จักรวาล วิวัฒนาการกับจิตไร้สำนึก



โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๕

ผู้เขียนชอบและนับถือ คาร์ล กุสต้าฟ จุง หรือยุงมากเป็นพิเศษ และพูดหรือเขียนโดยอ้างหนังสือของเขาตลอดเวลา และเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปพูดเป็นคนแรก (โดยไม่มีคำถามจากใครทั้งสิ้น) และผู้เขียนจำได้ว่า ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ หรือ ยุค ศรีอารยะ คงจะมีส่วนในการเชิญเพราะ ดร.เทียนชัยเพิ่งได้รับให้เป็นบรรณาธิการและผู้อำนวยการสถาบันและวารสารวิถีทรรศน์ และในวันนั้น ก็มีผู้คนมากมายเช่น คุณหมอวิจารณ์ พานิช ที่เป็นโต้โผใหญ่ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ฯลฯ ผู้เขียนได้พูดถึง ปิแอร์ เตยัง เดอ ชาดัง นักบรรพชีวินวิทยาในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก

เมืองนอกหรือฝรั่งตะวันตกมีวัฒนธรรมที่เป็นของตัวเอง เช่น โลกนี้จักรวาลนี้มีความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว คือความจริงทางโลกเท่าที่ตามนุษย์เห็น ซึ่งเอามาจากชาวกรีกเมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อน และผู้เขียนคิดว่ามาจากอียิปต์ และนั่น - แตกต่างจากเราที่เป็นชาวตะวันออกมากนักในแบบที่เราบางคนที่ไม่รู้จักคิด คิดว่าฝรั่งหรือชาวตะวันตกอยู่เหนือจากชาวตะวันออกแทบจะทุกอย่าง ยกตัวอย่างเรื่องขององค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นเรื่องของวัตถุและเรื่องของรูปกาย แต่เราต้องรู้ว่าฝรั่งหรือชาวตะวันตกนั้นไม่รู้เรื่องของจิตหรือจิตวิญญาณเลย มิน่าเล่า จิตวิทยาแท้ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษที่ ๑๙๖๐ และ ๑๙๗๐ นี้เอง และสำหรับเมืองไทยแม้แต่ในปัจจุบันวันนี้ วิชาจิตวิทยาโดยทั่วๆ ไปแยกจากพฤติกรรมศาสตร์ไม่ได้ ที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าเราคนไทยเป็นชาตินิยมหรือภูมิภาคนิยมจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแม้แต่ความรู้เอง แต่ฝรั่งชาวตะวันตกนั้นไมรู้เรื่องจิตจริง ยกเว้นนักวิชาการบางคน กระทั่ง ๕๐ – ๖๐ ปีมานี้

วัฒนธรรมหนึ่งที่ชาวตะวันตกมี นอกจากมองเห็นความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียวอันเป็นที่มาของหลักการวัตถุนิยมและเลือดเนื้อนิยมหรือกายภาพดังกล่าวมาแล้ว คือ ความเป็นตัวของตัวเอง บ่อเกิดขบวนการบุปผาชนหรือฮิปปี้ ในทศวรรษ ๑๙๕๐ ขบวนการนิวเอจในทศวรรษที่ ๑๙๘๐ และขบวนการแห่งจิตและภาวะจิตวิญญาณ เมื่อเร็วๆ นี้

เพื่อนรุ่นน้องของผู้เขียนคนหนึ่งเป็นชาวมุสลิมและเป็นทหารบกที่รู้จักมาตั้งแต่มียศเป็นร้อยโท แต่ – ก่อนเกษียณราชการมียศเป็นถึงพลโท – ได้ยืมหนังสือลูกสาวของตนที่ผู้เขียนให้ชื่อ ชีวิตใหม่ พออ่านได้ครึ่งเล่มก็รีบมาหาผู้เขียนที่บ้าน เขาได้ถามสองคำถาม คำถามหนึ่งเป็นที่มาของบทความนี้ ส่วนอีกหนึ่งคำถามคือผู้เขียนลืมอะไรหรือไม่ เพราะพูดถึงแต่ศาสนาพุทธ ไม่ได้พูดถึงศาสนาอิสลามเลย แล้วลัทธิซูฟีของศาสนาอิสลามจะว่าอย่างไร ได้ตอบไปว่า สังเกตไหมว่าผู้เขียนไม่ได้พูดถึงศาสนาใดๆ เลยนอกจากศาสนาพุทธ และอีกประการหนึ่ง ผู้เขียนหมายมุ่งที่คนส่วนใหญ่ของประเทศที่นับถือพุทธศาสนามากกว่า ที่มีความจริงทางธรรมที่พุทธศาสนาถือว่าเป็นความจริงแท้ซึ่งฝรั่งชาติตะวันตกเชื่อว่าเป็นความรู้เร้นลับ กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจิตมีจริง จากที่แต่ก่อนนี้ไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่ามี

สำหรับจักรวาลนั้น มีจักรวาลวิทยาใหม่ – ราวๆ สิบปีมานี้ – ที่มีส่วนคล้ายๆ วัฒนธรรมพระเวทและพุทธศาสนา นั่นคือจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด หรือเป็นนิรันดรในแง่ของจำนวน คือเกิดๆ ดับๆ ไปเรื่อยๆ เหมือนกับเป็นสายโซ่ที่ไม่สิ้นสุด

สำหรับคำถามอันเป็นที่มาของบทความนี้ เกี่ยวกับจักรวาลซึ่งผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ คำถามนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ ๒ คนที่เป็นนักปรัชญาด้วย และพูดถึงจักรวาลแต่น่าจะพูดได้ว่ามีความคิดตรงกันข้ามกัน

คนหนึ่งมีชื่อว่า ปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง นั้น พูดได้ว่าพูดถึงแต่รูปกายและวัตถุ และวิวัฒนาการที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน เตยา เดอ ชาดัง สอนให้เรามองโลกและมองจักรวาลในเชิงวิวัฒนาการ คือเคารพเหตุผลตามที่ตาเห็น ซึ่งเมื่อใครพูดถึงเหตุผลที่มนุษย์คิดขึ้นและใช้กันแล้ว หรือเป็นสาธารณะที่ใครๆ ก็ใช้หรือเห็นแล้ว พูดได้เลยว่ามันไม่มีทางจบ เตยา เดอ ชาดัง จึงมองไปข้างนอกและข้างหน้า (outside and forward) ซึ่งประกอบเป็นบางส่วนของความจริงทางโลกหรือโลกียะ

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่ง คาร์ล กุสตาฟ จุง ซึ่งสอนให้เรามองในทางจิตไร้สำนึก และสอนให้เรามองโลกหรือมองสังคมแบบไปข้างในและไปข้างล่าง (inside and downward) ซึ่งประกอบเป็นบางส่วนของความจริงทางธรรมที่เป็นความจริงที่แท้จริง หรือโลกุตตระ แล้วเราจะเชื่อใครดี เพราะว่าทั้งสองได้เสนอแนวทางแก้ไขสังคมของเราให้เดินไปให้ไปถูกทาง – ตามที่ตนแต่ละคนคิด

ผู้เขียนคิดว่า เราต้องเชื่อทั้ง ๒ คน เพราะว่าในโลกในจักรวาลนี้ มีทั้งนามและรูป หรือทั้งจิตและกาย คือเป็นทั้งความจริงทางโลกและความจริงทางธรรม มีทั้งสติปัญญาธรรมดาๆ กับปรมัตถธรรม อันเป็นความจริงที่แท้จริงแทนพระเจ้าตามที่พุทธศาสนาบอก คือเป็นความจริงแท้ของเรา เราจะต้องมองอย่างนั้น เพราะนั่นคือธรรมชาติ (ที่ตาเห็น) เตยา เดอ ชาดัง พยายามที่จะแก้ไขสังคมที่ลดส่วนและแปลกแยก ด้วยการเสนอให้เรามองโลกนี้จักรวาลนี้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีวิวัฒนาการทั้งนั้น และเขามองวิวัฒนาการเป็นความเจริญและไปข้างหน้า และสังคมมนุษย์จะต้องเดินไปตามทางนั้นเท่านั้นถึงจะอยู่รอด นั่นเป็นวิทยาศาสตร์กึ่งหนึ่งและเป็นปรัชญาว่าด้วยสังคมอีกกึ่งหนึ่ง อย่าลืมว่า เตยา เดอ ชาดัง ในยุคสมัยของเขา (เตยา เดอ ชาดัง เป็นนักวิทยาศาสตร์ และได้ไปที่จีน [paleontologist ผู้ค้นพบมนุษย์ปักกิ่ง] และในยุคสมัยของเขา คือ ศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐ เขาตายในปี ค.ศ.๑๙๙๕ เป็นคนสมัยเดียวกับ คาร์ล จุง) แต่จริงๆ แล้วมันจะมีวิวัฒนาการที่ไหน ที่จะมีแต่ความเจริญโดยไม่มีความเสื่อมถอย รวมทั้งการแก่ชรา วิวัฒนาการน่าจะรวมทั้งความเจริญและความเสื่อมดังที่เป็นความจริงแห่งสังคมโลกียะกาม

ปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง และ คาร์ล จุง ต่างก็เกิดในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์ (เก่า) ที่มีนิวโตเนี่ยนฟิสิกส์เป็นแกนนำ และเจริญรุ่งเรืองที่สุด และตอบคำถามถึงธรรมชาติได้มากกว่าคริสต์ศาสนาสำหรับคนทั่วไป คนที่มีสติปัญญาความฉลาด (intelligence ธรรมดาๆ ) ที่เคารพต่อเหตุผลที่มนุษย์คิดขึ้นมาตามที่ตามองเห็น แล้วมนุษย์ใช้เอง ซึ่งพุทธศาสนากล่าวว่า ผู้ที่เชื่อเหตุผลที่มนุษย์มองเห็น คิดและใช้นั้น – กล่าวได้ว่า - ไม่จบ

คาร์ล จุง นั้นเป็นคนร่วมสมัยกับ ปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง เขาเสียชีวิตหลัง เตยา เดอ ชาดัง เพียง ๒ ปี เขาสนิทสนมกับ ซิกมันด์ ฟรอยด์ มาก และตอนแรกฟรอยด์ประสงค์ให้ คาร์ล จุง เป็นบุตรบุญธรรมของเขาขนาดที่ฟรอยด์พาจุงไปอเมริกา โดยแนะนำให้ไอน์สไตน์รู้ว่าเขาประสงค์เช่นนั้น แต่จุงที่ชอบอภิปรัชาเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งฟรอยด์ที่ไม่ชอบเอาเสียเลย กับทฤษฏีของฟรอยด์เองที่มองอะไรทางจิตไร้สำนึก (เป็น subconsciousness ที่ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ถือว่าเป็นจิตอันเดียวกันกับ unconsciousness ของ คาร์ล จุง) ที่เกิดขึ้นจากกามารมณ์ที่บุคคลผู้นั้นมีในอดีตหมด แตกต่างกับความคิดของ คาร์ล จุง เป็นตรงกันข้าม ทำให้ คาร์ล จุง ต้องแตกแยกกับ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ไปคนละทาง

คาร์ล จุง นั้นผู้เขียนถือว่าสำคัญกว่า ซิกมันด์ ฟรอยด์ มากยิ่งนัก เพราะฟรอยด์นั้นเป็นผู้ที่มองว่าในโลกในจักรวาลนี้เป็นรูปเป็นกาย และมีความจริงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือความจริงทางโลกซึ่งเป็นตรงกันข้ามกับที่พุทธศาสนาสอนเรา และก่อนหน้านี้ชาวตะวันออกเชื่อว่ามันมีความจริงทางธรรมซึ่งเป็นความจริงที่แท้จริงอีกชั้น หรือขั้น หรือระดับหนึ่ง นั่นคือธรรมะในระดับโลกุตตระ

ได้กล่าวแล้วว่า คาร์ล จุง นั้นเป็นคนที่มองโลกมองสังคมของเราไปข้างในและข้างล่าง และเป็นคนที่ค้นพบและอธิบายสองสิ่งสองอย่างเท่านั้น และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากยิ่งกว่า ซิกมันด์ ฟรอยด์ ใ นประเด็นทางจิตไร้สำนึก อันเป็นประเด็นใหญ่ทางจิตโดยรวม ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคนทั่วๆ ไปและนักวิชาการของไทยไม่รู้ และนักจิตวิทยาโดยทั่วไปนับวันจะค่อยๆ มองเห็นและเชื่อว่าจุงเกี้ยนนั้นสำคัญกว่าฟรอยเดี้ยนจริงๆ และ อาร์โนลด์ มินเดล นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในปัจจุบัน จะเป็นพยานในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และที่ คาร์ล จุง ค้นพบนั้น คือจิตไร้สำนึกโดยรวม หรือจิตจักรวาลร่วม กับ อาร์คีไทป์ (archetype) หรือสัญชาตญาณ ซึ่ง อาร์โนลด์ ทอยน์บี บอกว่าก็คือพระเจ้า (สำหรับคนเป็นจิตนิยม) ส่วนจิตจักรวาลหรือจิตไร้สำนึกร่วมซึ่งอยู่ทุกหนแห่งทั่วๆ ไปในจักรวาล ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในสมองเพื่อให้สมองของคนผู้นั้นๆ บริหารให้เป็นจิตสำนึกหรือจิตรู้ หรือวิญญาณขันธ์ของพุทธศาสนา หรือธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนนั้น เป็นทั้งความจริงทางโลกแห่งโลกียะและความจริงทางธรรมแห่งโลกุตตระ แต่เนื่องจากผู้เขียนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์และรู้เรื่องทางควอนตัมฟิสิกส์มาบ้าง จึงคิดว่าความจริงทางธรรมเท่านั้นที่เป็นความจริงที่แท้จริงและพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่

ปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง และ คาร์ล จุง จึงเป็นสองนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาที่ร่วมสมัยกันในศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐ และที่สำคัญมีอยู่ ๒ ประการคือ ทั้งสองคนนั้น มีชื่อเสียงอย่างยิ่งและพอๆ กัน กับทั้งคู่นั้นแตกต่างกันทางความคิดอย่างเป็นตรงกันข้ามกัน ดังที่ได้เขียนมา

แปลขัดแย้ง...แปลงเป็นเข้าใจ



โดย ณัฐฬส วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 24 มกราคม 2555

หากองค์กรมีชีวิตเหมือนคน สุขทุกข์ได้ ป่วยได้ หายได้ รักษาได้ และแย่ลงได้ เราก็อาจมององค์กรอย่างแยกแยะได้ว่ามีอาการอะไรบ้างที่แสดงถึงความเจ็บป่วย ไม่เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ต่างคนต่างทำงานแยกส่วนอย่างชัดเจน ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน การประชุมใช้เวลามาก แต่ไม่ได้ข้อสรุปหรือได้รับการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย แต่ละคนต่างปกป้องจุดยืนของตัวเองโดยอ้างหลักการเหตุผลเข้าหาตัว ยิ่งค้นหาว่าอะไรผิดอะไรถูกก็ยิ่งทำให้เกิดอาการปกป้องตัวเอง จนกลายเป็นองค์กรที่แปรปรวน ผู้คนหวั่นไหว รู้สึกไม่มั่นคง และเราสามารถรับรู้บรรยากาศเหล่านี้ได้เหมือนอุณหภูมิห้องที่มีร้อนมีหนาว มีอบอุ่น มีแบ่งแยกห่างเหิน หรือสิ้นหวัง

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญให้ไปทำกระบวนการ “หันหน้าเข้าหากัน” ให้กับองค์กรเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่มีความขัดแย้งอย่างเงียบงัน เหมือนคลื่นใต้น้ำ ไม่มีใครกล้าพูดอย่างเปิดเผยในวงสนทนา ผมสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยหน่ายของผู้คนที่ต้องมานั่งอยู่ต่อหน้ากันและกัน มองหน้ามองตากันอย่างไม่เต็มที่ ผมเองรู้สึกไม่แน่ใจในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมากนัก ได้แต่หวังว่าเมื่อเราได้ค่อยๆ เปิดใจและรับฟังกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อบางคนเริ่มพูด บางคนก็เริ่มเบือนหน้าหนี หันไปเล่นมือถือ หรือขีดเขียนบนสมุดบันทึกของตัวเอง เหมือนการหันหน้าออกจากวง เป็นอาการสั่งสมอย่างหนึ่งของโรคแห่งความขัดแย้ง

ผู้นำองค์กรแห่งนี้บอกกับผมว่า อยากจะให้มีการหันหน้าเข้ากัน คุยกันดีๆ ไม่ต้องคุยลับหลังที่จะยิ่งทำให้ความไม่เข้าใจกันบานปลาย แต่หลายคนโดยเฉพาะผู้น้อยหรือคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าจะรู้สึกว่า เคยพูดไปแล้ว แต่ไม่ได้รับความเข้าใจหรือไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร จึงรู้สึกเหนื่อยหน่ายและไม่อยากพูดอีก ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า เราต่างเก็บเอาความผิดหวังในอดีตมาบดบังอนาคตที่เป็นไปได้กันไม่น้อย อีกทั้งในองค์กรยังขาดทักษะการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถึงแก่น

ผมได้ชวนให้ผู้เข้าร่วมเปิดใจแสดงความรู้สึกที่มีต่อความขัดแย้งและได้พบว่า ทุกคนกลัวความขัดแย้ง เพราะกลัวว่าจะนำไปสู่การกระทบกระทั่ง เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ ความโกรธ ความน้อยใจและผิดหวัง และกลัวว่า บรรยากาศการทำงานจะไม่ดี บางคนกลัวว่าตัวเองไม่มีทักษะในการสื่อสาร และการจัดการความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น กลัวว่ายิ่งคุยยิ่งไม่เข้าใจ ไม่ก่อเกิดผลดีขึ้นมา จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ส่วนผู้เข้าร่วมบางคนอยากให้มีการพูดคุยกันเพื่อนำไปสู่การหาทางออกให้กับองค์กรโดยเร็ว ไม่อยากให้มานั่งฟังความรู้สึกกันมากเกินไป เพราะกลัวว่าจะแก้ไขปัญหาได้ไม่ทันการณ์

จากประสบการณ์ทำงานจิตวิทยากลุ่มของผม การเปิดใจคุยกันไม่จำเป็นต้องเกิดผลดีเสมอไป หากขาดทักษะในการทำความเข้าใจความคิดเห็นและอารมณ์ลบทั้งหลาย ยิ่งในองค์กรที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกันและกันผ่านการให้เสียงสะท้อนเชิงลบในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม มักจะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการใดๆ ขึ้นมา มีแต่แรงต้านหรือการหลบหลีกพรางตัว และมักจะทำให้เกิดการเหมาคิดไปว่า “พวกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคือพวกที่ดื้อและต่อต้านอย่างไร้เหตุผล ขาดวุฒิภาวะ ถือเอาตัวเองเป็นใหญ่และไม่สนใจพัฒนาตัวเองหรือองค์กร”

เราใช้เวลาสามวันในการทำกิจกรรมและพูดคุยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยอมรับความไม่พร้อมที่จะเปิดใจ หากแต่ใช้เวลาในการเรียนรู้ชีวิตของกันและกันมากขึ้น ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร พร้อมๆ กับฝึกทักษะการทำความเข้าใจอารมณ์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งบวกและลบ สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น คือผู้คนค่อยๆ เกิดความรู้สึกไว้วางใจกระบวนการมากขึ้น และกล้าพูดถึงสิ่งที่พวกเขาห่วงใยและใส่ใจจริงๆ มันทำให้หลายคนรู้สึกได้ถึงความหวังที่จะเห็นความเข้าอกเข้าใจเกิดขึ้นในที่สุด หากการหันหน้าเข้าหากันดำเนินไปอย่างใส่ใจกับความเป็นไปของทุกคน อย่างให้เกียรติและเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกระบวนการนี้ไม่ปิดกั้นและหันหน้าหนีความเจ็บปวดหรือความทุกข์ที่อาจแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรงได้

เมื่อแต่ละคนได้ร่วมกันมองลึกลงไปและรับฟังอย่างเปิดกว้าง เราจะค้นพบว่าในหลายๆ เรื่อง เราต่างให้คุณค่าหรือต้องการคล้ายๆ กัน เช่น ต้องการความก้าวหน้า ความมั่นคงและความสุขในการทำงาน และที่ลึกลงไปอีกคือต้องการมีคุณค่าและการยอมรับจากสังคม รวมทั้งในใจของแต่ละ คนยังมีสิ่งที่พวกเขา “ใส่ใจ”

ดังที่ มาร์กาเร็ต วีทลีย์ นักเขียนและนักปฏิบัติด้านองค์กรที่มีชีวิต ได้กล่าววลีอันเรียบง่ายว่า “หากเราหันหน้าเข้าหากันเพื่อเรียนรู้และค้นพบว่าสิ่งที่แต่ละคนใส่ใจคืออะไร เมื่อนั้นพลังของการเปลี่ยนแปลงและความร่วมไม้ร่วมมือก็จะเกิดขึ้น” หากเราได้มาเข้าใจกันและกันผ่านการพูดคุย และรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนการแก้ปัญหาใดๆ อย่างถ้วนถี่ โอกาสที่องค์กรจะร่วมกันคิดและหาทางออกร่วมกันย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่จะทำอย่างนี้ได้เราจำต้องพัฒนาความกล้าหาญและใจที่เปิดกว้างในการรับรู้อารมณ์ลบที่อยู่เบื้องหลังอาการติดขัดทั้งหลายภายในองค์กร

แต่น่าเห็นใจที่เงื่อนไขการทำงานในองค์กรส่วนใหญ่ที่เอา “งาน” และ “ตัวชี้วัด” รวมถึง “มาตรฐานและกฎเกณฑ์” ต่างๆ เป็นตัวตั้ง มักไม่ให้เวลาใส่ใจกับ “ความรู้สึกและคุณค่า” ของสมาชิกมากพอ ผู้คนจึงอาจจะเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อ เบื่อเซ็ง และขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน

การแก้ปัญหาองค์กรเชิงรูปธรรมที่มุ่งเน้นการออกแบบ การจัดการระบบ การวางโครงสร้าง การทำงาน การสร้างข้อตกลงและนโยบายที่มุ่งบรรลุผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่หากปราศจากการรับรู้และทำความเข้าใจกับมุมมอง ความรู้สึกนึกคิดและความต้องการที่ผู้คนทั้งหลายมีต่องานที่ตัวเองทำและต่อองค์กร การขับเคลื่อนงานก็จะเป็นไปอย่างแกนๆ เพราะใช้พลังไปกับการตรวจสอบ ควบคุมและติดตามการทำงานจนหมด ทำนองว่าเมื่อระบบเป็นใหญ่ ใจเป็นรอง เราทั้งผองต่างก็กลายเป็นเครื่องจักรกลที่ไร้ชีพ

หากมองจากมุมของกระบวนการจิตวิทยากลุ่ม องค์กรเปรียบเสมือนระบบนิเวศ สมาชิกทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเดียวกัน เสียงของทุกคนล้วนมีความหมายที่สะท้อนถึงความจริงของแต่ละฝ่ายแต่ละคน เราจำต้องพัฒนาสมรรถนะร่วมในการรับฟังและทำความเข้าใจกับเสียงทุกเสียงของระบบนิเวศ หากขาดเสียงใดเสียงหนึ่งไป การรับรู้จะขาดพร่องและขัดแย้ง

ความขัดแย้งมักไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเจตนาของใคร และไม่ได้เกิดจากความแตกต่าง เราแตกต่างกันได้แต่ไม่จำเป็นต้องขัดแย้ง หรือเราอาจขัดแย้งกันได้แต่ไม่จำต้องรู้สึกแย่ต่อกัน โดยความขัดแย้งมักเกิดขึ้นในระดับของความคิด ทัศนคติ และวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน

ความขัดแย้งปลุกเราให้ตื่นจากความไม่รู้ หลับไหล และการดำเนินชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ส่งผลให้เกิดความทุกข์ร้อนแก่ผู้อื่นอย่างไม่เจตนา โดยกระตุ้นให้เราเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราอาจไม่สบอารมณ์ ปฏิเสธ หรือหลีกหนีทั้งภายนอกและภายในตัวเอง

ความขัดแย้งคือของขวัญที่ห่อด้วยไฟร้อน หากเรากล้าแกะห่อของขวัญนี้ออกมาดู เราจะพบกับความงดงามของสิ่งที่อยู่ภายใน เราอาจจะพบใจของกันและกันที่ต้องหุ้มห่อหรือปกป้องปิดบังอย่างเหนื่อยหน่ายและหวาดกลัว เพียงแต่กลับมาทำงานกับตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เราเชื่อและห่วงใย รวมทั้งเปิดใจรับฟังรับรู้ความเป็นไปในชีวิตของผู้อื่นให้มากขึ้น

การเขียนเพื่อการเยียวยา



โดย นพ.สกล สิงหะ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 17 มีนาคม 2555

ทุกวันนี้ความสุขของมนุษย์ได้ถูกฝากอิงไว้กับสิ่งสมมติมากมาย บ้างก็ยากที่จะหา บ้างก็ยากที่จะรักษาให้คงอยู่ แต่ก็แสดงถึงศักยภาพประการหนึ่งของมนุษย์ได้ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือการ “ให้ความหมาย” ต่อสิ่งต่างๆ มนุษย์สามารถที่จะกำหนด “สัญญลักษณ์” ให้กับวัตถุ คน กิจกรรม ฯลฯ และขยายความหมายออกไปจากเนื้อหาเดิมได้อย่างมากมาย เป็น “ความฉลาด” อีกประการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื่องความพร่องของวจนภาษา ในการสื่ออะไรบางอย่างที่ยากจะจับต้องหรือเข้าใจ เช่น มิติทางอารมณ์ ทางจิต ทางเรื่องเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

สาเหตุที่เราต้องการตัวขยายความหมายนี้ก็น่าสนใจ บ้างเราก็ขยายเพื่อให้เกิดความสุข เช่น ดอกกุหลาบแดงในการแสดงความรัก บ้างเราก็ขยายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางอารมณ์ จิตใจ เช่น พระพุทธรูป รูปบูชาต่างๆ เครื่องลาง เพื่อลบล้างความกลัว เพิ่มความมั่นใจ หรือความกล้า เช่น ตะกรุด ยันต์ รอยสักต่างๆ หรือแม้แต่เป็นตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกด้านลบก็มี เช่น การใส่ชุดไว้ทุกข์สีดำ สัญญลักษณ์ต่างๆ หากนำมารวมกันหลายประการ ผนวกกับกิจกรรม การกระทำอื่นๆ ก็จะกลายเป็นชุดพิธีกรรม ซึ่งยิ่งขยายความหมายออกไปจากเดิมให้มากขึ้นอีก

อาจจะเป็นเพราะความสุข หรือความทุกข์ของมนุษย์นั้น เป็น “ปฏิกิริยา” ผสมผสานของปัจจัยทั้งสภาวะภายใน และสภาวะภายนอก เราจะสุขหรือทุกข์ ก็เป็นสมดุลของปฏิกิริยา เป็นผลรวมจากการประสมกันของสิ่งเหล่านี้ หากมองเช่นนี้ มนุษย์เราก็มีเครื่องมือในการเยียวยา ในการรักษาสมดุลที่ทรงพลังมากอยู่ในตนเองนอกเหนือจากอาการ อาการแสดงของสมดุลภายในร่างกาย ความเจ็บ ความไข้ โรคาพยาธิต่างๆ มนุษย์สามารถดึงเอาปัจจัยภายนอกมาใช้ มาให้ความหมาย และก่อให้เกิดสมดุลใหม่ขึ้น

จะเห็นว่าจาก “คำ” ธรรมดาๆ พอเรานำมาเรียงร้อยต่อความ มีสัมผัส มีบังคับ เกิดเป็นบทกวี คำธรรมดาเหล่านั้นสามารถเสริมกัน และสร้างความหมาย ความรู้สึกใหม่ มากไปกว่าคุณสมบัติเดิมของคำเดี่ยวๆ บทกวีพอนำมาใส่ท่วงทำนอง จังหวะ เสียงสูงต่ำ ก็เกิดเป็นลำนำ เป็นเสียงดนตรี เป็นความสุนทรีย์ที่มากขึ้นไปอีก ลึกซึ้งมากขึ้นอีก และหากว่าคำก็ดี บทกวี บทเพลงก็ดี เล่าพรรณนาเป็นเรื่องราว เป็นชีวิต เป็นความจริง ความงาม ความดี สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้สามารถก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้คนจำนวนมากอย่างไร้ที่สิ้นสุด มนุษย์สามารถรับรู้ “เรื่องราว เรื่องเล่า” นำไปผสมผสานกับความรู้สึกนึกคิด คุณค่าของตนเอง และนำไปขยายต่อ ให้ความหมายต่อยอดไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจากพลังงานศักย์ที่อยู่ในตัวตน กลายไปเป็นพลังงานจลน์ หรือเป็นการกระทำ พฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรมต่อๆ ไปได้อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกรับรู้อยู่ชั่วขณะแล้วก็จางหายไป แต่ส่วนหนึ่งจะถูกซึมซับและหล่อหลอม รวมกับตัวตนเดิมของแต่ละปัจเจก และกลายเป็นสมดุลใหม่ของคนๆ นั้นในที่สุด เป็นบุคลิกใหม่ แนวความคิด มีกรอบความคิดใหม่ รับรู้มุมมองต่างๆ เพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิม

มนุษย์สามารถทำกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก นั่นคือ “การเขียน การบันทึก” ซึ่งทำให้ความคิด จินตนาการ ความฝัน ของปัจเจกบุคคล ถูกถ่ายทอดต่อๆ ไปได้อย่างสมบูรณ์ คงอยู่ได้ยาวนานมากกว่าการถ่ายทอดเพียงคำพูด หรือคำบอกเล่าแต่เพียงอย่างเดียว

การอ่านเรื่องราว ความรู้ หรือแม้แต่ความคิดของผู้คน เสริมพลังให้แก่มนุษย์ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันมาตลอด ที่ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ ทั้งทางวัตถุ และจิตใจ ผูกพันกับพฤติกรรมการเขียน การบันทึกของบรรพบุรุษมาทุกยุคทุกสมัย แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะดูในแง่มุมใด ดูเหมือนว่าจำนวนคนอ่านจะมากกว่าจำนวนคนเขียนมากมายหลายเท่า จนเกิดความสงสัยเมื่อจินตนาการต่อไปว่า หากมนุษย์ทุกคนหันมาเขียน หันมาจดบันทึกกันให้มากขึ้น วิวัฒนาการของเราจะดำเนินไปในทิศทางใด

ในการจะเขียนเรื่อง บันทึกเรื่องนั้น ไม่เพียงแต่เราจะได้ “อ่าน” สิ่งที่เราเองเป็นคนเขียน แต่กระบวนการก่อน ระหว่าง และหลังการเขียนนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเกิดขึ้นต่อตัวผู้เขียนอยู่ตลอดเวลา ประโยชน์ส่วนนี้ คนที่อ่านแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่มีทางรับรู้ และยิ่งเป็นการเขียนโดย “รู้สติ” ยิ่งเกิดคุณูปการ

การเขียน แม้แต่การเขียนไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีสมาธิอะไรมาก แต่ปรากฏการณ์ที่ตัวอักษรได้ไหลลื่นลงมารวมเป็นคำ เป็นประโยค เป็นเรื่องราว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในตัวมันเอง เพราะเราเกิดสภาวะที่ “มองเห็นความคิด” (visualize thoughts) ซึ่งแต่เดิมความคิดนั้นจับต้องไม่ได้ เลื่อนลอย และพุ่งพล่านไปมาอย่างกำหนดทิศทางยาก กำหนดเรื่องราวก็ยาก มากันมากมาย ทั้งมีสาระและไม่มีสาระ แต่เมื่อเราเริ่มจัดการไหลของความคิดให้ออกมาทางปลายปากกา ดินสอ แป้นพิมพ์ เรื่องราวเหล่านี้ถูก “ชะลอลง” ในกระบวนการ และถูก “มองเห็น” ออกมาเป็นตัวหนังสือ ไม่เพียงเฉพาะความคิดเท่านั้นที่ถูกจัดทิศทางได้ แม้แต่ “ความรู้สึก” ก็เช่นกัน เมื่อเรื่องราว ความประทับใจ ความสุขทุกข์ อารมณ์ต่างๆ ถูกจัดทิศทางออกมาทางการบันทึก สิ่งเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดอ่อนขึ้นในกระบวนการทั้งหมด

เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเรามาจากไหน เป็นใคร กำลังทำอะไร คิดอย่างไรและรู้สึกอย่างไร ไม่เพียงแค่ “รู้สึก” แต่ยัง “มองเห็น” ด้วยภาษาบรรยาย และพรรณนา ที่อยู่บนสื่อชนิดต่างๆ ได้ กระบวนการเยียวยาที่มหัศจรรย์เกิดขึ้นมาพร้อมกับการที่ “ชีวิต” ถูกเรียงร้อยเข้าด้วยกัน มีสาเหตุ มีการดำเนิน มีผลออกมาเชื่อมโยงกัน ความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้นสามารถเป็นเสมือนการประสานแผล แก้อาการบาดเจ็บต่างๆ ลงได้

สังคมในปัจจุบัน ต้องการการเยียวยามากกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เพราะบาดแผลนั้น มีทั้งทางกายภาพ และทางอารมณ์จิตใจ มีทั้งปัจเจกและแบบทุกข์ทั้งระบบ ทุกข์ทั้งนิเวศ เรากำลังต้องการโอสถทุกขนานโดยเร็วที่สุด ให้เรารอดจากการทำร้ายตนเองและการทำร้ายผู้อื่น บางทีลำนำชีวิต ความสุข และความทุกข์ของมนุษย์ ที่จะถูกบันทึกโดยการเขียน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยารักษาที่สังคมไทยกำลังต้องการอยู่อย่างมากอีกขนานหนึ่ง

Back to Top