โลกร้อน – ใช่ว่าไม่เคยมี แต่ครั้งนี้อันตราย

โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2550

ผู้เขียนเป็นแพทย์ จึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์มาบ้าง โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน แต่เนื่องจากไปเรียนต่อทางด้านพยาธิวิทยาที่อเมริกา จึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพมากเป็นพิเศษ เพราะวิชาพยาธิวิทยาไม่ได้เรียนด้านการรักษา – นอกจากวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน - แพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาคนป่วยจะต้องอาศัยการฝึกฝนหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง ทั้งยังต้องอาศัยทักษะและศิลปะว่าด้วยจิตวิทยาพร้อมๆ กันไปด้วย ในขณะที่พยาธิวิทยาจะเรียนหนักไปทางการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสภาวะผิดปกติ และความเป็นมาของโรค โดยเน้นที่การวินิจฉัยสุดท้ายของเซลล์เนื้อเยื่อและระบบอวัยวะด้วยการผ่าศพผู้ตายจากโรคต่างๆ

ที่พูดมายาวก็เพื่อให้สาธารณชนโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์สายตรงรู้ว่า พยาธิแพทย์ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เน้นการวิจัยเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์สายตรงทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นเรื่องของโลกร้อนจึงเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนสามารถแสดงความเห็นเชิงวิทยาศาสตร์ได้ ประเด็นก็คือ ผู้เขียนที่ติดตามเขียนเรื่องของโลกร้อนมานานกว่า ๑๕ ปี ค่อนข้างมีความเห็นที่ตรงไปตรงมาผิดไปจากนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ บ้าง

เมื่อวาน หลานๆ มาเยี่ยมเพราะไม่ค่อยสบาย โดยเริ่มที่เป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาๆ เพียงแต่ว่ามันเป็นนานเกินกว่า ๕๐ วันเพราะไม่ได้พักผ่อนจริงๆ เลย หลานชายคนหนึ่งที่มีอายุเพิ่งจะ ๑๙ ปี กำลังเรียนวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลและเรียนค่อนข้างดีมากๆ บ่ายวันนั้นแดดจ้าและร้อนมากทั้งยังไม่ค่อยหายดี เราจึงมีเวลาคุยกันไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงเวลาจะสั้นแต่เราก็ได้พูดกันถึงสภาวะโลกร้อน ซึ่งเชื่อว่านักเรียนที่เรียนสาขาวิทยาศาสตร์สายตรงในมหาวิทยาลัยทุกคนต้องสนใจเป็นพิเศษมากกว่านักวิชาการปัญญาชนคนทั่วไป เพราะต้องหาสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนจนผิดปกติว่าเกิดจากอะไรอื่นได้บ้าง นอกจากความมักง่ายเอาแต่ได้ของมนุษย์ตามที่พูดๆ กัน อีกประการหนึ่งเพราะว่าสำหรับเด็กในวัยนี้ ในไม่ช้าไม่นาน ทุกคนจะต้องได้รับผลกระทบจากผลพวงของสภาวะโลกร้อนในรูปแบบต่างๆ ด้วยตัวเองทั้งนั้น

ดาวเคราะห์โลกที่เกิดตามมาหลังจากมีดวงอาทิตย์ได้ไม่นานเมื่อประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีก่อน โดยเริ่มต้นมีวิวัฒนาการของชีวิตขึ้นมาเมื่อราวๆ ๓,๘๐๐ ล้านปีก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์คลาสสิคที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยก่อนปี ๑๙๘๐ - ๑๙๘๕ แทบทั้งหมดหรือทั้งหมดก็ว่าได้ ล้วนเรียนมาว่าชีวิตมีขึ้นมาในโลกได้โดยความบังเอิญ เพราะสิ่งแวดล้อมบนผิวโลกมีความเหมาะสมที่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตสามารถมีวิวัฒนาการขึ้นมาได้ โดยทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะยอมรับในทฤษฏีอสุจิสากล (Panspermia Theory) ที่ว่า มีสารอินทรีย์แห่งชีวิต เช่น กรดอะมิโน หรือกระทั่งโมเลกุลของไวรัส ตกลงมาจากฟากฟ้าด้วยการอาศัยมากับอุกกาบาต นั่นทำให้เรานึกถึงเรื่องของอาภัสราพรหมซึ่งมีแสงในตัวเองที่จุติลงมากินง้วนดินบนโลก ใน อัคคัญสูตร ของพุทธศาสนาเรา และหากเป็นเช่นนั้นจริง มันก็จะไม่มีเรื่องของความบังเอิญอีก แต่น่าจะเป็นไปได้ว่าการสรรค์สร้างวิวัฒนาการทั้งหมดของโลกและจักรวาลเป็นไปตามรูปแบบของพิมพ์เขียว ดังที่ พอล เดวีส์ ไมเคิล โปแลงยี เซอร์ เฟรด ฮอยด์ และใครต่อใครคิด รวมทั้งผู้เขียนที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์สายตรงด้วย

สำหรับบ้านเรานั้น ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าโลกร้อนขึ้นมาก และเกิดจากฝีมือของเราเอง เพราะความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม ที่เพียงสิบปีกว่าก่อน พวกนักวิทยาศาสตร์สายสังคมโดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองส่วนมากพยายามปฏิเสธคอเป็นเอ็นว่า ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน โลกมันร้อนหรือเย็นเป็นน้ำแข็งของมันเอง คนไม่เกี่ยว แต่วันนี้คงไม่มีใครดันทุรังไม่เชื่ออีก เมื่อนักวิทยาศาสตร์กว่า ๒,๕๐๐ คนของไอพีซีซี (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ก็สรุปเช่นนั้นอย่างเป็นเอกภาพ เมื่อโลกร้อนขึ้นกว่าเก่ามาก แถมแดดก็ร้อนไปตามอายุของดวงอาทิตย์ที่แก่ตัวลงทุกๆ วัน ผิวของน้ำในทะเลในมหาสมุทรก็จะร้อนตามไปด้วย และจะระเหยเป็นเมฆที่ก่อฝนก่อพายุรุนแรงจนทำให้น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มที่โน่นที่นี่บ่อยๆ ตอนนี้และวันนี้ ไม่ว่าใครในโลกไม่เฉพาะที่บ้านเราก็ประสบกับสภาวะโลกร้อนจากภาวะเรือนกระจก ที่มีสาเหตุมาจากการพัฒนาสู่ความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานของเงินกับระบบเศรษฐกิจเสรี ใครก็ตามที่หน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับความโลภและความโลภตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะมองเห็น เพราะมัวแต่หวังลมๆ แล้งๆ ว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม ก็ขอบอกที่นี่และวันนี้ว่า หากเราไม่เลิกแสวงหาเงินและระบบเศรษฐกิจการตลาดเสรีทั่วโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้หมดภายในสองหรือสามปีนี้ ระหว่างนี้ ไม่ว่าเราจะสามารถหาพลังงานทดแทนอย่างไร หรือปลูกป่าอีกปีละกี่ล้านไร่ – ซึ่งเราควรและต้องทำมาตั้งแต่เมื่อ ๒๐ ก่อน อย่างน้อยก็ควรพิจารณาสิ่งที่ผู้เขียนได้พูดได้เขียนแม้ที่คอลัมน์นี้มานานกว่า ๑๕ ปี - มาถึงวันนี้ อะไรๆ ก็สายเกินไปจนสุดจะช่วย แม้แต่จะผ่อนหนักเป็นเบาอย่างไรได้ ดังที่ ปีเตอร์ รัสเซลล์ นักฟิสิกส์จากเคมบริดจ์กล่าวว่า มันเป็นกรรมร่วมของโลกและเผ่าพันธุ์ที่ต้องผ่านบทเรียนอันสุดเจ็บปวดในครั้งนี้ ที่เราส่วนน้อยนิดผู้สามารถอยู่รอดจากมหันตภัยธรรมชาติที่ต้องเกิดกับเราทั้งโลกในไม่ช้านี้ จะต้องนำไปสะท้อนอย่างล้ำลึกและต่อเนื่องที่ภายใน และหนทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยได้

หากเราย้อนกลับไปมองเรื่องของฟิสิกส์ปฐพีวิทยาของโลกกายภาพในอดีต โลกเราเคยปรากฏมีสภาวะโลกร้อนที่คล้ายคลึงกับสภาพที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นอีกในวันนี้พรุ่งนี้มาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้ง สำหรับผู้เขียน ล้วนมีความหมายที่อาจใช้อธิบายจักรวาลที่มีแผนการสร้างสรรค์ไว้ล่วงหน้า สภาวะโลกร้อนครั้งหลังสุดที่เหมือนๆ กับคราวนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงรอยต่อระหว่างปลายยุคพาลีโอซีน (Paleocene) กับอีโอซีน (Eocene) – เมื่อราวๆ ๕๕ ล้านปีมาแล้ว ช่วงเวลาที่ต้นตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเริ่มปรากฏขึ้นมาในโลกเป็นครั้งแรก จากการที่อยู่ๆ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนถึง ๐.๓ – ๓.๐ ล้านล้านตัน (terraton) ถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศโลก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกอยู่ๆ ก็พรวดพราดถูกปล่อยออกมาจากไหนและอย่างไรนั้น แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ บ้างก็ว่ามาจากการปล่อยของก๊าซมีเธนที่ฝังตัวอยู่ในผลึกน้ำแข็งใต้ท้องมหาสมุทรใกล้ๆ ขั้วโลกเหนือ บ้างก็ว่าเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้มหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออีกเหมือนกัน การระเบิดทำให้ก๊าซคาร์บอนใต้ดินถูกปล่อยออกมา (Nature, Jun. 2004) อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่เคยเชื่อหรือยอมรับเรื่องความบังเอิญหรืออุบัติเหตุ เพราะเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับโลกกับจักรวาลรวมทั้งกับมนุษย์แต่ละคนหรือสังคมแต่ละสังคม ล้วนมีแผนหรือพิมพ์เขียวเขียนไว้ล่วงหน้าทั้งนั้น นั่นประกอบด้วยสองกลไกที่แยกกันทำ คือ กรรมร่วมของเผ่าพันธุ์หนึ่ง กับทฤษฏีการจัดองค์กรให้กับตัวเองดังที่เคยอธิบายไปแล้วหลายครั้ง

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบระหว่างกัน ตอนนี้เราได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกไปเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยก็ราวๆ ครึ่งล้านล้านตัน หรือราวๆ ๐.๕ terraton ซึ่งอยู่ในขอบเขตสูงกว่าระดับต่ำที่สุดของสภาวะโลกร้อนเมื่อ ๕๕ ล้านปีก่อน งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้จากหลายมหาวิทยาลัยชี้บ่งว่า เมื่อ ๕๕ ล้านปีก่อน อุณหภูมิเฉลี่ยในแถบอบอุ่นของโลก เช่นที่ยุโรปสูงขึ้นไปกว่าปกติถึง ๘ องศาเซลเซียส ในขณะที่บริเวณแถบร้อนเช่นบ้านเรา สูงขึ้นไปกว่าปกติเพียง ๕ องศาเซลเซียส แต่ก็สูงพอที่จะทำให้ป่าฝนเขตร้อนกลายเป็นพุ่มไม้เตี้ยๆ สลับกับทะเลทรายไปทั้งหมด (Hadley Center 2004) และโลกอาจจะต้องใช้เวลาราวๆ ๑ แสน – ๒ แสนปีในการรักษาความป่วยเจ็บเป็นไข้สูงให้กับตัวเอง ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นก็เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องใช้เวลานานกว่าจะสูญสลาย แม้เมื่อ ๕๕ ล้านปีก่อนอาจเริ่มด้วยก๊าซมีเธน แต่มีเธนก็ย่อมถูกออกซิไดซ์เป็นก๊าซคาร์บอนกับละอองน้ำวันยังค่ำ

ส่วนเรื่องของน้ำท่วมโลกที่พูดๆ กันนั้น เป็นเพียงการเปรียบเปรย เพราะน้ำคงจะไม่มีทางท่วมโลกท่วมแผ่นดินรวมทั้งภูเขาเหมือนหนังเรื่อง Waterworld จริงๆ แล้วการที่น้ำทะเลจะสูงมากกว่า ๘๐ - ๙๐ เมตร คงเป็นได้ยาก เพราะนั่นหมายถึงน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาต้องละลายกลายเป็นน้ำไปแทบทั้งหมด แต่เป็นไปได้มากที่ระดับน้ำทะเลจะสูงกว่าระดับปัจจุบันขึ้นไปถึง ๒๐ - ๔๐ เมตร ภายใน ๓๐ ปีข้างหน้าตามที่ เจมส์ ลัฟล็อค ยืนยันว่าน่าจะเกิดมากกว่าไม่เกิด แล้วเราคนไทยโดยเฉพาะคนภาคกลางจะไปอยู่กันที่ไหนในเวลานั้น?

ก็เห็นมีแต่นักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ยังคงดันทุรังคิดในเชิงอนุรักษ์นิยม โดยคาดหวังว่ามนุษย์และสังคมประเทศชาติอาจสามารถรู้ตัวได้ทันและเลิกคิดที่จะแข่งขันกัน ดังนั้นจึงคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่มนุษยชาติโดยรวมจะหวนกลับมาร่วมมือกันลดการเผาผลาญฟอสซิลคาร์บอนลงอย่างฉับพลันทันที (drastic world -wide reduction) ทำให้อุณหภูมิโลกที่คาดว่าจะสูงมากในปลายศตวรรษนี้อาจจะลดลงมาสูงเพียง ๒ องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้เรื่องของน้ำท่วมโลกเป็นไปได้ยาก เพราะอย่างดีระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้นบ้าง ก็คงแค่ไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร (Tom Wigley and G.A. Meehl, Science, Mar. 2005) แต่ก็เห็นได้ชัดว่านักอุตุนิยมทั้งสองคนนั้น ไม่ได้นำเรื่องของสภาวะโลกในปัจจุบันที่กำลังอยู่ในช่วงของการย้อนกลับไปมาของความร้อนที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ (positive feedbacks) ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากสภาวะเรือนกระจกที่ทำให้น้ำแข็งในที่ต่างๆ เช่น จากขั้วโลกเหนือหรือยอดเขาสูงละลาย หรือป่าไม้ที่ช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือความร้อนจากการพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น เครื่องทำความเย็น และจากซีเอฟซีที่ยังคงมีใช้อยู่บ้าง และที่สำคัญที่สุดที่รายงานดังกล่าวไม่ได้นำมาคิดเลยคือ ระบบนิเวศของป่าฝนเขตร้อนกับระบบนิเวศของสาหร่ายโฟโตแพลงตอนสีเขียวที่ลดน้อยลงมากเมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ พืชพันธุ์ไม้สีเขียวพวกนี้ทำหน้าที่ดูดซับ หรือ ปั้ม (pump) ก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศอันเป็นกลไกธรรมชาติที่สุดสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องสูญเสียไป ทำให้เกิดฟีดแบ็คกลับไปกลับมาจนอุณหภูมิสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ผู้เขียนเชื่ออย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์กายภาพในเรื่องของแรงที่กระทำไปย่อมจะก่อแรงสะท้อนที่เท่ากันตามกฏการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน ยิ่งกว่านั้น ผู้เขียนยังรู้ว่าโดยอภิปรัชญาที่ต่อยอดบนแควนตัมเมคานิกส์ซึ่งไม่มีตรรกะเลย แต่ได้รับการยอมรับกันโดยนักฟิสิกส์ระดับนำจำนวนมากของโลก ทำให้พวกเขาเหล่านั้นรวมทั้งผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรในโลกในจักรวาลที่ปรากฏขึ้นมาด้วยความบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีคุณค่าและความหมายหรือมีเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็น ชี้วัดหรือคาดคิดด้วยสติปัญญาหรือสุตมยปัญญาไม่ได้ เราจึงเชื่อว่าเมื่อมองไม่เห็นและคิดไม่ถึงด้วยตรรกะและเหตุผลของตนแล้ว สิ่งนั้นปรากฏการณ์นั้นก็จะต้องไม่มี หรือ “บังเอิญ” มีขึ้นมาอย่างไร้สิ้นซึ่งความหมาย
เพราะฉะนั้น ในความรู้ความเห็นของผู้เขียน อุกกาบาตขนาดยักษ์ที่ตกลงมาชนโลกเมื่อ ๖๕ ล้านปีก่อนจนทำให้ไดโนเสาร์ต้องตายไปทั้งหมด จะต้องมีความหมายหรือมีความสัมพันธ์กับวิวัฒนาการของชีวิตที่ไล่สูงขึ้นไปกว่านั้น สภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดเมื่อ ๕๕ ล้านปีในยุคอีโอซีน ที่ทำให้โลกร้อนอยู่นานร่วมๆ ๒ แสนปี จนชีวิตอยู่แทบไม่ได้ นอกจากพื้นดินบริเวณใกล้ๆ ขั้วโลก ดังที่ปรากฏร่องรอยวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือแมมมอลชี้บ่งว่า เป็นแผนแม่แบบพิมพ์เขียวของจักรวาลที่แผ้วทางเพื่อให้ชีวิตที่อยู่สูงกว่าสามารถมีวิวัฒนาการขึ้นมาได้ ในความเห็นส่วนตัวเช่นเดียวกัน สภาพโลกร้อนเกิน ๕ องศาจะทำให้ชีวิตส่วนใหญ่อยูไม่ได้ในไม่กี่สิบปีข้างหน้า นอกจากแผ่นดินใกล้ๆ ขั้วโลก เช่น กรีนแลนด์ - ที่อาจใช้เเวลา ๑ แสนปีกว่าที่ก๊าซคาร์บอนจะสูญสลายไปหมด - และช่วงเวลาต่อไปจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติสามารถวิวัฒนาการต่อไปได้ และคราวนี้ไม่ว่าเราจะเหลือน้อยสักปานใด จะไม่ใช่เรื่องของรูปกายที่วิวัฒนาการจบไปแล้ว แต่จะเป็นวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณ ที่สำหรับผู้เขียน เส้นทางดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายของจักรวาล

บ้านเมืองจะพ้นวิกฤตเพราะจิตวิวัฒน์ (เท่านั้น)

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 กันยายน 2550

ในประวัติศาสตร์บ้านเมืองใดบ้านเมืองหนึ่ง อาจมียุคที่ติดขัดใหญ่เป็นช่วงระยะเวลายาวนานหาทางออกไม่ได้ แต่ในที่สุดก็หลุดออกจากความติดขัดใหญ่ๆ หรือวิกฤตการณ์ได้ จึงควรศึกษาว่าบ้านเมืองนั้นๆ ในยุคนั้นๆ มีอำนาจอะไรมาทำให้วิกฤต และทำอย่างไรจึงหลุดออกจากสภาวะวิกฤตได้ จะขอยกตัวอย่างสองประเทศ คือ หนึ่ง อินเดีย ถูกอำนาจจักรวรรดินิยมอันเกรียงไกรของอังกฤษยึดและปกครองประเทศเสมือนเสือขยุ้มเนื้ออยู่นานนับร้อยปี ในยุคล่าอาณานิคม ชาวยุโรปมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็กสามารถวิ่งไปได้รอบโลกพร้อมทั้งปืนใหญ่และปืนกล อำนาจยิงของชาวยุโรปนั้นมหาศาลอย่างที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่มีอารยธรรมเก่าแก่ใดๆ เช่น อารยธรรม ๕,๐๐๐ ปี ของลุ่มแม่น้ำสินธุหรือลุ่มแม่น้ำฮวงโหจะทานอำนาจยิงอันมหาศาลของชาวยุโรปได้ ที่เมืองอมฤตสระของอินเดีย ประชาชนประท้วงการปกครองของอังกฤษ ถูกทหารอังกฤษใช้ปืนกลยิงตายหมดทุกคน ความพยายามที่จะปลดปล่อยตนเองไปสู่อิสรภาพของคนอินเดียทำอย่างไรๆ ก็ไม่สำเร็จ อินเดียเกิดมีมหาบุรุษ คือ มหาตมะ คานธี ที่นำชาวอินเดียต่อสู้ด้วยอหิงสธรรม เริ่มแรกไม่มีใครเชื่อว่าขบวนการสันติวิธีจะสู้กับปลายกระบอกปืนได้อย่างไร การณ์กลับปรากฏว่าความรุนแรงไม่มีอำนาจในการต่อสู้กับความรุนแรงที่ใหญ่กว่า แต่อหิงสธรรมกลับเอาชนะปลายกระบอกปืนได้ อินเดียได้รับอิสรภาพและหลุดออกจากความติดขัดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้

สอง แอฟริกาใต้ คนขาวได้เข้าไปยึดครองแอฟริกาใต้อันเป็นดินแดนของคนผิวสีและใช้นโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกผิวที่เรียกว่า อพาร์ธีต (Apartheid) อย่างรุนแรง มหาตมะคานธีเมื่อเป็นทนายความหนุ่มไปว่าความที่แอฟริกาใต้ ก็เคยถูกจับโยนออกจากรถไฟ เพราะเป็นคนผิวสีแต่สะเออะไปนั่งชั้นหนึ่ง คนพื้นเมืองพยายามต่อสู้เท่าใดๆ ก็ไม่สำเร็จ ถูกฆ่าตายบ้างถูกจำคุกบ้าง เนลสัน แมนเดล่า ผู้นำการต่อสู้คนหนึ่ง เคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และถูกจำคุกถึง ๒๗ ปี ท่ามกลางความกดดันของนานาชาติอย่างไรๆ คนขาวก็ไม่กล้าลงจากอำนาจ เพราะกลัวว่าถ้าลงจากอำนาจแล้วจะถูกคนดำฆ่า แต่ เนลสัน แมนเดล่า ประกาศแนวทางอหิงสธรรมว่าจะไม่ฆ่าล้างแค้นคนขาว จนกระทั่งคนขาวเชื่อถือไว้วางใจ ยอมลงจากอำนาจ แอฟริกาใต้ก็ได้ปกครองตนเอง คนขาวกับคนดำที่ขับเคี่ยวเข่นฆ่ากันมากว่า ๑๐๐ ปี ก็สามารถอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้ ประเทศหลุดจากความติดขัดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เพราะอหิงสธรรม เนลสัน แมนเดล่า กลายเป็นรัฐบุรุษที่ทั่วโลกให้ความเคารพ

ทั้ง มหาตมะ คานธี และ เนลสัน แมนเดล่า มีจิตใหญ่หรือจิตวิวัฒน์ จึงสามารถใช้อหิงสธรรมเป็นเครื่องมือได้ คนที่มีจิตเล็กอยู่ในระดับของโลภะ โทสะ โมหะ ย่อมเอารัดเอาเปรียบ ใช้อำนาจ จะเป็นอำนาจเงิน หรืออำนาจติดอาวุธ หรืออำนาจรัฐ ย่อมไม่สามารถใช้อหิงสธรรมได้ ในทั้งกรณีอินเดียและแอฟริกาใต้ในที่สุดคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ทั้งคนขาวและคนดำ ต้องมีจิตวิวัฒน์ระดับใดระดับหนึ่งจึงสามารถตกลงยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธีได้

ทั่วโลกที่วิกฤตอยู่ด้วยประการต่างๆ ขณะนี้คงจะไม่มีทางออกด้วยระดับจิตต่ำๆ อันประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ดังจะเห็นได้ว่าไม่สามารถแก้ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิธีการทางเศรษฐกิจ (โลภะ) หรือวิธีการทางสงคราม (โทสะ) ได้ เพราะทั้งสองล้วนเกิดจากโมหะ ความหลงหรือความไม่รู้ ทำให้ทำการโดยใช้อำนาจ จะเป็นอำนาจเงินหรืออำนาจติดอาวุธก็ตาม มนุษย์ล้วนใช้ “เกียร์อำนาจ” ในการดำเนินการต่างๆ กันมาโดยตลอด “เกียร์อำนาจ” ไม่สามารถพาสังคมมนุษยชาติไปสู่สันติสุขได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์ของการพัฒนา จะพัฒนาด้วยระดับจิตต่ำๆ อยู่ในภพภูมิแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ ต่อไปไม่สำเร็จแล้ว จำเป็นต้องยกระดับจิตไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น นั่นคือต้องเปลี่ยนจาก “เกียร์อำนาจ” มาเป็น “เกียร์จิตวิวัฒน์”

ประเทศของเราก็พยายามพัฒนากันมาพักใหญ่แล้ว แต่ต้องเรียกว่าไม่ประสบความสำเร็จนัก เราไม่สามารถแก้ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมได้ ช่องว่างระหว่างคนรวยยิ่งห่างมากขึ้น อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคม จิตใจ และการเมืองอย่างไม่มีทางออก เราแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงได้ การเมืองเรื่องประชาธิปไตยก็ยังล้มลุกคลุกคลาน ใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับแล้วรวมทั้งฉบับปัจจุบันก็ยังมองไม่เห็นแสงว่าแล้วการเมืองจะดีขึ้นได้อย่างไร ทั้งหมดรวมกันเป็นความติดขัดครั้งใหญ่ของประเทศ ไม่รู้ว่าไปพ้นวิกฤตการณ์เรื้อรังได้อย่างไร

สังคมไทยมีวัฒนธรรมอำนาจ คือคิดเชิงอำนาจ พูดเชิงอำนาจ สัมพันธ์เชิงอำนาจ และใช้อำนาจในการดำเนินการต่างๆ เดิมก็ใช้อำนาจรัฐ ต่อมาก็มีอำนาจเงินเข้ามาอีกอย่าง ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและยาก อำนาจรัฐไม่เคยแก้ปัญหาความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมได้ แต่มักเป็นตัวสร้างความอยุติธรรมเสียเอง รัฐไม่สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมและจัดการการใช้ทรัพยการอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนได้ การปฏิวัติรัฐประหารก็ทำกันมาหลายครั้งแล้วก็ไม่ปรากฏว่าแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ ถ้าดูแบบแผนการออกเสียงเลือกตั้งและประชามติรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นว่าอำนาจรัฐไม่มีน้ำยาต่อการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เรียกว่ามีอำนาจรัฐและอำนาจเงินสุดๆ แล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ มิหนำซ้ำยังเกิดวิกฤตการณ์ที่มีพระราชกระแสรับสั่งว่า “วิกฤตที่สุดในโลก”

อันที่จริง คุณทักษิณเป็นคนเก่งมาก แต่ในเมื่อระดับจิตยังต่ำอยู่ในภพภูมิของ โลภะ โทสะ โมหะ จึงสูญเสียโอกาสที่จะพาประเทศหลุดออกจากความติดขัดครั้งใหญ่ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณทักษิณมีจิตใหญ่ทำนองเดียวกับ มหาตมะ คานธี หรือ เนลสัน แมนเดล่า ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร หลายคนก็อาจจะหัวเราะว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ นี้ก็เป็นเรื่องของคุณทักษิณจะต้องใช้โยนิโสมนสิการเอาเอง คุณทักษิณเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชนะอะไรก็ไม่เท่าชนะตัวเอง

นักการเมืองทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน คงจะไม่มีทางรวยหรือเก่งเท่าคุณทักษิณ ซึ่งก็เห็นแล้วว่า แม้รวยและเก่งขนาดนั้นยังไปไม่รอด ถ้าขาดจิตวิวัฒน์ แล้วจะทำไปแบบนั้นอีกทำไม นักการเมืองที่จิตอยู่ในระดับต่ำในวังวนของเงินและอำนาจ คงจะช่วยบ้านเมืองไม่ได้ มีแต่จะซ้ำเติมให้วิกฤตมากขึ้น หากนักการเมืองเกิดจิตสำนึกใหม่ มีจิตใหญ่ บ้านเมืองจะพ้นจากความติดขัด

คุณทักษิณจะคิดยังไงต่อไปก็ตามที ประเทศไทยจะหลุดจากความติดขัดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้ สังคมไทยยังจะเข้า “เกียร์อำนาจ” ต่อไปเห็นจะไม่ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์แห่งการพัฒนามาเป็น “เกียร์จิตวิวัฒน์” คนไทยทุกคนจำเป็นต้องหันมามองทรัพยกรอันยิ่งใหญ่ภายในของตน ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีซ่อนอยู่ในหัวใจ ทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวและมีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ ขอให้เราสลัดมายาคติที่ครอบงำอยู่ เกิดจิตสำนึกอันใหญ่หลวงว่าเรามีเกียรติและมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน ในความเป็นมนุษย์ ไม่ได้มีแต่ กิน ขี้ ปี้ นอน เยี่ยงสัตว์เท่านั้น แต่เราสามารถมีจิตสูงที่ทำอะไรดีๆ ได้ มีแต่จิตวิวัฒน์เท่านั้นที่จะพาเราออกจากความติดขัดครั้งใหญ่ของบ้านเมืองและของโลกได้

จิตตปัญญาศึกษากับการบ่มเพาะญาณทัศนะ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 22 กันยายน 2550

ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์นี้ ผมยังรู้สึกว่าอยากจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจิตตปัญญาศึกษาอยู่ดี เพราะคิดว่ายังเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับสังคมในอนาคตอันใกล้นี้ หลายๆ ท่านพยายามขอให้ช่วย “นิยาม” หรือขอช่วย “ให้คำจำกัดความ” ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านๆ มาหลายๆ ท่านก็อาจจะไปเข้าใจว่า “จิตตปัญญาศึกษา” คือ “การนั่งสมาธิ” หลายๆ แห่ง หลายๆ โรงเรียน หลายๆ หน่วยงานก็จะมีหลักสูตรให้นักเรียนนักศึกษา “ไปเข้าวัดแบบเจ็ดวันเจ็ดคืน” ซึ่งการทำแบบนั้นก็อาจจะ “ทั้งใช่และไม่ใช่” “จิตตปัญญาศึกษา” ในแนวทางที่ผมเข้าใจ

เพราะถ้าจะถามความเห็นของผมเป็นการส่วนตัวอย่างสั้นที่สุดว่า “อะไร” คือ “ข้อแตกต่าง” สำคัญที่สุดที่ “จิตตปัญญาศึกษา” แตกต่างไปจากระบบการศึกษาทั่วไป

ผมอยากจะขอตอบด้วยคำๆ เดียวว่า “ญาณทัศนะ”

กล่าวคือระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปไม่ได้เน้นหรือนำพาหรือหล่อเลี้ยงหรือเอื้อที่จะทำให้เกิด “การบ่มเพาะญาณทัศนะ” แต่ใน “จิตตปัญญาศึกษา” คือระบบการศึกษาที่เน้นถึงการหล่อเลี้ยงให้ก่อเกิดและนำพา “ญาณทัศนะ” มาใช้

“ญาณทัศนะคืออะไร?” ผมคงจะไม่สามารถอธิบายได้โดยละเอียดในบทความชิ้นนี้ แต่ญาณทัศนะเป็นคุณสมบัติเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เหมือนกับเป็น “ความรู้สึกพิเศษ” ที่ปิ๊งแว้บออกมาในสภาวะที่เหมาะสม นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างก็อาศัย “ญาณทัศนะ” ในการทำงานและค้นพบ “งานชิ้นโบว์แดง” ของตัวเองมาทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่มนุษย์ในปัจจุบัน “ถูกทำให้เชื่อ” เฉพาะเรื่อง “เหตุและผลในเชิงเส้นตรง” เท่านั้น และค่อยๆ ให้ความสำคัญกับ “ญาณทัศนะ” น้อยลงไปเพราะคิดว่าไม่มีเหตุมีผล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว “ญาณทัศนะ” มีเหตุและมีผลแต่เป็นไปในเชิงที่ซับซ้อนและไม่เป็นเส้นตรง เป็นสมการหลายชั้น

ในบทความชิ้นนี้ผมอยากจะเน้นให้เห็นถึง “ความสำคัญ” ของ “ญาณทัศนะ” ที่ระบบการศึกษาทั่วไปได้ละเลย จนทำให้การเรียนรู้ในเรื่องนี้ตกหล่นและขาดหายไป

ถ้าเราจะลองมาดูเรื่อง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของมนุษย์” ของดรายฟัสแอนด์ดรายฟัสที่ได้ทำวิจัยไว้ และพบว่าเราพอจะแบ่ง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้” ออกมาได้เป็นห้าขั้นดังต่อไปนี้คือ

ขั้นแรก เมื่อเราเริ่มเรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็จะเริ่มจากการเป็น “เด็กฝึกงาน” ก่อน เด็กฝึกงานก็จะทำอะไรตามขั้นตามตอน ตามกติกาทุกอย่าง เถรตรง เช่น เมื่อเริ่มเรียนดนตรีเราก็จะเริ่มจากการฝึกทำเสียงเบสิกต่างๆ

ขั้นที่สอง เป็น “เด็กฝึกงานก้าวหน้า” ก็จะเริ่มพลิกแพลงได้มากขึ้น เริ่มมีสถานการณ์บางอย่างเข้ามาทำให้เราไม่ต้องเถรตรงตามทฤษฎีตามขั้นตอนที่กำหนด เพราะเราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เออ ... มันพอจะพลิกแพลงได้บ้างแล้วนะ มันไม่ได้เสียหายอะไรนะ อะไรทำนองนั้น

ขั้นที่สาม เป็น “คนทำงานเป็น” คือเมื่อทำงานไปก็เริ่มสามารถก่อเกิดเป็น “ประสบการณ์” ในการทำงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทั้งสามขั้นที่ว่านี้ก็เป็นเพียง “การเรียนรู้” ที่อาศัยการทำงานเชิง “เหตุและผล” ที่ใช้เพียงสมองซีกซ้ายที่ทำงานเกี่ยวกับตรรกะเหตุผลเท่านั้น

ขั้นที่สี่ เป็น “คนทำงานเก่ง” ในขั้นตอนนี้จะมีเรื่องราวของ “ญาณทัศนะ” เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ในขั้นที่สี่นี้ คนทำงานเก่งจะเริ่มฝึกฝนตัวเองในการใช้ “ญาณทัศนะ” ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้เมื่อสมองทั้งก้อนสามารถทำงานประสานสอดคล้องกัน

ขั้นที่ห้า เป็น “เซียน” ซึ่งเป็นขั้นตอนการเรียนรู้สูงสุดของมนุษย์ พัฒนาได้เต็มศักยภาพของมนุษย์ คือ สามารถนำ “ญาณทัศนะ” เข้ามาใช้ได้อย่างจริงจังเป็นเนื้อเป็นตัวของตัวเอง

และในชีวิตความเป็นจริงแล้ว มนุษย์สามารถที่จะ “พลิกแพลง” การทำงานของตัวเองไปได้ไกลกว่าการเรียนรู้ในสามขั้นตอนแรกที่เอ่ยถึงมาเบื้องต้นนี้ เช่น นักการตลาดที่เป็นเซียนจริงๆ แม้จะอาศัยข้อมูลเชิงตัวเลข แต่ในช่วงของการตัดสินใจจริงๆ นั้น พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญบนฐานของตัวเลขแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาศัย “ความรู้สึกลึกๆ” อะไรบางอย่างและหลายๆ ครั้งการตัดสินใจแบบนั้นดูเหมือนจะ “ขัดแย้ง” กับตัวเลข ขัดแย้งกับเหตุและผลที่ควรจะเป็น

“ความรู้สึกลึกๆ อะไรบางอย่าง” นี่แหละคือ “ญาณทัศนะ”

หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าสองขั้นตอนหลังนั้นเป็นเรื่องของ “ประสบการณ์” ที่ทำงานไปนานๆ ก็สามารถก่อเกิดได้เอง แต่เรื่องราวอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้คนมากมายทำงานมาตลอดชีวิตก็อาจจะทำได้เพียงแค่ “คนทำงานเป็น” หรือขั้นที่สามเท่านั้น ในขณะที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถพัฒนาความสามารถในเรื่องราวบางอย่างได้ตั้งแต่ยังอายุไม่มาก

หลายๆ คนอาจจะไปเรียกขั้นตอนที่สี่และที่ห้านี้ว่า “เป็นพรสวรรค์”

ผู้ช่วยทันตแพทย์ผู้หนึ่งยกมือขึ้นทันทีเมื่อผมถามในเวิร์คช็อปครั้งหนึ่งถึง “ประสบการณ์ในการเป็นเซียน” ของผู้เข้าร่วมแต่ละท่านที่ประกอบไปด้วยพยาบาลอาวุโสหลายท่าน ผมก็งงๆ มากว่า “เอ๊ะ หรือว่าน้องผู้ช่วยท่านนี้จะเข้าใจเรื่องที่ผมอธิบายไปผิด” ผู้ช่วยทันตแพทย์ที่เพิ่งทำงานได้สองวันจะมีประสบการณ์อะไรที่อยู่ในขั้นที่ห้าซึ่งมีญาณทัศนะได้ เธอบอกว่า “เธอมีประสบการณ์เป็นเซียนในเรื่องระนาด” ตอนที่หัดเรียนใหม่ๆ ก็ต้องเรียนตามขั้นตอนต่างๆ ถือไม้ระนาดอย่างไร ตีตรงไหนเป็นเสียงอะไร จนกระทั่งสามารถตีระนาดได้เป็นและตีเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ เธอสามารถตีระนาดได้ตามตัวโน๊ตทุกตัวได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ในระหว่างที่เล่นระนาดไปตามตัวโน๊ตในวันนั้น เธอรู้สึกว่า บางตัวโน๊ตเธอไม่อยากจะเล่นตามตัวโน๊ตที่กำหนดไว้ แต่อยากจะตีเสียงไปตามความรู้สึกและพบว่า “กินใจผู้ฟัง” ได้มากกว่าการเล่นตามตัวโน๊ตแบบทื่อๆ

ในความเป็นจริง “ญาณทัศนะ” เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งหากว่าเราสามารถเข้าใจ เราจะสามารถพัฒนาให้ก่อเกิดขึ้นมาได้จริง ทำซ้ำได้จริง และสามารถทำได้เรียนรู้กันได้ในระบบการศึกษา เช่น ระบบการศึกษาแบบ “จิตตปัญญา” ที่ว่านี้นี่เอง สำหรับผมแล้วปัจจัย “อะไรก็ได้” ที่สามารถเอื้อให้เกิดญาณทัศนะ ล้วนแล้วแต่เป็น “จิตตปัญญาศึกษา” ทั้งสิ้น

และท้ายสุดที่สำคัญที่ไม่อยากจะให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับ “เซียน” ก็คือ เราต้องการให้ผู้คนสัมผัส “ญาณทัศนะ” กันมากๆ และหาหนทางเพื่อการเรียนรู้ “ญาณทัศนะ” กัน แต่ไม่ได้หมายความว่า “เราต้องการให้เกิดความเป็นเลิศ” ในเชิงการแข่งขันนะครับ

Back to Top