องค์กรจริยะ: จิตสำนึกใหม่ในการดำเนินธุรกิจ

โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549

เราได้ยินผู้บริหารไม่ว่าจะภายในประเทศหรือต่างประเทศ ต่างก็พูดถึงการทำองค์กรของตนให้เป็นองค์กรอัจฉริยะเพื่อให้ทันสมัย แข่งขันได้ และเพื่อเป็นผู้นำในธุรกิจของตนอยู่บ่อยๆ

มีการประชุมชี้แจงภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานทุกคนทุกระดับได้รู้ถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบายของผู้บริหารที่จะนำพาองค์กรของตนไปสู่ความเป็นเลิศ

มีการจัดอบรมทั้งภายในและมีการส่งบุคลากรไปอบรมภายนอก เพื่อนำความรู้และทักษะทั้งหมดที่ได้รับมาพัฒนาองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด

บางแห่งมีการปรับรื้อระบบใหม่ทั้งระบบที่เรียกว่า Reengineering บางแห่งมุ่งพัฒนาคุณภาพผ่านระบบ QC, TQC, TQM และอื่นๆ ที่มาใหม่อยู่เรื่อย เช่น Balance Score Card, JIT, Futuristic Management

มีการเชิญกูรูทางการบริหารชาวต่างชาติมาพูดให้ฟังในราคาที่แพงอย่างไม่น่าเชื่อ

แนวความคิดทางการบริหารและการจัดการใหม่ๆ ที่บรรดากูรูหรือผู้รู้ทางการบริหารเสนอแนะ ถูกนำมาเรียนรู้ เลียนแบบ เพื่อจะได้ “ทันสมัย” หรือ “ทัน”กับความก้าวหน้า

ทั้งหมดที่ทำไปเพียงเพื่อตามให้ทัน ไหลไปตามกระแส เพียงเพื่อจะรู้เท่า แต่ไม่รู้ทันหรือไม่รู้เท่าทันเขา

เครื่องจักรใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับลิขสิทธิ์ราคาแพง มาตรการและมาตรฐานใหม่ๆ ได้รับการพัฒนาและนำเสนอแกมบังคับให้ปฏิบัติตามมาตรฐาน “สากล” ระดับ”นานาชาติ” ทยอยออกมาเรื่อยๆ

ผู้นำและผู้บริหารประเทศและบริษัทห้างร้านส่วนใหญ่ทั่วโลก ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ระบบการบริหารจัดการ วิธีคิด วิธีทำงานถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองทิศทาง “การค้าเสรี” ของ “ทุนนิยม”ทั้งสิ้น

หนังสือประเภท Know How และวิธีเรียนลัดแบบสำเร็จรูปสำหรับการเป็นผู้บริหารชั้นยอด และการเป็นเศรษฐีในเวลาอันสั้นมีออกมาขายมากมาย เสมือนหนึ่งมีคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด

สิ่งที่ไม่ค่อยได้ยินและขาดอย่างมากจากองค์กรธุรกิจ คือเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมขององค์กร ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร การคืนและการสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม ให้กับโลก

ภายนอกมีแต่โฆษณาชวนเชื่อ การสร้างภาพพจน์ที่หลอกลวง และเลือนรางจากความดีความมีคุณธรรม

ภายในเน้นระบบบริหารและจัดการที่มุ่งตอบสนองผลประโยชน์ขององค์กร เช่นกำไร การขยายกิจการ ความมั่นคงขององค์กรเป็นหลัก โดยมิได้มีเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) อยู่ในระบบและกระบวนการบริหาร ไม่ว่าจะในส่วนของปัจจัยป้อนเข้าของระบบ (Inputs) ในส่วนของกระบวนการบริหาร (Processes) ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การจัดโครงสร้างองค์กร การจัดคนเข้าระบบ...และในส่วนของผลผลิต (Outputs) มิต้องพูดถึงเรื่องของ Outcomes และ Impacts

ที่น่าเสียดายและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ ระบบการศึกษาก็ถูกอิทธิพลของเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมเข้ามาครอบงำด้วย ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดนโยบายทางการศึกษาของรัฐบาลทุนนิยม

ความสำเร็จและความร่ำรวยของคนส่วนน้อย บนซากที่เสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติ มลภาวะทางศีลธรรม จริยธรรม สังคมที่เสื่อมทรามลง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นได้ทั่วไป ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้นำและผู้บริหารองค์กรธุรกิจทั้งหลายจะเริ่มคิดและทำอย่างจริงจังที่จะพัฒนาองค์กรของตนให้เป็นองค์กรจริยะ แทนที่จะมุ่งเน้นการเป็นองค์กรอัจฉริยะตามแบบอย่างองค์กรกระแสหลักทุนนิยมแต่อย่างเดียว

ระยะนี้ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้กับองค์กรต่างๆ ค่อนข้างบ่อย หัวข้อที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายก็น่าสนใจและท้าทาย เช่นการสร้างและการพัฒนาจริยธรรมในองค์กร การบริหารตามแนวอนาคตนิยม การสอนงานการพัฒนาบุคลากร... ในทุกหลักสูตรที่ผู้เขียนได้รับเชิญเป็นวิทยากร จะมีการสอดแทรกเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมในการบริหารและการดำเนินธุรกิจเสมอ ด้วยความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า หากผู้บริหารมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นฐานและเป็นแกนในการบริหาร จะทำให้คนในองค์กรมีความภาคภูมิใจ เต็มใจ และมีความสุขที่จะทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่ นำให้เกิดผลงานที่ดี (Productivity) และมีความพึงพอใจ (Satisfaction) ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คุณธรรมและจริยธรรมจะเป็นแกนกลางและตัวเชื่อมประสานคนในองค์กรให้เป็นหนึงเดียวกันได้เป็นอย่างดี

ในปัจจุบันเริ่มมีองค์กรทางธุรกิจหลายแห่งในโลกประกาศตัวเป็นจริยองค์กรทางธุรกิจหรือที่ผู้เขียนเรียกว่าองค์กรจริยะ เพื่อให้แตกต่างไปจากแนวคิดกระแสหลักที่มุ่งเน้นสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะที่มีฐานของแนวคิดเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมเป็นกลไกผลักดัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระบบตลาดเสรี มีการพัฒนาระบบการบริหาร การผลิต การบริการ...ด้วยการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยราคาแพง เพื่อที่จะได้เป็นองค์กรอัจฉริยะ แต่ละเลยเรื่องความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะละเลยเรื่องคุณธรรมจริยธรรม

ในต่างประเทศมีคำใหม่ที่เรียกองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมว่า Corporate Social Responsibility (CSR) ในเมืองไทยก็เริ่มมีกลุ่ม CSR เกิดขึ้น

นับเป็นนิมิตหมายที่ดี

CSR คืออะไร

CSR คือองค์ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้การบริหารการจัดการเพื่อก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมโดยภาพรวม มีการดำเนินการกิจกรรมทุกอย่าง อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมไปถึงจิตสำนึกต่อโลก (Global Consciousness)

CSR เป็นองค์กรที่จะต้องตั้งคำถามหลักสองประการเป็นอย่างน้อยในการดำเนินธุรกิจ

๑. คุณภาพของการบริหารจัดการในแง่ของคนและกระบวนการบริหารภายในองค์กร

๒. ธรรมชาติและปริมาณของผลกระทบที่มีหรือที่จะเกิดต่อสังคมในด้านต่างๆ อันเกิดจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร

โดยนัยนี้ความรับผิดชอบต่อสังคม(Social Responsibility) เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการสร้างความอุดมสมบูรณ์ (Wealth Creation Process) ขององค์กร และถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีในเรื่องนี้ องค์กรก็สามารถที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มคุณค่าด้าน Wealthให้กับคนในองค์กรและสังคมได้

CSR จะยึดถือแนวทางในการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้อย่างมีความรับผิดชอบ

  • ทำให้โลกมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่นไม่ปล่อยของเสียหรือสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม
  • ทำให้โลกดีขึ้น น่าอยู่ขึ้น และมีความยุติธรรม
  • ทำให้โลกมีความมั่นคงและทำนายได้มากขึ้นโดยเฉพาะในทางที่ดีต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชน
  • ลด / เลิกพฤติกรรมหลอกลวง ทรยศหักหลังทั้งต่อองค์กร ลูกค้าและสังคม
  • ส่งเสริมและกระตุ้นเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามภายในมนุษย์ให้เติบโต
  • มีความรับผิดชอบต่อความคิดและการกระทำของตัวเอง
  • ทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ในการเตือนภัยล่วงหน้าให้สาธารณชนใด้รับทราบจากวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น


มาเริ่มต้นคิดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง

มาเริ่มต้นสร้างและพัฒนาองค์กรของตนเองให้เป็นองค์กรจริยะไปพร้อมๆ กับการเป็นองค์กรอัจฉริยะ จะดีหรือไม่

ชุมชนจะเข้มแข็ง สังคมจะมั่นคง ปลอดภัย และมีสันติสุข โลกจะน่าอยู่เพิ่มมากขึ้น

CSR ไม่ใช่คำตอบเดียวและไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้

แต่ CSR เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบของบุคลากรต่อสังคม ต่อโลก โดยเริ่มต้นที่ตนเอง

มาเริ่มต้นคิดและทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นฐานตั้งแต่ต้น ดีกว่าที่จะมาพยายามหาทางทำสิ่งที่ไม่ดีงาม ไม่ถูกต้อง ให้ถูกกฏหมายในภายหลัง

ทำไมพวกเราถึงเขลากันนัก?



โดย เดวิด สปินเลน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2549

ผมคิดเอาว่าผู้อ่านบางคนเมื่อเห็นคำว่า “กลุ่มจิตวิวัฒน์” คงคิดถึงเรื่องที่เข้าใจได้ยาก เช่น ควอนตัมฟิสิกส์ สภาวะพิเศษของจิตใจ หรืออรูปฌาน ๔ ในสมาธิ เป็นต้น จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกับการเปลี่ยนจิตสำนึกเพื่อให้เกิดการตื่นรู้และตระหนักถึงความวิกลจริตในชีวิตประจำวัน ที่เรามักจะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ

ผมอยากจะเสนอบางประเด็นที่เพิ่งเขียนไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี่เอง

ทำไมคนเราถึงต้องหอบข้าวของพะรุงพะรังเวลาขึ้นเครื่องบิน? ทำไมผู้คนจำนวนมากแม้แต่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ต้องแบกเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคิดว่าจำเป็นไปด้วย? เมื่อตอนที่ผมยังเป็นทหารหนุ่ม ผมสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ๒-๓ สัปดาห์เลยทีเดียวด้วยของที่แบกใส่เป้ไป ทำไมชีวิตเราถึงต้องวุ่นวายกับ “ข้าวของ” ที่ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นพวกนี้ด้วย?

เมื่อไหร่กันที่เราตัดสินใจว่าจะต้องมีรถยนต์คันใหญ่ๆ อย่างเช่นรถอเนกประสงค์ ซึ่งไม่เหมาะกับถนนและซอยแคบๆ ของเมืองไทยเลยแม้แต่น้อย แถมยังกินน้ำมันมากเมื่อคำนวณกับระยะทางที่วิ่งได้ ในเวลาที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำไมโฆษณาขายรถยนต์ทางโทรทัศน์ จึงมักจะนำเสนอภาพรถเหล่านี้วิ่งผ่านทิวทัศน์สวยงามไปตามถนนบนหุบเขา ลำธารและชายหาด ซึ่งล้วนแสดงถึงการไม่ให้ความเคารพและกระทั่งทำลายธรรมชาติอันงดงามของโลก

ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ทำไมร้านกาแฟถึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก คาเฟอีนและน้ำตาลเป็นสารกระตุ้นจากธรรมชาติก็จริง หากการบริโภคเข้าไปบ่อยๆ จนเป็นกิจวัตรจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ หรือเป็นเพราะว่าชีวิตนี้ช่างเคร่งเครียดเสียจนทำให้เราต้องพึ่งสารกระตุ้นมากขึ้นๆ เพียงเพื่อทำให้เรารู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่

แล้วเรื่องการแข่งกินจุอีกล่ะ? คุณสามารถกินไส้กรอกได้กี่ชิ้นภายในเวลาสามสิบนาที? เรามีรางวัลให้สำหรับพฤติกรรมการกินที่เหมือนหมู ในขณะที่ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์ และคนชนะดูเหมือนจะภาคภูมิใจ

มาดูโฆษณาขายครีมทาผิวขาวและแชมพูสระผมทางโทรทัศน์กันบ้าง ทำไมนางแบบในโฆษณาเหล่านี้จึงมักจะเสริมจมูก? เมื่อไรกันที่ผู้หญิงไทยซึ่งมีความงามอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดชาติหนึ่งในโลก คิดว่าสีผิวของพวกเธอดูไม่ดี จมูกก็ไม่มีเสน่ห์ดึงดูด? แล้วพฤติกรรมที่โฆษณาเหล่านี้นำเสนอล่ะ? ความละอายที่เกิดจากสีผิวหรือสภาพผมเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงอื่นที่ผู้ชายจำนวนมากสนใจ หรือการที่ผู้ชายพากันย้อมผมเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิง? พวกเรายังมีวุฒิภาวะทางจิตใจกันอยู่ไหมนี่?

ทำไมทุกหนทุกแห่งที่คุณไปต้องเปิดโทรทัศน์หรือเปิดเพลงเสียลั่น? ศูนย์อาหารแห่งหนึ่งที่ผมเพิ่งไปเมื่อไม่นานมานี้ เปิดโทรทัศน์พร้อมกัน ๔ เครื่อง มีเสียงเพลงตามสายเปิดคลอ และมีนักร้องกำลังร้องเพลงสดๆ ในเวลาเดียวกัน คุณอาจจะไม่เชื่อว่าหากปิดเสียงเหล่านี้ ผมรับรองได้เลยว่ามันจะส่งผลดีต่อสมองและระบบประสาทของคุณไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ทำไมพาดหัวข่าวจำนวนมากตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์จึงมีแต่เรื่องร้ายๆ? หนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีของไทยหลายฉบับ มักจะนำเสนอข่าวเด่นด้วยเรื่องฆาตกรรม ข่มขืน หรืออุบัติเหตุสยองขวัญ เมื่อเร็วๆ นี้ผมดูรายการข่าวโทรทัศน์ยอดนิยมในช่วงเย็น และจดเอาไว้ว่า ข่าว ๔ เรื่องแรกที่นำมารายงานในช่วงข่าวรอบเมือง เป็นข่าวฆาตกรรมเสีย ๓ ข่าว และข่าวข่มขืนอีก ๑ ข่าว ผมเลยคิดเอาว่า ถ้าเขาเสนอข่าวดีๆ เราคงเห็นว่ามันไม่น่าเร้าใจกระมัง

ทำไมจึงมียามากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่ถูกโฆษณายังกับเป็นขนม ความนิยมต่อโฆษณาเหล่านี้บอกอะไรบ้างเกี่ยวกับระดับความเครียดของผู้คน? ทำไมโฆษณาพวกนี้ไม่บอกคุณว่า การบริโภคยาประเภทนี้เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานสามารถทำลายสุขภาพของคุณได้

ทำไมถึงมีการตอกย้ำความเป็น “ตัวกูของกู” กันมากเหลือเกิน? ตั้งแต่ เอ็มเอสเอ็นของกู ย้าฮูของกู เป็นต้น (My MSN. My Yahoo.) โฆษณารถยนต์ทางโทรทัศน์เรื่องหนึ่งเริ่มด้วยการถามว่า ผิดไหมหากคิดว่าโลกนี้เป็นของเรา? ตอบได้เลยว่าผิดอย่างแน่นอน!! ทัศนคติอันแพร่หลายแบบนี้แหละที่ทำลายโลก อย่างที่ท่านพุทธทาสได้เขียนเอาไว้ว่า ปัญหาพื้นฐานของโลกในปัจจุบันคือ ความเป็น “ตัวกูของกู"

ท้ายสุดนี้ มีคำอยู่สองคำที่ขัดใจผมมาก คือ “ผู้บริโภค” และ “ทรัพยากรมนุษย์” ทุกครั้งที่ผมได้ยินการกล่าวอ้างถึงมนุษย์ในฐานะ “ผู้บริโภค” ผมคิดไปถึงภาพเปรตผู้หิวโหย ท้องกลมโต ปากเท่ารูเข็ม ที่วาดอยู่ตามวัดต่างๆ หรือหนอนในกองขยะ เมื่อผู้คนถูกมองว่าเป็น “ทรัพยากร” สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวคิดที่ครอบงำเราอยู่ นั่นคือการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และคุณค่าของมนุษย์ขึ้นกับความสามารถในการผลิตที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ไร้ความสามารถในการผลิตทางเศรษฐกิจเป็นคนไม่มีค่า ซึ่งตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งประเสริฐ

โลกที่เราอาศัยอยู่นี้จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ด้วยการเปลี่ยนจิตสำนึกของมนุษย์เท่านั้น เพราะมนุษย์และโลกล้วนเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน การตื่นรู้คือการเห็นทุกข์ของเราเองและทุกข์ของโลกที่เราอาศัยอยู่ เมื่อเราเปลี่ยนโลกจึงเปลี่ยน แล้วคุณยังจะรออะไรอยู่อีกล่ะ?

คนที่เปลี่ยน โลกที่เปลี่ยน

โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2549

เมื่อลูกชายอายุ ๖ ขวบของ อัล กอร์ - อดีตอนาคตประธานาธิบดีคนถัดไปของอเมริกา - ประสบอุบัติเหตุรถชนและต้องอยู่ในภาวะใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ร่วมเดือน ในฐานะของผู้เป็นพ่อ อัล กอร์ จะตกอยู่ในภาวะเจ็บปวดทุรนทุรายภายในอย่างไรไม่มีใครล่วงรู้ได้ หากแต่สิ่งที่เขาได้บอกเล่าออกมาในภายหลังก็คือ เขาตั้งคำถามกับตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เราควรใช้ชีวิตอย่างไรในโลกนี้?”

เขาได้ประสบกับภาวะที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียผู้เป็นแก้วตาดวงใจ ได้เผชิญหน้ากับคำถามอันเป็นแก่นแกนของชีวิต ใคร่ครวญกับคำถามของตนอย่างลึกซึ้ง และแปรเปลี่ยนชีวิตของตนให้เป็นคำตอบ

ความรักของเขาที่มีต่อลูกชายนั้นคงยิ่งใหญ่มหาศาล เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่สั่งสมมาก็คงได้เวลาผลิดอกงอกใบออกมา เขาเข้าใจแล้วว่าในยามที่เราสูญเสียสิ่งล้ำค่า เราจะเป็นเช่นใด และเมื่อขยายความรักที่มีต่อลูกชายออกมานอกตัวเป็นความรักต่อโลกและสรรพสิ่ง เขาก็พบว่าสิ่งล้ำค่าของมนุษยชาติ ก็คือโลกที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง

และหากเวลาของชีวิตหนึ่งบนโลกนี้มีไม่มากนัก เราจะทำอย่างไรให้การดำรงอยู่ของเราบนโลกไม่เป็นไปในรูปแบบของการทำร้ายทำลาย ไม่เอาเปรียบเบียดเบียนกระทั่งลูกหลานที่ยังไม่ได้เกิดมา

เมื่อหลายวันก่อนหลังจากดูภาพยนตร์ An Incovenient Truth จบ ข้าพเจ้าได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจ

“หากโลกยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ กรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมไหม?” – เสียงหนึ่งถาม

“ตามผลวิจัย ก็คงสักร้อยปีกระมัง แต่เราก็คงอยู่ไม่ถึงแล้วล่ะ” – เสียงหนึ่งตอบ

วลีที่ว่า “แต่เราก็คงอยู่ไม่ถึงแล้วล่ะ” หมายถึงอะไรหนอ? – หมายถึงชีวิตนี้มันสั้นนัก จะทำอะไรกับโลกไปเราก็ไม่มีอายุยืนยาวอยู่พอที่จะรับผลของมัน ลูกหลานของเราจะอยู่ในโลกที่ไม่สมประกอบหลังจากนี้ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของเขาอย่างนั้นล่ะหรือ

“คิดมากน่า” - ความหมั่นไส้พยายามปลอบใจ

นึกถึง “คนคิดมาก” ที่รู้จักอีกกลุ่ม ครั้งนั้น ดร. สมพร จันทระ ดร. สุทธาธร สุวรรณรัตน์ และ ดร. วนารักษ์ ไซพันธุ์แก้ว ยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกทางสิ่งแวดล้อม ทั้งสามท่านชักชวนพี่น้องเพื่อนฝูงไปปิคนิคและเดินเล่นในป่า หลังจากก่อไฟปิ้งย่างรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็ช่วยกันเก็บกวาดเศษอาหารเศษขยะใส่ถุงดำเพื่อขนออกมาทิ้งข้างนอก ข้าพเจ้าเห็นทั้งสามท่านกำลังจัดการกับเตาไฟ เมื่อไปชะโงกดู ก็เห็นกำลังกวาดขี้เถ้าใส่ถุง ข้าพเจ้าขมวดคิ้วถามว่า ขี้เถ้ายังต้องขนไปทิ้งหรือ ฝากไว้กับแม่พระธรณีไม่ได้หรืออย่างไร พี่สาวหนึ่งท่านในนั้นก็ตอบว่า ไม่ได้หรอก ขี้เถ้ามีฤทธิ์เป็นด่าง เรามาทำกิจกรรมในป่า แล้วเรายังจะทำให้ดินของป่า ระบบนิเวศน์ของป่าในระยะยาวเปลี่ยนไปอีกได้อย่างไร

บทเรียนเรื่องขี้เถ้านี้ฝังใจข้าพเจ้าอยู่นานทีเดียว สิ่งที่รับมาประทับในใจเห็นจะเป็นว่า คำสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องใดใดในตำราก็ไม่มีประโยชน์เท่ากับการได้เห็น “คำสอนที่มีชีวิต” เราไม่อาจเรียนรู้เรื่องศีลธรรมหรือสิ่งแวดล้อมได้จากการท่องพระเวท หากย่อมตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งเมื่อได้สัมผัสกับของจริง กับคนที่ทำชีวิตของตนให้เป็นอย่างนั้นได้จริงๆ

อัล กอร์ เป็นอย่างที่ภาพยนตร์นำเสนอจริงหรือ? หลายคนบอกว่าเขาเป็นคนบ้า เรื่องโลกร้อนก็เป็นแค่ทฤษฎี แต่คนบ้าคนนี้มีหลักฐานงานวิจัยที่พร้อมจะนำเสนอเป็นกะตั๊ก หลายคนมองว่าเขาบ้า คนคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนทั้งโลกได้อย่างไร ด้วยการพูดบรรยายประกอบสไลด์ไปทีละเมืองทีละเมืองอย่างนั้นหรือ? ถ้า อัล กอร์ บ้าด้วยเหตุนี้ เขาก็คงไม่โดดเดี่ยวนัก เพราะเมื่อสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว มีคนบ้ายิ่งกว่าเขา ทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งสมบัติพัสถาน โกนผมเผ้าหนวดเครา ไปอยู่ป่า บำเพ็ญภาวนา เมื่อพบกับความรู้แจ้ง ก็เดินจาริกเผยแพร่ธรรม ทีละคน ทีละหมู่บ้าน ทีละเมือง อัล กอร์ ไม่ใช่ศาสดา หากมีสิ่งที่เรียกว่าความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ และความกรุณาที่ล่วงพ้นไปจากเขตแดนและกาลเวลา

เรื่องโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง การมองเรื่องโลกร้อนที่จำกัดกรอบพิจารณาเฉพาะพื้นที่จึงเป็นเรื่องตลก อย่าว่าแต่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ เลย ถ้าท่วมไปครึ่งโลก กรุงเทพฯ หรือประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย เพราะความหมายของพรมแดนประเทศจะหายไป และอาจจะเหลือแต่เพียงพรมแดนแห่งการอยู่รอดเท่านั้น มนุษยชาติจะอยู่รอดได้อย่างไร หากไม่ใส่ใจความอยู่รอดของโลก

คนคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร? เมื่อเผชิญกับความจริงที่ไม่น่าพึงใจ มนุษย์เรามักจะปฏิเสธไม่ยอมรับก่อน พอเลี่ยงไม่ได้ก็สุดโต่งไปอีกทาง คือรู้สึกสิ้นหวัง อัล กอร์ เสนอไว้อย่างน่าคิดว่า ถ้าเราเลือกสมดุลตรงกลาง เราก็ต้องถามตนเองว่า – เราจะทำอะไรได้บ้าง

แล้วเราก็จะเป็น อย่างที่ทำนั่นแหละ

Back to Top