สนามแม่เหล็กโลกเกี่ยวกับดวงอาทิตย์จริงๆ



โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555

ก่อนจะลงไปในเนื้อหาสาระของสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ที่เกี่ยวข้องควบคุมสนามแม่เหล็กโลก ในฐานะที่ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางร่วมของพลังงานแม่เหล็กธรรมชาติ ของการแลกเปลี่ยนพลังงานธรรมชาติกับสนามแม่เหล็กโลก ที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่าคงมีมานานตั้งแต่เริ่มมีระบบสุริยะ จึงใคร่ขอเล่าเรื่องส่วนตัวสักเล็กน้อย ผู้เขียนเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์โดยมีคอลัมน์เป็นของตัวเองก่อนจะมาร่วมกับชมรมจิตวิวัฒน์กว่า ๙ ปี รวมที่ได้เขียนมาถึงกว่า ๒๐ ปี จึงขอขอบใจหนังสือพิมพ์มติชนที่ได้เอื้อเฟื้อชมรมจิตวิวัฒน์

ผู้เขียนได้เขียนหนังสือเพื่อหาเงินจริงๆ ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ไม่นับการเขียนบทความกับเรื่องสั้นที่ลงในหนังสือต้อนรับน้องใหม่เมื่อยังอยู่ที่จุฬาฯ ทั้งนี้ ต้องขอบใจหมอประเวศ วะสี ที่ได้ให้เงินมาเปล่าๆ ๑ แสนบาทโดยไม่มีอะไรตอบแทน เพราะผู้เขียนไม่มีเงินเลยจริงๆ ในปีนั้น ซึ่งผู้เขียนได้ใช้ซื้อคอมพิวเตอร์ในราคาเกือบครึ่งหนึ่งของเงินที่หมอประเวศให้มา และนั่นคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เขียนและการเป็นนักเขียนหน้าใหม่

นิยายที่ผู้เขียนเขียนเรื่องแรกโดยคอมพิวเตอร์นั้นเป็นภาษาอังกฤษ และได้พยายามติดต่อโรงพิมพ์ที่เมืองนอกไม่รู้ว่ากี่แห่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ตอนที่เขียนใหม่ๆ มีหนังสือพิมพ์ที่ผู้เขียนเขียนเป็นประจำทุกอาทิตย์ถึงห้าฉบับจนไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ก็ต้องขอบใจสยามโพสต์ (ไทยโพสต์ในปัจจุบัน) ที่ให้ผู้เขียนได้ตั้งต้นชีวิตใหม่
ที่พูดเรื่องส่วนตัวนั้นก็เพราะรู้ตัวว่าแก่ชรามากแล้ว คงจะเขียนได้ไม่นาน ผู้เขียนเคยบอก ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ว่ารู้ตัวว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่ออายุครบ ๘๔ บริบูรณ์ และปีนี้ผู้เขียนก็ครบเวลาที่ว่านั้นแล้ว อีกอย่างหนึ่งผู้เขียนนั้นตาก็มองไม่เห็นแล้วจากโรคแม็คคูล่าดีเจนเนอเรชั่น อันเป็นโรคที่เสื่อมถอยอย่างหนึ่ง การมองไม่เห็นของผู้เขียนจึงเป็นเหตุให้ผู้เขียนแทบจะพึ่งความจำแต่เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วยถ้าหากมีอะไรบกพร่อง หรือว่าข้อมูลเก่าเกินไป หรือไม่ถูกต้องทั้งหมด

ผู้เขียนมีลูกบุญธรรมยี่สิบกว่าคน และเมื่อเร็วๆ นี้ ลูกบุญธรรมที่เป็นศิษย์ของผู้เขียนคนหนึ่งที่กำลังจะเรียนจบปริญญาเอก มหาวิทยาลัยจุฬาฯ เธอได้ถามว่าพลังงานแม่เหล็กโลกที่เป็นธรรมชาติที่โลกของเรามีนั้นมีความสำคัญต่อโลกและชีวิตอย่างไร? และเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์หรือไม่และอย่างไร? ก็ได้ตอบลูกบุญธรรมไปว่า เกี่ยวข้องกับโลกแห่งชีวิตโดยตรง แถมสนามแม่เหล็กของโลกเรายังเป็นผลของดวงอาทิตย์โดยตรงอีกด้วย

ในประการแรกก็ได้เขียนบทความเรื่อง “กรรมกับพลังงานธรรมชาติ” ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มาประมาณสองปีมาแล้ว ซึ่งผู้เขียนได้อ้างอิงถึงเรื่องของความถี่คลื่นที่ใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย และได้พูดถึงหนังสือของ อีวาน-เว้นซ์ (Evan-Wentz : Bardo Thodol, 1927) และวัชรยานพุทธศาสนาเอาไว้ ซึ่งหนังสือที่พิมพ์มาร่วม ๙๐ ปีในบทที่ว่าด้วยเรื่องมณฑลนั้น ได้บอกอย่างชัดเจนว่าในตัวอ่อนของชีวิตมนุษย์ในครรภ์มารดานั้น (หรือเอ็มบริโอ) มันจะมีสองศูนย์ด้วยกัน – คือศูนย์สมองหรือศูนย์เหนือกับศูนย์หัวใจหรือศูนย์ใต้ – ที่ได้รับพลังงานโดยตรงมาจากใจกลางของดวงอาทิตย์ พลังงานที่จะทำให้ทั้งสองศูนย์ผูกพันกัน พึ่งพาอาศัยกันและกันประหนึ่งโซ่สายที่สัมพันธ์กัน และทุกวันนี้ วิทยาศาสตร์ได้แสดงอย่างชัดแจ้งว่า ศูนย์หัวใจหรือศูนย์ใต้นั้นมีเซลล์สมองอยู่จริงราวๆ หมื่นกว่าตัว (neurons) บังคับควบคุมให้หัวใจเต้นอย่างมีจังหวะ ซึ่งแสดงว่าหัวใจเป็นประหนึ่งสมองย่อยๆ อีกอวัยวะหนึ่งที่ควบคุมโดยพลังงานแม่เหล็กที่มาจากใจกลางของดวงอาทิตย์ สำหรับเถรวาทพุทธศาสนานั้น ผู้เขียนได้เคยถามท่านเจ้าคุณศรีปริยัติโมลี อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย – ซึ่งปัจจุบันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ – อันเป็นมหาวิทยาลัยพระสงฆ์แห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ผู้เขียนเข้าใจ

ส่วนประการที่สอง ที่ผู้เขียนบอกว่าสนามแม่เหล็กโลกเป็นผลของดวงอาทิตย์โดยตรงนั้น ได้มาจากคอลเลียร์เอ็นไซโคลพิเดียปี ค.ศ.๑๙๘๕ ที่บอกว่าสนามแม่เหล็กโลกนั้นมาจากพลังงานเทอร์โมนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเผาผลาญไฮโดรเจนภายในดวงอาทิตย์ นั่นแปลว่าดวงอาทิตย์จะต้องหมดไฮโดรเจนเข้าสักวัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ในระหว่าง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านปี ซึ่งตรงกับหนึ่งกัลป์และอายุของพรหมันในคัมภีร์ของลัทธิพระเวทพอดี

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยดวงอาทิตย์ (solar science) บอกเราว่า ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งใน ๑๐๐ พันล้านดวงในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา ที่มาของพลังงานธรรมชาติหรือหลังงานแม่เหล็กของโลก และส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดที่ควบคุมดาวเคราะห์ทั้งเก้าดวงของระบบสุริยะ แต่ในลัทธิพระเวทที่มาจาเอเชียกลาง จากเผ่าอารยันบอกว่า เป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง (ลัทธิพระเวทอาจมีที่มาสองแหล่ง คือจากเผ่าพันอารยันที่เอเชียกลาง และจากอาฟริกาซึ่งมาจากแผ่นดินที่ติดต่อเป็นผืนเดียวกับเอเชียใต้เมื่อตอนปลายของยุคน้ำแข็ง หรือจากเผ่าโปรโตดราวิเดียนที่มาของชาวลังกา และชาวอินเดียที่อยู่ตอนใต้ของเทือกเขาวินธัย (Vindya) ในอินเดียโบราณ

โดยวิทยาศาสตร์อันเป็นความจริงทางโลก และโดยจิตกับศาสนา โดยเฉพาะวัฒนธรรมพระเวท สนับสนุนโดยควอนตัมฟิสิกส์อันเป็นความจริงทางธรรม (โลกุตระ) ข้อมูลใหม่ๆ เมื่อเร็วๆ นี้บอกสามอย่างสามประเด็นอันสุดสำคัญยิ่งแก่เรา

ประการแรก มันเกิดมีช่องติดต่อใหม่ (portal) ของสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์กับสนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งเป็นผลของสนามแม่เหล็กอันเป็นพลังงานธรรมชาติที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์ ที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นแหล่งกำนิดของ “กรรม” เดวิด ซิเบ็ค แห่งศูนย์ค้นคว้าอวกาศก็อดดาร์ดขององค์การนาซ่า (Goddard Space Center) ผู้ค้นพบและรายงานเรื่องการเลิกการติดต่อระหว่างสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์กับสนามแม่เหล็กของโลก เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.๒๐๐๘ (Necsus: Last Quarter, 2008) โดยช่องปิด-เปิด (portal) ที่กระทำการเปิดทุกๆ ๘ นาทีและจะปิดหนึ่งนาที (โดยประมาณ) โดยยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า “แน่ใจว่า มันไม่เคยมี (portal) ช่องปิด-เปิดที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าโลกของเราอย่างนี้เมื่อสิบปีก่อนเลย”

ประการที่สอง มันมีจุดดำของดวงอาทิตย์ กับสนามแม่เหล็กโลกที่เหลือน้อยอย่างที่ไม่เคยเหลือเช่นนี้มาก่อน (Necsus: Second quarter, 2009)

ประการที่สาม จุดดำของดวงอาทิตย์อาจจะเกี่ยวข้องกับพายุสุริยะและแผ่นดินไหวในตะวันออกไกล รวมทั้งไทยเราที่จะเกิดขึ้นในหน้าร้อนปี ค.ศ.๒๐๑๒ ซึ่งทางด้านควอนตัมเมคคานิกส์ และความจริงทางธรรม (โลกุตระ) ก็ทำนายไว้อย่างนั้น (B. Alan Wallace: The Hidden Dimensions, 2007)

จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์ฝ่ายหนึ่ง กับพุทธศาสนาและคัมภีร์ของลัทธิพระเวทอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างก็บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กของทั้งสอง ดังที่เราเห็นในภาพที่นักวิทยาศาสตร์สร้างนั้น มันมีนัยสำคัญเช่นที่หนังสือของ อีแวน-เว้นทซ์ ที่ผู้เขียนอ้างถึงว่า ความสัมพันธ์และความสำคัญของสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์และสนามแม่เหล็กของโลก ที่ผู้เขียนคิดว่าคงมีความสัมพันธ์เช่นนั้นมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ยุคสมัยการเริ่มต้นการมีขึ้นของสัตว์โลก ร่วม ๕๐๐ ล้านปีก่อน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์คงไม่รู้ เพราะมีมาก่อนหน้าที่เราจะมีวิทยาศาสตร์ของดวงอาทิตย์นานมากนักหนา และคงจะเกี่ยวกับกรรมนั้น มันก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ – หรือความจริงทางโลก ซึ่งผู้เขียนพูดบ่อยๆ ว่ามันแสดงสติปัญญาความฉลาด (intelligence) ธรรมดาๆ ซึ่งหลวงพ่อชา สุภัทโท เรียกว่าเป็น “ปัญญาหยาบ” เพราะว่าผู้เขียนเชื่อแน่ว่าไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง - พอสมควรที่ผู้อ่านน่าจะเอามาคิดต่อ

ที่ผู้เขียนคิดว่าช่องเปิด-ปิด (หรือ portal) ของสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์มายังโลกเป็นข้อมูลใหม่ประการแรกที่อ้างไว้ข้างบน ซึ่ง เดวิด ซีเบ็ค ค้นพบและรายงานเมื่อปลายปี ค.ศ.๒๐๐๗ นั้น ไม่มีคำอธิบายโดยเดวิด ซีเบ็ค หรือนักวิทยาศาสตร์คนใด

แต่ที่ผู้เขียนคิดว่าช่องเปิด-ปิด เป็นเสมือนกลไกที่สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ใช้ควบคุมสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งหายไปเกือบทั้งหมด ดังข้อมูลใหม่ประการที่สอง พูดง่ายๆ คือสนามแม่เหล็กที่ดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนพลังงานหรือข้อมูลของ “กรรมร่วม” ให้ “เลิกหรือยุติ” การควบคุมสนามแม่เหล็กโลก เหตุผล? ผู้เขียนคิดว่าก็เพราะมนุษย์เรารังแกสิ่งแวดล้อมธรรมชาติมากยิ่งกว่าจะพูดว่า “มากยิ่งนัก” สาเหตุหลักก็เพราะ “อวิชชา” ซึ่งเป็นแรงกรรมอย่างหนึ่งนอกจากตัณหา การรังแกธรรมชาติมีผลยิ่งกว่าการฆ่าสัตว์ชีวิต เพราะว่าฆ่าทั้งเผ่าพันธุ์หลายเผ่าพันธุ์เลย โดยการไปไล่ที่อยู่ของพวกมัน ผู้เขียนคิดเองว่ากรรมร่วมนี้อาจจะอธิบายการสูญเสียประชากรโลกจำนวนมากๆ อย่างฉับพลันทันที ดังที่ เจมส์ เลิฟล็อค นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเครือจักรภพอังกฤษว่าไว้ว่า ประชากรโลกจะเหลือเพียงร้อยละ ๑๘ ภายในปี ค.ศ.๒๐๒๐-๒๐๔๐ (เจมส์ เลิฟล็อค ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Guardian เมื่อวันที่ ๒๙ เดือนมีนาคม ปี ค.ศ.๒๐๑๐)

นั่นคือ เนื้อหาสาระของบทความบทนี้ สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ที่ได้มาจากพลังงานเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ผลิตขึ้นภายในดวงอาทิตย์เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กโลกจริงๆ และผู้เขียนคิดเอาเองว่ามันคงจะเกี่ยวข้องกับ “กรรมร่วม” ด้วย ดังที่ได้เขียนมา จึงขอให้ท่านผู้อ่านคิดกันให้ดีก่อนที่จะบอกว่าไม่เชื่อ

One Comment

pongpiya กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก
Back to Top