ทำแค่ใช่ ... ไม่ต้องมาก

โดย ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2550

จดหมายข่าวอิเลคทรอนิกส์ของสถาบันโนเอติกซายน์ (Institute of Noetic Sciences) เดือนตุลาคมนี้ มีการแนะนำให้สมาชิกไปดูคลิปวีดิทัศน์ของ แมรีแอนน์ วิลเลียมสัน นักอบรมชั้นนำคนหนึ่งของโลก เธอเขียนหนังสือขายดีติดอันดับหนึ่งของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์หลายเล่ม และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันให้มีการจัดตั้งกระทรวงสันติภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา

ในคลิปวิดีโอหนึ่งนาทีนั้น แมรีแอนน์เชิญชวนกึ่งท้าทายให้ผู้ดูร่วมเป็นหนึ่งในประชากรสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เธออ้างถึงงานวิจัยของนักสังคมศาสตร์ที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมโลกหลายครั้งเกิดขึ้นได้ด้วยการที่มีผู้ที่เชื่อ ต้องการ และเปลี่ยนแปลงก่อนเพียงจำนวนหนึ่ง โดยยกตัวอย่างการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของสตรีในอังกฤษ และการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศสหรัฐอเมริกาจากอังกฤษ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนไม่ต้องมีผู้ต่อสู้เรียกร้องถึงครึ่งหนึ่งของประชากร แต่มีจำนวนที่ “เพียงพอ” โดยเธอบอกว่าเพียงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ตัวเลขนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อเรื่อง มวลวิกฤต (Critical Mass) ซึ่งเป็นศัพท์แสงทางสังคมศาสตร์พลวัตร อธิบายถึงการมีอยู่ของโมเมนตัมของระบบสังคมที่สามารถขับเคลื่อนตัวเองและขยายเพิ่มได้ ขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ เช่น ในเมืองใหญ่ หากมีคนๆ หนึ่งหยุด แล้วแหงนมองดูท้องฟ้า คนอื่นๆ รอบข้างก็จะยังคงเดินไปเรื่อยๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หากมีคนหยุดสักสามสี่คน อาจจะมีบางคนที่สงสัย หันกลับมาดูพวกที่ดูฟ้า แล้วอาจเดินต่อ แต่เมื่อมีคนจำนวนมากพอแหงนหน้าดูท้องฟ้า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่มากนักในกรณีนี้ (ขึ้นกับหลายปัจจัย) เช่น ประมาณหกถึงเจ็ดคนเท่านั้น คนอื่นๆ ก็จะหยุดแล้วแหงนหน้ามองดูเหมือนกัน จำนวนนี้แหละครับ เรียกว่า มวลวิกฤต

เอาเป็นว่าคุณแมรีแอนน์ เธอท้าให้คนที่เปิดดูคลิปเปลี่ยนแปลงตนเองเสีย จะได้เพิ่มจำนวนผู้เปลี่ยนแปลงไปให้ถึงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ครับ เธอบอกว่าหากตัวเราเองยังไม่เปลี่ยนแปลงก่อน ก็อย่าไปอ้างเลยว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงได้

ผมอยากจะเพิ่มเติมว่า อันที่จริงแล้วเราไม่ต้องรอถึงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์หรอก (ซึ่งสำหรับประชากรโลก ณ วันนี้ สัดส่วน ๑๑ เปอร์เซ็นต์ของหกพันหกร้อยสามสิบกว่าล้านคน ก็ตกราวๆ เจ็ดร้อยสามสิบล้านคน) เพราะจิตของเราแต่ละคนที่เข้าถึงความจริง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้

ในมนุษย์จำนวนหกพันหกร้อยสามสิบกว่าล้านชีวิตนี้ แต่ละคนก็ล้วนแต่มีจิตที่คิดสร้างโลกขึ้นมา มีประสบการณ์และสร้างการดำรงอยู่ของตัวตนเราในโลกทางกายภาพนี้ทั้งสิ้น

โลกนั้นดำรงอยู่ในจิตของเรา และเราแต่ละคนต่างเลือกว่าจะมีประสบการณ์ต่อมันอย่างไร สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำ ล้วนก่อประกอบขึ้นเป็นโลกทางกายภาพตามแบบที่เราอยากจะมีประสบการณ์

เราจึงอาศัยอยู่ในโลกแห่งมายาการ ความรู้สึกที่เรามีต่อวัตถุทุกชนิดล้วนเป็นความรู้สึกที่เรามีต่อความสัมพันธ์ของสนามหรือคลื่นพลังงาน เป็นความรู้สึกที่จิตเราแปลผลตีความขึ้นมา และด้วยเหตุที่เราล้วนมีประสบการณ์ต่อมายาการนี้ร่วมกัน เราก็มักคิดตีขลุมเหมาเอาว่าเรานั้นอยู่บนโลกใบเดียวกัน เราเลือกที่จะเชื่อว่าโลกมีอยู่นอกเหนือจากการสร้างของเรา แต่แท้จริงแล้ว โลกนั้นมันอยู่ในจิตของเราเอง

ความพยายามใดๆ ที่เรากระทำเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจเป็นความพยายามที่เปลืองแรง ไปจนถึงขั้นสูญเปล่า เพราะเป็นการไปแก้ไขปรับเปลี่ยนโลกทางกายภาพที่เราต่างสร้างขึ้นและให้ความหมายตีความแตกต่างกัน ในเมื่อโลกเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในใจของเราเองแล้ว การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ควรเริ่มต้นจากตัวเรา เริ่มขึ้นในใจตัวเอง

ตัวอย่างเช่น เรื่องสันติภาพ สันติภาพนั้นมิได้เข้าถึงได้ด้วยการพยายามสร้างให้สันติภาพเกิดขึ้นในโลก หากแต่สันติภาพที่แท้จริงนั้นเข้าถึงได้ผ่านการตระหนักรู้ว่าสันติภาพนั้นมีอยู่แล้ว อยู่ในโลกของคนทุกคน และเส้นทางการเข้าถึงนั้นมีการเดินทางเข้าสู่ด้านในตนเองเป็นบาทฐานสำคัญ

หากหญิงหรือชายใดได้มีสันติในเรือนใจแล้ว ทุกสิ่งที่เธอหรือเขาทำออกมาไม่ว่าด้วยกายหรือวาจาย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำย่อมถูกกระทำด้วยสันติวิธี (นั่นย่อมรวมถึงการพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกด้วย)

อีกทั้งสันติภาพนั้นมิได้เข้าถึงได้ด้วยการพยายามไปเปลี่ยนคนอื่น ความพยายามอันบริสุทธิ์ใจในการสร้างงาน สร้างกิจกรรม สร้างโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมสันติภาพเป็นความพยายามอันน่าชื่นชม หากแต่ต้องชวนผู้คิดและดำเนินการโครงการเหล่านั้นได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเข้าถึงสันติภาพภายในตนแล้วหรือยัง หรืออย่างน้อยได้ใช้งานเป็นโอกาสในการเดินทาง ฝึกฝน และเรียนรู้ในการเข้าถึงสันติภาพที่แท้จริงหรือไม่ เพราะหากโลกภายในไม่มีสันติภาพแล้ว กิจกรรมต่างๆ ก็เป็นเพียงความพยายามอันไปไม่ถึงดวงดาว เป็นกิจกรรมที่ได้แต่รูปแบบ ขาดหัวใจ สาระ หรือจิตวิญญาณของสันติภาพ

โจทย์ของคนทำงานเรื่องสันติภาพหรือสมานฉันท์ รวมทั้งงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงยกระดับสังคมไปสู่การมีจิตใหญ่ ดังเช่น จิตวิวัฒน์ จิตตปัญญาศึกษา พัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ตลอดจนสุขภาวะทางจิตวิญญาณ/ทางปัญญา จึงมีหลายชั้น หนึ่งคือต้องทำการบ้านกับตนเองก่อน หนึ่งคืองานและชีวิตของคนทำงานควรเป็นบทพิสูจน์ของการเดินทางเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับเรื่องที่ทำในทุกระดับ ในทุกมิติ และอีกหนึ่งที่สำคัญคือต้องพยายามสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่า เป้าหมายภายในนั้นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเป้าหมายภายนอก เราไม่สามารถทำงานเรื่องจิตวิวัฒน์โดยไม่ใช้กระบวนการจิตวิวัฒน์ได้

โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ให้ทุน ความตั้งใจที่อยากจะให้เรื่องดีงามแพร่ขยายกระจายไปทั่วแผ่นดินนั้นก็เป็นกุศลเจตนาที่ควรยกย่อง ทว่าจะต้องไม่กระทำอย่างผิวเผินเหมือนกับผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมากที่สุดในราคาต่ำสุดและใช้เวลาสั้นที่สุด

ความท้าทายอยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นเรื่องของความปรกติ เป็นเรื่องความสมดุลของการพัฒนาทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ ผสมผสานงาน ครอบครัว และสังคมอย่างพอดี และให้การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรมในทุกขณะจิต

ต้องเข้าใจว่าความคาดหวังและคำถามที่ว่า “เปลี่ยนได้กี่คนแล้ว” เพื่อจะได้ถึง ๑๑% เสียทีนั้น ต้องเริ่มนับหนึ่งจากตนเองก่อนเสมอ

“อุดมการณ์” ไม่ใช่คำที่พูดกันพล่อยๆ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2550

ในช่วงเวลาที่มีความแปรผันและความสับสนวุ่นวายทางการเมือง ขณะนี้ เราได้เห็นความพยายามของคนหลายจำพวก ทั้งที่เป็นผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการระดับเซียน นักการเมืองรุ่นเก่าแก่ นักการเมืองรุ่นใหม่ กลุ่มการเมืองหัวก้าวหน้า กลุ่มปกป้องรักษาประชาธิปไตย ผู้คนสารพัดกลุ่มต่างก็พากันตั้งพรรคตั้งประชาคม รวบรวมไพร่พลเป็นกลุ่มใหญ่ ยึดโยงกันไว้ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทางความสำนึกในบุญคุณ ทางอำนาจเงิน และที่กล้าพูดออกมาก็คือ ทุกคนมาอยู่ร่วมกันเพราะร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

น่าประหลาดใจ ที่ได้เห็นคนหมู่หนึ่งมารวมตัวกันเพราะอุดมการณ์ตรงกัน แค่เพียง ๓ วัน ๗ วัน ก็ไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กันได้เสียแล้ว กลุ่มคนที่เคยยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยจนกล้าต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก บัดนี้ เขาก็ยังมีชีวิตอยู่และร่วมหัวจมท้ายกับคนที่ยกย่องเผด็จการ

ผู้เขียนไม่อยากให้บทความจิตวิวัฒน์ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก ความประสงค์ที่แท้จริงก็คือการค้นหาคำตอบว่า อุดมการณ์คืออะไรในแง่ของชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

พิจารณาจากพระโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งมองในด้านหนึ่งจัดได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมในวันมาฆบูชา แก่พระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูปที่มาเฝ้าพระองค์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระโอวาทปาฏิโมกข์ถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วยอุดมการณ์ หลักการคำสอน และวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งเน้นในพระธรรมวินัย

พระคาถาบทแรกใน ๓ บทของพระโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นอุดมการณ์สูงสุดของชีวิต ว่าด้วยขันติ (ความอดทน) และนิพพาน

นิพพานไม่ใช่การเสพสุขบนสวรรค์ และผู้ที่จะเข้าถึงอุดมการณ์อันเป็นจุดหมายสูงสุด ก็สามารถบรรลุได้ในชาตินี้ ไม่จำเป็นต้องตายก่อนจึงจะไปสู่นิพพาน

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม สรุปได้ว่า นิพพานเป็นจุดหมายสูงสุดในชาตินี้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่จำกัดชนชั้นหญิงชาย เป็นภาวะที่มนุษย์สามารถประจักษ์แจ้งได้ ถ้าเพียรพยายาม ทำตัวให้พร้อมพอ ก็ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ชาวพุทธที่ต้องการบรรลุอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา จึงต้องละเว้นความชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม และฝึกพัฒนาจิตให้ผ่องใส จนเกิดภาวะทางปัญญา (คือวิชชา) ภาวะทางจิตที่หลุดพ้น เป็นอิสระ (วิมุตติ) และภาวะทางความประพฤติในการดำเนินชีวิต (กรุณา) ที่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้พ้นทุกข์

ผู้เขียนเชื่อว่า การบำเพ็ญเพียรดับกิเลสให้ลดลงจนดับไม่เหลือนั้น เกิดผลที่ดับแล้วสว่าง เป็นความกระจ่างแจ้งที่จิตใจ ปลอดโปร่ง ใสสะอาด มีความสุขสงบประณีตอยู่ภายในตน

อุดมการณ์ไม่ใช่จุดหมายที่เกิดขึ้นและบรรลุถึงได้โดยง่าย ไม่มีใครที่ประกาศอุดมการณ์ขึ้นมาจากการประดิษฐ์ถ้อยคำอันเลิศหรู แล้วเคลือบแฝงด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้อามิสหลอกล่อให้ผู้คนเป็นเหยื่อได้ชั่วครั้งชั่วคราว

ในระดับบุคคล อุดมการณ์เริ่มต้นด้วยความคิดความเชื่อในหลักการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นความคิดที่มีแบบแผน เป็นระบบ ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจ หรือสิ่งเร้า ทั้งที่เป็นภาพบวกและภาพลบ

อุดมการณ์เริ่มต้นจากฐานความรู้และความคิด เกิดความตระหนักในความเสื่อมและความเสี่ยงของชีวิต ความตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ความตระหนักและศรัทธาต่อการสร้างสันติสุขต่อส่วนรวม ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งมวล

จากความตระหนักนั้น บุคคลได้ใช้ปัญญาตริตรองอย่างลึกซึ้ง เกิดความตั้งใจ เกิดจิตสำนึกที่จะทำงานอย่างพากเพียร อดทนในวิถีทางที่เป็นสัมมาปฏิบัติ เพื่อให้ความคิดความเชื่อที่ถูกต้องนั้นสำเร็จดังประสงค์ กล้าต่อสู้อย่างเข้มแข็งแม้จะถูกต่อต้าน ขัดแย้ง ก็ไม่ยอมท้อถอย

บนเส้นทางแห่งการสร้างสมอุดมการณ์ย่อมมีผู้มองเห็นคุณค่าของการทำงานอย่างสร้างสรรค์ จึงเกิดกลุ่มคนที่คิดดี มีสัมมาทิฏฐิตรงกัน เกิดเป็นอุดมการณ์ของสังคมที่เป็นปณิธานร่วมกัน ทุกคนมีจิตอาสา เสียสละ มุ่งทำงานเพื่อส่วนรวม เสริมพลังกัน ช่วยเหลือประคับประคองกัน เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายสูงสุดอย่างเดียวกัน

กลุ่มคนร่วมอุดมการณ์ที่แท้จริง จึงมีจิตสำนึกร่วม พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ เป็นผู้อาสาทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคม ของมาตุภูมิ

กลุ่มคนที่มารวมกันโดยมุ่งหมายเพื่อจะเอา กอบโกยมาเป็นของตัว เพื่อประโยชน์ส่วนตัว กลุ่มคนนั้นมีอุดมการณ์จอมปลอม

เส้นทางไปสู่อุดมการณ์นั้นยาวไกล ต้องพากเพียรทำงานร่วมกันเป็นเวลายาวนาน อุดมการณ์จึงมิใช่เป็นเพียงความหวังหรือความใฝ่ฝัน แต่เป็นความคิดที่ใคร่ครวญแล้ว จิตใจตั้งมั่นแล้ว ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว มุ่งหน้าทำงานร่วมกันไปจนกว่าจะบรรลุจุดหมาย

แม้ว่ารายการอะคาเดมี แฟนเทเชีย จะจบไปแล้วถึง ๔ ฤดูกาล แต่แฟนคลับทั้งหลายคงจะจำเนื้อเพลงที่ AF ทั้งหลายร้องร่วมกันมานานถึง ๔ ปีได้ สร้อยเพลงนั้นได้บอกถึงความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวนับพันนับหมื่นว่าชีวิตของเขาต้องการอะไร

จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า
จะไปไขว่คว้าเอามาเหมือนใจฝัน
จะไปให้ถึงปลายทางในวันนั้น
จะเป็นคนดังที่เด่นในแสงไฟ

ผู้เขียนเชื่อว่า ความใฝ่ฝันดังกล่าวไม่ใช่อุดมการณ์ หากแต่เป็นจุดหมายใกล้ๆ ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง มิช้ามินานก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะความเด่นความดังเป็นเพียงภาพมายา เงินทองที่ท่วมท้นมา ถ้าใช้อย่างขาดสติก็จะสูญหายไป ทั้งนี้เพราะขาดภาวะของวิชชา ภาวะทางจิตอิสระ และภาวะทางการุณยธรรม ดังกล่าวแล้วข้างต้น

พุทธทาสภิกขุได้เขียน “มรดกที่ขอฝากไว้” กล่าวถึงปณิธาน ๓ ประการ ควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคนถือเป็นหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลก คือ
๑. พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน
๒. พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม
๓. พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา

ในมรดกข้อสุดท้าย ท่านพุทธทาสภิกขุได้ประกาศอุดมการณ์ว่า “...ธรรมิกสังคมนิยมเป็นหัวใจของพุทธธรรม หรือของศาสนาทุกศาสนาอย่างที่ไม่มีใครมอง. ลัทธินี้มุ่งประโยชน์ร่วมกัน ทั้งของฝ่ายนายทุนและของฝ่ายกรรมกร, และของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน และแม้แต่ต้นไม้ต้นไร่ โดยถือเอาหลักแห่งการเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เป็นหลักพื้นฐาน...”

พระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านปัญญานันทภิกขุ) มีอุดมการณ์ส่วนตัวของท่าน และได้ประกาศสั่งสอนพุทธบริษัทตลอดมาว่า “...งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน ทำงานให้สนุก มีความสุขอยู่กับงาน ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อเอา...”

พระคุณเจ้าได้ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และมีพุทธบริษัทจำนวนมากปฏิบัติธรรมตามอุดมการณ์ของท่าน

ยังมีฆราวาสจำนวนมากที่ประกาศอุดมการณ์ของชีวิตและการงาน มีผู้ศรัทธาจงรักภักดีเข้าร่วมอุดมการณ์เต็มแผ่นดิน ซึ่งผู้เขียนจะไม่ยกตัวอย่างในบทความนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจะสามารถระบุนามได้ นับแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จนถึงประชาชนชาวบ้านในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย

อุดมการณ์จึงมิได้เกิดขึ้นเฉพาะทางการเมืองการปกครองเท่านั้น อุดมการณ์ในชีวิตทั้งที่เป็นของแต่ละบุคคล และกลุ่มมวลชน เป็นอุดมการณ์ร่วม ซึ่งทำให้สังคมมีความเป็นปึกแผ่น มั่นคง สงบสุข เสมอภาค มีความสำคัญยิ่งกว่า

คนมีอุดมการณ์ในชีวิตไม่จำเป็นต้องเรืองอำนาจ เขาอาจเป็นคนเล็กๆ แต่มีจิตใจยิ่งใหญ่ ทำงานไปเงียบๆ เกิดผลงานต่อส่วนรวมยิ่งใหญ่ไพศาล

ผู้เขียนกล้ายืนยันความคิดนี้ เพราะมีพยานที่ประจักษ์ชัดจากหนุ่มสาวที่เคยเป็นศิษย์

เมื่อเขาเหล่านั้นยังเยาว์ เขาเป็นขบถหัวรุนแรงที่รังเกียจการใช้อำนาจเผด็จการ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งชายหญิงก็ร่วมกันอาสาทำงานตามอุดมการณ์ของเขา ต้องเจ็บปวดพ่ายแพ้ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม หนุ่มสาวกลุ่มนี้กลับเข้ามาเรียนต่อจนจบ หลังจากนั้นก็ทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อความอยู่รอดของสังคมไทยตลอดมา จนบัดนี้เขาเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้นำในวงการเล็กๆ

อุดมการณ์ของหนุ่มสาวเหล่านี้ เกิดขึ้น ก่อสานเป็นรูปธรรม ยังคงอยู่เป็นงานต่อเนื่องและสร้างสรรค์แบบอย่างแก่เยาวชนรุ่นต่อไป ผู้เขียนรักและประทับใจอย่างยิ่ง และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้

คนกร้านโลกทั้งหลายที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกแอบวางแผนอยู่เบื้องหลัง และออกหน้าประกาศอุดมการณ์ชั่วคราวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โปรดตรวจสอบตนเองว่ามีจิตสำนึกเพื่อบ้านเมืองจริงหรือไม่

โปรดอย่าอ้างอุดมการณ์บนฐานอำนาจและเงินตรากันเลย

อุดมการณ์ไม่ใช่คำที่พูดกันพล่อยๆ

การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่:
มาช่วยกันสร้างจิตสำนึกใหม่ ด้วยการทำให้การเมืองไทยใสสะอาด

โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 13 ตุลาคม 2550

ภายหลังจากรู้ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เราก็ได้เห็นปฏิกิริยาของนักการเมือง และกลุ่มการเมือง ที่นักวิชาการหลายท่านเรียกว่านักเลือกตั้งและกลุ่มผลประโยชน์แสดงออกอย่างคึกคักในรูปแบบและลักษณะที่หลากหลาย มีทั้งเด่นชัด แอบแฝง สงบนิ่ง และสงวนทีท่า มีทั้งทิ่มแทงท้ารบ ชวนรวมกลุ่ม และกวนให้วุ่น มีทั้งแบ่งค่าย แยกค่าย ตั้งค่าย และรวมคอก (ค่ายเล็กที่เหนียวแน่นในความสัมพันธ์ มารวมแต่ตัว แต่ไม่ร่วมจิตวิญญาณ ในคอกใหม่ที่ใหญ่ขึ้นแต่หลวมความสัมพันธ์ คลึงกันไว้ด้วยผลประโยชน์และอำนาจการต่อรอง)

ปฏิกิริยาที่ปรากฏ ไม่ว่าจะแสดงออกมาในรูปของการกระทำ หรือคำพูด ความคิดหรือความเห็น ส่อแสดงให้เห็นการแฝงเร้นอยู่กับความพยายามที่จะเอาตัวรอด รักษาและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนกลุ่ม สะท้อนให้เห็นจิตสำนึกทางการเมืองแบบเก่าที่เอาแต่ประโยชน์ส่วนกลุ่ม ส่วนตัว โยนความชั่วให้ผู้อื่น เป็นจิตสำนึกเก่าที่ไม่ได้รับการขัดเกลาให้เกิดจิตสำนึกใหม่ ที่เต็มที่และเต็มใจ ทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด ทำการเมืองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติโดยรวมอย่างแท้จริง

มายากลการเมืองที่ผู้ประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองบางคนแสดงออกมา จึงเป็นเพียงภาพลวงตา

คำพูดและพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านั้นจึงเป็นเพียงการแสดงละครตบตาประชาชนและนักการเมืองอาชีพด้วยกัน บางคนแสดงเอง กำกับเอง แต่บางคนและบางกลุ่มแสดงตามบทที่มีผู้กำกับการแสดงอยู่เบื้องหลัง

จึงไม่แปลกที่บางคนบอกว่า พฤติกรรมของนักการเมืองจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด หรือการกระทำ เห็นแล้ว “ขำกลิ้ง ลิงกับหมา”

แต่สำหรับผู้เขียนนอกจากจะไม่ขำกลิ้งแล้ว ยังขำไม่ออก

ถ้าดูเฉพาะความวุ่นวายและการดิ้นรนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนักการเมืองเหล่านั้น เปรียบเทียบกับความวุ่นวายและการดิ้นรนเพื่อให้บรรลุภารกิจของลิงกับหมาใน “ขำกลิ้ง ลิงกับหมา” ก็พอจะเห็นภาพและเห็นด้วยได้ แต่ถ้าดูสาระและบรรยากาศแล้วเป็นคนละเรื่อง เพราะพฤติกรรมนักการเมืองที่ชิงไหวชิงพริบ วิ่งจับขั้ว ทั้งที่ยังหาหัวไม่ได้ ดูแล้วขำไม่ออก ไม่มีความน่ารักเหมือนหมากับลิงในทีวี ที่แม้จะต่างพันธุ์ แต่พยายามช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นพวก (พรรค) เดียวกันจริงๆ ไม่ต้องคอยช่วงชิงความได้เปรียบ เพื่อแย่งหรือแสวงหาผลประโยชน์ และที่สำคัญไม่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกทิ้ง หรือถูกแทงข้างหลัง

ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมดในภาพรวม สะท้อนให้เห็นสภาพการเมือง และคุณภาพของนักการเมืองของประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร และมีคุณภาพระดับไหน

สภาพการเมืองของไทยตอนนี้ นอกจากจะขาดความสมานฉันท์ ความรักความเอื้ออาทรต่อกันเหมือนลิงกับหมาแล้ว ยังเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบกัน ทำให้ขาดความบันเทิงทางอารมณ์และทำร้ายจิตใจอีกด้วย เพราะยิ่งดูยิ่งรู้สึกหดหู่ สู้ดูลิงกับหมาใน “ขำกลิ้ง ลิงกับหมา” ไม่ได้ น่ารัก น่าลุ้น และมีสาระกว่าเยอะ

หรือนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพเหล่านั้นลืมคิดเพราะขาดสติ หรือไม่เคยคิดเพราะขาดปัญญาว่า พฤติกรรมการแสดงออกของตนอาจเป็นตัวแบบที่ไม่ดีต่อความเป็นประชาธิปไตย ต่อคนในชาติ โดยเฉพาะต่อเยาวชนไทย

ยิ่งใกล้กำหนดวันเลือกตั้งเข้ามามากเท่าใด การแข่งขันช่วงชิง คะแนนเสียง ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

การใส่ร้ายป้ายสีทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้คู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ บอบช้ำก็เพิ่มขึ้น

เพื่อช่วยกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ คนไทยทุกคนที่มีสิทธิ์ต้องออกไปใช้สิทธิ์ เพื่อสร้างความสงบสุขมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ทำไมต้องมีความรุนแรง บอบช้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม

ความเป็นประชาธิปไตยควรจะได้มาจากวิถีประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่ “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยเจรจาก็ใช้บาทากระทืบ แต่พอได้คืบจะเอาศอก ปลิ้นปล้อนกลับกลอกตลอดเวลา...”

ความเป็นธรรมในสังคม ก็น่าจะเกิดจากความมีคุณธรรมของคนในสังคม เกิดจากการช่วยกันสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่ความรุนแรง

ทำไมความสามัคคี ความปรองดอง ความสมานฉันท์ จึงไม่เริ่มต้นด้วยความเป็นกัลยาณมิตร คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน

ทำไมโซ่ข้อกลาง ทางสายกลางจึงไม่ดำเนินตามแนวทางมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)

ทำไมไม่มาช่วยกันสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการเมือง ด้วยการช่วยกันคิด ช่วยกันพูด ช่วยกันทำการเมืองไทยให้ใสสะอาดเพื่อประเทศชาติและประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวมอย่างแท้จริง

มาชวนและช่วยกันก้าวข้ามประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ส่วนกลุ่ม เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมที่ใหญ่กว่าคือประเทศชาติและประชาชนทุกหมู่เหล่าในแผ่นดิน แผ่นดินอันเป็นที่เกิด ที่เติบโต ที่อยู่อาศัย เพื่อจะได้มีที่ตายอย่างสงบสุข สมสถานะและศักดิ์ศรีความเป็นคนของแผ่นดิน

นักการเมืองไทย พรรคการเมืองไทย ต้องมีจิตสำนึกทางการเมืองใหม่ ต้องมีจิตใหญ่ มีใจให้ประเทศชาติ ด้วยการช่วยกันทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด

นักการเมืองไทย พรรคการเมืองไทยต้องไม่ซื้อเสียง ไม่โกงกิน จะได้ไม่สิ้นชาติ ไม่สิ้นความเป็นคนไทย

ตื่นเถิดนักการเมืองไทย อย่ามัว หลับใหล ลุ่มหลง
มีสติ ใช้ปัญญา กล้าชูธง ต้องมั่นคง คุณธรรม การทำดี


คนไทย ต้องมีจิตสำนึกทางการเมืองใหม่ ต้องมีจิตใหญ่ มีใจให้ประเทศชาติ ด้วยการช่วยกันทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ออกไปใช้สิทธิ์เลือกสรรคนดี มีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำงานเพื่อชาติ เพื่อประชาชน

คนดีต้องไม่ให้เสียง เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณ เพราะประโยชน์สุขของประเทศชาติยิ่งใหญ่กว่าการทดแทนบุญคุณส่วนตัว

คนดีต้องไม่ยอมมอบเสียง เพียงเพราะมีความรักใคร่หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว เพราะเรื่องประชาธิปไตยใหญ่กว่าเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว

เรื่องของประเทศชาติ ยิ่งยิ่งใหญ่กว่า สำคัญกว่า และศักดิ์สิทธิ์กว่าการตอบแทนบุญคุณ และความความสัมพันธ์ส่วนตัว

คนไทยต้องไม่ขายเสียง ต้องไปใช้สิทธิ์ ต้องดูแล รักษา และพัฒนาชาติ ด้วยคุณธรรมและปัญญา

ตื่นเถิด ปวงชน คนไทย อย่ามัว หลับใหล ลุ่มหลง
มีสติ ใช้ปัญญา กล้าชูธง ต้องมั่นคง คุณธรรม การทำดี


ออกมาช่วยกันรณรงค์ ช่วยกันพัฒนาชาติ ช่วยกันทำให้การเมืองไทยใสสะอาด และเมื่อถึงเวลาไปลงคะแนนเสียง ช่วยกันออกไปเลือกคนดี มีจิตวิวัฒน์เข้าไปพัฒนาชาติ ไม่เลือกคนจิตวิบัติเข้าไปทำลายชาติ

คนดีไม่ขายเสียง...คนดีไม่ให้เสียง...คนดีไม่มอบเสียง

Back to Top