สิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จากเยอรมนี

โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2549

ทีแรกยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนหัวข้ออะไร เพราะเรื่องที่อยู่ในหัวดูจะมากมายวกวน ตามประสาคนไม่ค่อยได้เขียนอะไรนาน การเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นตัวอักษรให้ได้ใจความไม่ใช่ของง่าย ทบทวนไปมา ก็คิดว่าน่าจะตรวจสอบความคิดตัวเองดูสักทีว่าการได้มาใช้ชีวิตนักศึกษาอยู่ในเยอรมนีนั้นได้เรียนรู้อะไรกับเขาบ้าง เรื่องที่ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองเรียนรู้นั้นอาจจะไม่เหมือนกับของผู้อื่น และก็ไม่ได้มุ่งหวังว่าคนอื่นจะต้องมาเรียนรู้เรื่องเดียวกันกับข้าพเจ้า เพราะมนุษย์เรานั้นมีความสนใจที่แตกต่างหลากหลาย ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถมองเยอรมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หรือเข้าใจอะไรอะไรที่เป็นเยอรมันได้อย่างชัดแจ้ง เพราะมุมที่ข้าพเจ้ายืน ก็เป็นข้อจำกัดในการมองอยู่แล้วโดยปริยาย แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่ามุมมองที่แตกต่างจัก
ช่วยให้เกิดการมองเห็นอย่างรอบด้านมากขึ้น

เมื่อลองจดหัวข้อเรื่องหลักออกมา ข้าพเจ้าเลือกมาเพียงสี่หัวข้อ ซึ่งน่าจะนำไปสู่การถกประเด็นแลกเปลี่ยนได้กว้างขวางขึ้นในภายหลัง และจะอรรถาธิบายในแต่ละหัวข้อตามลำดับ ดังนี้

๑. เมตตาคุณอันปราศจากขอบเขต

ถึงแม้ข้าพเจ้ามิได้เป็นนักศึกษากฎหมาย แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อแรกของเยอรมันนั้นจับใจข้าพเจ้ายิ่งนัก “Die Menschenwürde ist unantastbar. ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์จะถูกล่วงละเมิดมิได้” หลักกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ได้ให้ความคุ้มครองแก่มนุษย์ทุกผู้โดยมิได้คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ หรือเงื่อนไขอื่น

แน่ล่ะ! อาจจะมีผู้ค่อนขอดว่า ไม่เห็นแปลกเลย เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของเยอรมัน โดยเฉพาะความพยายามฆ่าล้างชาติพันธุ์ชาวยิว ได้ทำให้มีหลักกฎหมายข้อนี้ออกมา แต่นี่ยิ่งทำให้ชาวเยอรมันในสายตาของข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่สมควรก้มศีรษะคารวะในข้อที่เป็นผู้ยอมรับประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดของตน และเรียนรู้ที่จะไม่กระทำผิดอีก

ประธานาธิบดีของเยอรมันอย่าง Johannes Rau ซึ่งถือว่าเป็นประมุขของประเทศ ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางสติปัญญาของสังคม เขาผู้นี้ได้แสดงให้เห็นว่าเราจำต้องแยกแยะให้ออกระหว่างความรักชาติและคลั่งชาติ และแม้เขาจะเป็นคริสตศาสนิกชนของประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือคริสตศาสนา เขายังแสดงความกล้าหาญออกมาปกป้องสิทธิของผู้ถือศาสนาอื่น หรือพรรคการเมืองเขียวของเยอรมัน ก็ยืนยันที่จะไม่นำกากนิวเคลียร์ไปทิ้งในประเทศอื่น นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าในหมู่ชนชั้นนำของเยอรมันแม้เป็นนักการเมืองก็ยังเลือกที่จะยืนอยู่ข้างศีลและสัจจะมากกว่าคะแนนความนิยม

หลักบัญญัติในรัฐธรรมนูญข้อนี้ บ้านเราได้รับไปเมื่อคราวปรับปรุงรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และเป็นวิวาทะร้อนในประวัติศาสตร์การเมืองว่า “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” นี้ มีความหมายว่าอย่างไร ราวกับว่าแม้เมื่อเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว ชนชั้นนำบางกลุ่มยังไม่เคยเรียนรู้ที่จะนับถือมนุษย์อื่นว่าเขามีความเป็นมนุษย์เหมือนตน ฉะนั้นเขาจึงมิอาจเข้าใจศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้นอกเหนือจากเกียรติยศของตน

อย่างไรก็ตาม หลักศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นี้ ในความเป็นจริงตรงกับหลักเมตตาภาวนาในสังคมไทยมาแต่เดิม ดังที่บทแผ่เมตตาแสดงไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลาย อันเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” เพราะการฝึกมองสิ่งมีชีวิตทั้งหลายว่าไม่ได้แตกต่างไปจากเรา มีความต้องการไม่ต่างไปจากเรา ไม่ต้องการจะเป็นทุกข์ และอยากจะเป็นสุขด้วยกันทั้งสิ้น จักทำให้ลดการแบ่งแยก การเลือกปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไม่เท่าเทียมกันก็จะลดน้อยลงไป นี้เป็นหลักการสร้างเมตตาตามหลักพุทธศาสนาเดิม ดังที่พระเดชพระคุณท่านพุทธทาส ปราชญ์ทางจิตวิญญาณของเรา ได้พยายามย้ำเตือนอยู่บ่อยครั้ง

๒. ความสมถะ

สมถะเป็นคู่ตรงข้ามกับฟุ้งเฟ้อและฟุ่มเฟือย แต่สมถะมิใช่ขี้เหนียว ชาวเยอรมันเป็นชนชาตินิสัยมัธยัสถ์ ผู้บริโภคชาวเยอรมันได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติรู้ในการใช้จ่ายเงิน และให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ายิ่งกว่ายี่ห้อ โดยที่บ่อยครั้งจากการตรวจสอบคุณภาพสินค้าพบว่ายี่ห้อเลื่องชื่อต่าง ๆ มิได้เป็นเครื่องรับประกันคุณภาพสินค้าเลย ทั้งนี้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคของเยอรมันซึ่งมิใช่องค์กรของรัฐนั้นเข้มแข็งยิ่ง มีการทำเอกสารให้ความรู้และเปรียบเทียบสินค้ายี่ห้อต่าง ๆ แจ้งให้ผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ ผู้ซื้อจึงมีทางเลือกในการซื้อสินค้า เพราะมีข้อมูลเปรียบเทียบช่วยในการตัดสินใจเพียงพอ

รสนิยมในการแต่งกายของชาวเยอรมันนั้นถือว่าต่ำกว่าชนชาติเพื่อนบ้านด้วยกันเลยทีเดียว เพราะเป็นพวกไม่พิถีพิถันในการแต่งกาย และไม่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ดังจะเห็นว่าร้านอาหารและภัตตาคารมีปริมาณน้อย

ความสมถะของชาวเยอรมันนั้นอาจจะเป็นผลจากที่เขาเป็นผู้รู้ถึงคุณค่าเงินก็เป็นได้ นักศึกษาของชาวเยอรมันส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่รับทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ เพราะวัฒนธรรมทางนี้ถือว่าหากอายุครบสิบแปดปีก็ควรที่จะหัดหาสตางค์เลี้ยงตัวได้แล้ว แม้คนรุ่นเก่าที่ผ่านยุคสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังมีประสบการณ์การหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก ความสุขสบายโดยปราศจากการทำงานหนักจึงเป็นของน่าติเตียนยิ่ง

และถึงแม้จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ระดับแนวหน้าของโลก ใช่ว่าชาวเยอรมันทุกผู้จะขับรถราคาแพง เพราะทุกเมืองจะพยายามสร้างมาตรการบีบผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวให้หันมาใช้บริการขนส่งมวลชนเป็นหลัก

ถึงข้าพเจ้าจะสรรเสริญคุณสมบัติข้อนี้ของชาวเยอรมันมาก แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าชาวเยอรมันจะต้านกระแสทุนนิยมไปได้นานเพียงไหน เพราะดูเหมือนว่าเยอรมันทุกวันนี้จะพ่ายแพ้แก่วัฒนธรรมอเมริกันไปเสียแล้ว ดังจะเห็นได้จากร้อยละเก้าสิบของปริมาณภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงภาพยนตร์นำเข้ามาจากฮอลลีวู้ดเป็นส่วนมาก แม้ภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ผู้จัดรายการก็ซื้อมาจากอเมริกาเสียมาก แม้รายการเกี่ยวกับการจับจ่ายซื้อข้าวของของดาราภาพยนตร์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงก็ดูจะเป็นที่นิยมยิ่งนัก เด็กวัยรุ่นเยอรมันยุคใหม่ก็มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ใช้ติดตัวกันเกือบทุกคน ร้านอาหารจานด่วนอย่างแมคโดนัลด์หรือเบอร์เกอร์คิงก็กลายเป็นที่นัดพบของวัยรุ่น โดยที่กระแสบริโภคเขียวนั้นแผ่วลงไปอย่างที่ผู้บริโภคมองไม่เห็นโทษภัยของร้านเหล่านี้ ว่าก่อให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่าและเกษตรกรรมในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร ก่อให้เกิดการเบียดเบียนชีวิตและทรัพยากรในประเทศยากจนอย่างไรเสียแล้ว

๓. ระเบียบวินัยที่ยืดหยุ่น

หากเดินอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งของเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่หรือเล็ก สิ่งที่เหมือนกันเห็นจะเป็นความสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย มารยาทในการขับขี่ยวดยานของชาวเยอรมันนั้นถือได้ว่าอยู่ในระดับเรียกว่าผู้ดีได้ น่าสนใจที่ว่าความเคารพในระเบียบวินัยของชาวเยอรมันกลับกลายเป็นเรื่องความเถรตรงอันน่าขบขันสำหรับชนชาติอื่น ไม่ว่าการจะหยุดยืนรอไฟเขียวสำหรับคนเดินถนนถึงแม้จะไม่มีรถยนต์วิ่งผ่านในขณะนั้นเลย และถึงกับมีป้ายร้องขอทำนองว่าหากมีเด็กอยู่ด้วยก็จงสำแดงตนเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จึงพอจะมองเห็นได้ไม่ยากว่า การปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยนั้นมิได้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นสำคัญ แต่อยู่ที่การสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบ ทำให้มิต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจับผิดหรือตรวจสอบการทำตามกฎหมาย ดังเช่น การประกาศแจ้งทางสื่อวิทยุว่าตำรวจจะตั้งด่านตรวจจับความเร็วหรือตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่บนถนนเส้นไหนบริเวณใด เพื่อที่จะทำให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังตน มิใช่เป็นการเลี่ยงการทำผิด ทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เบาแรงในการเล่นบทโปลิศจับขโมยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

กฎหมายที่บังคับใช้ในเยอรมันมีจุกจิกมากมายยิ่งนัก การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างจริงจัง แต่มิได้อยู่ในข่ายเข้มงวดอย่างที่เรียกว่าถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ หากมีการทำผิดระเบียบ หากเป็นเรื่องไม่ร้ายแรงนัก เจ้าหน้าที่นิยมใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือนมากกว่าจะลงโทษปรับไปแต่ทีแรก และในการติดต่อกับหน่วยงาน แม้เอกสารของผู้ติดต่อจะไม่ครบตามเงื่อนไข หากก็ผ่อนปรนให้นำมาแสดงภายหลังได้ หรือใช้วิธีการตรวจสอบกับอีกหน่วยงานหนึ่งผ่านโทรศัพท์เลยโดยตรง มิพักต้องรอให้ไปเดินเรื่องมาใหม่อีกรอบ นี่อาจจะเรียกว่าเขาให้เจ้าหน้าที่ใช้วิจารณญาณของตนในการทำงานมากกว่าว่ากันไปตามเอกสาร และหากผ่อนปรนกันไม่ได้อีกแล้วนั่นแหละเขาจึงจะยกเรื่องระเบียบหรือเอกสารมากล่าวอ้าง

๔. อหังการ

บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าดูข่าวโทรทัศน์รายงานผลการแข่งขันกีฬาที่มีชาวเยอรมันเข้าร่วม และมักจะประหลาดใจว่าหากนักกีฬาเยอรมันได้รับรางวัลแม้ไม่ใช่รางวัลชนะเลิศ ชื่อของผู้ชนะเลิศซึ่งเป็นนักกีฬาชาติอื่นมักจะถูกอ่านผ่านเร็ว ๆ เสียจนฟังแทบไม่ทัน และพออยู่ไปเริ่มจะทึ่งแทนคนเยอรมันเสียแล้วว่า เล่นกีฬาแข่งขันอะไรก็ชนะไปเสียทุกรางวัล เพราะไม่เคยได้ยินว่านักกีฬาชาติอื่นเขาชนะอะไรบ้าง (ฮ่า)

ครั้นดูข่าวสารคดีท่องเที่ยวในประเทศอื่น นอกเหนือจากข้อมูลประเภทคำเตือนที่ว่า ดินแดนเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยคนหิวเงินและนักฉวยโอกาส สาธารณสุขและคุณภาพชีวิตผู้คนก็ต่ำต้อย หากไม่เท่าทันอคติของผู้ถ่ายทำสารคดีแล้ว อาจจะเชื่อได้ง่าย ๆ ว่ายุคพระศรีอาริย์คงมีอยู่เฉพาะดินแดนเยอรมันแห่งนี้เท่านั้น

อำนาจของสื่อที่มีอยู่มากมายในยุคเทคโนโลยีข่าวสารปัจจุบันได้หล่อหลอมให้คนเยอรมันรู้จักโลกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ปลูกฝังวิธีคิดให้เป็นไปในแนวเพ่งวิเคราะห์ผู้อื่นมากกว่าการตรวจสอบตัวเอง ดังเช่น เคยมีคนเยอรมันเดินเข้ามาถามข้าพเจ้าสองสามหนว่าผู้หญิงไทยมาทำอะไรอยู่ในเยอรมันตั้งมากมาย เมื่อเขาตั้งใจถามอย่างที่ตั้งใจจะให้ข้าพเจ้าได้อาย ข้าพเจ้าก็จงใจตอบอย่างที่ให้เขาได้อายเช่นกันว่า ตัวข้าพเจ้าเองนั้นเขาเชิญให้เป็นแขกมาเรียนหนังสือ ส่วนผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวเยอรมันนั้นเท่าที่ทราบทั้งหญิงและชายเยอรมันก็ทนกันและกันไม่ได้ ส่วนชายเยอรมันเห็นคุณค่าของผู้หญิงเอเชียจึงได้ไปขอแต่งงาน และหากจะถามว่าทำไมผู้หญิงเอเชียบางคนจึงได้ประกอบอาชีพขายบริการ ข้าพเจ้าก็สงสัยเช่นกันว่าทำไมชาวเยอรมันจึงเป็นประเทศที่ใช้จ่ายเงินกับการซื้อบริการทางเพศมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แล้วข้าพเจ้าก็เลยถามเขากลับเพิ่มเติมว่านอกจากเมืองพัทยาที่คนไทยเขาไม่นิยมไปเที่ยวแล้วเขาทราบหรือเปล่าว่าประเทศไทยมีเจ็ดสิบกว่าจังหวัด มีขนาดของประเทศใหญ่โตกว่าเยอรมันถึงสองเท่า เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แล้วก็แถมท้ายด้วยคำถามว่าเขาเคยไปแบร์ลีนไหม ไปฮัมบวร์ก หรือมึนเช่นมาหรือยัง เพราะอ้ายเจ้าพวกที่ตั้งคำถามโง่เขลาเช่นนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่เคยไปไหน ไม่เคยรู้จักโลกนอกเหนือจากเมืองที่ตัวเองอยู่ ดังจะทดลองถามนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ว่า เขาไปไหนมาไหนน้อยมาก หลายคนแทบไม่เคยเดินทางออกจากเมืองที่ตนอาศัยอยู่เลย วิสัยการท่องเที่ยวในช่วงพักร้อนของชาวเยอรมันนั้นเกิดขึ้นในหมู่คนที่ทำงานรับเงินเดือนแล้วเป็นส่วนมาก

และแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมสูง แต่นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมิเคยสำเหนียกของผลกระทบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเลย มิเคยตั้งคำถามการที่ได้ทำให้มายอร์คา หรือพัทยา กลายสภาพไปอย่างไร วิถีชีวิตคนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ชาวเยอรมันมิเคยตั้งคำถามกับตนเอง

แม้การมองว่าพัฒน์พงษ์เป็นถนนคนบาป แต่เยอรมันกลับภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับเรพเปอร์บาห์นในฮัมบวร์ก แถมขนานนามว่าเป็นประตูสู่โลก ยังร้านขายอุปกรณ์ทางเพศที่เปิดกันเกลื่อนกลางเมืองอีกเล่า บ้างก็อยู่ติดร้านอาหาร ร้านกาแฟ คนเยอรมันก็มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาเลยทีเดียว

ใช่ว่าจะมีคนเยอรมันโอหังเช่นนี้อยู่ทั่วไป จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า คนที่มีการศึกษา รู้ความเป็นไปของโลกนั้น สามารถจับผิดและวิเคราะห์สังคมของตนได้อย่างแหลมคม อหังการที่คนเยอรมันมีก็คงเป็นสิ่งที่ไม่แตกต่างจากอหังการในสังคมไทยสักเท่าไหร่ ดังที่มีคนถามชายเยอรมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณที่ไปแต่งงานอยู่กินกับหญิงไทยว่าในวัยขนาดนี้ทำไมถึงได้มาแต่งงานกับคนรุ่นลูก เขากล่าวตอบว่า ภรรยาชนชาติเดียวกับเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว เขาก็เป็นคน รู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยว ต้องการครอบครัว ผู้หญิงในเยอรมันคงไม่มีใครแต่งงานกับเขาอีก ในเมื่อเขายินดีแต่งงานกับผู้หญิงไทย จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เลี้ยงดูภรรยาและลูกติดสมตามฐานะ เหตุใดจึงพยายามยัดเยียดข้อหาเฒ่าหัวงูให้กับเขา ฤาสังคมไทยจะยอมรับได้แต่การเป็นภริยาน้อยของสามีไทยเท่านั้น หรือที่มีชายไทยในสังคมไทยเป็นส่วนมากรู้สึกเสียหน้ากับการที่หญิงไทยแต่งงานกับฝรั่ง ถึงกับชี้หน้ากล่าวหากันเลยว่าเธอเหล่านั้นเห็นแก่ทรัพย์ มิได้มองเลยว่า ร้อยละเก้าสิบของหญิงไทยเหล่านั้น ล้วนถูกชายไทยทอดทิ้ง แถมยังรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวและบุตรไปตามลำพัง จริง ๆ เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาซับซ้อน ใครเลยจะหาคำตอบสำเร็จรูปมาอธิบายได้ แต่ที่เป็นของแน่ก็คือ ยโสนั้นเป็นเรื่องโง่โดยแท้ทีเดียว

บทสรุป

สิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จากเยอรมนีนั้นประกอบไปด้วย (๑) หลักเมตตาคุณอันหาที่ประมาณมิได้ (๒) ความสมถะ (๓) ระเบียบวินัยที่ยืดหยุ่น และ (๔) อหังการ

ทั้งนี้หลักเมตตาคุณนั้นจักช่วยให้เราไม่ลืมความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น แม้ผู้ที่คิดเห็นต่างจากเรา ความสมถะนั้นช่วยให้เราเบียดเบียนโลกด้วยการบริโภคเท่าที่จำเป็น ระเบียบวินัยที่ยืดหยุ่นช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยใช้หัวใจร่วมกับสมองมากขึ้น ส่วนอหังการนั้นช่วยให้เห็นอวิชชาและเน้นให้เห็นปัญญาอันเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนชัดเจนขึ้น

หวังใจว่าบทความนี้คงพอจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง และขออนุโมทนาที่กรุณาอ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้

ธรรมชาติบันดาลใจ

โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2549

เมื่อไปท่องทะเล เที่ยวป่า หรือปีนเขา สิ่งที่เราปรารถนาจะเห็นคือ ความตื่นตาตื่นใจจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเวิ้งฟ้าอันไร้ขอบเขต ลูกไฟดวงใหญ่ที่กำลังพ้นจากผืนน้ำ หมู่ปะการังอันสวยสด ดอกไม้นานาพรรณริมธารใส ม่านน้ำที่ตกลงมาจากผาสูงดังสนั่น หรือทะเลหมอกยามอรุณรุ่ง เราหวังจะได้พบกับทิวทัศน์อันงดงาม แปลกตา และโอฬาร ซึ่งเร้าใจให้ตื่นตะลึงจนต้องอุทานออกมา และอดไม่ได้ที่จะคว้ากล้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

หลายคนแม้ไม่หวังจะได้สัมผัสกับความตระการตาของธรรมชาติ แต่ก็ไปท่องป่าเที่ยวทะเลเพื่อหาความสนุกสนานกับเพื่อนฝูงในบรรยากาศที่แปลกใหม่ ตั้งวงสนทนาฮาเฮ เล่นดนตรี หรือกินเหล้าโดยมีป่าหรือทะเลเป็นฉากหลัง บ้างก็หวังสนุกกับการดำว่ายและโต้คลื่น ขณะที่บางคนก็เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ฟังเพลงเท่านั้น ไปไหนมาไหนจึงมีแต่เครื่องเล่นMP3 กรอกหูทั้งสองข้างอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเที่ยวธรรมชาติด้วยอาการอย่างไร ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนาจะได้สัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ หรือเร้าจิตกระตุ้นใจให้ตื่นเต้น ชวนหลงใหล จะว่าไปก็ไม่ต่างจากการไปกินอาหารเมนูเด็ดตามภัตตาคารชื่อดัง เป็นแต่ว่าแทนที่จะไปรับรู้ด้วยลิ้น ก็ไปสัมผัสทางตา หู จมูก หรือกาย เป็นสำคัญ

ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ รสชาติที่เอร็ดอร่อย เสียงเพลงที่เร้าจิตกระตุ้นใจ หรือกิจกรรมที่สนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ให้ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจชวนหลงใหลก็จริง แต่ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน และถ้าเร้าจิตกระตุ้นใจมากเกินไป ก็ทำให้เหนื่อยทั้งกายและใจได้ (เสียงเพลงที่ดังสนั่นและหนังที่เต็มไปด้วยฉากบู๊ล้างผลาญ ย่อมส่งผลต่อกายและใจยิ่งกว่าเวลาชื่นชมทะเลหมอกสุดสายตา) ที่สำคัญก็คือรสชาติเหล่านี้ถ้าได้เสพหรือสัมผัสบ่อย ๆ ความรู้สึกเพลิดเพลินใจจะจางคลายลง จนกลายเป็นความปกติธรรมดาไป ชาวบ้านที่อยู่ริมทะเลจึงไม่ค่อยรู้สึกว่ายามอรุณรุ่งนั้นท้องทะเลงดงามเพียงใด

อย่างไรก็ตาม นอกจากความตื่นตาตื่นใจ หรือความสนุกสนานตื่นเต้นแล้ว ธรรมชาติยังสามารถบันดาลความรู้สึกอีกชนิดหนึ่งให้แก่เราได้ เป็นความรู้สึกที่ประณีตลุ่มลึกกว่าความรู้สึกชนิดแรก นั่นคือความสงบใจ ในขณะที่ความรู้สึกชนิดแรกนั้นเกิดจากการเร้าจิตกระตุ้นใจทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย ความสงบใจกลับเกิดจากบรรยากาศที่วิเวกสงบงัน และจากจิตที่เป็นสมาธิกับภาพหรือเสียงที่ปรากฏ

ธรรมชาติที่งดงามและยิ่งใหญ่นั้น สามารถบันดาลให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจก็จริง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถน้อมใจเราให้เกิดความสงบได้ ขอเพียงแต่เรามีจิตจดจ่ออยู่กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า หรือทำกายและจิตให้นิ่ง ไม่นานความตื่นตาตื่นใจก็จะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสงบใจ หรือพูดอีกอย่างก็ได้ว่า ความสงบใจจะบังเกิดขึ้นมาแทนที่ความตื่นตาตื่นใจ

หากจะกล่าวให้เห็นเป็นภาพ ความสงบใจนั้นมาจากส่วนลึกของจิต ส่วนความตื่นตาตื่นใจนั้นเป็นอาการที่เกิดกับเปลือกนอกของจิต หรือจิตชั้นแรก ดังนั้นเมื่อมีสิ่งน่ายินดีมากระทบใจ ความตื่นตาตื่นใจ รวมถึงความสนุกสนาน และความลิงโลดใจ จึงเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก คนส่วนใหญ่รู้จักแต่ความรู้สึกชนิดนี้เท่านั้น ส่วนความสงบใจกลับแทบไม่เคยสัมผัสเลยก็ว่าได้ เพราะจิตใจถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าจากภายนอกรวมทั้งวัตถุสิ่งเสพอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาที่จะได้อยู่นิ่ง ๆ

การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับความสงบจากภายใน แม้ว่าในเบื้องแรกปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นทิวทัศน์อันงดงามตระการตา คือความตื่นตาตื่นใจ หรือความพิศวงในสีสัน แต่หากให้เวลาแก่ตนเอง อานุภาพของธรรมชาติจะค่อย ๆ ซึมซับลงไปสัมผัสกับส่วนลึกของจิตใจ และบันดาลความสงบให้ผุดบังเกิดขึ้น เป็นความสงบที่นำความสุขอย่างประณีตลึกซึ้งมาให้แก่เรา ชนิดที่ความตื่นตาตื่นใจหรือความสนุกสนานกลายเป็นความรู้สึกอย่างหยาบไปทันที

แต่มีคนจำนวนไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันตระการตา กลับไม่สามารถสัมผัสกับความสงบใจ เพราะมัวติดข้องกับความตื่นตาตื่นใจ หรือพอใจเพียงแค่ความสนุกสนานเท่านั้น หลายคนไม่อดทนพอที่จะอยู่นิ่ง ๆ เอาแต่วิ่งหามุมถ่ายรูป พูดคุยหยอกล้อ หรือมัวฟังเพลง เมื่อกายไม่สงบ แถมยังหาเรื่องคิดจนฟุ้งซ่าน จึงได้แค่ความสนุก ทั้ง ๆ ที่ความงดงามของธรรมชาติเบื้องหน้าสามารถตรึงใจให้เราสงบนิ่งได้ไม่ยาก หากให้โอกาสธรรมชาติได้ทำงาน

อันที่จริง ไม่จำต้องอาศัยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เพียงแค่ป่าเขาลำเนาไพรธรรมดา ท้องทุ่งยามเช้าและยามเย็น หรือท้องฟ้าที่พร่างพราวด้วยดวงดาว ก็สามารถน้อมใจให้เกิดความสงบได้ไม่ยาก ในยามนั้นเองความทะยานอยากจะฝ่อตัว ความโกรธจะบรรเทา ความหลงตนจะสิ้นพยศ ขณะที่ ความสันโดษ ความปรารถนาดี และความอ่อนน้อมถ่อมตน เข้ามาแทนที่ คุณธรรมหรือความใฝ่ดีที่แฝงเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ จะมีพลังและสามารถฝ่าเปลือกนอกของจิตออกมาให้เรารับรู้ได้

การมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จึงเป็นการเติมพลังฝ่ายดีให้แก่ตนเอง ช่วยให้เรามีกำลังที่จะทำคุณงามความดี ชนิดที่ไม่ยอมแพ้ความเห็นแก่ตัวหรืออุปสรรคทั้งจากภายในและภายนอก

อย่างไรก็ตามนอกจากความสงบใจแล้ว ธรรมชาติยังสามารถให้ความสว่างแก่จิตใจของเราได้ด้วย เป็นความสว่างที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิตและโลก เราสามารถเรียนรู้สัจธรรมจากธรรมชาติได้อย่างไม่มีขอบเขต ครูบาอาจารย์นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ล้วนเปิดใจเรียนรู้สัจธรรมจากธรรมชาติ พระอรหันต์บางท่านรู้แจ้งในมายาภาพของสังขารจนบรรลุธรรมเมื่อเห็นพยับแดด พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ไขปริศนาว่าท่านรู้ธรรมได้อย่างไรในเมื่ออ่านตำรับตำราน้อยมาก ท่านว่า “สำหรับผู้มีปัญญา ธรรมะมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า” ส่วนท่านพุทธทาสภิกขุก็แนะให้คนที่มาเยือนสวนโมกข์ หัดฟัง “เสียงต้นไม้พูด ก้อนหินสอนธรรมะ”บ้าง

เพียงแค่ใบไม้ร่วง ดอกไม้โรย อาทิตย์อัสดง ก็สอนถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ในขณะที่ขุนเขาอันมโหฬาร และท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต ก็เตือนเราให้ตระหนักว่ามนุษย์นั้นช่างเล็กกระจิดริด ไม่ต่างจากฝุ่นในจักรวาล หาได้ใหญ่โตคับโลกไม่ นอกจากสัจธรรมหรือความจริงของชีวิตแล้ว จริยธรรมหรือบทเรียนสำหรับการดำเนินชีวิต ก็มีให้เรียนรู้มากมายจากธรรมชาติ ในขณะที่มดและผึ้งสอนเราเกี่ยวกับความขยันและความเสียสละ นกซึ่งบินท่องเที่ยวอย่างเสรีโดยมีเพียงปีกสองข้างเท่านั้น ก็สอนเราเกี่ยวกับอิสรภาพที่ไม่ต้องอิงวัตถุ ส่วนต้นไม้ที่เปลี่ยนแดดให้เป็นร่มเงา เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นดอกไม้หอมและผลไม้หวาน กำลังสอนเราใช่หรือไม่ว่า ควรรู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข และเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นความสำเร็จ

ภูเขา หมู่เมฆ ต้นน้ำ ลำธาร ทะเล และน้ำตก สามารถเปิดใจของเราให้สว่างไสวด้วยปัญญาได้เสมอ ขอเพียงแต่รู้จักมองหรือฟังให้เป็นด้วยใจที่สงบและว่างจากความคิดปรุงแต่ง ใจที่สว่างด้วยปัญญานี้แหละที่สามารถบรรลุถึงอิสรภาพจากความทุกข์ทั้งปวง เพราะพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น ความผันผวนปรวนแปรหรือความพลัดพรากสูญเสียจึงทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป

ความสว่างและอิสรภาพภายในเป็นศักยภาพที่เรามีอยู่ด้วยกันทุกคน จะเรียกว่าเป็นธรรมชาติส่วนลึกที่สุดของเราก็ว่าได้ หากแต่ถูกปิดกั้นเอาไว้จนไม่สามารถแสดงตัวออกมาได้ กระนั้นก็ตาม ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรานั้น สามารถที่จะเปิดใจเพื่อให้ธรรมชาติส่วนลึกที่สุดนี้ปรากฏแก่เราอย่างบริบูรณ์ได้ หากเราพร้อมที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติภายนอก

ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรานั้น สามารถให้อะไรเราได้หลายอย่าง อย่าพอใจแต่เพียงความตื่นตาตื่นใจเท่านั้น หากควรเข้าให้ถึงความสงบใจ และความสว่างใจ โดยมีอิสรภาพภายในเป็นจุดหมายในที่สุด

จากสังคมฐานความรู้ (โลภ)
สู่สังคมฐานเมตตา (ธรรม)

โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 มิถุนายน 2549

ผู้เขียนเคยเสนอแนวคิด หวังให้ประชาคมโลกพิจารณาและหันหน้าเข้าหากันเพื่อทำข้อตกลงเมตตาเสรี (Free Compassion Agreement-FCA) มาแล้วครั้งหนึ่ง ในหนังสือ “คลื่นความคิด จากจิตวิวัฒน์” ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความของสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ ที่กลั่นกรอง สะท้อนความคิดและความรู้สึก จากเหตุการณ์สึนามิถล่มภาคใต้ของไทย เพราะผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากการเห็นพลังแห่งความเมตตาที่เป็นธรรมชาติฝ่ายสูงหรือเมล็ดพันธุ์แห่งความดีของมนุษย์หลั่งไหลมาจากคนไทยทั่วประเทศและจากคนทั่วโลก เป็นพลังแห่งเมตตากรุณาที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังวุ่นวายอยู่กับการผลักดันของประเทศมหาอำนาจ ให้มีการทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement-FTA) และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่คิดว่าตนเองน่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว ก็พยายามผลักดันจะให้มีการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ อยู่ในขณะนี้

ถ้าเราจะเปรียบเทียบความวุ่นวายของกระบวนการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีของคู่เจรจา ที่จ้องหรือหวังจะได้เปรียบคู่เจรจา กับความวุ่นวายของกระบวนการช่วยเหลือที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของผู้คนจากทุกสารทิศที่ระดมไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิแล้ว จะเห็นภาพสองภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเจตนาของการกระทำ

ผู้เขียนจึงมีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ความเมตตา โดยเฉพาะความเมตตาเสรีเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาสำหรับโลกมากกว่าการค้าเสรี เพราะความเมตตาสื่อถึงความสัมพันธ์ที่โยงใยด้วยความเอื้ออาทร เกื้อหนุนจุนเจือระหว่างกัน ในขณะที่การค้าเสรีเน้นที่การแข่งขัน ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวคิดดังกล่าวในบทความของผู้เขียน และขออนุญาตนำเสนอบางส่วนของบทความนั้นในบทความนี้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันคล้ายคลึงกับครั้งก่อนที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการผลักดันเรื่องการทำข้อตกลงการค้าเสรี

“สึนามิทำให้คนจำนวนมากในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องเจ็บปวด ระทมกับความทุกข์เศร้า ที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินและคนที่เป็นที่รักของเขา แต่สึนามิก็ทำให้คนไทยและคนทั่วโลกจำนวนมากได้มองเห็นความจริงของธรรมชาติของสรรพสิ่ง

ความดีของความโหดร้ายของภัยธรรมชาติ คือการช่วยกระตุ้นจิตสำนึกแห่งความดีงาม ความเมตตา กรุณาของมนุษย์ให้มีพลัง ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

คลื่นความทุกข์ของผู้คนยิ่งใหญ่กว่าคลื่นสึนามิมากมายหลายเท่า เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นและหายไปในทันทีดั่งคลื่นสึนามิ แต่คลื่นความทุกข์ของคนจะคงอยู่และต่อเนื่องไปอีกนาน

คลื่นน้ำใจที่ไหลหลั่ง ยิ่งยิ่งใหญ่กว่าอีกหลายเท่า เพราะมันหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศทั่วโลก

จะทำอย่างไรคลื่นน้ำใจ คลื่นความดีงาม และจิตสาธารณะที่เกิดปรากฏในเหตุการณ์เลวร้ายนี้ จะดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งจะได้ดำรงอยู่อย่างมีศานติสุข

เมื่อไหร่ความเมตตาที่ยั่งยืน (Sustainable Compassion) จึงจะเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นวาระของโลก

แต่ละประเทศน่าจะมี FCA (Free Compassion Agreement) ระหว่างกัน จะดีกว่ามี FTA (Free Trade Agreement) หรือไม่

เพราะ FCAไม่มีเงื่อนไข (Unconditioned) แต่ FTA มีเงื่อนไข (Conditioned) เพราะกลัวเสียเปรียบแต่อยากได้เปรียบ

FTA ตั้งอยู่บนความโลภมากกว่าความลดละ เพราะต้องการได้ (Take) มากกว่าต้องการให้ (Give) แต่ FCAให้โดยไม่มีเงื่อนไข จึงไม่มีการเจรจาต่อรอง (Negotiation)”


เพียงชั่วระยะเวลาปีกว่านับจากภัยสึนามิเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ ภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ และน่าน ก็ประสบภัยพิบัติที่รุนแรงอีกครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก ผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ความสูญเสียทั้งชีวิต ที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิ่งของมีมากมาย

ยิ่งเมื่อติดตามข่าวก็พบว่าสาเหตุหลักประการหนึ่งของการสูญเสียครั้งนี้เกิดจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ผืนดินและป่าไม้ไม่สามารถรับน้ำได้ดีเท่าที่ควร ยิ่งทำให้คิดว่ามนุษย์เรามีส่วนสำคัญมากในการทำให้โลกขาดความสมดุลมากเกินไป เราทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั้งคิด เราเผาผลาญน้ำมัน ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ เราปล่อยของเสียอันเกิดจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำ และเป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ ตามกระแสเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม มีการ ผลิต ใช้ และบริโภคเกินความพอเพียง

มนุษย์น่าจะลองทำข้อตกลงเมตตาเสรี (FCA) กับธรรมชาติดูบ้าง

มนุษย์จะได้เป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนเดียวกันกับธรรมชาติ จะเข้าใจ ยอมรับ และเคารพธรรมชาติ ปฏิบัติต่อธรรมชาติ และสรรพสิ่ง ในฐานะที่ทุกสิ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่จะทำอะไรก็อ้าง “ศักดิ์” และ “สิทธิ” ส่วนบุคคลโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์และสิทธิของผู้อื่นและสรรพสิ่ง

สังคมไทยปัจจุบัน เป็นสังคมที่ชอบอ้างกระแสโลกาภิวัตน์ อ้างความรู้ฐานเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม โดยไม่เฉลียวถึงฐานที่มาของความรู้เหล่านั้น แล้วพยายามที่จะวิ่งไล่ตามกระแส โดยผู้จุดกระแสและโน้มน้าวให้คล้อยตามได้แก่รัฐบาล นักธุรกิจกระแสหลัก นักธุรกิจการเมือง และนักวิชาการกระแสหลักบางกลุ่ม

สังคมฐานความรู้ (Knowledge Based Society) ที่คนส่วนใหญ่พูดกันในปัจจุบัน เป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Based Economy) ได้ก้าวมาถึงจุดหักเหที่สำคัญ เมื่อเริ่มประจักษ์ชัดว่าอัตราเร่งของการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติที่ทวีเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงและร้ายแรงจนยากที่จะเยียวยา ชีวิตที่เร่งรีบ มุ่งเน้นการแข่งขันชิงดีชิงเด่น ทำให้เกิดความเครียด โมโหง่าย โกรธง่าย เบื่อง่าย หน่ายเร็ว

หากมนุษย์ยังไม่ตื่นรู้เท่าทัน ขาดสติและขาดปัญญาที่จะเข้าใจและปฏิบัติให้สอดคล้องกับธรรมชาติ มนุษย์ก็จะเผชิญกับปัญหาที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น

มนุษย์น่าจะลองพิจารณาอย่างจริงจัง หันมาทำข้อตกลงเมตตาเสรีกับธรรมชาติ คน สัตว์ ป่าไม้ แม่น้ำลำคลอง และสรรพสิ่ง เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน สัมพันธ์กัน โดยการยอมรับและเคารพในความไม่เหมือนของกันและกัน จะได้ไม่ต้องอ้างศักดิ์และสิทธิระหว่างกัน เพราะทุกคนและทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งสิ้น

น่าเสียดายที่มนุษย์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ทางด้านการบริหารการจัดการ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์แนวเสรีทุนนิยม ความรู้ทางการตลาดและการโฆษณา เพื่อสนองความอยากและความโลภของตนเอง จนถึงขั้นสามารถจะทำลายล้างโลกและตัวเองได้

ความรู้ที่สร้าง (Created Knowledge) และความรู้ที่สั่งสม (Collective Knowledge) ของเศรษฐกิจฐานความรู้ เป็นความรู้ที่มีฐานและเป้าหมายคือความโลภ เอารัดเอาเปรียบ แข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่ง ความรู้ทั้งหมดจึงเป็นความรู้โลภ นำไปสู่สังคมฐานความรู้ (โลภ) ไม่ใช่ความรู้แท้เพราะมิได้ตั้งอยู่บนฐานปัญญา (Wisdom Based) ที่มองเห็น และเข้าใจธรรมชาติของธรรมชาติ

สังคมที่พึงประสงค์ สังคมที่ยั่งยืน ควรเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยเมตตาธรรม มีการเมืองการปกครองในระบอบธรรมาธิปไตย มีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ บนฐานของปัญญาและคุณธรรมที่พ่อหลวงของปวงชาวไทยได้ทรงพระราชทานเป็นแนวทางไว้ให้ จึงจะเป็นสังคมฐานเมตตาธรรม

ลองกล้าที่จะก้าวข้ามสังคมฐานความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมไป สู่สังคมฐานเมตตาธรรม ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง จะดีไหม

Back to Top