิธีการ “สร้างความรู้ไพรมารี่” ในอีกรูปแบบที่น่าสนใจมากในทฤษฎีตัวยูของเขา ชาร์มเมอร์เชื่อว่า “ความรู้แบบไพรมารี่หรือความรู้ที่มาจากอนาคต” นั้น สามารถสร้างขึ้นด้วยการเริ่มฝึกฝน “ทักษะ” ง่ายๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์เราอยู่แล้ว ด้วยการ “ช้าลง” และลองกล้าที่จะหยุดการใช้ความรู้เก่า
ชุดความรู้เก่าแบบเดิมๆ ก็เปรียบเหมือนกับการเดินทางจากจุด ก. ไปยังจุด ข. ระยะทางที่รวดเร็วที่สุดก็คือ “เส้นตรง” จาก ก. ไปยัง ข. ความรู้ที่รวดเร็วแบบนี้เป็นความรู้เก่าๆ ที่เก็บเอาไว้ในสมองของเรา และออกมาเป็นอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรใหม่
หากว่าเราจะลองยืดระยะระหว่าง ก. ถึง ข. ให้ยาวขึ้น เราอาจจะได้ “อะไรใหม่ๆ” เพราะเป็นเส้นทางใหม่ และเมื่อหน่วงระยะ ก. ถึง ข. ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ กลายเป็น “ตัวยู” ในภาษาอังกฤษ
ซึ่งถ้าเราดูตัวอักษรยู ในภาษาอังกฤษ เราจะเห็นได้ว่า ตัวยูจะประกอบด้วย “ขาลง” “ก้นตัวยู” และ “ขาขึ้น” ของตัวยู ที่ “ก้นตัวยู” หรือ ที่ซึ่ง “ความรู้ในอนาคตจะปรากฏ” เราต้องนำพาตัวเราลงไปตาม “ขาลง” ของตัวยู เพื่อที่จะเดินทางไปถึง “ก้นตัวยู”
น่าสนใจมากครับว่า ขาลงของตัวยูจะเริ่มต้นด้วย “การฝึกทักษะการสังเกต” และ “รับรู้” สิ่งที่เห็นสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง โดยที่ยังไม่ด่วนตัดสินว่าเรื่องราวจะดีจะเลวจะถูกจะผิด
เมื่อใจของเรา “นิ่งพอ” และ “เริ่มเปิดหัวใจออก” เราจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างเป็นเนื้อเนียนเนื้อเดียวกัน เรากับสรรพสิ่งรอบตัวนั้นเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน “การรับรู้” ของเราแจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น “ความรู้สึกที่ใสกระจ่าง” ต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา
และเมื่อสภาวะดำเนินไปถึง “ก้นตัวยู” ได้ ณ ที่ตรงนั้น ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้กรุณาช่วยแปลความหมายว่าเป็น “มหาสติแห่งการดำรงอยู่” ของเราก็จะค่อยๆ เผยให้เห็นถึง “สิ่งที่เป็นไปได้” ในอนาคตอันใกล้นั้นได้เอง ณ ตรงก้นตัวยูนี้เองที่ “ความรู้แบบไพรมารี่” สามารถ “ก่อเกิดขึ้นได้เอง” จากอนาคตที่อยู่ตรงข้างหน้าของเรานั่นเอง
ในวงจิตวิวัฒน์ครั้งหนึ่ง ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ เคยนำคลิบวิดีโอเรื่อง “Shift” ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากขององค์ความรู้ต่างๆ ในโลกปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำให้ความสำคัญของ “วิธีการ” หา “ความรู้ที่มาจากอนาคต” จะไปรอความรู้มือสองมือสาม ย่อมไม่ทันการณ์แล้ว
“การช้าลงบ้าง” เพื่อมองหา “ความรู้มือหนึ่ง” แบบนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะสามารถช่วยให้เราสามารถก้าวทัน “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว” เหล่านั้นได้กระมังครับ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 30 สิงหาคม 2551
คำถามสั้นๆ ง่ายๆ สองคำถามที่ผมอ่านเจอในหนังสือของ โจแอนนา มาซี เมื่อหลายปีก่อนนั้น เป็นคำถามที่สะดุดใจผมมาก และเมื่อได้ลองนำไปใช้ในเวิร์คชอปตามที่ โจแอนนา มาซี ได้เขียนแนะนำเอาไว้ ผมก็พบว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสค้นหาตัวเองได้เป็นอย่างดี
“คุณคือใคร?” (Who are you?) และ “คุณกำลังทำอะไร?” (What are you doing?) หลังจากนั้นผมก็เพิ่งมาอ่านพบในภายหลังว่า คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่นักคิดนักปรัชญาใหญ่ๆ มักจะเลือกใช้เลือกถามเพื่อให้ผู้คนเกิดการใคร่ครวญที่สำคัญในชีวิต
ผมได้มีโอกาสนำกิจกรรม “คุณคือใคร” นี้ไปใช้ในเวิร์คชอปหลายครั้งหลายหนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และได้มีการปรับแต่งประยุกต์หลายเรื่องเข้ามาในกิจกรรมนี้ เช่น จะต้องสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมและต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการเก้อเขินขึ้น และทำให้คำถามคำตอบไม่ได้ “ลงลึก” ลงไปอย่างแท้จริง และบางครั้งกลับกลายเป็นการเล่นสนุกไร้สาระไปเสียอีก เช่น บางคนอาจจะตอบแบบกวนๆ ไปว่าผมเป็นซุปเปอร์แมน ผมเป็นตุ๊ด ฯลฯ อะไรแบบนั้นไปเสีย
เมื่อหลายปีก่อนในวงจิตวิวัฒน์ ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี คุณเดวิด สปิลเลน ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับ “ทฤษฎีตัวยู” ซึ่งในตอนนั้นหนังสือ ทฤษฎียู ของ อ็อตโต ชาร์มเมอร์ ยังไม่ได้จัดพิมพ์ออกมา เขาเพียงเขียนบางส่วนของทฤษฎีนี้ร่วมกับ ปีเตอร์ เซงเก้ โจเซฟ จาวอสกี้ และ เบตตี้ ชูว์ ในหนังสือที่ชื่อว่า Presence
ในช่วงเดือนมิถุนายนปี ๒๕๕๐ เมื่อหนังสือใหม่เล่มใหญ่ที่ชื่อ Theory U ของ อ็อตโต ชาร์มเมอร์ ได้ปรากฏออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่ง คุณหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ที่น่าจะเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่สั่งหนังสือเล่มนี้มาอ่านและนำมาเผยแพร่เพื่อใช้ในเวิร์คชอป
โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาคุณหมอวรวุฒิได้นำทฤษฎียูนี้มาใช้ในงานด้านสาธารณสุขอย่างจริงๆ จังๆ และแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ทฤษฎีนี้สามารถช่วยนำพาให้บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เรียนรู้จากการสัมผัสประสบการณ์ตรงว่า “แก่นหรือความหมายที่แท้จริง” ของการทำงานด้านสาธารณสุขคืออะไร และเป็นทฤษฎีที่ง่ายมากในการนำพาให้ผู้คนได้ “สัมผัส” กับ “จิตใหม่” หรือ “กรอบคิดใหม่”
และผมก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่า ที่ก้นตัวยูนั้น ชาร์มเมอร์เองได้เขียนกำกับเป็นคำถามไว้ว่า “คุณคือใครและคุณกำลังทำอะไร?” เช่นเดียวกัน การที่ชาร์มเมอร์เลือกตั้งคำถามนี้ “ที่ก้นตัวยู” หมายความว่า น่าจะมีกระบวนการอะไรบางอย่างที่จะช่วย “นำพา” ให้ผู้คนได้ค่อยๆ ดำดิ่งเดินทางเข้าไปภายในตัวเองตามขาลงของตัวยูเสียก่อนที่จะได้มีโอกาสได้ใคร่ครวญกับคำถามนี้อย่างลึกซึ้งที่ก้นตัวยู
ผมเห็นด้วยกับประเด็นนี้เป็นอย่างมาก เพราะหากว่าอยู่ดีๆ จะให้ท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ตอบคำถามนี้ว่า “คุณเป็นใคร?” ท่านอาจจะงงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบไปทำไม ตอบไปแล้วจะได้อะไร อย่าว่าแต่ท่านผู้อ่านเลยครับ ประสบการณ์ในเวิร์คชอปที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายสิบคนนั้น บางครั้งหลายๆ ท่านเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถ “ดำดิ่ง” ลงไปในตัวเองได้ลึกพอ หรืออยู่ในโลกของเหตุผล ก็จะยังคง “งงงวย” กับคำถามนี้ได้เช่นเดียวกัน
ในเวิร์คชอปครั้งหนึ่งที่พวกเราได้มีโอกาสทำให้กับโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง มีคนขับรถท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามหลังจากที่ได้ทดลองตอบคำถามนี้ไปด้วยตัวเองแล้ว “ผมยังไม่เข้าใจครับว่า เราจะตอบคำถามนี้ไปทำไม? ในเมื่อผมก็เป็นคนขับรถ ผมก็แค่ขับรถ ผมยังไม่รู้สึกว่างานของผมจะมีความหมายอะไรมากไปกว่าการขับรถส่งคนไข้ ส่งเจ้าหน้าที่?”
คุณหมอวรวุฒิตอบคำถามของคนขับรถท่านนี้ได้ดีมากๆ ครับ โดยบอกว่า “งานทุกอย่างมีความหมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้ความหมายแก่งานของเราอย่างไร ถ้าเราเป็นคนขับรถและให้ความหมายกับงานของเราเพียงแค่การขับรถ เราก็อาจจะไม่รู้สึกพิเศษอะไร และเราก็จะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเราลองให้ความหมายการขับรถของเราว่า เราเป็นผู้นำพาความปลอดภัยให้กับผู้คนที่นั่งอยู่ในรถยนต์ของเรา ชีวิตทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นใครยิ่งใหญ่แค่ไหนก็อยู่ในมือเรา ตัวเราเป็นผู้นำพาให้ผู้คนเหล่านี้ไปถึงที่หมายที่เขาต้องการอย่างปลอดภัย เราส่งคนไข้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนให้สามารถได้รับการดูแลรักษาได้ทันท่วงที เราส่งลูกกลับสู่อ้อมกอดของแม่ เราส่งพ่อให้กลับไปสู่ลูก เราส่งผู้คนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ทุกคนขึ้นอยู่กับสองมือที่จับพวงมาลัยของเรา ต่อเมื่อเราสามารถมองงานของเรา ซึ่งในกรณีนี้คือการขับรถเป็นงานที่มีความหมายแบบนี้ได้เท่านั้น เราจึงจะเห็นความแตกต่างได้ว่า งานของเรา “มีความหมาย” และไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่างานอื่นๆ ในระบบเลย”
หลังจากนั้น ผมก็สังเกตเห็นสีหน้าของคนขับรถท่านนี้ว่า ดวงตาของเขาเป็นประกายสดใส เขาตะโกนออกมาด้วยความลิงโลดยินดีว่า “ผู้รู้แล้ว ผมเข้าใจแล้ว”
ผมรู้สึกว่า ไม่เพียงแต่คนขับรถท่านนี้เท่านั้นที่ดูเหมือนจะ “ทะลุทะลวง” อะไรบางอย่างภายในตัวตนของเขา ผู้เข้าร่วมท่านอื่นๆ ก็อาจจะพลอยเกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างไปด้วย หน้าที่ของพยาบาลคนหนึ่งในตึกผู้ป่วยก็อาจจะไม่ใช่แค่การเช็ดตัวคนไข้ จ่ายยาฉีดยาหรือแทงน้ำเกลือให้กลับคนไข้ แต่เป็นการดูแลคนไข้ทั้งเนื้อทั้งตัวทั้งจิตใจ ให้เขาสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ หน้าที่ของพยาบาลทำคลอดก็อาจจะไม่ใช่แค่ดึงให้เด็กออกมาจากมดลูกของแม่ แต่เป็นการช่วยหล่อเลี้ยงให้ชีวิตใหม่ดำรงอยู่ได้และสามารถผูกพันกับผู้เป็นแม่และอื่นๆ
คำถามสองข้อนี้แม้จะดูเหมือน “ธรรมดาๆ” เสียเหลือเกิน แต่ผมก็พบว่าเป็นคำถามที่จะช่วยให้เรา “ฝังแน่น” อยู่กับ “เป้าหมายแห่งการมีชีวิตอยู่” ของตัวเราได้อย่างไม่สั่นคลอนง่าย
และต่อเมื่อเราเข้าใจว่า “เราเป็นใคร” และเข้าใจถึง “ความหมายแห่งงานของเรา” แล้วเท่านั้น งานจึงจะไม่ใช่ “เครื่องตัดรอนพลังงานในชีวิตเรา” อีกต่อไป แต่จะสามารถเป็น “แหล่งพลังงาน” เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงตัวเรา หล่อเลี้ยงหัวใจของเราให้ชุ่มฉ่ำอิ่มเอิบ และทำให้เรามีโอกาสมองเห็นมุมมองใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
และงานแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราเกิดรู้สึกที่มั่นคงอย่างแท้จริง เหมือนกับที่ชาร์มเมอร์ใช้คำว่า “Connect to the Source” ที่ตำแหน่งก้นตัวยูนั่นเอง
ถึงตรงนี้แล้วใครจะสามารถ “Connect to the Source” ได้หรือไม่อย่างไร ก็คงจะต้องแล้วแต่ “กรรมเวร” แล้วกระมังครับ?

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 7 มิถุนายน 2551
ในระยะหลังนี้ผมพบว่า ความเข้าใจเรื่อง “สี่ระดับ” ของเรื่องราวต่างๆ ในทฤษฎียู (Theory U) ของออตโต ชาร์มเมอร์ นั้นมีประโยชน์มาก ทั้งในการอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจและในการนำไปใช้ปฏิบัติจริง
ผมได้เขียนถึง “สี่ระดับ” ของ “การฟัง” (การฟังที่ใช้วิธีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว, การฟังเพื่อจับผิด, การฟังอย่างเปิดหัวใจ และการฟังไปถึง "ความหมายที่แท้จริง") มาแล้วในคอลัมน์ “จับจิตด้วยใจ” มติชนรายวัน ๙ มีนาคม ๒๕๕๑
ในบทความนี้ผมอยากจะเขียนถึง “สี่ระดับ” ของ “การต่อสู้” ซึ่งจริงๆ แล้ว ชาร์มเมอร์ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้นะครับ แต่ผมไปอ่านเจอในหนังสือไอคิโดที่ชื่อ Aikido and the Dynamic Sphere ได้เขียนถึง “จริยธรรม” ของการต่อสู้ที่แบ่งออกเป็นสี่แบบ และพบว่าตรงกันกับเรื่องสี่ระดับนี้อย่างน่าสนใจมากและน่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้
ผมคิดว่าความเข้าใจเรื่องนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับคนไทยในยามที่ประเทศชาติบ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
ในระดับที่หนึ่งของการแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องของการตอบกลับอย่างรวดเร็ว (Reacting)
คือการดาวน์โหลด (Downloading) เพื่อนำข้อมูลเก่ามาใช้แบบอัตโนมัติ ไม่มีการคิดใหม่ ไม่มีการสร้างสรรค์ใหม่
ในแง่ของการต่อสู้นั้น เราจะพยายามแยกแยะมองมิตรและศัตรูแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ประมาณว่า “ถ้าไม่ใช่พวกฉันก็เป็นศัตรูของฉัน” จริยธรรมในระดับที่หนึ่งนี้ เราจะเข้าไปไล่ล่าโจมตีคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูของเราเลย เข้าไปทำร้ายเลยหรือฆ่าให้ตายกันไปเลย เพราะคิดว่าโจมตีก่อนได้เปรียบ ทำลายล้างไปก่อน เราจะได้อยู่รอด เราเลือกที่จะใช้ “ความกลัว” เป็นที่ตั้ง เป็นฐานในการกระทำการต่างๆ ของเรา
ระดับที่สอง เป็นระดับของการที่ออกแบบใหม่ (Redesigning)
พยายามหาหนทางใหม่ๆ แต่ยังเป็นกรอบคิดแบบเดียวกันกับระดับที่หนึ่ง คือ ยังแยกแยะมิตรและศัตรูอย่างชัดเจน และพยายามหาหนทางใหม่ๆ ในการทำให้เห็นว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรูให้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
อาจจะมีการทดสอบมิตรว่าจะคิดแบบเดียวกันกับเราหรือไม่ ถ้ามิตรไม่คิดเหมือนเราตามที่เราได้ทดสอบ มิตรคนนั้นก็จะต้องกลายไปเป็นศัตรู
จริยธรรมของการต่อสู้ในระดับที่สองนี้ เราจะไม่โจมตีฝ่ายตรงข้ามก่อน แต่จะหาหนทางในการแยกแยะความเป็นมิตรความเป็นศัตรูให้ชัดเจน หาหนทางใหม่ๆ ในการยั่วยุให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ
เมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง
ระดับที่สาม เป็นระดับของ “กรอบคิดใหม่” (Reframing)
เป็นระดับสำคัญที่เราเริ่ม “มองเห็น” ว่า “ไม่มีมิตรไม่มีศัตรู” มีแต่ “เพื่อนมนุษย์” เริ่มมองเห็น “ความเป็นคนอื่น” ในตัวเรา เรื่องราวที่เราเคยด่าเคยว่าคนอื่นนั้นบางทีเราเองก็ทำเหมือนเขานั่นแหละ
เราเริ่มมองเห็นแล้วว่าการโจมตีก่อนนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เป็นการทำลาย เป็นการสร้างศัตรูมากกว่าการที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน การต่อสู้ในระดับนี้เราเริ่มเข้าใจคู่ต่อสู้หรือศัตรูของเรามากขึ้น เราเลือกที่จะ “ไม่โจมตีก่อน” แต่เราจะยังคงป้องกันตัวเอง แต่ในระดับนี้บางครั้งการป้องกันตัวเองของเราก็ไปทำร้ายคู่ต่อสู้ของเราถึงแก่ชีวิต โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเรายังควบคุมพลังงานของเราได้ไม่ดีเพียงพอ
ระดับที่สี่ เป็นระดับของ “การก่อเกิดตัวตนใหม่” ของเรา (Regenerating)
ในระดับนี้เรากับเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน การต่อสู้ในระดับนี้ เราจะเป็นฝ่ายเฝ้าดู สังเกต ตั้งรับ เราจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีคู่ต่อสู้ของเราก่อน ในไอคิโดมีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ก็คือ “Protect the attacker” คือเราจะปกป้องดูแลผู้ที่มาโจมตีเราไม่ให้เขาบาดเจ็บได้อย่างไร
และนี่คือจริยธรรมระดับลึกที่สุดของศิลปะการต่อสู้
การต่อสู้ในระดับที่สี่ “มีความเป็นไปได้” ที่จะเกิดขึ้น และได้เกิดขึ้นแล้ว ในศิลปะการต่อสู้ชั้นสูงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอคิโด คาราเต้ ไท้ฉีฉวน หรือแม้แต่มวยไทยของเรา ผู้โจมตีจะถูกปลดอาวุธโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ
ถึงตรงนี้ ผมอยากจะให้เราลองย้อนมาดูตัวเรานะครับ ความเป็นจริงมีอยู่ว่า “ความขัดแย้ง” เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตมนุษย์ ในทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ไม่สถานที่ใดก็สถานที่หนึ่ง
เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่มีความขัดแย้งในชีวิตนี้
แต่คำถามก็คือ “เราเลือกที่จะ ‘จัดการดูแลความขัดแย้ง’ เหล่านั้นอย่างไร?”
“เราใช้ระดับไหนของศิลปะการต่อสู้ในการจัดการดูแลความขัดแย้งเหล่านั้น?”
มนุษย์ส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกเรื่องในระดับที่หนึ่งและสอง แต่ความเข้าใจเรื่อง “สี่ระดับ” แบบนี้จะช่วยทำให้มองเห็นว่า “เรายังมีหนทาง” และ “เรายังมีทางเลือก” ที่จะใช้ “ระดับการแก้ไขปัญหา” ที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม
“การฟังสี่ระดับ” ที่เคยเขียนไปแล้วก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพว่า แค่เรื่องง่ายๆ อย่างการฟัง คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ระดับที่หนึ่งและระดับที่สองอยู่ โดยรวมๆ ก็คือ “ยังไม่ฟังกันจริงๆ ด้วยหัวใจ”
เรื่องที่เขียนนี้ ผมยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องอุดมคติ
เป็นเรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ สามารถปฏิบัติได้จริง ถ้า “เรามองเห็น” และ “เราเลือก” ผมเชื่อว่าไม่เคยมี “เหยื่อของสถานการณ์” นะครับ มีแต่ว่าเราเลือกที่จะเป็นอย่างนั้นเท่านั้นจริงๆ ต่างหาก
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 29 มีนาคม 2551
บทความชิ้นนี้เป็นบทความที่อยากเขียนมานานแล้ว
ในแง่ของอาณาเขตทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินซึ่งจับต้องได้ เราจะมีการแบ่งเขตแบ่งอาณาเขตกันอย่างชัดเจน โดยทำออกมาในรูปของหลักหมุดที่ดิน เขียนแบบแล้วบันทึกไว้ในรูปของโฉนดที่ดินหรือเอกสารอื่นๆ มากมาย
แต่อากาศ (ที่จับต้องไม่ได้) เหนือที่ดินขึ้นไปก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ไม่น้อย ถ้าไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี และ “ยึดถือ” แต่เฉพาะอาณาเขตที่จับต้องได้ เรื่องราวแบบนี้เป็นปัญหาตั้งแต่ในระดับบ้านใกล้เรือนเคียงกันไปจนถึงในระดับประเทศ
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น บ้านที่อยู่ใกล้กัน บ้านหลังหนึ่งจุดไฟเผาเศษใบไม้อยู่เป็นประจำ แต่ลมจะพัดเอาควันไฟจำนวนมากเข้าไปยังเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน แบบนี้จะเป็นอย่างไร เอาล่ะ เรื่องอากาศก็อาจจะมีหลายคนบอกว่า ก็มีกฎหมายระบุเพิ่มเติมเข้ามา หรือในระดับประเทศก็จะมีการกำหนดน่านฟ้าอะไรต่างๆ
ผมอยากจะขอมาถึงเรื่องราวของ “เสียง” ซึ่งอาจจะเป็นรูปธรรมในอีกลักษณะหนึ่ง
เพื่อนบ้านเอื้อเฟื้อเปิดเพลงดังลั่นเข้ามารบกวนในขณะที่เรากำลังนอนหลับสบายๆ
สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งอุตส่าห์ไปตั้งอยู่ไกลบนภูเขา วันดีคืนดีก็มีเสียงคาราโอเกะแผดดังลั่นไปถึงยอดเขา แทนที่ผู้คนจะได้นั่งสงบปฏิบัติธรรมหรือฟังเสียงแมลงยามค่ำคืน
เพื่อนผมคนหนึ่งอุตส่าห์ลงทุนไปเช่าบ้านอีกหลังนอกเมืองออกไปไกลๆ เป็นสวนลิ้นจี่ หวังว่าจะได้มีความสงบยามค่ำคืนเพื่อที่จะได้ครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่กับความเงียบ ที่ไหนได้ต้องทนกับเสียงคาราโอเกะดังลั่น ไม่เที่ยงคืนตีหนึ่งไม่เลิกรา
เมื่อถึงเทศกาลลอยกระทง เสียงประทัดที่ดังมากและที่ “ไม่ได้รับเชิญ” ก็ได้สอดแทรกผ่านอากาศเข้ามาในหูของเรา
ปัจจุบันชุมชนต่างๆ นิยม “เสียงตามสาย” ประกาศข่าวตั้งแต่เช้าตรู่
งานเทศกาลประจำปีของจังหวัดจัดเครื่องเสียงที่แผดเสียงแบบบ้าระห่ำไปไกล ชนิดที่ดังไปรบกวนคนที่อยู่ไกลถึงอีกฟากหนึ่งของเมืองได้ด้วยความภาคภูมิใจ (คนอยู่ใกล้จะมีสภาพเป็นอย่างไรคงนึกภาพออกนะครับ)
เวลาที่ผมเดินทางโดยเครื่องบิน จะมีช่วงเวลาที่ต้อง “รอคอย” นานไม่น้อย เป็นช่วงเวลาที่ผม (และผมเชื่อว่าต้องมีคนอีกส่วนหนึ่งด้วย) ต้องการ “ความเงียบ” ในการพักผ่อน แต่ “เสียงจากโทรทัศน์” ที่ไม่พึงปรารถนาก็สอดแทรกเข้ามาในหูของเรา เรื่องนี้หลายคนอาจจะแย้งว่าก็เป็นเรื่องของสนามบินที่จะให้คนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่อย่าลืมว่าก็มีหลายคนไม่ได้ต้องการข้อมูลข่าวสารในเวลานั้นด้วยเหมือนกัน เพราะลำพังแค่เสียงประกาศตามปกติก็ถือว่าอึกทึกมากพอแล้ว
สนามบินน่าจะมีสถานที่ที่ “เงียบสงบ” บางส่วนด้วย อาจจะไม่จำเป็นถึงขั้นต้องสร้างเป็นห้องสำหรับการภาวนา (Meditation Room) แต่ขอให้มี “มุมสงบ” ไว้บ้าง ไม่ใช่ใช้การเปิดเสียงโทรทัศน์แบบดังลั่นตะพึดตะพืออย่างที่เป็นอยู่ อย่าลืมว่า “เสียง” ก็สามารถเป็นมลพิษได้แบบเดียวกันกับที่ “ควันบุหรี่” เป็นนะครับ
เรื่องนี้กินความไปถึง “สิ่งที่จับต้องไม่ได้” อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะยกตัวอย่างก็คือ เสาสะท้อนสัญญาณของบรรดาบริษัทมือถือต่างๆ ที่ปัจจุบันมีความพยายามในการติดตั้งเสาดังกล่าวให้กว้างขวางมากที่สุด ซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรนะครับ ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องของส่วนรวมที่ทุกคนต้องการสัญญาณมือถือดีๆ ชัดๆ ผมเพียงอยากจะชี้ให้เห็นและสอดคล้องกับบทความชิ้นนี้ก็คือ บรรดาเสาสะท้อนสัญญาณมือถือเหล่านั้น ถ้าเรามองแบบทั่วๆ ไปก็จะเห็นได้ว่า กระชับ ใช้พื้นที่ไม่มากนักเพียงไม่กี่ตารางเมตร และในต่างจังหวัดก็สามารถไปเช่าพื้นที่ในสถานที่ต่างๆ ได้ตามสะดวก
แต่ถ้าลองนึกถึงพลังงานที่เป็น “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” ที่มีพลังมหาศาลที่ถูกปล่อยออกมาในบริเวณนั้น ที่เราไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบต่อเซลล์ของเรา อวัยวะของเรา หรือร่างกายของเราหรือไม่อย่างไร? หรือทำไมคนในปัจจุบันนี้จึงเป็นโรคมะเร็งกันมากขึ้น เพราะเซลล์มะเร็งคือเซลล์ที่สื่อสารไม่ได้ ขาดการสื่อสารกับเซลล์อื่นๆ ของร่างกาย ทำให้มันเติบโตขึ้นโดยไม่สนใจเซลล์อื่นๆ
ผมไม่รู้ว่าคลื่นเหล่านี้จะไปรบกวนการสื่อสารของเซลล์ต่างๆ ทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย “รวน” และไม่สามารถ “สื่อสาร” ถึงกันได้หรือไม่ เหมือนกับตอนที่กัปตันเครื่องบินไม่ยอมให้ผู้โดยสารใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะจะไปรบกวนการสื่อสารของเครื่องบิน
ที่เขียนตรงนี้ไม่ได้มีเจตนานำเรื่อง “ความกลัวมะเร็ง” มาขู่นะครับ ในฐานะแพทย์ที่มีส่วนดูแลเรื่องสุขภาพ ผมไม่นิยมให้ใช้ “ความกลัว” มาเป็นเรื่องราวของการเรียนรู้หรอกนะ ผมเพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นประเด็นว่า มันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกัน เป็นเรื่องที่เราควรตระหนักและให้ความสำคัญด้วย
เขียนถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่สถาปนิกหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งของเมืองไทย คือ อาจารย์กรินทร์ กลิ่นขจร เคยเล่าให้ฟังว่า แม้แต่การติดป้ายโฆษณาต่างๆ ก็ส่งผลกระทบต่อ “ความรู้สึกรวม” ของเมือง ไม่ใช่ว่าใครนึกจะติดป้ายอะไรก็ได้ในที่ดินของฉัน ความรกรุงรังต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อผู้ที่พบเห็น ส่งผลกระทบต่อความเบาสบายของจิตใจของประชาชนทั่วไป อย่าว่าแต่ “เสียงที่ดังรบกวน” เซลล์สมองของเราแบบที่เป็นอยู่ในชีวิตประจำวันแบบนี้เลย
ตอนนี้ อาจารย์กรินทร์เองกำลังทำโครงการที่มีชื่อประมาณว่า “หรี่เสียงกรุงเทพฯ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยมากๆ และอยากจะชวนให้อาจารย์กรินทร์ทำเป็นโครงการ “หรี่เสียงประเทศไทย” ไปเลยจะดีกว่า
ซึ่งในเรื่องราวเหล่านี้ ผมคิดว่าความเข้าใจเรื่อง “วิทยาศาสตร์ใหม่” มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ผมเขียนบทความชิ้นนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะเรียกร้องหรือร้องเรียนอะไร เพียงแต่อยากจะลองชี้ให้เห็นถึงความคุ้นชินของพวกเราส่วนใหญ่ที่ยังมีแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่าที่เชื่อเฉพาะสิ่งที่เห็นจริง จับต้องได้ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “เรื่องที่จับต้องไม่ได้บางอย่าง” ซึ่งเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ใหม่ เช่น เรื่องของคลื่น เรื่องของพลังงานต่างๆ
ที่ลึกๆ แล้วหลายๆ คนก็อาจจะรับรู้ แต่ในเมื่อเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ก็เลยไม่เชื่อ ไม่ยอมรับเสียดื้อๆ แบบนั้นแหละ แต่ “เสียงที่ดังในแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้” ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเราทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับ “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นว่าเป็นจริงหรือไม่ต่างหาก
หรือเราจะยังคงคิดว่า เสียงเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ และไม่ต้องไปสนใจอะไรกับเสียงที่ดังมากและส่งผลกระทบอยู่ทั่วไปในสังคมขณะนี้??
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 12 มกราคม 2551
The Talmud
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 22 กันยายน 2550
ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์นี้ ผมยังรู้สึกว่าอยากจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจิตตปัญญาศึกษาอยู่ดี เพราะคิดว่ายังเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับสังคมในอนาคตอันใกล้นี้ หลายๆ ท่านพยายามขอให้ช่วย “นิยาม” หรือขอช่วย “ให้คำจำกัดความ” ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านๆ มาหลายๆ ท่านก็อาจจะไปเข้าใจว่า “จิตตปัญญาศึกษา” คือ “การนั่งสมาธิ” หลายๆ แห่ง หลายๆ โรงเรียน หลายๆ หน่วยงานก็จะมีหลักสูตรให้นักเรียนนักศึกษา “ไปเข้าวัดแบบเจ็ดวันเจ็ดคืน” ซึ่งการทำแบบนั้นก็อาจจะ “ทั้งใช่และไม่ใช่” “จิตตปัญญาศึกษา” ในแนวทางที่ผมเข้าใจ
เพราะถ้าจะถามความเห็นของผมเป็นการส่วนตัวอย่างสั้นที่สุดว่า “อะไร” คือ “ข้อแตกต่าง” สำคัญที่สุดที่ “จิตตปัญญาศึกษา” แตกต่างไปจากระบบการศึกษาทั่วไป
ผมอยากจะขอตอบด้วยคำๆ เดียวว่า “ญาณทัศนะ”
กล่าวคือระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปไม่ได้เน้นหรือนำพาหรือหล่อเลี้ยงหรือเอื้อที่จะทำให้เกิด “การบ่มเพาะญาณทัศนะ” แต่ใน “จิตตปัญญาศึกษา” คือระบบการศึกษาที่เน้นถึงการหล่อเลี้ยงให้ก่อเกิดและนำพา “ญาณทัศนะ” มาใช้
“ญาณทัศนะคืออะไร?” ผมคงจะไม่สามารถอธิบายได้โดยละเอียดในบทความชิ้นนี้ แต่ญาณทัศนะเป็นคุณสมบัติเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เหมือนกับเป็น “ความรู้สึกพิเศษ” ที่ปิ๊งแว้บออกมาในสภาวะที่เหมาะสม นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างก็อาศัย “ญาณทัศนะ” ในการทำงานและค้นพบ “งานชิ้นโบว์แดง” ของตัวเองมาทั้งหมดทั้งสิ้น
แต่มนุษย์ในปัจจุบัน “ถูกทำให้เชื่อ” เฉพาะเรื่อง “เหตุและผลในเชิงเส้นตรง” เท่านั้น และค่อยๆ ให้ความสำคัญกับ “ญาณทัศนะ” น้อยลงไปเพราะคิดว่าไม่มีเหตุมีผล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว “ญาณทัศนะ” มีเหตุและมีผลแต่เป็นไปในเชิงที่ซับซ้อนและไม่เป็นเส้นตรง เป็นสมการหลายชั้น
ในบทความชิ้นนี้ผมอยากจะเน้นให้เห็นถึง “ความสำคัญ” ของ “ญาณทัศนะ” ที่ระบบการศึกษาทั่วไปได้ละเลย จนทำให้การเรียนรู้ในเรื่องนี้ตกหล่นและขาดหายไป
ถ้าเราจะลองมาดูเรื่อง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของมนุษย์” ของดรายฟัสแอนด์ดรายฟัสที่ได้ทำวิจัยไว้ และพบว่าเราพอจะแบ่ง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้” ออกมาได้เป็นห้าขั้นดังต่อไปนี้คือ
ขั้นแรก เมื่อเราเริ่มเรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็จะเริ่มจากการเป็น “เด็กฝึกงาน” ก่อน เด็กฝึกงานก็จะทำอะไรตามขั้นตามตอน ตามกติกาทุกอย่าง เถรตรง เช่น เมื่อเริ่มเรียนดนตรีเราก็จะเริ่มจากการฝึกทำเสียงเบสิกต่างๆ
ขั้นที่สอง เป็น “เด็กฝึกงานก้าวหน้า” ก็จะเริ่มพลิกแพลงได้มากขึ้น เริ่มมีสถานการณ์บางอย่างเข้ามาทำให้เราไม่ต้องเถรตรงตามทฤษฎีตามขั้นตอนที่กำหนด เพราะเราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เออ ... มันพอจะพลิกแพลงได้บ้างแล้วนะ มันไม่ได้เสียหายอะไรนะ อะไรทำนองนั้น
ขั้นที่สาม เป็น “คนทำงานเป็น” คือเมื่อทำงานไปก็เริ่มสามารถก่อเกิดเป็น “ประสบการณ์” ในการทำงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ทั้งสามขั้นที่ว่านี้ก็เป็นเพียง “การเรียนรู้” ที่อาศัยการทำงานเชิง “เหตุและผล” ที่ใช้เพียงสมองซีกซ้ายที่ทำงานเกี่ยวกับตรรกะเหตุผลเท่านั้น
ขั้นที่สี่ เป็น “คนทำงานเก่ง” ในขั้นตอนนี้จะมีเรื่องราวของ “ญาณทัศนะ” เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ในขั้นที่สี่นี้ คนทำงานเก่งจะเริ่มฝึกฝนตัวเองในการใช้ “ญาณทัศนะ” ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้เมื่อสมองทั้งก้อนสามารถทำงานประสานสอดคล้องกัน
ขั้นที่ห้า เป็น “เซียน” ซึ่งเป็นขั้นตอนการเรียนรู้สูงสุดของมนุษย์ พัฒนาได้เต็มศักยภาพของมนุษย์ คือ สามารถนำ “ญาณทัศนะ” เข้ามาใช้ได้อย่างจริงจังเป็นเนื้อเป็นตัวของตัวเอง
และในชีวิตความเป็นจริงแล้ว มนุษย์สามารถที่จะ “พลิกแพลง” การทำงานของตัวเองไปได้ไกลกว่าการเรียนรู้ในสามขั้นตอนแรกที่เอ่ยถึงมาเบื้องต้นนี้ เช่น นักการตลาดที่เป็นเซียนจริงๆ แม้จะอาศัยข้อมูลเชิงตัวเลข แต่ในช่วงของการตัดสินใจจริงๆ นั้น พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญบนฐานของตัวเลขแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาศัย “ความรู้สึกลึกๆ” อะไรบางอย่างและหลายๆ ครั้งการตัดสินใจแบบนั้นดูเหมือนจะ “ขัดแย้ง” กับตัวเลข ขัดแย้งกับเหตุและผลที่ควรจะเป็น
“ความรู้สึกลึกๆ อะไรบางอย่าง” นี่แหละคือ “ญาณทัศนะ”
หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าสองขั้นตอนหลังนั้นเป็นเรื่องของ “ประสบการณ์” ที่ทำงานไปนานๆ ก็สามารถก่อเกิดได้เอง แต่เรื่องราวอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้คนมากมายทำงานมาตลอดชีวิตก็อาจจะทำได้เพียงแค่ “คนทำงานเป็น” หรือขั้นที่สามเท่านั้น ในขณะที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถพัฒนาความสามารถในเรื่องราวบางอย่างได้ตั้งแต่ยังอายุไม่มาก
หลายๆ คนอาจจะไปเรียกขั้นตอนที่สี่และที่ห้านี้ว่า “เป็นพรสวรรค์”
ผู้ช่วยทันตแพทย์ผู้หนึ่งยกมือขึ้นทันทีเมื่อผมถามในเวิร์คช็อปครั้งหนึ่งถึง “ประสบการณ์ในการเป็นเซียน” ของผู้เข้าร่วมแต่ละท่านที่ประกอบไปด้วยพยาบาลอาวุโสหลายท่าน ผมก็งงๆ มากว่า “เอ๊ะ หรือว่าน้องผู้ช่วยท่านนี้จะเข้าใจเรื่องที่ผมอธิบายไปผิด” ผู้ช่วยทันตแพทย์ที่เพิ่งทำงานได้สองวันจะมีประสบการณ์อะไรที่อยู่ในขั้นที่ห้าซึ่งมีญาณทัศนะได้ เธอบอกว่า “เธอมีประสบการณ์เป็นเซียนในเรื่องระนาด” ตอนที่หัดเรียนใหม่ๆ ก็ต้องเรียนตามขั้นตอนต่างๆ ถือไม้ระนาดอย่างไร ตีตรงไหนเป็นเสียงอะไร จนกระทั่งสามารถตีระนาดได้เป็นและตีเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ เธอสามารถตีระนาดได้ตามตัวโน๊ตทุกตัวได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ในระหว่างที่เล่นระนาดไปตามตัวโน๊ตในวันนั้น เธอรู้สึกว่า บางตัวโน๊ตเธอไม่อยากจะเล่นตามตัวโน๊ตที่กำหนดไว้ แต่อยากจะตีเสียงไปตามความรู้สึกและพบว่า “กินใจผู้ฟัง” ได้มากกว่าการเล่นตามตัวโน๊ตแบบทื่อๆ
ในความเป็นจริง “ญาณทัศนะ” เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งหากว่าเราสามารถเข้าใจ เราจะสามารถพัฒนาให้ก่อเกิดขึ้นมาได้จริง ทำซ้ำได้จริง และสามารถทำได้เรียนรู้กันได้ในระบบการศึกษา เช่น ระบบการศึกษาแบบ “จิตตปัญญา” ที่ว่านี้นี่เอง สำหรับผมแล้วปัจจัย “อะไรก็ได้” ที่สามารถเอื้อให้เกิดญาณทัศนะ ล้วนแล้วแต่เป็น “จิตตปัญญาศึกษา” ทั้งสิ้น
และท้ายสุดที่สำคัญที่ไม่อยากจะให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับ “เซียน” ก็คือ เราต้องการให้ผู้คนสัมผัส “ญาณทัศนะ” กันมากๆ และหาหนทางเพื่อการเรียนรู้ “ญาณทัศนะ” กัน แต่ไม่ได้หมายความว่า “เราต้องการให้เกิดความเป็นเลิศ” ในเชิงการแข่งขันนะครับ
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 30 มิถุนายน 2550
“What gets us into trouble is not what we don’t know. It is what we know for sure that just ain’t so.” Mark Twain
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 10 มีนาคม 2550
ตามที่ท่านผู้อ่านก็คงพอจะได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ “จิตตปัญญาศึกษา” หรือ “การศึกษาด้วยใจที่ใคร่ครวญ” ไปบ้างแล้วว่าจะเป็นเรื่องที่ “มีความสำคัญมาก” ต่อ “ระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้” นี้เพราะ “ความเข้าใจตัวตนด้านใน” ของผู้เรียนนั้นเป็นเรื่องที่ระบบการศึกษาทั่วๆ ไปที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกระดับตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงปริญญาเอกยังขาดแคลนเป็นอย่างมาก
ความคืบหน้าที่เป็น “รูปธรรม” หนึ่งที่ได้เกิดขึ้นมา “จากการคิดร่วมกัน” ของผู้ใหญ่หลายๆ ท่านโดยเฉพาะท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ท่าน ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ก็คือได้เกิด “ทีมงาน” ที่ร่วมกันทำงาน ร่วมกันศึกษาและวิจัยเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยทีมงานทั้งหมดร่วมสามสิบกว่าท่านนั้นได้ “ลงไม้ลงมือศึกษา” ด้วยตัวเอง นำพาตัวของพวกเขาไปศึกษาร่วมกันในศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึง “ความเป็นจิตตปัญญาศึกษา” ในขณะเดียวกันก็มีทีมที่จะทำวิจัยร่วมประกบกับการลงมือศึกษาจริงของทีมงานเหล่านี้ไปด้วย
“ทีมงาน” เหล่านี้ประกอบด้วยการ “ร่วมมือกัน” ของพันธมิตรหลายส่วนได้แก่ รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี, ผศ.นพ.ธนา นิลชัยโกวิทย์, ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา, ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ และคนอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยมหิดล อ.ประภาภัทร นิยม จากอาศรมศิลป์ คุณปรีดา เรืองวิชาธร จากเสมสิกขาลัย ณัฐฬส วังวิญญู จากสถาบันขวัญเมือง คุณจิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร จากสัตยาไส รวมไปถึงอีกหลายท่านจากศูนย์คุณธรรม จากเสถียรธรรมสถาน จากหาดใหญ่และคนอื่นๆ
ทีมงานเหล่านี้ได้ตกลงกันที่จะทำการศึกษาร่วมกันโดยจัดให้มี “กระบวนการเรียนรู้” ในเรื่องราวต่างๆ ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับ “จิตตปัญญาศึกษา” ทั้งหมดสิบครั้งโดยเริ่มตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา และเมื่อถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ ก็จะประชุมร่วมกันเพื่อ “หาแกนหลัก” หรือ “แก่นแท้ของความเป็นจิตตปัญญาศึกษา” เท่าที่เป็นไปได้ที่คงจะไม่ใช่ “ข้อสรุปตายตัว” ว่าจิตตปัญญาศึกษาจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นเท่านั้น
และเรื่องราวที่เป็น “รูปธรรมสำคัญ” ที่คาบเกี่ยวไปด้วยกันก็คือ “การร่างหลักสูตร” เพื่อใช้จริงกับนักศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่คิดว่าจะตั้งเป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาโทในเบื้องต้น
ในช่วงวันที่ ๒๑ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมาก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทีมงานจิตตปัญญาศึกษาได้มาร่วมเรียนรู้กับทางสถาบันขวัญเมืองที่เชียงรายเป็นเวลา ๕ วัน
สิ่งที่ผมได้สัมผัสกับทีมจิตตปัญญาศึกษาทีมนี้ ก็คือ
เป็นทีมที่ “มีความพร้อมมาก” ในเรื่องการเรียนรู้ ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ในแวดวงของการเรียนรู้ด้านใน แต่ก็มีความตั้งใจเปิดใจเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก ทำให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของพวกเราที่เชียงรายในครั้งนั้นเกิดผลขึ้นในเวลาที่รวดเร็วมาก
ทีมนี้ได้รวม “ยังเติร์ก” ของระบบการศึกษาเป็นอย่างดี ดังที่ อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้พูดเปรียบเทียบไว้ว่าเสมือนหนึ่งเป็นการ “ส่งมอบคบไฟ” ของคนในรุ่นที่อาวุโสกว่าอย่างท่าน อ.หมอประเวศ อ.สุมน อ.ประภาภัทร ฯลฯ เพื่อมอบหมายให้ “คนรุ่นใหม่” เหล่านี้ได้ทำหน้าที่ “ถือคบไฟ” ต่อไปอย่างก้าวหน้าถูกทิศถูกทางและหนักแน่นมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ผมพบ “ปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลง” บางอย่างที่เกิดขึ้นกับทีมจิตตปัญญาศึกษานี้ในช่วงเวลา ๕ วันที่พวกเราเรียนรู้ร่วมกันอยู่สองสามประการคือ
หนึ่ง ไม่มากก็น้อย ผู้คนในทีมนี้รู้สึกว่าตัวเองและทีม “ถูกคาดหวัง” จากผู้ใหญ่ (บางท่าน) หรือจากผู้ให้ทุนจากสังคมหรือใครก็ตาม “ค่อนข้างมาก” ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะคิดไปเองก็ได้นะครับ แต่ที่แน่ๆ คือ “ผู้คนในทีมนี้” ได้ “รับรู้ภาระนี้” ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากเพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คือถ้าผู้คนในทีมได้รับรู้ “ความคาดหวัง” ที่ไม่ว่าจะมาจากอะไรก็ตาม แล้วเขา “แปลผล” ให้เป็น “สิ่งที่ให้คุณค่า” หรือ “สิ่งที่ให้ความสำคัญกับการทำงานในชีวิต” เรื่องราวก็จะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และมีพลัง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาเหล่านี้ “แปลผล” ไปเป็น “สิ่งที่กดทับหรือภารกิจที่หนักอึ้ง” มันก็อาจจะเหมือนกับเวลาที่นักกีฬาไทยถูกคาดหวังว่าจะได้กี่เหรียญๆ อะไรแบบนั้นกระมัง
ประการที่สอง ทีมนี้เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเรื่อง “ความคิด” ที่เป็นไปอย่างล้ำลึกมาก แต่ความสมดุลเรื่องฐานกายหรือปัญญากายอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิด “พลังชีวิต” ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด “แรงบันดาลใจ” และ “ความมุ่งมั่น” ที่ “สม่ำเสมอเพียงพอ” ในการทำงานและดำเนินชีวิต กิจกรรมที่เพิ่มและเสริมสร้างปัญญากายเพื่อ “เพิ่มพลังชีวิต” จึงมีความหมาย และผมพบว่าหลายๆ คนได้เริ่มเห็นความสำคัญ และหลายๆ คนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองในเรื่อง “พลังชีวิต”
สาม ผมต้องขอพูดอย่างไม่เกรงใจแต่ด้วยความปรารถนาดีว่า ความเป็นทีมของทีมจิตตปัญญาศึกษาในช่วงเวลาที่พบนั้น ยังเป็นแค่คนมาอยู่ร่วมกันเพื่อเรียนรู้เฉพาะในงานอบรมหรือประชุมกันเพื่อทำงานเท่านั้น แต่ “ความเป็นชุมชน” ยังไม่ได้ก่อเกิด “มากพอ” ที่จะทำให้เกิด “การเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง”
อย่างไรก็ตาม ในวันสุดท้ายของเวิร์คชอปที่พวกเราเรียนรู้ร่วมกัน ผมพบว่าการมาเชียงรายของทีมจิตตปัญญาศึกษาในช่วงนี้ได้ทำให้ “ภาระทางใจ” เรื่อง “ความคาดหวัง” จากหลายๆ ส่วนของทีมนี้ “ลดน้อยลง” และ “แปรสภาพ” เป็นพลังด้านบวก “ไม่น้อยเลย” หลายๆ ท่านเห็นความสำคัญของ “ปัญญากาย” และผมยังพบว่าทีมนี้กำลังมีการก่อเกิด “ความเป็นชุมชน” หรือกำลังก่อเกิด “ความเป็นชนเผ่าจิตตปัญญาศึกษา” เพราะเรื่องนี้จะเป็น “หัวใจที่สำคัญที่สุด” ที่จะทำให้ “ทีมจิตตปัญญาศึกษา” นี้อยู่ด้วยกันได้ ทำ “งานที่แท้จริง” ร่วมกันได้สำเร็จ
คำว่า “งานที่แท้จริง” นั้นอาจจะไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า “ทำงานเสร็จ” ไปตามโครงการที่วางไว้กับผู้ให้ทุนเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึง “การทำงานร่วมกันได้แบบร่วมกันจริงๆ” “อยู่ร่วมกันได้” และสามารถ “สร้างคนใหม่ๆ” หรือ “คนรุ่นใหม่” ให้เกิดขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ
ให้สมดั่งความตั้งใจของเหล่าผู้อาวุโสที่ได้ “มอบหมายคบไฟ” มาให้กับคนรุ่นนี้ เพื่อจะได้ฉายแสงและส่องทางที่ถูกต้องให้แก่สังคมไทยต่อไป โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็น “ภาระที่หนักอึ้ง” แต่เป็น “ภารกิจที่เต็มใจรับมอบ”
ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 10 กุมภาพันธ์ 2550
ผมพบว่า “แรงบันดาลใจ” เป็นเรื่องที่สำคัญต่อมนุษย์ทุกคนทั้งในการใช้ชีวิต ในการเรียนหนังสือ ในการทำงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคม
แต่หลายๆ คนก็พบว่าบางครั้ง “แรงบันดาลใจ” ของเราก็ลดน้อยถอยลงหรือหายไปไหน หลายๆ คนก็สงสัยว่า “ทำไมแรงบันดาลใจของฉันจึงไม่มากเท่ากับตอนที่เรียนจบใหม่ๆ”
แล้วก็มาถึงคำถามที่ว่าเราจะสร้าง “แรงบันดาลใจ” ขึ้นมาได้อย่างไร
ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ผมพบว่าการศึกษาเรื่องราวการทำงานของสมอง ทำให้ผมพอจะพบ “กายวิภาคและสรีรวิทยา” ของ “แรงบันดาลใจ” ว่าอยู่ที่ไหนและจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
จากการศึกษาเรื่องราวของสมองสามชั้นของมนุษย์ตามวิวัฒนาการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ ที่ทำโดย พอล แมคลีน และโจเซฟ ชิลตัน เพี๊ยซ ได้นำมาอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “กระบวนการเรียนรู้” และทำให้เกิดความเข้าใจที่พุ่งทะลุได้อย่างมากมายในเรื่องของการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ใหม่นั้น ได้ถูกเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเพี๊ยซเองที่ชื่อว่า The Biology of Transcendence อย่างสั้นๆ ที่สุด สมองทั้งสามชั้นตามขั้นตอนการวิวัฒนาการนั้นได้แก่
สมองชั้นต้น คือสมองสัตว์เลื้อยคลาน เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตพื้นฐานของมนุษย์หรือเจตจำนงในการดำรงชีวิต (Willing) เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ในช่วงเจ็ดขวบปีแรก เป็นต้นกำเนิดของปัญญากาย วิวัฒนาการต่อมาคือสมองชั้นกลางหรือสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก (Feeling) ในเจ็ดขวบปีที่สอง และวิวัฒนาการต่อมาเป็นสมองชั้นนอกหรือสมองใหญ่ของมนุษย์ เป็นสมองส่วนที่ใช้คิด (Thinking) ในลักษณะของตรรกะเหตุผลในสมองซีกซ้ายและความคิดสร้างสรรค์ในสมองซีกขวา เวลาที่เขียนถึงช่วงอายุนั้นไม่ได้หมายความว่าใครที่เลยเจ็ดขวบไปแล้วจะหมดสิทธิ์พัฒนาสมองชั้นต้นนะครับ สมองมนุษย์สามารถพัฒนาได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอายุเท่าไร
สมองทั้งสามชั้นจะมีการทำงานอยู่ในสองโหมด ก็คือปกติและปกป้อง ความเป็นปกติของสมองชั้นต้นก็คือการกล้าเผชิญ มีเจตจำนง และมีแรงบันดาลใจ เช่นเวลาที่เรารู้สึก “ฮึดสู้” หรือ “มีแรง” ก็เป็นเวลาที่เรากำลังใช้ความเป็นปกติของสมองชั้นต้นนี้นั่นเอง แต่ถ้าอยู่ในความเครียดหรือจะต้องป้องกันตัวเองแล้วสมองชั้นนี้จะนำพาให้เกิดความกลัว ความแหย หนี
ตัวอย่างสมองสัตว์เลื้อยคลาน ได้แก่กิ้งก่าหรือตุ๊กแกนั้น เมื่อมองเห็นวัตถุที่มันแปลผลว่าเป็นอาหาร มันจะกระโจนเข้าใส่ทันทีด้วย “แรงบันดาลใจ” อันเปี่ยมล้นซึ่งเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานเพื่อให้ชีวิตของมันดำรงอยู่ได้ แต่ถ้ามันแปลผลว่าวัตถุนั้นเป็นสิ่งที่เป็นภัยคุกคาม มันจะวิ่งหนีจู๊ดทันที (fight 0r flight)
ในบทความชิ้นนี้ผมจะโฟกัสอยู่เฉพาะเรื่องราวของสมองชั้นต้นที่เป็นต้นกำเนิดของ “แรงบันดาลใจ” เพราะถ้าเราอยากจะเข้าใจเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ เราคงจะต้องทำความเข้าใจกับสมองชั้นต้นหรือสมองสัตว์เลื้อยคลานนี้ให้ดีๆ คือในการเรียนรู้ของสมองชั้นต้นที่เป็นสมองสัตว์เลื้อยคลานนั้น จะมีการเรียนรู้สองอย่าง หนึ่งคือ “การเลียนแบบ” ตัวอย่างเช่นเราจะเห็นเด็กเล็กๆ ในช่วงเจ็ดขวบปีแรก นอกจากจะชอบหยิบจับฉวยด้วยการลงไม้ลงมือแล้ว (ปัญญากาย) ยังชอบเลียนแบบ การเลียนแบบที่ดีหรือการมีแบบอย่างที่ดีๆ ก็จะสามารถเป็นการสร้างเสริมแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี
สองคือ “การทำซ้ำ” เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การเปิดพื้นที่ให้ จะทำให้การทำซ้ำและเกิดเป็นวินัยจากด้านใน วินัยที่ดีจะต้องสร้างจากด้านใน ไม่ใช่เกิดจากกฎระเบียบจากภายนอก
ในการทำเวิร์คช็อปเป็นเวลาสามวันสองคืนด้วยสุนทรียสนทนา เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ นี้กับอาจารย์จากคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวนประมาณสิบกว่าท่าน นำโดยอาจารย์หมอวิชัย วิวัฒน์คุณูปการณ์ และอาจารย์หมออารีรัตน์ นิรันต์สิทธิรัชต์ พวกเราพบว่าบรรดาอาจารย์ทันตแพทย์เหล่านี้ให้ความสนใจกับ “การสร้างแรงบันดาลใจ” ว่า เอ๊ะ แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้นักศึกษาแพทย์เกิดแรงบันดาลใจในการเรียน ในการทำงาน? คำถามข้อนี้เกิดขึ้นมาหลังจากที่ผมได้บอกเล่าเรื่องราวของความเป็นปกติกับเรื่องของสมองสามชั้นข้างต้นไปแล้ว
อาจารย์คณะทันตแพทย์ท่านหนึ่งบอกว่า อาจจะต้องมี “แบบอย่าง” ตัวเธอเองก็มีอาจารย์ต้นแบบที่เธอรู้สึกว่าเป็นฮีโร่ของเธอตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาทันตแพทย์ เป็น “แรงบันดาลใจ” ให้กับเธอที่เมื่อได้มีโอกาสมาเป็นอาจารย์ทันตแพทย์เอง เธอก็รู้สึกว่าอยากจะเป็นอาจารย์ทันตแพทย์ที่ดีๆ แบบนั้น
ปัญหาที่ทำให้ผู้คนในปัจจุบันขาดแรงบันดาลใจจึงมีสาเหตุจากสองเรื่องใหญ่ก็คือ
หนึ่ง คือเราไม่ได้เข้าใจเรื่องความสมดุลของสมองสามชั้น ระบบการศึกษาทั้งหมดไปเน้นการพัฒนาสมองชั้นนอกเท่านั้น และก็มักจะเน้นจะเฉพาะเพียงสมองซีกซ้ายของสมองชั้นนอกเท่านั้นเองด้วย เราขาดการเรียนรู้ปัญญาของสมองชั้นต้น เราขาดการเรียนรู้ปัญญาของสมองชั้นกลาง
สอง เรายังไม่ได้ใช้ “ความเป็นปกติ” ของสมองชั้นต้น แต่ด้วยความเครียด เรากลับไปนำพาให้สมองชั้นต้นต้องใช้ “การปกป้องตัวเอง” แทน
“บริโภคนิยม” เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของความพยายามในการใช้ “ด้านมืดหรือด้านลบ” ของสมองชั้นต้น เพราะ “บริโภคนิยม” นั้นมากระตุ้นให้คนเกิดความอยากแบบไม่มีที่สิ้นสุด ต้องการอาณาเขตแบบสัตว์เลื้อยคลานแบบไม่มีที่สิ้นสุด และในที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมองชั้นต้นถูกทำให้กลายเป็นด้านลบทั้งหมด สิ่งที่พัฒนาไปพร้อมกับ “ด้านมืด” ของสมองสัตว์เลื้อยคลานก็คือความกลัว ความแหย และการหนีปัญหาในระยะยาว “บริโภคนิยม” จึงกลายไปเป็นตัวทำลายแรงบันดาลใจของมนุษย์ เหมือนกับที่อนาคินในภาพยนตร์เรื่อง สตาร์วอร์ เลือกที่จะใช้ “ด้านมืด” ของพลัง จึงทำให้เขาต้องกลายเป็นไปเป็น ดาร์ท เวเดอร์ ที่มีพลัง แต่อยู่ในด้านมืดตลอดชีวิต
“ความกลัว” จะกลับกลายเป็นการไป “ทำลาย” แรงบันดาลใจของมนุษย์ไปทั้งหมดทั้งสิ้น
ดังนั้น ถ้าเราจะลองนำ “องค์ความรู้” เรื่องสมองสามชั้นนี้มาใช้ เราก็จะพบว่าโดยหลักๆ แล้ว “การสร้างแรงบันดาลใจ” ก็คือ “การสร้างสมองชั้นต้นให้แข็งแรงและให้เป็นปกติ” เพราะถ้าสมองชั้นต้นไม่แข็งแรงและไม่เป็นปกติ สมองชั้นต้นก็จะนำพาเราไปสู่ด้านมืดหรือด้านลบของมัน ก็คือ “ความกลัว” และ “การไม่กล้าเผชิญ” ดังกล่าว
กิจกรรมอย่างเช่น ไท้ฉีฉวน โยคะ การฝึกลมหายใจที่รับรู้กับกาย (กายาวิปัสนา) หรือแม้แต่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นการเสริมสร้างสมองชั้นต้นได้เป็นอย่างดี เพราะได้มีการกระทำลงไม้ลงมือ เป็นการกระทำที่ซ้ำๆ เป็นรูปแบบที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ
ถ้าสมองชั้นต้นสามารถกลับมา “เป็นปกติ” ได้เราจึงจะสามารถสร้าง “แรงบันดาลใจ” ที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้และเมื่อนั้น “บริโภคนิยม” ก็จะไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้อีกต่อไป
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 11 พฤศจิกายน 2549
เวลาที่เราเขียนถึงเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องราวที่เป็น “นามธรรม” หรืออาจจะ “ไม่มีรูปธรรมชัดเจน” เรามักจะต้องใส่คำว่า “ในความหมายของผม” หรือ “ในความเห็นของผม” เช่นเวลาที่เราจะถามว่า “ใครสักคนสวยหรือไม่?” เราก็มักจะตอบว่า “อืมม..ผมว่าก็สวยดีนะ” อะไรทำนองนี้
ผมคิดว่า “ความหมายของจิตวิวัฒน์” เองก็เช่นกัน ค่อนข้างเป็น “นามธรรม” ที่หลายๆ คนก็สงสัยว่ามันคืออะไรและ “รูปธรรม” ที่ออกมาเป็นกลุ่มต่างๆ เป็นการปฏิบัติการหลายๆ อย่างก็อาจจะเป็นเพียง “การให้ความหมายของ” คนบางกลุ่มคนบางคนเท่านั้นกระมัง??
ผมมีความรู้สึกว่า อยากจะเขียนถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ก็ด้วยเหตุผลบางประการ
หนึ่ง คือเรามีกลุ่มจิตวิวัฒน์มาร่วมสามปีเต็มๆ แล้วนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๖ มีการพูดคุยกันเดือนละหนึ่งครั้งๆ ละหนึ่งวันเต็มๆ
สอง ข้อนี้อาจจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผม คือผมมีความเข้าใจว่า “รูปธรรม” หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาจากคำว่า “จิตวิวัฒน์” อาจจะไม่ได้ตรงกับ “รูปธรรม” ที่ตัวผมเองนึกคิดเอาไว้และก็อาจจะไม่ได้ตรงกับรูปธรรมกับที่หลายๆ ท่านนึกคิดเอาไว้
บางคนถามว่า จิตวิวัฒน์หมายถึงจะต้องเข้าวัดใช่มั๊ย? หมายถึงจะต้องไปนั่งสมาธิกันใช่มั๊ย? หมายถึงว่าจะต้องคุยกันเรื่องปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์ยากๆ ใช่มั๊ย? หมายถึงว่าจะต้องเป็นคนดีเท่านั้นใช่มั๊ย?
หรือแม้แต่ว่าเมื่อนำ “แบรนด์เนมจิตวิวัฒน์” ไปใช้แล้วเหมือนกับการ “ตีตราแบบเชลล์ชวนชิม” เลยว่า “คุณจะต้องเป็นคนดี” ตรงนี้น่าเป็นห่วงครับ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรา “ตีตรา” อะไรก็อาจจะมีความหมายไปว่า “คนอื่นๆ แย่กว่าคุณ” หรือ “คนอื่นๆ ไม่ได้เป็นคนดีเหมือนกับคุณ”
นอกจากนั้นยังอาจจะเป็นเรื่องที่ “น่าชวนหมั่นไส้” ให้กับหลายๆ คนอีกด้วย
ผมเชื่อว่าพวกเราที่ทำงานในกลุ่มจิตวิวัฒน์ไม่ได้ต้องการ “ตีตรา” แบบนั้น อาจารย์หมอประเวศ วะสี ต้องการให้พวกเรารวมกลุ่มกันเพื่อที่จะ “เป็นหลัก” ในการ “สร้างสรรค์สังเคราะห์” องค์ความรู้ที่สำคัญๆ และจะเป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์กับคนไทยต่างหาก
และผมก็รู้สึกว่าพวกเราทำหน้าที่ได้ “ดีในระดับหนึ่ง” แต่โดยส่วนตัวผมไม่ต้องการรับ “การตีตรา” ว่าเป็นคนดี ผมรู้สึกไม่อิสระ ผมรู้สึกว่าการเป็นคนดีก็เป็นกับดักอย่างหนึ่งเหมือนกันเป็น “กับดักของอัตตา” ที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ใช้คำว่า “อัตตาหยดสุดท้าย” เพราะหลายคนที่เป็นคนดีจะรู้สึกว่า “อัตตาของตัวเอง” นั้นเหลือน้อยมากเต็มที น้อยจนกลายเป็น “อัตตาหยดสุดท้าย” แต่แท้ที่จริงแล้วถ้าเราไม่เท่าทันมันจริงๆ เจ้าอัตตาหยดสุดท้ายนี่แหละที่ “แสบชะมัด” เพราะมันพร้อมจะขยายตัวไปเป็น “อัตตาตัวโต” ได้อย่างรวดเร็วทันทีภายในเสี้ยววินาที
ผมรู้สึกว่าผมเพียงทำหน้าที่ที่อยากจะทำ เพราะเมื่อเวลาที่อาจารย์ประเวศชวนผมนั้น ผมปิ๊งทันทีและตอบรับด้วยความเต็มใจทันทีเลย เพราะเป็นงานที่ผมทำอยู่แล้วกับกลุ่มที่เชียงรายถึงแม้จะไม่มีกลุ่มจิตวิวัฒน์
ผมเชื่อว่าคนหลายคนที่หลากหลายมากขึ้นทำงานร่วมด้วยกันจะมีพลังมากกว่าทำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องรู้สึกไม่ดีอะไรหรือจะเป็นการคิดขัดแย้งหรือตัดพ้อแต่อย่างไรนะครับ ผมเพียงรู้สึกว่าในฐานะที่ตัวผมเองมีส่วนร่วมกระทำอยู่ในความหมายของคำว่า “จิตวิวัฒน์” ผมน่าจะใช้เวลาที่ครบรอบสามปีเต็มของกลุ่มจิตวิวัฒน์นี้ได้ใคร่ครวญถึง “ความหมาย” ตามที่ผมเข้าใจและบอกกล่าวกับเพื่อนๆ ที่ร่วมคิด เหมือนกับว่าเวลาที่เราเดินทางไกลไปด้วยกัน เมื่อเดินทางถึงจุดพักจุดหนึ่งเราก็ควรจะต้องเช็คแผนที่ของเรา เช็คเป้าหมายของเราว่าเราเดินทางมาอย่างไร ถูกเส้นทางแล้วหรือยัง แน่นอนว่าเส้นทางอาจจะมีได้หลายเส้นทางและหลายๆ ท่านที่ร่วมเดินทางก็อาจจะอยากแวะไปเที่ยวน้ำตกก่อน บางท่านอาจจะขอแวะชมนกชมไม้กันก่อน หรือแม้แต่หลายท่านอาจจะไม่อยากพักเลย อยากจะขับรถทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ถึงเป้าหมายโดยเร็ววันที่สุด
ผมเคารพทุกความเห็น เพราะผมเชื่อว่าทุกเส้นทางสามารถนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้
ที่อยากจะบอกเล่าในบทความชิ้นนี้จึงเป็นหรือหมายถึงเฉพาะ “เส้นทางของผม” ที่อยากจะแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางของผมจะดีที่สุดเลิศที่สุดประเสริฐสุด
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยกับคำว่า “จิตวิวัฒน์” ผมคิดว่า “เป้าหมายนี้” สำคัญมากและสำคัญที่สุดจริงๆ และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ศึกษาเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางสังคมต่างก็จะมองเห็นความจริงข้อนี้กันทุกคน
สำหรับผมแล้วผมเชื่อว่าการเดินทางสู่ “จิตวิวัฒน์” เป็นเส้นทางที่ธรรมดาๆ ธรรมดาและสามัญเหลือเกิน เป็นเส้นทางที่อาจจะไม่ต้องทำอะไรมากมาย เพียงแต่เรา “ใช้ชีวิตให้เต็ม” ใช้ชีวิตให้พอเหมาะพอดี สร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวโดยไม่ต้องแยกมันออกไปแบบที่ฝรั่งเคยสอนไว้
เพียงแต่ “ขอเวลา” หรือ “มีเวลา” ให้กับการดูแล “เรื่องราวภายในตัวเอง” ให้มากขึ้นกว่าที่เดิมคนส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาในการดูแลเรื่องราวภายนอกตัวเรา และคำว่า “มากขึ้นกว่าเดิม” จะเป็นสัดส่วนเท่าไรที่แม้จะเพียงสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดของคุณ ก็เป็นที่ยอมรับได้สำหรับผมแล้ว
ขอเพียงให้เรา “มีเวลา” ที่จะพูดคุยกันให้มากขึ้น พูดคุยกันให้ลึกซึ้งขึ้น และมีความเป็นชุมชนที่ไม่ใช่พูดคุยกันแต่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น แต่ “ดูแลกันและกัน” เพราะบางทีเพียงแค่การได้มาพบกันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ไม่ต้องมาถามว่าคุยกันแล้วได้งานอะไรซึ่งดูเป็นนิวตันเสียเหลือเกิน
ผมเห็นด้วยกับ วิจักขณ์ พานิช ที่เคยบอกไว้ว่า บางทีถ้าเราพยายามอธิบายเรื่องราวมากจนเกินไปก็จะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสน ผมเองก็พบว่าบางทีเรื่องราวก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพียงแต่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของตัวเองและของกลุ่มชุมชนเล็กๆ ที่ดำรงอยู่
ผมรู้สึกว่าบางทีพวกเราหลายคนไปแบกโลกไว้มากเกินไป บางทีโลกอาจจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือหรอกนะ เพราะยังไงๆ เสียโลกก็ไม่แตกหรอก อย่างมากก็แค่เกิด 6th Extinction (การสูญพันธุ์ครั้งที่ ๖)
ผมรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสบอกเล่า แม้ว่าจิตวิวัฒน์ในความหมายของผมอาจจะไม่ได้ตรงกับหลายๆ ท่านคิดหรืออยากให้เป็นเสียทีเดียว
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 11 มกราคม 2551
“Because questions are intrinsically related to action, they spark and direct attention, perception, energy and effort…….Creativity requires asking genuine questions, those to which an answer is not already known.”
Marilee Goldberg