ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
และพลังแห่งการดำรงอยู่อย่างมีความหมาย

โดย ณัฐฬส วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2549

“ใครอายุช่วง ๓๖ - ๔๒ ปีโปรดฟังทางนี้…ขอให้ดีใจถ้าคุณ...เบื่อ เซ็ง สิ้นหวัง เสพติดอยู่กับอะไรสักอย่าง สนุกแต่รู้สึกไร้ความหมาย เกลียดตัวเอง ไร้ความภาคภูมิใจหรือแรงบันดาลใจ มีชีวิตไปวันๆ เพราะผมคิดว่าคุณมาถูกทางแล้วครับ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าเป็นกรรมที่มีร่วมกันของคนที่กำลังอยู่ในอายุช่วงนี้ (คนในช่วงอายุอื่นก็อาจประสบกับภาวะการณ์แบบนี้ได้เช่นกัน หากมากน้อยต่างกันไป)”


การเดินทางของชีวิตและวิวัฒนาการของจิต เปรียบเสมือนดวงตะวันที่อย่างไรเสียก็จะต้องขึ้นทางทิศตะวันออก คือจิตใจของคนเราต้องการเติบใหญ่อยู่เรื่อยๆ นั่นเอง ถ้าดูแลและให้อาหารเขาตามจริงแล้วล่ะก็ ชีวิตก็จะมีความหมาย ผมคิดเอาเองว่าคนเราต้องการชีวิตที่มีความหมายมากเสียกว่ามีความสุข ลึกๆ แล้วเราไม่ได้กลัวทุกข์เท่าไรกระมัง แต่กลัวว่าเมื่อทุกข์ไปแล้วจะเป็นทุกข์ที่มีความหมายหรือเปล่า หรือเป็นทุกข์ที่ไร้ความหมายใดๆ เช่น แม่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกน้อยเข้าโรงเรียน แม้เหน็ดเหนื่อยปานใดก็ยอม เพราะว่าการที่ลูกน้อยได้รับการศึกษานั้นมีความหมายสำหรับแม่ เป็นสิ่งที่แม่ให้คุณค่า เป็นต้น นั่นคือพอชีวิตมีความหมาย ความทุกข์ก็อาจเป็นสิ่งที่ทนได้มากขึ้น แม้เราจะไม่ต้องการความทุกข์ก็ตาม

ดังนั้น คุณค่า ความหมาย เป้าหมาย และความสุข สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กันเหมือนเชือกเกลียวที่ฝั้นเป็นอันเดียวกัน อยากให้สังเกตว่าความหมายนั้นมักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ออกไปเสมอ ปกาเกอญอเชื่อว่า “หมื่อคา” คือผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง มักจะถามสรรพสิ่งก่อนเกิดว่า ต้องการกำเนิดมาเป็นอะไร และเพื่ออะไร เช่น บางคนบอกว่าอยากเกิดมาเป็นก้อนหิน เป็นมด เป็นปลวก เป็นหอย ปู ปลา มนุษย์ผู้หญิง หรือมนุษย์ผู้ชาย เกิดเป็นลูกใคร หรือเกิดที่ไหน

พูดง่ายๆ ได้ว่า ทุกชีวิตได้รับโอกาสในการเลือกเกิด เลือกเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์แห่งการเกิดมา คำถามว่า “ทำไม” นั้นสำคัญทีเดียว เพราะหมายถึงว่า เราเกิดมาก็เพื่อรับใช้ชีวิตและจักรวาล ทุกชีวิตเกิดมาและดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตอื่นๆ และต่อจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้เสมอ ทุกชีวิตจึงมีคุณค่าและความสำคัญในตัวเอง มีความหมายควรแก่การเกิดมาเสมอ ไม่ได้เกิดมาแบบว่างงาน เพราะจักรวาลหรือหมื่อคาคงไม่ต้องการให้ใครแม้เพียงคนเดียวเกิดมาแล้วตกงาน ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นของขวัญอันล้ำค่า

ปัญหาอยู่ที่เราทุกคนต่างต้องค้นหาเอาเองว่าชีวิตของเรานี้เป็นไปเพื่ออะไร อะไรคือเป้าประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวาล เราไม่สามารถอยู่เฉยๆ และคาดหวังว่าจะได้คำตอบมาฟรีๆ หรืออยู่ๆ ให้ใครมาบอกว่าภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ (Sacred mission) ของชีวิตเราคืออะไร ทุกอาชีพการงาน ทุกวิถีชีวิต จะร่ำรวยหรืออับจน จะเล็กหรือใหญ่ จะมีชื่อเสียงหรือไร้นาม ล้วนมีภารกิจของตัวเองทั้งสิ้น ดูเหมือนว่าจะหาหรือไม่หา จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ชีวิตก็นำพาให้เราต้องเผชิญกับความจริงนี้เสมอ ความจริงที่ว่าทุกชีวิตมีเป้าหมายในตัวเอง และเป้าหมายย่อยๆ เหล่านี้ต่างรับใช้เป้าหมายร่วมของชีวิตและจักรวาลอย่างเชื่อมโยง เติมเต็มให้ภาพจักรวาลงดงามและสมบูรณ์

เรื่องราวของเพื่อนหลายคนทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ดำรงอยู่ในตัวมันเอง เพราะส่วนใหญ่ก็มีอยู่มีกินกันทั้งนั้น ไม่ได้เดือดร้อนทางเศรษฐกิจ เพราะอายุขนาดนี้หน้าที่การงานก็ไปได้ดี ประสบความสำเร็จ มีหน้ามีตา ได้รับการยอมรับ มีลูกน้องมากมาย แต่เหมือนกับว่าพวกเขาต้องการอะไรที่มากไปกว่านั้น คือต้องการความหมายและเป้าหมายในชีวิตและสามารถดำรงอยู่ตามความหมายที่มีค่านั้น ความทุกข์ของหลายคนอาจเป็นเพราะไม่ได้ดำรงอยู่อย่างมีความหมายและเป้าหมายอันสูงสุดกระมัง อย่างไรก็ตาม เวลาเราเดินออกนอกทางเรามักรู้ตัวเองได้ แล้วหาทางกลับเข้ามาใหม่ ให้โอกาสตัวเองได้ตลอดเวลา นี่เป็นความมั่งคั่งของชีวิต คือมั่งคั่งไปด้วยโอกาสหรือความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ข้อจำกัดส่วนใหญ่ที่เรารู้สึกล้วนเป็นสิ่งที่เรายอมรับจากสังคมหรือไม่ก็สร้างขึ้นมาเอง ความทุกข์ของเพื่อนเหล่านี้อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น ความรู้สึกเงียบเหงา โดดเดี่ยว เบื่อเซ็ง ไร้แรงบันดาลใจ เสพสุขแบบชั่วคราวไปวันๆ หดหู่ นอนไม่หลับ เสพติดสื่อ ทีวี เกมส์ แอลกอฮอล์ เซ็กซ์ ตลอดจนอำนาจในการซื้อและจับจ่ายสิ่งต่างๆ (หลายคนเรียกว่าบริโภคนิยม) หลายคนอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนคุ้นเคย และไม่รู้ว่าจะออกจากวังวนนี้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกอิ่มเอม แต่ก็ทำๆ ไปเหมือนซื้อหรือฆ่าเวลาให้ผ่านไป ความทุกข์เหล่านี้หากมองๆ ดี น้อมรับมาดีๆ ไม่ตัดสินว่าเป็นเรื่องผิด แต่มองว่าเป็นกัลยาณมิตร เราก็จะเรียนรู้และเริ่มค้นหาเป้าหมายของเราเองได้

หลายคนในช่วงนี้เป็นเหมือนกับได้รับ “สาร หรือ sms” ของจักรวาลที่ส่งสัญญาณมาบอกว่า “เฮ้ย...ตื่นๆ ตื่นได้แล้ว” ตื่นขึ้นมาดูชีวิตตัวเองหน่อย ตื่นมาดูโลกหน่อย ถ้าเราน้อมรับความทุกข์ ความหงุดหงิด อึดอัด หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาในชีวิต และทำให้เราต้องหาทางออก ต้องไปนั่งอยู่ตามผับ บาร์ คาราโอเกะ ทุกวันๆ แล้วยังรู้สึกขาดๆ อยู่ ก็ไม่ต้องสงสัยแล้ว มันไม่พอแล้ว มันต้องการอะไรที่มากไปกว่าความสนุกสนานแล้ว หัวใจมันร่ำร้องบอกกล่าวถึงแรงปรารถนาที่มากกว่านั้น หรือวัยกลางคนเป็นวัยที่ต้องหาทางสายกลางที่จะเดินต่อไปอย่างมีพลังมากขึ้นหรือเปล่า

หัวใจคนเราไม่เคยโกหกเจ้าของหรอกครับ เพียงแต่ว่าเราจะยอมน้อมรับฟังเสียงที่ลึกที่สุดในหัวอกตัวเองหรือเปล่า บางครั้งและส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ มันเป็นความรู้สึกก่อนจะเป็นความคิดเสียอีก ลองดูดีๆ ลองสัมผัสดู นี่คือสัจจะของลูกมนุษย์ทุกคน ไม่เฉพาะลูกผู้ชายนะครับ มันมีความจริงบางอย่างที่ต้องการให้รับรู้ หรืออยากบอกพวกเรา เช่น ฉันอยากมีชีวิตที่ตอบสนองกับความหมายบางอย่าง หรือเป้าประสงค์บางอย่างของจักรวาลน้อยๆ ข้างในตัวเรา เพื่อว่าการเดินทางต่อของเราจะได้ไม่วนเวียนอยู่กับร่องความซ้ำซากจำเจจนเจ้าของชีวิตเองเริ่มรู้สึกว่ากำลังกลายเป็นเพียงซากชีวิตที่เดินได้เท่านั้น เข้าเช้าออกเย็น เที่ยวดึกกลับเช้า อะไรประมาณนั้น

การตอบรับเสียงของความรู้สึกด้านในนี้ไม่น่ายาก บางทีมาในรูปของความรู้สึกทุกข์ ไม่ทางกายก็ทางใจ บางคนป่วยก็เพื่อบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าต้องกลับมาใส่ใจกับร่างกายของตัวเองได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจากป่วยน้อยจะกลายเป็นป่วยหนัก จนไม่อาจรักษาได้ ฉะนั้นต้องฝึกฟังเสียงหรือเฝ้าดูสภาพร่างกายอย่างใกล้ชิด เสียงเรียกด้านในนี้เปรียบได้กับเวลาที่เพื่อนรักเราโทรศัพท์มา ก็แค่รับโทรศัพท์ หรือเวลาคนรักของเราเคาะประตูอยู่หน้าบ้าน เราก็เดินไปเปิดด้วยรอยยิ้มจากใจ แค่นั้นเอง ง่ายๆ ไม่ต้องมีความคิดที่สอง เพื่อนเราหรือคนรักของเรากำลังนำส่งถ้อยความบางอย่างที่เราต้องการจะได้พอดีเลย เพื่อนชวนเที่ยว ก็ออกไปเดินทาง หรือกลับเข้ามาหาหนทางดั้งเดิมของชีวิต ที่จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเอม มีความหมาย และมีพลัง

ให้กำลังใจตัวเองหน่อยครับที่จะกล้าตั้งคำถาม แล้วกล้าตอบอย่างเกเร คนเรามักมีส่วนที่เกเรเสมอ อย่างน้อยก็ในส่วนของความคิดความรู้สึก แม้ว่าภายนอกจะดูเรียบร้อย เหมาะสมกับสังคม แต่ลึกๆ แล้วเกเร เพราะความเกเรคือการสำแดงออกของอิสรภาพที่เรามีอยู่เหมือนกันทุกชีวิต (สัตว์ยังมีเลย ถ้ามองอย่างนี้เราคือเพื่อนร่วมอิสรภาพ ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทุกข์) ความเกเรคือแรงขับที่สร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่สังคมไม่ชอบคนที่ไม่ยอมทำตามอย่าง เลยใช้เรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นความเกเร จนมองว่าเป็นปัญหาของครอบครัว ชุมชนและสังคมไปถึงขนาดนั้น ดังนั้นเราจึงมีคนเกเรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมไม่มีที่ทางหรือไม่สามารถรองรับแรงขับที่สร้างสรรรค์ของชีวิตได้อย่างเหมาะสม เราจับคนเข้าโรงเรียน (ที่เหมือนโรงงาน) จับคนเรียนจบแล้วเข้าบริษัท องค์กร หรือโรงงานเพื่อรับใช้เป้าประสงค์ขององค์กรนั้นๆ โดยไม่ค่อยสนใจถึงเป้าประสงค์ แรงปรารถนา หรือแรงบันดาลของคนทำงานเท่าไรหรอก นอกเสียจากว่าจะเป็นคนสำคัญจริงๆ นี่จึงทำให้คนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะปฏิเสธ และหาทางเลือกให้กับตัวเอง แม้ว่าการยอมอยู่ในระบบจะให้ผลตอบแทนทางวัตถุและเกียรติยศที่มากมายอย่างไรก็ตาม

เพื่อนบางคนเริ่มกล้าที่จะออกเดินทางไกล ไปค้นหาความสดใหม่ของชีวิต ไปอยู่เพียงลำพังกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือไปในสถานที่ที่จะได้พบเจอกับผู้คนและวัฒนธรรมที่แตกต่างที่มีชีวิต ราวกับว่าชีวิตเรานั้นรอคอยการมาถึงของเรา หรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงจากเราเสมอ เหมือนกับเป็นสัจจธรรมแห่งการดำรงอยู่ ชนอเมริกันพื้นเมืองหรืออินเดียนแดงหลายเผ่าถือว่าชีวิตมีความหมายและเป้าหมาย การออกไปดำรงอยู่และแสวงหาความหมายในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ผ่านความท้าทายและยากลำบากนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ธรรมชาติเป็นระบบชีวิตที่มีความซับซ้อนมากกว่าเรายิ่งนัก จึงมีปัญญาและบทเรียนมากมายที่เราจะเรียนรู้ได้

แรงบันดาลมาจากการค้นพบเป้าประสงค์ หรือเป้าหมาย นมีความต่างกันนะครับ ระหว่างทำตามใจตัวเองกับทำตามอำเภอใจของตัว คืออำเภอใจหรือพื้นที่ที่เราได้ยินเสียงของตัวเองที่สัมพันธ์กับชีวิตอื่นๆ บนพื้นฐานของความรัก มากกว่าความกลัวหรือความคับแคบเห็นแก่ตัว อำเภอใจคือที่ที่เราค้นพบศักยภาพตัวเองที่ไม่มีที่สิ้นสุด

อย่างไรเสีย ชีวิตที่ผ่านไปแล้วมันไม่มีอะไรเสียแน่ แต่ชีวิตที่เราจะดำเนินต่อไปข้างหน้าสิ เราจะทำอย่างไรกับมัน เราจะรับรู้เป้าประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์และความดีงามพื้นฐานของเราเอง และดำเนินชีวิตไปตามนั้นอย่างธรรมดาสามัญได้อย่างไร ผมเชื่อว่าไม่มีใครถูกคัดเลือกออกจากหนทางชีวิตที่มีความหมาย ไม่ว่าเราจะเคยกระทำความผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วนเพียงไร ชีวิตยังให้โอกาสเราเสมอ ขอเพียงแต่อย่าให้ความผิดพลาดเหล่านั้นกลายเป็นความรู้สึกผิดรันทดที่ขวางกั้นการแสดงหานิมิตหรือจินตนาการใหม่ให้กับอรุณรุ่งของชีวิตในแต่ละวันที่เราตื่นขึ้นมา

ขอพลังจงมีแด่ท่าน!

เดินเท้าจาริก พินิจใจตน ๑













หลังจากที่ได้เชิญอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์เข้าร่วมประชุมกลุ่มจิตวิวัฒน์ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการประชุมที่น่าประทับใจมากหนหนึ่ง ดังที่มีบันทึกการประชุมดีๆ เผยแพร่ออกไป รวมทั้งซีดีเอ็มพี ๓ เรื่อง "การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้" แจกจ่ายออกไปบางส่วน

เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อสารสาธารณะได้สัมภาษณ์อาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ เพิ่มเติม เพื่อที่จะได้ช่วยขยายเนื้อหาสาระแห่งการเดินทางเพื่อค้นหาความหมายแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้ให้เห็นแจ่มชัดขึ้น


เทวาลัยแห่งการเรียนรู้ระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไมซอร์ (Mysore University) แดนภารตะ ไม่ได้ทำให้เขาค้นพบคำตอบที่แท้ของชีวิต

เมื่อวันคล้ายวันเกิดปีที่ 50 ของเขา ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2547 ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตัดสินใจลาออกจากข้าราชการ ปลดเปลื้องสถานะทางสังคมเพื่อออกจาริก เขาเดินทางด้วยการเดินเท้า จากเชียงใหม่ถึงเกาะสมุย บ้านเกิดของเขาที่สุราษฎร์ธานี โดยใช้วันเวลาไปทั้งสิ้น 66 วัน

การเดินเท้านับกว่าพันกิโลเมตร เพียงเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต แสวงหาคุณค่าของ “ความเป็นมนุษย์” ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ย่อมไม่ธรรมดา

ยิ่งเขาตั้งเงื่อนไขให้แก่ตนเองว่า จะไม่ขอใครทาน จะไม่พกหรือใช้เงินสักแดงเดียว หากแต่จะขอรับน้ำและอาหารเฉพาะผู้ที่หยิบยื่นให้เท่านั้น การเดินเท้าทางไกลทำนองนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยในทัศนะของใครหลายคน

ทว่าสำหรับเขา ไม่ใช่เพียงค้นพบคำตอบดังที่ใจปรารถนาระหว่างทาง รวมทั้งพบความสุขทุกขณะก้าวเท่านั้น แต่วันนี้ เขายังยินดีเผื่อแผ่เรื่องราวการเดินเท้าทางไกลไว้ให้แก่เพื่อนมนุษย์ผู้ประสบปมปัญหาเช่นเดียวกับเขา เก็บรับเป็นแรงใจไว้พร้อมเผชิญหน้ากับฉากชีวิตในชาตินี้ต่อไปอีกด้วย


ทำไมถึงเลือก “การเดินเท้า” เพื่อแสวงหาความรู้

ที่จริงมีองค์ประกอบหลายอย่าง เริ่มต้นที่สุดคงเป็นพื้นฐานการศึกษาของผมที่ศึกษามาทางปรัชญาและศาสนา ที่นี้ ทางปรัชญาและศาสนามีอะไรให้อ่านเยอะมาก ซึ่งผมก็พยายามอ่าน แล้วก็พบว่าหนังสือแต่ละเล่มมีประเด็นเป็นคำตอบ แต่จริงๆ ผมกลับพบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นคำตอบสำหรับเรา มันเป็นแต่เพียงคำตอบที่มีผู้อื่นตอบไว้

ทีนี้ มันมาสัมพันธ์กับผมเพราะผมสนใจมิติทางสังคม ผมคิดว่าปัญหาสังคมที่เราคิดเอานั้น ดูเหมือนว่าเรารู้ แต่ที่จริง กลับไม่ใช่ความรู้ที่ใจเราเข้าไปสัมผัสได้จริง

ผมมีความรู้ทางทฤษฎีมาพอสมควรแล้ว จากการได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาเอก จากการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย และจากการพูดคุยกับใครหลายคน ผมคิดว่า ถ้ามีคำตอบ การเรียน การทำงานมาขนาดนี้ ผมน่าจะมีคำตอบได้แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ใช่

ผมยังมีข้อสงสัยใน “ความเป็นมนุษย์” ที่ยังมีความรู้สึกหวงแหนสิ่งที่เรามีอยู่ รู้สึกหวาดกลัวสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หรือในฐานะพุทธศาสนิกชนที่รู้ว่า ความรัก ความเมตตาเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งควรจะอยู่ในตัวผม แต่ทำไม ผมถึงทำได้ยาก หรือทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ในบางขณะ บางโอกาส เวลาที่ผมต้องเผชิญกับการโต้เถียงกับคนที่มีข้อโต้แย้งที่แตกต่างกันอย่างมากมาย จนบางครั้ง ผมถึงกับรู้สึกเกลียดเขาด้วยซ้ำไป ในความรู้สึกแบบนี้ มันมาถึงจุดๆ หนึ่งที่ทำให้ผมต้องหาวิธีอื่นมากกว่าการอ่านหนังสือแล้วคิดเอา

ผมอยากใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่างที่หาไม่ได้จากการนั่งครุ่นคิดหรืออ่านหนังสือ แล้วเมื่อผมคิดว่าผมน่าจะทำเช่นนี้ได้ (คือการเดิน) กอปรกับครอบครัวของผม ผมมีภรรยาที่รักผมมาก มากพอที่จะเป็นพลังให้ผมทำในสิ่งที่รักได้ และผมก็ไม่มีบุตร ไม่มีพันธะที่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก ผมน่าจะทำได้

ถ้าเช่นนั้น วันหนึ่ง เมื่อผมคิดกับภรรยาว่าเราน่าจะทำได้เอง โดยไม่ควรโยนภาระนี้ไปให้แก่คนอื่น และที่เราทำนี้ ก็คงไม่ใช่เพียงเพื่อหาคำตอบให้แก่ตัวเองเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึงการหาคำตอบให้แก่คนที่ใกล้ชิด และที่รู้จักเรากันในวงกว้างออกไปด้วย สาทิสกุมารแห่งศาสนาเชน สานุศิษย์ของมหาวีระยังทำได้ ทำไมสานุศิษย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างผมจะทำไม่ได้ นี่คือประเด็นที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเราทำได้ และเป็นสิ่งยืนยันที่ชี้ว่า สิ่งที่ผมคิดนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่วิจิตรพิสดารอะไร


ก่อนหน้าจะออกเดิน อาจารย์ได้ปฏิบัติธรรมในรูปแบบไหนบ้าง

พูดถึงเรื่องรูปแบบการปฏิบัติธรรม ผมผ่านการปฏิบัติธรรมเชิงรูปแบบมาตั้งแต่สมัยตอนที่เป็นนักบวชแล้ว ผมเคยเดินจาริกธุดงค์สมัยที่ยังเป็นพระภิกษุ ขณะที่อยู่อินเดีย ผมก็บำเพ็ญตนคล้ายๆ กับนักบวช คือหมายความว่า ถ้าผมจะไปที่ไหน หากเป็นไปได้ ผมจะใช้วิธีเดินไป ตามคติของชาวอินเดีย หรือแม้กระทั่ง ตอนที่ผมจะเดินจริงๆ

เนื่องจากผมงดเว้นการเดินเป็นเวลานาน ผมกับภรรยาจึงปรึกษากันว่า ผมต้องทดสอบก่อน นับจากวันที่ 23 ตุลาคม จนถึง 14 พฤศจิกายน (ปี 2547) นั่นก็เกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ผมเดินทุกวัน ซ้อมเดินตั้งแต่เช้ามืดจนมาถึงตอนค่ำ เช่น เดินขึ้นไปถึงพระธาตุดอยสุเทพแล้วเดินกลับลงมา

พอมาถึงที่ราบ ผมเดินไม่ได้เลย จะข้ามถนนก็ข้ามไม่ได้ เป็นทางวันเวย์ซึ่งต้องวิ่งข้าม จะรอให้รถหยุดแล้วค่อยข้ามก็ไม่ได้เพราะรถไม่หยุด จนผมต้องจ้างรถพาผมข้ามถนนมาส่งถึงบ้าน ภรรยาของผมที่รออยู่ที่บ้านต้องออกมาอุ้มผมเข้าบ้าน นี่คือการฝึกเดินวันแรกที่บอกให้ผมรู้ว่า การเดินเท้าทางไกลทำได้ แต่ไม่ง่ายนัก

แล้วผมก็เดินทุกวันจนกระทั่งวันหนึ่ง ผมสามารถเดินได้ถึง 30 – 40 กม. ไม่มีปัญหาเลย ผมฝึกสมาธิให้สามารถต้านทานเวลาที่จิตของเราโดนอะไรในทางโลกย์มากระทบ ในที่นี้หมายถึงอารมณ์ที่เราทั้งปรารถนาและไม่ปรารถนา ยามที่มันมารบกวนเรา เราจะต้องทำจิตของเราให้นิ่ง และเพียรระวังที่จะมีอารมณ์ “อกุศล” คือความโลภ ความโกรธ ความหลง และอีกเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมในเมื่อผมรู้ทั้งรู้ว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งที่เราต้องกำจัดให้หมดไป

ถึงผมท่องจำทฤษฎีได้เยอะแยะ จำวิธีการกำจัดความโกรธ แต่ผมก็กำจัดไม่ได้ มันเข้ามารบกวนจิตของผม ทำให้ผมเสียสมาธิ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมไม่สามารถควบคุมความโกรธได้ด้วยวิธี “คิด” เอาเอง ผมจำต้องบำเพ็ญเพียรภาวนา ทำจิตของผมให้มีเมตตาธรรมอย่างจริงจังในความรู้สึก ไม่ใช่เป็นความเมตตาจาก “ความคิด”

การปฏิบัติธรรมที่ผ่านมา จึงเป็นการปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขที่ถูกจัดวางไว้แล้ว ปฏิบัติได้อย่างสบาย เช่น อยู่ในที่ๆ เงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวน ซึ่งอย่างนั้น ผมคิดว่าทำไม่ยาก แต่ผมต้องการทำสมาธิภาวนาในขณะที่เราก้าวย่างไปสู่ชุมชน ซึ่งบางครั้ง ก็มีคนรังเกียจเดียดฉันท์เรา บางครั้งคนก็กลัวเรา บางครั้งคนเขาก็ไล่เรา ซึ่งผมอยากจะรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนั้น จิตของผมจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อวันหนึ่ง ผมไม่ได้เป็นอาจารย์ เมื่อวันหนึ่ง ผมไม่ใช่ใครสักคนที่มีใครรู้จัก ไม่ใช่พระ แต่เป็นคนแปลกหน้า ผมอยากเรียนรู้ว่า ถ้าวันหนึ่งที่ผมตกอยู่ในสายตาของคนอื่นว่าเป็นคนบ้า คนน่ากลัว ผมจะทำจิตของผมอย่างไร นี่คือการทำสมาธิภาวนาในมิติทางสังคมอย่างที่ผมต้องการทำจริงๆ


เรียนรู้จากความโกลาหล

โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2549

ช่วงนี้การเมืองดูสับสนอลหม่าน สับสนเสียจนข้าพเจ้านึกถึงทฤษฎีโกลาหล Chaos Theory ที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิรพันธ์เคยนำเสนอต่อสังคมไทยในเชิงอุปมาทางวัฒนธรรม ข้าพเจ้าคิดว่าหากนำโจทย์ที่อาจารย์ชัยวัฒน์เคยทิ้งไว้เกี่ยวกับทางแพร่งของสังคมไทยมาขบคิดต่อ เราก็อาจจะมีทางเลือกอื่นเพิ่มเติมได้ในวาระเช่นนี้

หลายคนแย้งว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่น่าจะมาปรับใช้กับทฤษฎีทางสังคมและวัฒนธรรมได้ แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเรื่องโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ กลศาสตร์แบบนิวตัน ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ก็ได้แปรสภาพมาเป็นโลกทัศน์แบบกลไก และการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำความคิดในสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มาได้ยาวนาน แล้วทฤษฎีโกลาหลซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่มีอายุเพียง ๓๐ ปี น่าจะทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปอย่างไรได้บ้าง?

ทฤษฎีโกลาหลบอกเราว่า ชีวิตนั้นแท้จริงแล้วก็คือความโกลาหล ไม่อาจควบคุมได้ แต่หากเรายอมรับและชื่นชมกับความจริงนี้ได้ ก็ย่อมค้นพบโอกาสและหนทางใหม่ เพื่อเข้าถึงสัจจะความจริงในระดับที่ละเอียดประณีตขึ้นไป

เมื่อครั้งที่แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน กำลังยืนอยู่ตรงขอบของพรมแดนความรู้ฟิสิกส์ทฤษฎีในยุคนั้น เขายอมรับว่าตนเองตกอยู่ในภาวะสับสน ไม่แน่นอน มีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ และประกอบด้วยความลังเลสงสัยอยู่มาก แต่เมื่อเขาทอดทิ้งความกังวล ทดลองก้าวออกจากเขตแดนเดิม เขาก็ได้พบกับคำตอบแบบใหม่ นั่นคือ กลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเปิดโฉมหน้าฟิสิกส์กระบวนทัศน์ใหม่ขึ้นมาคู่ขนานกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์

ความคิดใหม่ ทัศนะใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากยอมตนเข้าไปสู่ในภาวะความสับสน และเมื่อเขากล้าที่จะเสี่ยง ยอมที่จะผิดพลาด เขาก็ได้รับโอกาสในการเข้าถึงมุมมองใหม่ และต่อยอดความรู้ออกไปได้อีก

และเมื่อผู้หญิงผิวดำตัวเล็กๆ อย่างโรซา พาร์ก ได้ปฏิเสธการลุกจากที่นั่งให้กับคนผิวขาว ก่อนจะถูกจับดำเนินคดี และนำไปสู่ขบวนการเรียกร้องสิทธิของคนผิวสีในอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๕ การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากคนเพียงคนเดียวแต่ก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่ยิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดตามทฤษฎีผีเสื้อกระหยับปีก ซึ่งทำให้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ซึ่งเดิมคิดว่า ต้องมีอำนาจจึงจะควบคุมเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาได้ ในสภาวะยุ่งเหยิงวุ่นวายได้เปิดโอกาสให้เราได้เปลี่ยนแปลงตนเอง แม้เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ย่อมนำไปสู่ความตระหนักรู้ร่วมกันของผู้คนจำนวนมหาศาล

ในป่าเขตร้อน ขอนไม้ผุเริ่มเป็นที่อยู่ของเห็ดรา ซึ่งเรียกเอาพวกมดหรือนกเข้ามาหาอาหารและทำรัง ในสังคมที่ดูวุ่นวายไร้ระเบียบนี้ ปรากฏระบบการจัดการตัวเองอย่างชัดเจน เห็ดรารู้ว่าจะหาขอนผุได้ที่ไหน มดทุกตัวรู้ว่าตัวเองจะทำทำหน้าที่อะไรโดยไม่มีใครสั่ง

เรามักจะคิดว่าองค์กรต้องมีผู้นำ ต้องมีการแข่งขัน และครอบครองอำนาจ แต่ธรรมชาติเป็นเรื่องของการเกื้อกูลอิงอาศัยกัน หาใช่เป็นการแข่งขันดังที่นักทุนนิยมและผู้นิยมดาร์วินมักอ้างถึง เมื่อผู้คนแปลกแยกจากกัน การเริ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอาจจะเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้อง แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป พลังภายในตัวปัจเจกแต่ละคนจะไหลเลื่อนเชื่อมโยงกันได้ กลายเป็นพลังกลุ่ม ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคได้ ดังที่เคยปรากฎอยู่ในวงสุนทรียสนทนาบ่อยครั้ง

ฟริตจอฟ คาปรา นักคิดร่วมสมัยเคยกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เรากำลังประสบภาวะวิกฤติในการรับรู้” ดังที่ลงทุนมหาศาล เพื่อส่งนักบินอวกาศขึ้นไปนอกโลก และเมื่อมองลงมา จึงได้เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง” – โลกทัศน์เดิมที่แต่ละคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

ความรู้และเทคโนโลยีในยุคแห่งการรู้แจ้งได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์แบบองค์รวมไปสู่แบบกลไก มนุษย์มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีอายุยืน แต่ชีวิตได้กลายเป็นกลไกที่แยกส่วนจากกันไปเสียแล้ว วิกฤติทางสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นจากกระบวนทัศน์แบบแยกส่วนนี้

เราถูกสอนว่า ปัญหาสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ไม่เกี่ยวกับตัวเรา เราจึงไม่อาจตอบได้ว่า ผู้นำที่ฉ้อฉลเผด็จการ เชิดชูเงินตราให้อยู่เหนือคุณค่าความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเราและสังคมอย่างไร

ความรู้จากทฤษฎีโกลาหลกำลังจะนำเราเข้าสู่กระบวนทัศน์แบบใหม่ เราต้องหวนคืนไปสู่องค์รวม เมื่อมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่ง

เราอาจเข้าใจได้ว่า การที่กดราคาข้าวไว้ต่ำย่อมทำให้การปลูกฝิ่นน่าพิศมัยกว่า การปล่อยให้มีการซีดีเถื่อนขายเกลื่อนเมืองย่อมทำให้เด็กและเยาวชนหาซี้อวีซีดีโป๊มาดูได้ในราคายี่สิบบาท

หรืออีกนัยหนึ่ง แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่ปัญหา การตั้งคำถามว่าการใช้ยาเสพติดข้องเกี่ยวกับเราในฐานะสังคมอย่างไร? การดูภาพยนต์อุจาดลามกเกิดขึ้นได้ในสังคมแบบไหน? ด้วยคำถามเหล่านี้ เราอาจจะพบหนทางแก้ไขปัญหาแบบใหม่ได้

ที่สำคัญ ทฤษฎีโกลาหลย้ำว่า ในโลกที่สรรพสิ่งเชื่อมโยงถึงกันทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงตัวเองแม้จะดูเล็กน้อย ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกและจักรวาลทั้งหมด

Back to Top