ความอัตโนมัติของสมอง
ญาณทัศนะหรือพัฒนาการถดถอย

โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2549

เรื่องราวความเข้าใจในการทำงานของสมอง อาจจะทำให้ง่ายขึ้นพอที่เราจะสามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของเราเองได้ ถ้าเราสังเกตตัวเองอย่างเนิ่นนานเพียงพอ จะพบว่ามีอยู่หลายครั้งที่เราทำอะไรไปอย่างอัตโนมัติ ในด้านหนึ่งเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเป็นอัตโนมัติก็ทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายหลายประการ ทำอย่างไรเราจึงจะเข้าใจการทำงานของสมองในสิ่งเหล่านี้ และเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้ในฐานะของผู้กระทำ ไม่ใช่ในฐานะของผู้ถูกกระทำ

Reflexes and State Specifics (การตอบสนองอย่างอัตโนมัติกับสภาวะจำเพาะ)

ชีวิตได้ติดตั้ง “การตอบสนองอย่างอัตโนมัติ” (Reflexes) ขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่ตัวชีวิตเอง การติดตั้งนั้นทำโดยการหุ้มเซลล์ประสาทสำคัญๆ (Mylination) ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว ซึ่งได้ก่อให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพ แต่หากมองอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นแนวต้านทานการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน แล้วเราจะเริ่มเห็นว่าการติดตั้ง “การตอบสนองอย่างอัตโนมัติ” นั้นมีทั้งผลดีผลเสียอย่างไร กล่าวคือความเป็นอัตโนมัติทำให้มนุษย์สามารถกระทำการได้อย่างไม่ต้องคิดมาก มันให้ความฉับไวในการตอบสนองต่อเรื่องราวต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้นมันก็จะไม่เปิดช่องว่างให้กับการใคร่ครวญ ตลอดจนช่องว่างหรือพื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอ

ส่วนสภาวะจำเพาะ (State Specifics) มันเป็นส่วนที่เข้ามาร่วมกับการตอบสนองอย่างอัตโนมัติ ตรงที่แต่ละการตอบสนองอย่างเป็นอัตโนมัติจะมีสภาวะจำเพาะ ซึ่งจะช่วยให้เราจดจำการตอบสนองอย่างอัตโนมัติหนึ่งๆ ได้ และกลับเข้าไปใช้มันได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน

สภาวะจำเพาะมันเป็นสีสันหรือแต้มสีที่ทำให้เราสามารถค้นหาไฟล์หรือซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว และนำกลับมาใช้การได้อีก เหมือนบรรยากาศหรือฉากประกอบในหนังที่ทำให้เรากลับไปจดจำบทสนทนาที่เกิดขึ้นในฉากนั้นๆ ได้

แต่เวลาไปสู่สภาวะจำเพาะหนึ่งใด เราจะกลับไปสู่ความทรงจำของสมองทั้ง ๓ ชั้น บางสภาวะจำเพาะมันจะมีความกลัวของสมองชั้นต้น ร่องอารมณ์ของสมองชั้นกลาง เช่นความเกลียด และสุดท้ายคือเทปม้วนเก่า หรือความคิดของสมองชั้นนอก อันเป็นความทรงจำของความคิดที่เราคิดกับเรื่องราวนั้นๆ ทุกสภาวะจำเพาะจะมีสามระนาบของความเป็นไปในสมอง ๓ ชั้นกลับเข้ามาเสมอ

การตอบสนองอย่างอัตโนมัติแบบลบกับแบบกลาง ๆ

การตอบสนองอย่างอัตโนมัตินี้ เป็นกลไกที่สำคัญในการดำเนินชีวิตตามปกติของมนุษย์ มันช่วยย่นย่อเรื่องราวจำเจที่ต้องทำเป็นประจำ ให้ดำเนินไปได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะฉะนั้นการตอบสนองอย่างอัตโนมัติหลายๆ ประการ จึงเป็นอะไรกลางๆ เพียงพอกับที่ชีวิตจะดำเนินไปตามปกติ แต่การตอบสนองอย่างอัตโนมัติของอีกกลุ่มหนึ่ง จะเป็นไปในท่วงทำนองลบๆ ตั้งแต่ลบน้อยไปถึงลบมาก มันเป็นวงจรวิวัฒนาการแบบถอยหลังเข้าคลอง (devolution) คือมันไปเอาความกลัว ความวิตกกังวล ความหวาดระแวงของสมองสัตว์เลื้อยคลานมาเป็นนายใหญ่ เอา “ร่องอารมณ์” หรืออารมณ์ติดลบทั้งหลายมาเป็นนายรอง และเอาสมองซีกซ้ายแบบฉลาดแกมโกงมาเป็นผู้รับใช้ สมองซีกซ้ายจะชอบการทำงานแบบเทปม้วนเก่า คือไม่ต้องใคร่ครวญอะไร ไม่ต้องห้อยแขวนหรือรีรอ แต่จะตัดสินความ ตัดสินผู้คนไปเลย แม้เพียงแวบเดียวที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง

ถ้ามองจากจุดยืนของความเข้าใจเรื่องคลื่นสมอง ๔ ชนิด คือ เบต้า อัลฟ่า เธต้า และเดลต้า ดังที่กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้า ความเป็นอัตโนมัติเหล่านี้จะทำงานในคลื่นเธต้าเป็นหลัก คือทำงานในปริมณฑลของจิตใต้สำนึก เบต้าในจิตสำนึกจะล่วงรู้บ้างแต่เป็นไปแบบผิวเผิน หากเราได้ฝึกการตื่นรู้แบบปฎิบัติธรรมหรือแบบมณฑลแห่งพลังก็ดี คลื่นอัลฟ่าจะถูกบ่มเพาะให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อที่จิตรับรู้ในเบต้าจะเข้าไปรับรู้ว่า เราจะใช้อะไรที่เป็นอัตโนมัติอยู่บ้าง ไม่ปล่อยให้กิจกรรมอัตโนมัติดำเนินไปอย่างไม่ล่วงรู้หรือในอาการแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ให้มันกระทำการอยู่บนพื้นที่แห่งการตื่นรู้เต็มๆ เพื่อมีโอกาส “ใคร่ครวญ” “พิจารณา” ความเหมาะสมของมัน สามารถหยุดได้ ช้าลงได้ และเปลี่ยนจากการให้เครื่องขับไปแบบอัตโนมัติ มาเป็นการขับเครื่องเอง (manual) หรือให้จิตสำนึกในคลื่นเบต้าเป็นผู้ขับเองอย่างไม่ปล่อยไปตามอัตโนมัติได้ด้วย สามารถรื้อสร้าง คือรื้อโปรแกรมอัตโนมัติเก่า เพื่อสร้างโปรแกรมอัตโนมัติใหม่ ได้อย่างตื่นรู้และไม่ตกเป็นเพียงเบี้ยล่างต่อโปรแกรมอัตโนมัติทั้งหลาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ได้ เราอาจค่อยๆ ปรับโปรแกรมอัตโนมัติแบบลบๆ ทั้งหลาย ให้ย้ายมาเป็นกลางหรือให้เป็นบวกทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดไม่มีโปรแกรมอัตโนมัติที่เป็นลบเหลืออยู่อีกเลย นั่นเท่ากับเป็นการจัดตั้งแบบแผนคลื่นสมองแบบตื่นรู้ (Awakening Mind) อย่างยั่งยืนขึ้นในชีวิตของเรา

สัญชาตญาณกับญาณทัศนะ

คำสองคำนี้ ไทยแปลอังกฤษ-อังกฤษแปลไทยกันอย่างวุ่นวายพอสมควรทีเดียว จึงควรให้เวลากับเรื่องภาษา และทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับคำเหล่านี้ในระดับหนึ่งเสียก่อน

ภาษาอังกฤษอาจจะมีคำว่า instinct, intuition, insight, enlightment เป็นต้น ภาษาไทยก็มีสัญชาตญาณ, ญาณทัศนะ, รู้แจ้ง, ตรัสรู้ แต่ในที่นี้จะเน้นให้ความสำคัญกับคำไม่กี่คำที่จะนำมาใช้งาน

ในภาษาไทย สัญชาตญาณอาจจะแปลว่าความรู้ที่เกิดเองแบบไม่ต้องเรียนไม่ต้องสอน อย่างในสัตว์ เช่นลูกจระเข้เกิดมาก็ว่ายน้ำได้แล้ว ไม่ต้องสอน ซึ่งความหมายนี้จะตรงกับคำว่า instinct ของฝรั่ง

แต่ ส. ศิวรักษ์ ครูของผมก็ใช้คำว่าสัญชาตญาณนี้ในความหมายของ intuition ด้วยซึ่งก็ไม่ผิด โดย intuition แม้จะมีความหมายเหลื่อมล้ำออกมาจาก instinct อยู่บ้างแล้ว แต่ intuition มันก็อาจจะมาจากความรู้สึกลึกๆ ทางสัญชาตญาณได้ด้วย คือมาจากฐานกึ๋น หรือ gut ในภาษาฝรั่ง อันนี้จะมาตรงกับตันเถียนล่างในภาษากำลังภายในหรือมวยจีน มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ในช่องท้องตอนล่าง ว่าเราจะเอาอย่างไรดีกับสถานการณ์บางอย่างที่เผชิญอยู่ข้างหน้า ความรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดจากความคิดในจิตสำนึกหรือเบต้า แต่มาจากเธต้าที่ขมุกขมัว แต่แรงและสัมผัสได้

แต่ในภาษาอังกฤษ intuition ก็ไม่ได้จบลงแค่ความรู้สึกที่มาจากช่องท้องช่วงล่าง แต่อาจจะมาจากจิตไร้สำนึกที่มาจากฐานของหัวใจและฐานของหัวหรือศีรษะได้ทั้งนั้น ในความหมายเช่นนี้ intuition จะใกล้เคียงกับ “ญาณทัศนะ”ได้มากกว่า

แน่นอนญาณทัศนะจะแปลกลับไปเป็น intuition ก็ได้ insight ก็ได้ แม้ enlightment ก็ได้ โดยคำหลังอาจจะกินความไปถึงขั้นตรัสรู้ได้เลยก็ตาม

แต่ถ้าเดินตามคติท่านพุทธทาส เราไม่จำเป็นต้องประเมินจนมากความ โดยเฉพาะถ้าการประเมินนั้นเกินประสบการณ์ตรงของเรา แนวทางของเราในตอนนี้ก็ขอเดินทางสายสามัญชนเอาไว้ก่อน เอาเป็นนิพพานน้อยๆ การรู้แจ้งเล็กๆ เพื่อบ่มเพาะให้เกิดความยั่งยืนแห่งสภาวะจิตตื่นรู้ในภายหลังก็แล้วกัน

การเติบโตของสมองแบบโย้หน้าหรือโย้หลัง

มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า เด็กที่เกิดมาจากท้องแม่ที่มีความเครียด ความกลัว วิตกกังวล สมองของเด็กจะโตด้านหลังมากกว่าด้านหน้า

คำว่า ด้านหน้า (Fore brain) และด้านหลัง (Hind brain) ก็คือบรรดาสมองดึกดำบรรพ์หรือสมองในอดีตทั้งหลาย อันได้แก่สมองสัตว์เลื้อยคลานและสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สมองในช่วงแรกๆ ของวิวัฒนาการจะเป็นสมองที่เน้นความอยู่รอด ส่วนสมองด้านหน้าคือสมองปัจจุบันและอนาคต อันได้แก่สมองชั้นนอก (Neo cortex) และสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า Pre-frontal lobe อันเป็นวิวัฒนาการล่าสุดในมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาอันสุขุมลุ่มลึกยิ่งขึ้น ตลอดจนญาณทัศนะ

ภาพคลาสสิกอันเป็นเรื่องเล่าของการถดถอยทางวิวัฒนาการ คือภาพที่เด็กเล็กๆ กำลังจะเดินไปคว้าแจกันคริสตัลของคุณแม่ที่โต๊ะรับแขก และคุณแม่แผดเสียง “อย่า” ขึ้นมา เด็กก็หันกลับมามองคุณแม่ แต่ยังเดินไปข้างหน้าด้วยโมเมนตัมของความอยากสำรวจโลก แต่ด้วยความที่เด็กจะพึ่งพาพ่อแม่ในฐานะเสาหลักที่จะคอยบอกว่าอะไรปลอดภัยอะไรไม่ปลอดภัย อาการหันรีหันขวางอย่างนั้นเอง ทำให้เด็กไขว่คว้าแจกันอย่างสะเปะสะปะ แล้วแจกันคริสตัลใบสวยก็แตกกระจาย พ่อหรือแม่ก็ตีลูก และลูกก็ร้องไห้ด้วยความสับสนไม่เข้าใจ

การส่งสัญญาณความไม่ปลอดภัยในสัตว์ของสัตว์ที่เป็นพ่อแม่ จะส่งให้เฉพาะเรื่องราวที่เป็น “ภัย” แก่ลูกจริงๆ แต่ในโลกของมนุษย์ มันมีเรื่องการไม่เหมาะควรทางมารยาทสังคมเข้ามาด้วย ข้อตกลงในโลกของผู้ใหญ่ที่เด็กยังไม่ได้เรียนรู้รับรู้ แต่เมื่อกระทำไปอย่างไม่เหมาะสมสอดคล้องกับกาลเวลา ตลอดจนพัฒนาการของเด็ก และกระทำต่อเด็กบ่อยๆ นั่นคือการส่งสัญญาณให้สมองด้านหลังหรือสมองในวิวัฒนาการต้นๆ กลับมาเติบโตมากกว่าสมองด้านหน้าหรือสมองในวิวัฒนาการหลังๆ มันไปสร้างการกระทำอย่างเป็นอัตโนมัติที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองจากการเข้าไปสำรวจโลก เรียนรู้โลก แต่กลับมาจมอยู่กับชุดอัตโนมัติต่างๆ ที่เดินตามกรอบ ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมไปวันๆ อย่างน่าเบื่อหน่ายและปราศจากแรงบันดาลใจ

เรามักจะมีคำถามแก่เด็กๆ และลูกของเราว่า “ทำไมโตป่านนี้ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองต้องการอะไร จะเป็นอะไร?” หรือเราจะพบลูกน้องในที่ทำงานของเราทำงานไปวันๆ อย่างเฉื่อยแฉะ ไม่มีความริเริ่ม ไม่มีแรงบันดาลใจ แต่เราไม่เคยได้เรียนรู้เลยว่า การเลี้ยงลูกของเรา ระบบโรงเรียนของเรา วัฒนธรรมองค์กรของเรา ได้เข่นฆ่าความอยากสำรวจเรียนรู้โลกของทุกคนไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว และเราก็ได้กระทำการเช่นนั้นตลอดมาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะหวังผลพวงที่แตกต่างออกมาได้อย่างไร?

ห้วงขณะที่หลุดออกจากโปรแกรมอัตโนมัติ

ห้วงขณะที่หลุดออกจากโปรแกรมอัตโนมัติ หรือการตอบสนองอย่างเป็นอัตโนมัติทั้งหลายคืออะไร?

มันคือห้วงขณะจิตที่ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ มันคือจิตตื่นรู้อันมีแบบแผนของคลื่นสมองทั้ง ๔ ซึ่งในภาพกราฟฟิกของ แอนนา ไวส์ (Anna Wise) จะเป็นรูปตุ๊กตา มันคือจิตที่เป็นสมาธิ เหมาะควรแก่การงาน มันคือจิตในขณะที่เฝ้าดูอย่างเนิ่นนานต่อเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง และมันคือจิตที่เฝ้ารอญาณทัศนะให้ผุดพรายขึ้นมาเอง

พลังทางศีลธรรมในสังคมไทย







ช่วงนี้ข้างขึ้นแรมหรืออย่างไรหนอ?

เห็นงานแล้วโมโห ความอยากเอาชนะมีพลังมากเหลือเกิน นั่งทำจนถึงหกโมงเช้าวันเสาร์ สัปประหงกอยู่หน้าคอมฯ แล้วทิฏฐิมานะก็ยกธงขาว ยอมแพ้แล้ว ตัวใหญ่เหลือเกิน ต้องเคี่ยวให้มันหมดแรงด้วยวิธีนี้

แล้วกรรมก็ตามสนอง

มีนัดแปดโมงเช้า ตื่ีนแปดโมงครึ่ง ไปถึงสักสิบโมง โอ้ พระแม่กาลี เหตุผลใดใดในปฐพีก็ไม่อาจช่วยลูกได้ (โฮ)

งานสวนโมกข์เสวนาสัญจรครั้งที่ ๖/๒๕๔๙ วันเสาร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลาฯ เครือข่ายพุทธิกาเป็นหัวเรือใหญ่ หนนี้จัดเต็มวัน ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมภาวนา ช่วงบ่ายเป็นปาฐกถา

ผ่อนพักตระหนักรู้ ในช่วงเช้ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมราวสี่สิบคน น่าสนใจมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เปิดประตูเข้าไปยังตกใจ ผู้ชายหายไปไหน?

ในช่วงบ่าย หลวงพี่ไพศาล วิสาโล เป็นองค์ปาฐก การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมไทย ได้นิมนต์ท่านนำเสนอหัวข้อนี้ในที่ประชุมจิตวิวัฒน์ด้วย น่าจะเป็นช่วงออกพรรษาแล้ว

นั่งฟังท่านด้วยอาการหลับ เพราะเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายตะโกนว่า ง่วงจังว้อยยยย แต่ก็พอจับเนื้อความได้ว่า

วิกฤติของสังคมไทยนั้นอยู่ที่ทุนนิยม บริโภคนิยม และอำนาจนิยม การต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้จำต้องส่งเสริมพลังทางศีลธรรมในสังคมบนพื้นฐานที่ดี ๖ ประการ คือ

  1. ครอบครัว
  2. ชุมชน
  3. การศึกษาคณะสงฆ์
  4. สื่อสารมวลชน
  5. การศึกษาที่ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้
  6. องค์กรประชาสังคม

ที่น่าสนใจก็คือ พื้นที่ของชุมชนและวัดนั้น ได้จางหายไปจากสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ ไปนานแล้ว เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ ต่างดำเนินชีวิตไปบนวิถีของปัจเจกบุคคลนิยมแบบสุดโต่ง แต่เราอาจช่วยกันสร้างพื้นที่ชุมชนแบบใหม่ ที่เกาะเกี่ยวผู้คนในเมืองให้มีพลังร่วมกันได้ เป็นต้นว่า ชุมชนกิจกรรม ซึ่ีงองค์กรอาสาสมัครน่าจะเข้ามามีบทบาทได้มาก

พอได้ยินถึงตรงนี้ เราก็ลืมตาตื่น นึกถึงกลุ่มสังฆะแห่งความสุขขึ้นมาทันใด อย่างนี้เรียกปิ๊งแว้บหรือเปล่าหนอ?


ง่วงแล้วก็ตื่นได้ ตื่นแล้วก็ง่วงได้อีก ฉันใด

ฉันนั้น สีกาจะไปนอน คุณโยมทั้งหลายโปรดติดตามอ่านตอนต่อไปด้วยใจระทึกพลัน


สาธู้

การวัดผลและตัวชี้วัดในวิทยาศาสตร์ใหม่

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 22 กรกฎาคม 2549

ต้องขอบอกก่อนนะครับว่าผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะ “ประเมินผล” กับคนหรือหน่วยงานองค์กรต่างๆ ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่จะให้คนหรือหน่วยงานต่างๆ เหล่านั้นอยู่ใน “เกณฑ์” ที่มีมาตรฐานใช้งานได้ ทั้งนี้รวมความไปถึงการประเมินผลงานต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่มีความปรารถนาดีที่จะทำให้เกิด “งานที่ดีที่สุด” “มีประสิทธิภาพที่สุด” แต่ผมไม่เห็นด้วยกับ “วิธีการประเมิน” ที่กำลังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ตัวอย่างของการประเมินผลในระดับของบุคคล ก็ได้แก่การสอบต่างๆ ทุกระดับทั้งในระดับการสอบของนักเรียน นักศึกษาหรือคนทำงาน รวมไปถึงการประเมินผลงานของหน่วยงานต่างๆ ที่มีต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ตัวอย่างของการประเมินผลในระดับองค์กรต่างๆ ก็ได้แก่ระบบพัฒนาคุณภาพต่างๆ ระบบมาตรฐานต่างๆ ที่มีออกมามากมายเต็มไปหมด

ผมอยากจะขอย้ำว่าแนวคิดเรื่องการประเมินเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะจะทำให้คนในสังคมได้สิ่งที่ดีที่สุดตามที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นสิ่งที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นมาในสังคมก็คือ คนหรือหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่จะได้รับการประเมิน ถึงได้เกิด “ความเครียด” หรือเกิด “สภาวะที่ไม่ปกติ” ขึ้นมา

ทำไมนักเรียนถึงเครียดกับการเรียนการสอบและแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย แทนที่จะสนใจว่าความรู้อะไรบ้างที่เป็นประโยชน์และเอาไปใช้ให้เกิด “ความดีงาม” ในสังคม

ทำไมครูถึงได้เครียดกับการประเมินคุณภาพต่างๆ และเอาเป็นเอาตายกับงานเอกสารการประเมินที่ทำให้ร้านซีร็อกต่างๆ ร่ำรวยเพราะเต็มไปด้วยงานถ่ายเอกสารต่างๆ เหล่านั้น (แล้วมีใครอ่านบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้) แทนที่จะเอาเวลาไปใช้กับนักเรียนอย่างแท้จริง

ทำไมเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่จะต้องได้รับการประเมินระบบคุณภาพ ถึงไม่เกิดความสุขหรือความสนุกในการทำงาน กลับรู้สึกเครียด รู้สึกว่าเป็นภาระ ทำไปทำมาพยาบาลห้องผ่าตัดบางแห่งสะท้อนว่า มัวแต่เสียเวลากับการกรอกเอกสารเรื่องการประเมินผล แทนที่จะเอาเวลาเหล่านั้นไปพูดคุยปลอบโยนผู้ป่วยที่กำลังเครียดก่อนที่จะเข้าห้องผ่าตัด ไม่รู้ไม่แน่ใจว่าเอกสารการประเมินเหล่านั้นสำคัญกว่าคนไข้ไปตั้งแต่เมื่อไร

ที่สำคัญที่สุดแน่ใจแล้วหรือว่าเอกสารการประเมินต่างๆ เหล่านั้น “เป็นจริง” ไม่ได้เป็นการ “ปั้นแต่งข้อมูล” ขึ้นมา แน่ใจแล้วหรือว่า เราได้สิ่งที่ดีที่สุด มาตรฐานที่ดีที่สุดตามที่เราต้องการ แน่ใจแล้วหรือว่า เราไม่ได้ตกเป็นทาสของเครื่องมือที่เราสร้างขึ้น เพราะมนุษย์มักจะตกเป็นทาสของเครื่องมือที่ตัวเองสร้างขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ก็คือเครื่องมือในการประเมินผลต่างๆ ตัวชี้วัดต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมา

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะ “เข้าใจผิด” หรือ “หลงลืม” ไปมองว่าคนหรือองค์กรต่างๆ เหล่านี้เป็น “เครื่องจักร”

พวกเราอยู่ในสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันมานานร่วมสามร้อยปี เป็นไปได้หรือไม่ว่า บางทีเราก็ “เผลอไปบ้าง” คือไปเผลอมองคนเป็นวัตถุด้วยความเคยชิน มองสิ่งที่เป็นสิ่งมีชีวิตภายใต้โมเดลของสิ่งที่ไม่มีชีวิต

หลงหรือเผลอไปมองว่าการประเมินมาตรฐานคุณภาพของคน เป็นแบบเดียวกับการที่เราประเมินคุณภาพของหลอดไฟสักดวงหนึ่งที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม หรือไปใช้มาตรฐานของการประเมินคุณภาพรถยนต์สักคันหนึ่งเป็นแบบเดียวกับมาตรฐานที่เราใช้ประเมินองค์กรหรือหน่วยงานสักหน่วยงานหนึ่ง

ในบทความชิ้นนี้ผมคงจะไม่เสียเวลาเถียงหรอกว่า ในแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่นั้นเชื่อว่าองค์กรเป็นสิ่งมีชีวิต หน่วยงานเป็นสิ่งมีชีวิต แต่เอาง่ายๆ กันแค่ว่าองค์กรหรือหน่วยงานเหล่านั้นจะไม่มีชีวิตไปได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรหรือหน่วยงานเหล่านั้นก็คือคนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต มีความคิด มีอารมณ์ความรู้สึก

ในระบบของสิ่งมีชีวิตนั้น มีการ “ประเมินผลตลอดเวลา” ผมอยากจะยกตัวอย่างร่างกายมนุษย์ มีการประเมินผลในระบบของร่างกายมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าในทุกเสี้ยววินาทีเซลล์ต่างๆ ของร่างกายมนุษย์มีการประเมินผลเป็นการภายในอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ก็จะกลายไปเป็น “สัญญาณ” ที่ส่งไปยังสมองส่วนที่ควบคุมความหิวเพื่อให้ร่างกายได้รับอาหารเข้าไป หรือเมื่อระดับอุณหภูมิของร่างกายสูงเกินไปหรือร่างกายเสียเหงื่อมากเกินไปก็จะมี “สัญญาณ” หรืออื่นๆ

“สัญญาณ” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบของร่างกายนั้นก็คือ “ตัวชี้วัด” ในการประเมินผลที่มีอยู่ตลอดเวลาของร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง เพราะถ้าไม่มีสัญญาณหรือการประเมินผลเหล่านี้ ร่างกายของสิ่งมีชีวิตก็คงจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้

ถ้าเราจะลองนำพาเอาแนวคิดแบบ “วิทยาศาสตร์ใหม่” แบบที่คิดว่าคนเป็นสิ่งมีชีวิต องค์กรที่ประกอบด้วยคนทำงานเป็นสิ่งมีชีวิตมาใช้ในเรื่องของการประเมินผลและตัวชี้วัดนี้ เราจะมองเห็นอะไรบ้าง

หนึ่ง ลักษณะที่สำคัญที่สุดของตัวชี้วัดแบบสิ่งมีชีวิต ก็คือตัวชี้วัดและการประเมินผลนั้นมาจากภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเอง ไม่ได้มาจากภายนอกร่างกาย

สอง ตัวชี้วัดเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลาไปตามสถานการณ์ ในขณะที่ตัวชี้วัดจากภายนอกมักจะมีมาตรฐานเดียวและตายตัว

สาม ตัวชี้วัดเหล่านี้เกิดจากการได้ข้อมูลที่แท้จริงจำนวนมากมายมหาศาลในระบบ ในขณะที่ตัวชี้วัดจากภายนอกไม่มีทางที่จะได้ข้อมูลเหล่านั้น ย่อมเกิดความผิดพลาดในการประเมินมากกว่า

ด้วยคุณสมบัติของ “ตัวชี้วัด” ที่มาจากภายในขององค์กรแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้เลย ถ้าในองค์กรนั้น “ไม่มีกระบวนการ” ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งหรือสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าในสภาวะปกติเซลล์ต่างๆ ของมนุษย์จะสามารถสื่อสารถึงกันได้เป็นอย่างดี

ในอีกทางหนึ่งสมมติว่าถ้าเราสามารถมี “กระบวนการ” ที่ทำให้องค์กรๆ หนึ่งสามารถสร้าง “ตัวชี้วัด” ได้ด้วยตัวเอง สามารถจัดการประเมินผลด้วยตัวเองเหมือนกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของสิ่งมีชีวิต อะไรจะเกิดขึ้น?

จากประสบการณ์ที่พวกเราที่เชียงรายใช้ “สุนทรียสนทนา” เป็นตัวร้อยเรียงเพื่อทำให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างคนในองค์กร เราพบว่าเมื่อเราสามารถสร้าง “ชุมชนปฏิบัติการ” ขึ้นมาเป็น “กระหย่อม” ในองค์กรได้ เราก็จะสามารถใช้ “ชุมชนปฏิบัติการ” หรือ “กระหย่อม” เหล่านี้ในการสร้างตัวชี้วัดและการประเมินผลที่มาจากความคิดของคนในองค์กรเอง เราพบว่าเราได้มองเห็น “ประกายตา” จำนวนมากมายที่ฉานฉายถึง “ความสดใส” “ความมุ่งมั่น” และเต็มเปี่ยมไปด้วย “แรงบันดาลใจ” ที่จะทำงานให้กับองค์กร

เพราะผู้คนเหล่านี้ได้มองเห็นแล้วว่า ผลพวงจากสิ่งที่เขาเหล่านั้นได้ “คิดร่วมกัน” ได้ก้าวไปพ้นการประเมินและไปพ้นระบบมาตรฐานคุณภาพต่างๆ จากภายนอกที่มีแต่งานเอกสารหรือตัวเลขที่ “ปั้นแต่ง” ขึ้นมาอย่างไร้สาระไปแล้ว

Back to Top