โลกเปลี่ยนเพราะพวกเรา:
เปลี่ยนโลก ... ต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน

โดย ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2549

ถาม: ท่านทราบไหมว่าปี...
๑) ๒๕๔๘ ๒) ๒๕๔๑
๓) ๒๕๔๕ ๔) ๒๕๔๖
๕) ๒๕๔๔ และ ๖) ๒๕๔๐
มีความสำคัญอย่างไร ตามลำดับ?
(มีเฉลยอยู่ในบทความครับ)

สัปดาห์นี้คอลัมน์จิตวิวัฒน์ได้เดินทางคู่กันกับหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ มาเป็นเวลาสองปีกับอีกสองเดือนพอดี แต่ละสัปดาห์สมาชิกจิตวิวัฒน์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาบอกเล่าความสำคัญจำเป็นที่โลกจะต้องมี “จิตสำนึกใหม่” (New Consciousness)

เรื่องราวที่กลุ่มจิตวิวัฒน์ได้ถ่ายทอดผ่านพื้นที่แห่งนี้ นอกเหนือจากฐานความรู้และมุมมองต่อโลกของแต่ละท่านแล้ว ยังมาจากข้อมูลสาระจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มทั้งในและนอกที่ประชุม ความรู้ทั้งหมดที่กลุ่มให้ความสนใจ เล่าสู่ข้อมูลข่าวสาร และร่วมเรียนรู้กันนั้น ได้แสดงให้เห็นชัดเจนอย่างสิ้นไร้ข้อสงสัยว่า โลกกำลัง “อยู่ใน” วิกฤต หาใช่กำลัง “เข้าสู่” วิกฤตดังที่บางคนเข้าใจไม่ ทั้งยังเป็นวิกฤตในรอบด้าน ไม่ว่าทางสิ่งแวดล้อม ทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่ศาสนา และอื่นๆ
ส่วนหนึ่งของข้อมูลสถิติและข้อเท็จจริงต่างๆ นั้น มีดังต่อไปนี้ครับ

  • ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ภายในเวลาไม่เกินห้าสิบปีนี้ ขั้วโลกเหนือจะไม่มีน้ำแข็งปกคลุมอีกต่อไป
  • ปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ อาจทำให้ระดับน้ำทะเลท่วมสูงขึ้นถึง ๖ เมตร
  • โลกมีทั้งฤดูแล้งและพายุฝนรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เหตุการณ์พายุเฮอริเคนแคทรีนา เป็นตัวอย่างที่ทุกท่านคงไม่ลืม ซึ่งแท้จริงแล้วปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีพายุมากถึง ๒๘ ลูก (ทำลายสถิติเดิม ๒๑ ลูกในปี ๒๔๗๖) ในจำนวนนี้เป็นพายุเฮอริเคนถึง ๑๕ ลูก (ทำลายสถิติเดิม ๑๒ ลูก ในปี ๒๕๑๒) และเป็นพายุเฮอริเคนระดับห้า อันความรุนแรงสูงสุด ถึง ๕ ลูก (ทำลายสถิติเดิม ๒ ลูกในปี ๒๕๐๓)

บางส่วนของข้อมูลนี้ถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์และกำลังเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา ชื่อ An Inconvenient Truth (“ความจริงที่ทำใจลำบาก”) ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าถึงความน่าสะพรึงกลัวของปัญหาภาวะโลกร้อนที่บางคนไม่เคยทราบข้อมูลข้างต้นมาก่อน และจะต้องประหลาดใจยิ่งขึ้น หากพบว่าเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านหูผ่านตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ท่ามกลางกระแสข่าวสารสาระบันเทิงอันท่วมท้น บางทีการบอกเล่าด้วยเรื่องราว อาจเหมาะเจาะเหมาะสมกับวัฒนธรรมพูดจาเล่าเรื่องอย่างในสังคมไทย มากกว่าการอ่านเขียนก็เป็นได้

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ บทให้สัมภาษณ์ของ อัล กอร์ เขาเล่าถึงการเสียชีวิตของพี่สาวจากโรคมะเร็งปอด ด้วยความที่เธอเป็นนักสูบบุหรี่มาตลอดชีวิต ในขณะที่ครอบครัวก็มีอาชีพปลูกยาสูบ และไม่ได้คิดจะเลิกปลูก จนกระทั่งเธอตายจากไป กอร์บอกว่านี่คงเป็นลักษณะทั่วไปของมนุษย์กระมังที่ยากจะเลิกนิสัยเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ปลูกยาสูบ หรือแม้แต่การมีวิถีชีวิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างทุกวันนี้

เรื่องนี้ตรงกับที่อาจารย์หมอประสาน ต่างใจ กล่าวในวงจิตวิวัฒน์เสมอๆ ว่า “มนุษย์นี้น่ะไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา บางทีเข้าไปนอนในโลงแล้วยังไม่รู้สึก ต้องได้ยินเสียงตอกตะปูฝาโลงปังๆ น่ะถึงจะคิดได้”

อย่างไรก็ดี จิตวิวัฒน์หาได้เป็นผู้นำข่าวร้าย (ซึ่งที่จริงก็เป็นแค่ “ความจริง” เพียงแต่เป็นความจริงที่ “ทำใจลำบาก”) แต่ถ่ายเดียว จิตวิวัฒน์ยังพยายามสื่อสารบอกเล่าให้เห็นด้วยว่า นี่คือโอกาสของการเรียนรู้ของตัวเราและของสังคม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็มีผู้หลุดพ้นจากการร่ำเรียนจาก “ความทุกข์” ที่อยู่เบื้องหน้ามานักต่อนัก

กลุ่มจิตวิวัฒน์เชื่อว่ามนุษย์จะใช้ความคิด ความรู้ชุดเดิมๆ มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากชุดความคิดเดียวกันเป็นทำนองลิงแก้แหอย่างปัจจุบันนี้ไม่ได้ ทว่าต้องมี “จิตสำนึกใหม่” อันเป็นจิตใหญ่ ดังที่อาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้อธิบายไว้ในบทความจิตวิวัฒน์ชิ้นแรกในคอลัมน์นี้เมื่อสองปีก่อนว่าจิตสำนึกใหม่เป็น “ความรู้สึกนึกคิดที่มีปริมณฑลกว้างขวาง เข้าถึงความเป็นทั้งหมด หรือความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติ หลุดพ้นจากความบีบคั้นจากความคับแคบ เป็นอิสระ มีความสุข เกิดมิตรภาพอันไพศาล รักเพื่อนมนุษย์ และรักธรรมชาติทั้งหมด”

หลังจากที่กลุ่มจิตวิวัฒน์พบเจอกันเป็นประจำมาทุกเดือนไม่เว้น จวบจนบัดนี้เป็นเวลาเกือบสามปีแล้ว ในการประชุมเดือนพฤษภาคมนี้ กลุ่มจึงได้มีการ “เหลียวหลัง แลหน้า” กัน และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า โลกต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวิกฤตที่แท้นั้นเป็นวิกฤตภายในจิตใจของตน วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นอาการของโรคที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น

ดังที่ท่านดาไลลามะองค์ปัจจุบันบอกว่า “โลกเป็นโรคขาดพร่องทางจิตวิญญาณ (spiritual deficiency)” ดังนั้นการพยายามไปหาทางออกด้วยวิธีการทางเทคนิคแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถนำพาโลกไปสู่ทางออกได้ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาการเมืองโดยการจัดการและวิทยาการอันเป็นบ่อเกิดปัญหาจึงเป็นการแก้ไขที่เปลือกนอก สิ่งที่ควรเร่งฟื้นฟูขึ้นคือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจคน

และด้วยเหตุที่วิกฤตเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเกิดจากภายใน โดยคุณเดวิด สปิลเลน ได้สรุปโดยใช้คำของมหาตมะ คานธี ที่ว่า “เปลี่ยนโลก ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน” (Be the change you want to see in the world.)

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่เห็นวิกฤต เห็นปัญหา ควรลงมือแก้ไขอย่างเต็มที่ ทันที โดยเริ่มจากตนเองก่อน อีกทั้งยังต้องไม่ไปยึดติดกับความคาดหวังต่อผลอีกด้วย

การทำโดยไม่หวังผล ฟังดูเผินๆ อาจขัดกับแนวความคิดกระแสหลักที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะ “กรอบความคิด” การวัด-การประเมิน (ที่ “ตีกรอบ” ให้เราคิดแบบวนอยู่ในอ่างที่เดิม) ที่ทุกอย่างต้องตีค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ ต้องใช้เครื่องมือวัดได้ โดยหารู้ไม่ว่า ชุดความคิดนี้เองคือที่มาของปัญหาต่างๆ

แท้ที่จริงแล้ว มนุษยชาติมีชุดความรู้ที่แตกต่างจากชุดความรู้ทางเทคนิคปัจจุบันและสามารถพาพวกเราไปรอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา (ที่สอนให้เราไม่คาดหวังผล อย่างเช่นกรณีผู้ปฏิบัติธรรม หากยิ่งคาดหวังจะบรรลุ กลับยิ่งไม่ประสบผล) หรือวิทยาศาสตร์ใหม่ (ที่บอกว่าการวัดประเมินไปเสียทุกอย่างทุกครั้ง อาจไม่ได้ให้ผลที่เราอยากได้เสมอไป เช่น การทดลองเรื่องแมวของชโรดิงเจอร์) หรืออีกหลายชุดความรู้ เพียงแต่คนยังไม่ตระหนัก ไม่เชื่อ ถึงคุณค่า ความหมาย และการนำไปใช้ของมันเท่านั้น

สำหรับเฉลยคำถามข้างบนนี้ หกปีที่อยู่ในคำถามเป็นหกปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติตั้งแต่เคยบันทึกกันมา (นับตั้งแต่ปี ๒๔๓๓ หรือเมื่อกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบปีมาแล้ว) เป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อเห็นข้อมูลว่าหกปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่บันทึกมาอยู่ในรอบไม่เกินแปดปีที่ผ่านมานี้ ในยุคสมัยของเรานี่เอง ... เกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างหรือเปล่า?

ครูและเพื่อนร่วมทาง




บ่ายวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคมที่น่ารื่นรมย์วันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเยี่ยมคุณเดวิด สปิลเลน สมาชิกอีกท่านหนึ่งของกลุ่มจิตวิวัฒน์ ซึ่งพำนักอยู่ในซอยเล็กๆ สงบเงียบแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ ถ้าตั้งต้นเดินจากวัดสวนดอกก็ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีเท่านั้น ไปคราวนี้ก็มุ่งหมายที่จะไปขอวิชาจากคุณเดวิดโดยเฉพาะ ว่าด้วยเรื่องการสั่งสมต้นทุนทางจิตวิญญาณของคนร่วมสมัย

เมื่อไปถึง คุณเดวิดเพิ่งกลับจากการออกกำลังกาย ด้วยการเดินเท้าจากบ้านเชิงดอยสุเทพเข้าไปในตัวเมือง เลยไปถึงลานประตูท่าแพ เหงื่อท่วมตัว แต่ใบหน้าแจ่มใส

ช่วงเกษียณอายุใหม่ๆ คุณเดวิดเล่าว่า ได้พยายามฝึกสมาธิภาวนาอย่างหนัก นั่งสมาธิวันละสี่ห้าชั่วโมง นั่งเสียจนเพื่อนที่เหมือนครูทักด้วยคำถาม ว่าถ้าลองไม่นั่งสักวันหนึ่งจะเป็นอย่างไร? เลยฉุกใจคิดได้ว่า อุตส่าห์ฝึกภาวนาเพื่อจะลดละความยึดมั่นถือมั่น แต่ไปเสพติดการนั่งสมาธิเสียนี่ กลายเป็นว่าต้องนั่งทุกวัน เพราะเคยชินเสียแล้ว แถมฝึกได้เฉพาะเวลาอยู่แต่ในห้อง ฝึกที่ตลาดกลับทำไม่ได้ จากนั้นมาเลยเลิกนั่ง แต่มุ่งปฏิบัติภาวนาทุกวันทุกเวลา อย่างขณะเดินออกกำลังกาย ก็ทำสมาธิไปด้วย เดินเป็นชั่วโมงไม่เหนื่อยเลย คุณเดวิดยิ้มกว้างก่อนบอกว่า ตัวเบาเหมือนกับเหาะไปอย่างไรอย่างนั้น

เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ความหมายของจิตวิวัฒน์ในทัศนะของคุณเดวิด ได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับสามปีที่ผ่านมา คุณเดวิดกล่าวว่า จิตวิวัฒน์ก็คือการเปลี่ยนแปลง เป็นความพยายามในการรวมกลุ่มกันที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ยอมตามไปกับกระแสโลก จิตวิวัฒน์เป็นเรื่องที่สื่อสารได้ยาก เอาแค่ว่า นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ เขาใช้เวลาในการรับข่าวสารจากสื่อวันละกี่ชั่วโมง ถึงจะเป็นเรื่องยาก ก็ไม่ได้แปลว่าต้องยอม ก็ต้องทวนกระแสต่อไป เพราะจุดหมายปลายทางของกระแสโลกนั้นเป็นทางที่ติดตาย

ส่วนแนวทางการดำเนินงานของจิตวิวัฒน์นั้นก็ควรที่จะตั้งอยู่บนทางสายกลาง โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน และพยายามช่วยเหลือผู้อื่น วิธีไหนก็ได้ อย่างไรก็ได้ โดยย้ำว่า “Be the change, you want to see.”

ในขณะที่สังคมโลกกำลังทำลายตัวเอง โครงสร้างสถาบันเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ฯลฯ อยู่ในสภาวะเลวร้าย ตัวอย่างที่นับถือได้ ถามได้ หากไม่พบ ไม่เห็น ไม่รู้จัก คนหนุ่มสาวร่วมสมัยก็คงปล่อยตัวไปตามกระแส ไปชื่นชมดารา นักร้อง เศรษฐี นักธุรกิจ คนมีชื่อเสียง แทนที่จะเป็นต้นแบบแห่งความดีงาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นเพราะคนร่วมสมัยไม่ทราบความหมาย และเป้าหมาย ที่แท้จริงแห่งชีวิตนั่นเอง

อย่างไรก็ดี คุณเดวิดก็เชื่อว่า แม้ทุนนิยมจะเป็นกระแสหลักของโลกร่วมสมัย แต่วิกฤตจะเข้ามาทำให้โลกเปลี่ยนเอง ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณเตือนมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นภาวะที่โลกร้อนขึ้นทุกปี พายุเฮอริเคนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และอีกยี่สิบปีน้ำมันก็จะหมดไปจากโลก

กัลยาณมิตรท่านหนึ่งของคุณเดวิด คือ โจเซฟ ชิลตัน เพียร์ซ เดินสายบรรยายมานับสิบๆ ปี จนกระทั่งสิ้นหวัง เขาเลิกสอน แล้วก็ไปสร้างบ้านเองอยู่ในป่าสองสามปี เคยไปช่วยสอนวิธีทำคลอดให้กับคนยากคนจนในนิวยอร์ก แล้วก็มีกำลังใจกลับมาสอนใหม่ จนอายุกว่าแปดสิบแล้ว เพียร์ซเชื่อว่า เขาต้องรับผิดชอบต่อการสอน แต่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อคนอื่น เพราะครูย่อมช่วยสอนได้ แต่ทำให้ไม่ได้

เช่นเดียวกัน คนหนุ่มสาวร่วมสมัยก็ต้องสั่งสมต้นทุนภายในไว้ เพื่อไปให้พ้นโครงสร้างที่กัดกินตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับวิกฤต “เราต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ แม้จะไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไร” คุณเดวิดกล่าว

เด็กอนุบาลทางจิตวิญญาณอย่างข้าพเจ้าก็เลยถามว่า ที่ทำนั้นหมายถึงอย่างไร? เป็นการภาวนารูปแบบไหน? วิถีใด?

คุณลุงเดวิดยิ้มขำ ก่อนตอบเจ้าหนูน้อยว่า เดี๋ยวนี้เขาไม่มีวิธีภาวนาแล้ว เพราะวิถีไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขณะเดินก็ฝึกจิตได้ แต่คนยุคใหม่ไม่ค่อยอยากจะฝึกกัน เพราะไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากเจอตัวเอง อย่างพวกนักธุรกิจที่ไปประชุมอยู่ในป่า ไม่มีโทรศัพท์ใช้ ปรากฎว่าเครียด อึดอัด ไม่สบายใจ เพราะอยู่กับตัวเองไม่ได้

การฝึกนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต้องทำอย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องภาวนา พยายามหาเวลาในหนึ่งวันให้กับการภาวนา แต่ไม่ใช่การปลีกวิเวก เพราะวัฒนธรรมเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน เราต้องหาวิธีภาวนาให้ได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ต้องทำไปโดยไม่คิดถึงผล เหมือนที่อาจารย์มิตสุโอะ ที่กาญจนบุรีกล่าวไว้ว่า “ขณะที่รู้ ไม่มีผู้รู้ ไม่มีตัวกู ของกู”

ลุงเดวิดเป็นชาวคริสต์ และฝึกภาวนามากว่า ๒๕ ปี บนวิถีคริสต์ หลังจากนั้นก็หล่อหลอมกับการฝึกวิถีพุทธอยู่ราว ๑๐ ปี การเรียนรู้ของลุงเริ่มจากการอ่านหนังสือ พบปะกับคุรุทางจิตวิญญาณ และการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง

การอ่านก็ต้องใช้โยนิโสมนสิการด้วย ต้องไม่เชื่อง่าย การค้นหาคุรุก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณา บางคนก็ไม่ใช่ตัวจริง แม้จะมีอิทธิฤทธิ์ พลังจิต แต่ถ้าบ้าเงิน บ้าผู้หญิง และใช้ฤทธิ์ในทางที่ไม่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นก็ไม่ใช่ของจริง การฝึกก็ต้องทำจริงจัง ไม่ใช่งานอดิเรก ถ้าฝึกแล้วก็จะเห็นอนิจจัง เห็นสัจธรรม

ครูคนแรกได้พบเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน ไปเจอกันในงานสัมมนาซึ่งจัด ๓ วัน ๓ คืน พอเจอกันครั้งแรกก็นั่งคุยกันสองชั่วโมง พอเสร็จสิ้นงานสัมมนาก็ขับรถข้ามเมืองไปหาที่บ้าน และพบกันอย่างสม่ำเสมอ นั่งคุยกันครั้งละสิบชั่วโมง การพูดคุยแต่ละครั้ง มีคุณค่าเท่ากับการเข้าโรงเรียนหนึ่งภาคเรียนเลยทีเดียว

ครูคนที่สองชื่อเบอร์นาเดส โรเบิร์ตส์ เคยเป็นแม่ชีคาทอลิก อยู่ในวัดคริสต์ที่แคลิฟอร์เนียอยู่สิบกว่าปี ก่อนจะสึกออกมาแต่งงานและมีลูก คุณเดวิดนับถือมาก ถึงกับยกย่องว่าเธอตรัสรู้แล้วด้วยซ้ำ

คนถัดมาคือคุณวิทยา เป็นเพื่อนของเพื่อนภรรยา ก่อนจะกลายมาเป็นกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณ คุณวิทยาสนใจและทุ่มเทกับการฝึกสมาธิวิปัสสนาอย่างหนัก ซึ่งตรงกับจริตของคุณเดวิดมาก พบปะคบหากันมานับสิบปีแล้ว คุณวิทยาเคยเล่าว่าช่วงที่เดินทางไปอิสาน ๒ ครั้ง ๑๐ วัด ได้พบกับพระอรหันต์ถึงเจ็ดแปดท่าน นับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากทีเดียว

คุรุคนสำคัญอีกท่านหนึ่งคือสัตเปรม เป็นชาวฝรั่งเศส ที่รอดชีวิตมาจากค่ายกักกันชาวยิวของนาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ เขาอายุน้อยมากในขณะนั้น เมื่อออกมาได้ก็มีสุขภาพที่ไม่ใคร่ดีนัก จึงมุ่งค้นหาความหมายของชีวิตก่อนตาย เขาเดินทางไปอียิปต์เลยไปถึงอินเดีย ได้พบกับศรีอรพินโทในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ไม่ยอมอยู่ในอาศรม จนกระทั่งพบข่าวศรีอรพินโทเสียชีวิต จึงได้เดินทางไปอเมริกาใต้ ก่อนกลับไปอินเดียเพื่อช่วยคุณแม่ - เดอะ มาเธอร์ – ทำงานในอาศรม แม้จะไม่ชอบอยู่ในนั้นก็ตาม เขาพบกับคุณแม่สัปดาห์ละครั้ง และบันทึกเทปไว้ทุกครั้ง เมื่อคุณแม่เสียชีวิต เขาก็หอบเทปหนีชาวอาศรมไปพร้อมกับภรรยาชาวอินเดีย แล้วก็เรียบเรียงคำสอนของคุณแม่ออกมาพิมพ์ได้ชุดใหญ่ ๑๓ เล่ม สัตเปรมอาศัยอยู่ในเนปาล และไม่ติดต่อใครเลย ยกเว้นสำนักพิมพ์

คุณเดวิดได้อ่านหนังสือของสัตเปรมแล้วก็อยากติดต่อเป็นกำลัง จึงเขียนจดหมายไปหาผ่านสำนักพิมพ์ สัตเปรมก็ตอบกลับมาถึงสามครั้ง ทั้งยังแนะนำคุณเดวิดให้ไปที่อาศรม เมื่อคุณเดวิดเดินทางไปอินเดีย ก็ได้ไปพบกับพี่ชายพี่สาวของภรรยาสัตเปรม

นอกจากนี้ คุณเดวิดยังพยายามหาโอกาสไปพบหรือปฏิบัติภาวนากับคุรุท่านอื่นๆ อีกมาก เป็นต้นว่า ติช นัท ฮันห์ ทะไล ลามะ พระทิเบตในเนปาล และนักเขียนอีกหลายคนที่อเมริกา

คุณเดวิดถือว่าการได้พบกับคุรุทางจิตวิญญาณหลายท่านนับเป็นความโชคดีของชีวิต แต่ก็ต้องฝึกปฏิบัติเองให้ได้ คุรุเป็นเพียงผู้นำทาง และแนะนำให้ช่วยพิชิตอุปสรรคทางจิตวิญญาณได้ เพียงแต่เราต้องเป็นผู้ทำเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะหยุดตามหาคุรุแล้ว ในขณะที่กำลังฝึกปฏิบัติ การมีกัลยาณมิตร – เพื่อนที่กำลังเดินทางด้วยกัน - เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคนที่ทำแบบนี้เป็นคนที่กำลังทวนกระแส การมีคนเข้าใจจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น

มีบางเวลาที่คุณเดวิดก็ท้อใจบ้าง “ผมบ้าหรือเปล่า?” – เป็นคำถามที่ครั้งหนึ่งเคยถามตัวเอง เพื่อนเก่าชาวอเมริกันหลายคนคิดว่าคุณเดวิดไม่เต็มบาท และมองว่าความรู้ทางศาสนาเป็นไสยศาสตร์ ตัวคุณเดวิดเองก็เกษียณก่อนกำหนด เพราะเบื่อชีวิตข้าราชการ และอยากมีเวลาปฏิบัติธรรมมากขึ้น ช่วงนั้นก็ไม่ค่อยสบาย ป่วยมาก รู้สึกเหมือนใกล้ตาย บวกด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ แม้ว่าพี่อำไพ – ภรรยา – และลูกชายจะไม่เห็นด้วยนัก แถมยังมองว่าแปลก แต่คุณเดวิดก็ได้ตัดสินใจแล้ว

กัลยาณมิตรของคุณเดวิด นอกเหนือจากกลุ่มจิตวิวัฒน์ ที่พบปะกันเดือนละครั้งแล้ว ยังมีที่ติดต่อผ่านอินเทอร์เนตอีกห้าหกคน และปฏิบัติภาวนาร่วมกันเจ็ดคน หนึ่งในนั้นเป็นบาทหลวง

ปัจจุบัน ชาวตะวันตกเริ่มหันมาสนใจทางจิตวิญญาณกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเข้าถึงที่สุดทางวัตถุนิยมแล้วก็เป็นได้ ขณะที่อยู่ต่างประเทศก็พบกันเดือนละครั้ง เมื่อมาอยู่เมืองไทยก็ยิ่งมีเพื่อนปฏิบัติธรรมมากขึ้น
“หากเราทวนกระแส เราต้องการเพื่อนสนิทที่เข้าใจ และครูดีๆ แต่เราต้องอดทน” ครูเดวิดสอนลูกศิษย์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วเล่าต่อพร้อมรอยยิ้มว่า ตอนนี้พี่อำไพเข้าใจแล้ว และอยากเกษียณอายุก่อนกำหนดเหมือนกัน

อาสาสมัครผู้ปฏิบัติกิจแห่งพระโพธิสัตว์













อ. ประภาภัทร นิยม เคยกล่าวถึงความประทับใจในฉือจี้ไว้นานแล้ว สมาชิกจิตวิวัฒน์หลายท่านก็เพิ่งเดินทางกลับจากการไปเยี่ยมชมมูลนิธิฉือจี้ที่ไต้หวัน เลยเป็นโอกาสอันดี ที่อ.ประภาภัทร และกลุ่มจิตวิวัฒน์ ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องประสบการณ์จากฉือจี้ – องค์กรสาธารณประโยชน์ที่มีอาสาสมัครต้องลงชื่อต่อคิว รอรับเข้าทำงานจำนวนนับแสนคน

ฉือจี้ก่อตั้งมากว่า ๔๐ ปี เป็นองค์กรพุทธที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทำงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ประกอบด้วยงานหลัก ๔ ส่วน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก การศึกษา การสื่อสารความดี และโรงเรียนแพทย์

ในปีค.ศ. ๑๙๙๑ ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งฉือจี้ได้รับรางวัลแมกไซไซ ซึ่งถือว่าเป็นโนเบลของเอเชีย องค์กรฉือจี้ได้รับการยอมรับและเชื่อถืออย่างสูงในประเทศ มีโครงสร้างอาสาสมัครที่น่าสนใจ การทำงานอาสาสมัครของฉือจี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อแบบมหายาน ว่าเป็นภารกิจแห่งพระโพธิสัตว์ การศึกษาก็เน้นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเป็นพื้นฐาน ควบคู่ไปกับสุนทรียภาพแห่งการดำเนินชีวิต มีสถานีโทรทัศน์ทำหน้าที่สื่อสารเรื่องของการทำความดีโดยเฉพาะ โรงเรียนแพทย์ฉือจี้ก็เปิดมิติใหม่ของการแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

ผู้ก่อตั้งฉือจี้เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ปรมาจารย์เจิ้งเหยียนมีศรัทธาปศาทะในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่อายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ท่านสละความเป็นผู้ครองเรือนสู่เพศบรรพชิต เป็นพระภิกษุณีตั้งแต่อายุได้ยี่สิบปีเท่านั้น และดำเนินชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย แสวงหาครูบาอาจารย์ ปลีกตัวไปบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่นาน ก่อนที่จะก่อตั้งมูลนิธิ

เรื่องราวของมูลนิธิก็เริ่มอย่างเรียบง่าย เมื่อวันหนึ่งท่านเดินทางไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่เจ็บป่วย เมื่อเห็นความทุกข์ยาก ท่านก็รวบรวมลูกศิษย์ลูกหา ให้ช่วยกันบริจาคเงินไปช่วยผู้ที่ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน จากนั้นก็ขยายกลุ่มมากขึ้น

หลักการสำคัญของการดำเนินการเรื่องบริจาคก็คือ การสร้างความมีส่วนร่วม และทำให้เป็นเรื่องง่าย ท่านถือว่าไม่จำเป็นต้องบริจาคมากมาย วันละห้าสิบสตางค์ไต้หวันก็พอ ในหมู่บ้านจะมีกระบอกไม้ไผ่แขวนไว้ ให้คนมาหยอดวันละนิดละหน่อย ทำให้เห็นว่าคนเล็กคนน้อยก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยไม่ยากลำบากนัก เป็นเรื่องที่ทำได้ทุกวัน และเป็นอุปายโกศลในการปลูกฝังความกรุณา

เรื่องความมีส่วนร่วมนี้มีความสำคัญยิ่งกว่ายอดเงินบริจาคเสียอีก ดังที่เคยมีเศรษฐีจะบริจาคเงินสร้างโรงเรียนแพทย์ให้ในคราวเดียว ท่านเจิ้งเหยียนกลับปฏิเสธ เพราะมุ่งให้คนร่วมบริจาคจำนวนมาก แม้จะเป็นคนละเล็กละน้อยก็ตาม ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่เยี่ยมยอด เพราะทำให้ผู้คนจำนวนมากหลายรู้สึกว่าเป็นเจ้าของโรงเรียนแพทย์ร่วมกัน และเป็นกำลังใจสนับสนุนในการทำความดีต่อเนื่องในระยะยาว

ต่อมาท่านมองว่า การปลูกฝังให้คนมีความเมตตากรุณา ไปช่วยเหลือผู้อื่น จำต้องทำตั้งแต่เล็ก จึงคิดถึงเรื่องการศึกษา ท่านก็ริเริ่มให้ทำโรงเรียนฝึกหัดครูก่อน และมีความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกคน การสร้างสถานที่ อาคาร สิ่งแวดล้อมด้วยความงามอันประณีต เครื่องแบบสีสะอาดสะอ้านสบายตา การศึกษาแบบฉือจี้ก็เน้นสุนทรียภาพ เพราะเชื่อว่าการรู้จักความดีและความงามจะทำให้สามารถแยกแยะความดีความชั่วได้ ถือเป็นพื้นฐานของการสร้างคุณธรรมจริยธรรม บุคลากรฉือจี้จะมีอากัปกิริยาที่ละเมียดละไมมาก

กระบวนการสื่อสารก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแบบฉือจี้ ชุดภาษาที่ใช้มีลักษณะเฉพาะตัว งดงามและเรียบง่าย กล่อมเกลาโน้มนำให้ไปสู่การภาวนาอยู่ตลอดเวลา ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศจำต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อในการสื่อสารเรื่องของความดี ฉือจี้จึงทำสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายขึ้นมาเป็นของตัวเอง มีนิตยสารฉือจี้ พิมพ์หนังสือ ทำเว็บไซต์ เราสามารถดูท่านปรมาจารย์เทศน์แบบออนไลน์ได้ และมีการประชุมทางไกลร้อยโยงการทำงานของเครือข่ายต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารผ่านอวัจนภาษา ซึ่งสำคัญมาก เพราะผลแห่งการปฏิบัติภาวนาจะปรากฎอยู่ในเนื้อในตัวของผู้ปฏิบัติอย่างเด่นชัด กิริยาเดินเหินจะนุ่มนวล มีความนอบน้อมถ่อมตน และมีจิตอาสาพร้อมช่วยเหลือผู้อื่น สถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายเอง ก็จะทำการถ่ายทอดสดการทำความดีของอาสาสมัคร อยู่เกือบตลอดเวลาทีเดียว

ในเรื่องของการแพทย์นั้น มีทัศนะที่ตรงข้ามกับการแพทย์แบบตะวันตกอยู่หลายประเด็นพอควร ไม่ว่าจะเป็นการให้นักศึกษาแพทย์ไปเรียนรู้ทำความรู้จักกับผู้ที่บริจาคร่างกายก่อนตาย หรือทัศนะเรื่องการอุทิศตนแบบพระโพธิสัตว์ ทำให้มีการยกย่องแพทย์ว่าเป็น “ต้าอี้หวัง” พระไภสัชยคุรุ ราชาแห่งแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ และมองว่าผู้ป่วยทุกคนก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งพระโพธิสัตว์เช่นเดียวกัน ทำให้ปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพเท่าเทียมกัน

การตีความทางศาสนาก็แนบสนิทกับการทำงานอย่างหลากหลาย เป็นต้นว่า อาสาสมัครที่มารวมตัวกันก็เปรียบได้กับพระโพธิสัตว์พันกร พระโพธิสัตว์อย่างกวนอิม ที่แปลว่า เห็นเสียง ก็คือต้องมีจักษุปัญญาเห็นความทุกข์ยากของผู้คน
บุคลาธิษฐานเรื่องพระโพธิสัตว์นั้นถือว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และแฝงกำกับอยู่ในทุกกิจกรรมของฉือจี้ เมื่ออาสาสมัครปฏิบัติกิจแห่งพระโพธิสัตว์ เขาหรือเธอจะต้องเล่าให้คนอื่นฟัง การลงมือปฏิบัติทำให้ทุกคนผ่านประสบการณ์จริง เกิดเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน มีแง่มุมให้เล่าหลากหลาย มีความชื่นชมเป็นผลสะท้อนกลับ การเล่าเรื่องนี้เป็นการปลูกฝังคุณธรรมในตัว เมื่อทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมเกิดเป็นพลังสำคัญกว้างขวาง

หลังจากอ.ประภาภัทร และหมอโกมาตร ผลัดกันเล่าอย่างออกรส ก็ช่วยกันวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของฉือจี้ ในบริบทของวัฒนธรรมและการเมือง

หมอโกมาตรอรรถาธิบายว่า ศาสนาพุทธในไต้หวันถูกกดไว้มาก ไม่ว่าจะด้วยกฎหมาย และค่านิยมที่ชาวจีนไม่อยากให้ลูกชายออกบวช การขับเคลื่อนพุทธศาสนาจึงตกอยู่ในมือของพระภิกษุณี ปรากฏการณ์ฉือจี้มองอีกทางหนึ่ง ก็อาจเป็นการต่อรองทางการเมือง ของไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ ธงของไต้หวันไม่อาจไปโบกสะบัดในดินแดนอื่นได้อย่างสะดวกใจด้วยนโยบายจีนเดียว แต่หากเป็นอัตลักษณ์ของฉือจี้ ไต้หวันก็พอจะมีที่ทางในเวทีนานาชาติได้ แม้จะในรูปแบบขององค์กรการกุศลก็ตาม อย่างไรก็ดี ท่าทีของฉือจี้ต่อการเมืองนั้นกลับเป็นท่าทีที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และอาจเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้องค์กรหยั่งรากลึกในสังคมได้ยาวนานถึงสี่สิบกว่าปี

ในส่วนของการวางตัวต่อปัญหาสังคมนั้น อ.ประภาภัทรเสริมว่า สื่อของฉือจี้ก็นำเสนอสถานการณ์โลกด้วย แต่ปราศจากท่าทีในการวิพากษ์ผู้อื่น หากเน้นการตั้งคำถามต่อตนเอง ว่าควรทำอะไรบ้าง

ช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยน หมอโกมาตรตั้งข้อสังเกตไว้ ๒ ประเด็น

หนึ่ง เรื่องอหังการ ในการทำงานยังเน้นย้ำอัตลักษณ์ของฉือจี้อยู่มาก

สอง เรื่องการจัดการปัญหาและวิธีการทำงานซึ่งใช้ศรัทธาเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ
จุดเด่นของฉือจี้เห็นจะเป็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการทำงานของฉือจี้ได้รับการยอมรับอย่างสูง จึงได้รับการสนับสนุนค่อนข้างมาก

จุดด้อยเห็นจะเป็นเรื่องการไม่แตะต้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคม


ฉือจี้เป็นกัลยาณมิตรหนึ่งของจิตวิวัฒน์ ที่ได้ทุ่มเทสร้างทำด้วยความศรัทธาในรูปแบบของตัวเอง เราอาจเรียนรู้จากฉือจี้ได้ในบางอย่าง แต่มิติทางจิตวิญญาณก็ต้องมีพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องช่วยกันสืบค้นขยายพื้นที่ความรู้ออกไปให้กว้างขวางอีก

Back to Top