เพราะอะไรคนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 12 มกราคม 2551

“We don’t see things the way they are, we see things the way we are.”

The Talmud


สมองของมนุษย์นั้นทำงานซับซ้อนมาก แต่ทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขและความมีประสิทธิภาพประสิทธิผลของมนุษย์ทั้งสิ้น การศึกษาทำความเข้าใจการทำงานของสมองจึงมีประโยชน์มาก ในการที่จะทำให้เรา “เข้าใจ” หรือ “เข้าใกล้ความจริง” มากขึ้นเรื่อยๆ

ในสมองมนุษย์นั้นประกอบด้วยเซลล์จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนล้านเซลล์ (๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐) และจากการศึกษาวิจัยการทำงานของสมอง นักวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่พบว่า ในเซลล์สมองจำนวนมากมายถึงแสนล้านเซลล์นั้นจะทำงานเชื่อมโยงถึงกันเป็นกลุ่มๆ และการเชื่อมโยงกันของเซลล์สมองกลุ่มต่างๆ เหล่านี้เอง เมื่อเชื่อมหากันแล้วก็จะเป็นที่ “เก็บชุดข้อมูล” ต่างๆ เอาไว้ตามประสบการณ์ของมนุษย์แต่ละคนนั้นๆ

ถ้าจะลองคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ “จำนวนของชุดข้อมูล” เหล่านี้ในสมองจะประมาณเท่ากับ สองยกกำลังด้วยจำนวนเซลล์สมองที่มีอยู่นั่นเอง ดังนั้น เราจะพบได้ว่ามีจำนวนของ “ชุดข้อมูล” ในสมองมากมายเกินกว่าที่จะนับได้จริงๆ แต่ทั้งหมดสามารถเก็บไว้ได้ในสมอง

“ชุดข้อมูล” เหล่านี้ ฮัมบูโต มาตูราน่า นักชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่เรียกว่า “Structurally Determined” หมายความว่า เมื่อได้รับสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อมภายนอก สมองก็จะ “รับรู้” และ “มีปฏิกิริยาตอบรับ” ต่อสิ่งเร้าที่ได้รับเข้ามา โดย “เสิร์ช” เข้าไปค้นหา “โครงสร้างของชุดข้อมูล” ที่เหมาะสมซึ่งเก็บเอาไว้ในสมองที่เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างกันของเซลล์สมองต่างๆ

พูดง่ายๆ “ชุดข้อมูล” ทั้งหมดก็คือ “ประสบการณ์” ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในอดีตของมนุษย์คนนั้นนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเคยเรียนรู้เก็บไว้ว่า “การขับรถฝ่าไฟแดง” เป็นสิ่งผิดกฎหมายและไม่ควรทำ สมองเราก็จะมี “ชุดข้อมูล” ว่าด้วยการขับรถฝ่าไฟแดงเก็บไว้เป็น “Structurally Determined” อยู่ในหัวของเรา วันหนึ่งเมื่อเราเห็นคนขับรถฝ่าไฟแดงปุ๊บ สมองก็จะใช้ชุดข้อมูลที่เก็บไว้นี้ออกมามีปฏิกิริยาทำให้เราโกรธ ไม่พอใจว่า ทำไมเขาทำแบบนั้น ค่อนข้างทันทีแบบเป็นอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว

ด้วยความตั้งใจของการออกแบบเพื่อที่จะให้มนุษย์สามารถมีประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว “ชุดข้อมูล” ที่เป็น “โครงสร้างภายใน” เหล่านี้ได้ถูกเลือกให้ทำงานอย่างเป็นอัตโนมัติรวดเร็ว จนเราไม่ทันตั้งตัว แต่ทีนี้ปัญหาก็คือ “ความเร็ว” เหล่านี้ทำให้เรา “ไม่ได้ใช้ชุดข้อมูลใหม่ๆ” เลย แต่เราถูกบังคับให้เลือกใช้ชุดข้อมูลเดิมๆ โดยไม่รู้ตัว

ต่อเมื่อ “เราสามารถรู้สึก” ถึง “ผลของชุดข้อมูล” ที่มีอยู่เดิมได้ว่ามีผลอย่างไรต่อร่างกายแล้วเท่านั้น สมองจึงจะสามารถเรียนรู้ว่า เออ...ปฏิกิริยาแบบนี้มันส่งผลดีหรือไม่ดีต่อร่างกาย เช่น ถ้าทำให้เราโกรธ เราก็ต้องรับรู้ว่า เออ...กำลังโกรธนะ ใจมันเต้นรัว มันหูอื้อ มันอึดอัด ฯลฯ

ต่อเมื่อ “รับรู้” ผลที่เกิดขึ้นได้แบบนี้เท่านั้น เราจึงจะสามารถ “มีโอกาส” “สร้างชุดข้อมูล” ชุดใหม่ให้เกิดขึ้นแทน “ชุดข้อมูลชุดเก่า” ที่ใช้มาเดิมๆ ตลอดชีวิตได้

และนี่เองก็คือจุดเริ่มต้นของ “การเรียนรู้” เพื่อความผาสุกของตัวมนุษย์คนนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุด” เรื่องหนึ่งของคนในยุคปัจจุบันก็คือ “การไม่รับรู้” เมื่อ “ไม่รับรู้” คือ “ไม่รู้สึก” กับเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นตรงหน้า สมองก็เลยใช้แต่ “ชุดข้อมูลชุดเดิม” หรือ “โครงสร้างภายในอันเก่า” ที่ใช้มาตลอด จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้ที่จะสร้าง “สายใยของเซลล์สมอง” ชุดใหม่ที่จะถูกถักทอเป็น “Structurally Determined” ชุดใหม่ เมื่อไม่สามารถ “รับรู้” เรื่องใหม่ได้ ก็ย่อม “มองไม่เห็น” ว่า “เกิดอะไรขึ้น” โดยเฉพาะกับประสบการณ์เดิมๆ

คุณหมอแมททิว บัดด์ เขียนเล่าไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาว่า ในตอนที่เขาทำงานกับองค์การอนามัยโลก เพื่อรณรงค์ให้ไข้ทรพิษหมดไปจากโลกนี้ เขาเข้าไปทำการปลูกวัคซีนให้กับชนเผ่าต่างๆ ในประเทศแถบแอฟริกา เวลาเข้าไปนั้นก็จะต้องผูกมิตรกับหัวหน้าชนเผ่าเสียก่อน เขาคิดว่าวิธีการผูกมิตรที่ดีก็คือ การใช้กล้องโพลารอยด์ถ่ายรูปหัวหน้าชนเผ่าแล้วมอบให้เป็นของขวัญก่อนที่จะทำการปลูกฝีให้กับเด็กๆ ในชนเผ่านั้น ปรากฏว่าเมื่อเขาถ่ายรูปให้หัวหน้าชนเผ่าหนึ่ง หัวหน้าชนเผ่าคนนั้นมองดูรูปของตัวเองในรูปแล้วก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร สีหน้าบูดบึ้งพร้อมกับส่งรูปแผ่นนั้นกลับมาให้เขา “หัวหน้าชนเผ่าไม่สามารถมองเห็นว่ารูปในแผ่นโพลารอยด์นั้นคือรูปตัวของเขาเอง” เขาส่งรูปกลับไปให้ หัวหน้าชนเผ่าก็ส่ายหัวไม่เข้าใจและส่งรูปกลับมาสองสามครั้ง สถานการณ์เริ่มจะตึงเครียด จนกระทั่งล่ามต้องพาหัวหน้าชนเผ่าคนนั้นไปที่ลำธาร ให้เขามองตัวเองในน้ำแล้วเปรียบเทียบกับรูปบนแผ่นโพลารอยด์ หัวหน้าชนเผ่าถึงได้โห่ร้องด้วยความแตกตื่นยินดีและมองเห็นตัวเขาเองในกระดาษโพลารอยด์แผ่นนั้น

“การไม่รับรู้” แบบนี้ มาตูราน่าเรียกว่า “Cognitive Blindness” ซึ่งหมายความว่า “พวกเราทุกคน” รวมทั้งผมและท่านผู้อ่านในขณะนี้ด้วย ต่างก็มีความ “มืดบอด” นี้ต่อ “อะไรก็ตาม” ที่ไม่ตรงกับ “โครงสร้างภายใน” ของเรา เราไม่มีทางและไม่มีวันเข้าใจ “สิ่งที่ไม่ตรงกับ” “โครงสร้างภายใน” ของเรา เหมือนกับหัวหน้าชนเผ่าคนนั้นที่รูปในโพลารอยด์ไม่ตรงกับ “โครงสร้างภายใน” ของเขา

นี่คือ “สาเหตุ” ที่ทำให้ “คนเราคิดไม่เหมือนกัน” เพราะเราแต่ละคนมี “โครงสร้างภายใน” หรือ “Structurally Determined” ที่แตกต่างกันนั่นเอง คนที่ชอบคุณทักษิณกับคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณก็เพราะมี “โครงสร้างภายใน” อันนี้ที่แตกต่างกันอยู่ในสมองนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด

วิธีการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่ “ความพยายาม” ที่จะไปรู้เรื่องราว หรือให้ข้อมูลใดๆ หรือพยายามไปเปลี่ยนแปลงใคร หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม แต่วิธีการแก้ปัญหาจะอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องฝึกฝน “การรับรู้” ว่า “มีชุดข้อมูลใดที่ถูกเลือก” และ ณ เวลานั้น “เรารู้สึกอย่างไร?” เราต้องฝึกฝน “ทักษะการรับรู้” ให้มากขึ้นต่างหาก

เพราะถ้าเรา “รับรู้” ได้ เราก็จะ “เปิดโอกาส” ให้สมองได้ “เลือก” ที่จะใช้ “โครงสร้างภายใน” ที่แตกต่างไปจากเดิม อย่าลืมว่าเรามี “ชุดข้อมูล” มากมายเป็นจำนวนถึงสองยกกำลังจำนวนของเซลล์สมองที่มีอยู่ในหัวเราให้เลือก

แน่นอนว่า “การฝึกการรับรู้” “ต้องอาศัยเวลา” แต่อย่างน้อยความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ก็พอจะช่วยให้เราเข้าใจได้บ้างว่า “ทำไมคนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน”

อารมณ์ สังคมและสมอง

โดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 มกราคม 2551

ราว ๑๖๐ ปีก่อน ใน ค.ศ. ๑๘๔๘ คนงานก่อสร้างทางรถไฟในนิวอิงแลนด์กำลังขยายทางรถไฟในรัฐเวอร์มอนต์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ฟีนี่ส์ เกจ เป็นคนงานที่รับผิดชอบด้านการระเบิดหินที่ขวางทางตามแนวที่จะวางรางรถไฟ

ในการระเบิดหินโดยเฉพาะภูเขาหินขนาดใหญ่ ฟีนี่ส์ เกจ จะต้องขุดหินเป็นโพรงลึกเพื่อนำดินระเบิดเข้าไปใส่ไว้ในโพรงแล้วอัดทับด้วยทรายให้แน่น เมื่อทุกคนหลบอยู่ในระยะที่ปลอดภัยจึงใช้สายชนวนจุดระเบิด ฟีนี่ส์ เกจ เป็นคนงานที่ทำงานนี้ได้ดีที่สุดและไว้วางใจได้มากที่สุดคนหนึ่งของบริษัท

บ่ายสี่โมงครึ่งของวันหนึ่งในฤดูร้อน ฟีนี่ส์ เกจ ขุดโพรงหินด้วยชะแลงเหล็กที่เขาสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ หลังจากเอาดินระเบิดใส่ใว้จนเต็ม เขาบอกให้ลูกน้องที่ช่วยงานอยู่ให้เอาดินทรายมาใส่ทับปิดปากหลุม หลังจากหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานเพียงไม่กี่นาที ฟีนี่ส์ เกจ ก็ใช้เหล็กชะแลงอัดลงในหลุมเพื่อกระแทกทรายให้แน่น

เขาคิดว่าลูกน้องได้เอาทรายใส่ทับปิดปากหลุมแล้ว

แต่ในหลุมไม่มีทรายสักเม็ดเดียว เหล็กชะแลงของฟีนี่ส์ กระแทกผ่านดินระเบิดไปปะทะกับหินในหลุมเกิดเป็นประกายไฟจุดดินระเบิดที่อัดแน่นอยู่ในหลุมระเบิดสนั่นหวั่นไหวใส่ที่ใบหน้าของ ฟีนี่ส์ เกจ เต็มแรง

ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าแรงระเบิดก็คือ เหล็กชะแลงที่เขาถืออยู่

มันโดนแรงระเบิดและพุ่งออกจากหลุมดินระเบิด กระแทกเข้าที่โหนกแก้มด้านซ้าย พุ่งทะลุผ่านกะโหลกศีรษะของ ฟีนี่ส์ เกจ ไปออกที่ตรงกลางศีรษะเหนือหน้าผาก

ท่อนชะแลงเหล็กที่เป็นเหมือนกระสุนขนาดใหญ่ ทะลวงทะลุศีรษะของ ฟีนี่ส์ เกจ ลอยไปตกบนพื้นห่างออกไปเกือบสามสิบเมตร

ร่างของ ฟีนี่ส์ เกจ กระเด็นลอยไปตกลงพื้น ไม่ตาย ไม่สลบ และรู้สึกตัวดี

ฟีนี่ส์ เกจ ยังตะลึงงันกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด

แต่ที่ตะลึงยิ่งไปกว่าตัว ฟีนี่ส์ เกจ เองก็คือ คนงานในเหตุการณ์ที่คิดว่า ฟีนี่ส์ เกจ น่าจะเสียชีวิตทันที แต่เขากลับมีเพียงอาการกระตุกที่แขนขาเล็กน้อยและรู้สึกตัวดี แถมพูดคุยได้เหมือนคนปกติ ฟีนี่ส์ เกจ ถูกหามใส่รถม้าส่งไปรักษาพยาบาลที่โรงแรมที่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร

แม้จะมีรูเปิดที่ศีรษะและบาดแผลเหวอะหวะของสมอง แต่ ฟีนี่ส์ เกจ กลับเดินลงจากรถม้าได้ด้วยตัวเอง

แพทย์ที่มาให้การรักษาถึงกับอึ้งกับบาดแผลและทึ่งกับการรู้สึกตัวเป็นปกติของ ฟีนี่ส์ เกจ เขาเขียนไว้ในบันทึกการแพทย์ว่า ฟีนี่ส์ เกจ มีบาดแผลจากวัตถุที่พุ่งทะลุโหนกแก้มไปออกที่เหนือหน้าผากกลางศีรษะ เป็นบาดแผลขนาดใหญ่ที่เห็นเนื้อสมองเต้นตุ๊บๆ อยู่ข้างใน แต่ ฟีนี่ส์ เกจ ก็รู้สึกตัวดี ตอบคำถาม และเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

ฟีนี่ส์ เกจ พักรักษาตัวอยู่เพียงสองเดือนก็หายอย่างอัศจรรย์ โดยไม่มีการติดเชื้อรุนแรง

แต่ที่ประหลาดและน่าฉงนสนเท่ห์มากกว่าอุบัติเหตุ อาการ และการหายป่วยของ ฟีนี่ส์ เกจ ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ ฟีนี่ส์ เกจ หลังอุบัติเหตุครั้งนั้น

เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องหันมาเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล สมองกับอารมณ์กันใหม่

เพราะหลังฟื้นตัวจากอุบัติเหตุ แม้ ฟีนี่ส์ เกจ จะไม่ปรากฏมีอาการผิดปกติของร่างกาย ไม่มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต ไม่มีอาการลิ้นแข็ง ไม่มีอาการเดินผิดปกติหรือมือไม้สั่น ไม่มีความผิดปกติของการพูดหรือการใช้ภาษา ซึ่งเป็นอาการที่รู้กันว่ามักพบในผู้ที่มีความผิดปกติของสมอง

แต่ ฟีนี่ส์ เกจ กลับไม่ใช่ ฟีนี่ส์ เกจ คนเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือของเขา คืออารมณ์ที่ก้าวร้าวรุนแรง มุทะลุดุดัน และหยาบคาย จาก ฟีนี่ส์ เกจ ที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการงาน ตัดสินใจในการทำงานด้วยเหตุผล และมีความยับยั้งชั่งใจ กลายมาเป็น ฟีนี่ส์ เกจ ที่มีแต่ความหุนหันพลันแล่นและอารมณ์ที่รุนแรง

เหมือนถูกกำกับไว้เพียงสัญชาตญาณของสัตว์ป่า

ฟีนี่ส์ เกจ ต้องออกจากงานไปรับจ้างเป็นคนเลี้ยงม้า จากนั้นไปร่วมแสดงในคณะละครสัตว์ที่โชว์ของแปลก ซึ่งเขาจะถือท่อนเหล็กที่มันเคยเสียบทะลุหัวของเขาไปเดินโชว์ให้คนเห็นตัวจริงเป็นๆ ของคนที่ผู้ชมเคยอ่านจากข่าวอุบัติเหตุ แต่เขาทำงานนี้อยู่ได้ไม่นานก็ออกเดินทางไปเผชิญโชคในอเมริกาใต้ และกลับมาอยู่กับแม่และน้องสาวที่ซาน ฟรานซิสโก และเสียชีวิตเงียบๆ ที่นั่น

เรื่องราวของ ฟีนี่ส์ เกจ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ กรณีศึกษาที่นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาใช้ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องจิตใจ อารมณ์ และชีวิตทางสังคมของมนุษย์

จะว่าไปแล้ว วิทยาศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษหลังนี้เองที่นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องของจิต วิญญาณ และอารมณ์ พร้อมๆ กับความสนใจเรื่องจิต นักวิทยาศาสตร์ก็ได้หันมาเรียนรู้จากปรัชญาและศาสนาของตะวันออกโดยเฉพาะพุทธศาสนา ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำกับนักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้จัดเวทีเสวนากับองค์ทะไลลามะขึ้น เป็นการพูดคุยในเรื่องอารมณ์ ความเมตตากรุณา และจริยธรรมจากมุมมองของวิทยาศาสตร์

มีการตั้งข้อสังเกตว่า วิทยาศาสตร์ไม่ค่อยสนใจเรื่องของอารมณ์

และเมื่อวิทยาศาสตร์มาศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก วิทยาศาสตร์ก็จะให้ความสำคัญกับอารมณ์รุนแรงและเป็นอารมณ์ร้าย เช่น ความก้าวร้าว มากกว่าเรื่องอารมณ์ที่ละเอียดอ่อน เช่น เรื่องของความเมตตากรุณาหรือความเอื้ออาทร

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์มักมองแบบแยกส่วน คือให้ความสำคัญกับการหาสารเคมีในสมองหรือแยกสมองออกเป็นส่วนๆ และหาดูว่าสมองส่วนไหนทำหน้าที่อะไรเป็นสำคัญ

ซึ่งก็ทำให้เราได้ความรู้ใหม่มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

อย่างกรณีของ ฟีนี่ส์ เกจ ปัจจุบันเราก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า สมองส่วนหน้าด้านซ้ายของ ฟีนี่ส์ เกจ ซึ่งถูกชะแลงเหล็กทะลวงผ่านนั้น เป็นส่วนของสมองที่มีความสำคัญด้านอารมณ์ ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกหรือประสบอุบัติเหตุทำลายสมองส่วนนี้จึงมักมีอารมณ์แปรปรวนหรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ซึ่งมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อการมีชีวิตในสังคม

แต่ถ้าเราคิดอย่างนี้ก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อการลดทอนอารมณ์และชีวิตทางสังคมให้เหลือแค่เพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีและโครงสร้างของระบบประสาทในสมองเท่านั้น

ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด

เพราะมีการค้นพบที่น่าสนใจมากอีกหลายประการที่แสดงให้เห็นกลับกันว่า โครงสร้างระบบประสาทในสมองของเราเป็นผลจากการใช้ความรู้สึกนึกคิดบ่อยๆ ด้วย

มีงานวิจัยพบว่าในหมู่คนขับรถแท็กซี่ที่ต้องใช้จินตนาการเรื่องทิศทางและวาดภาพแผนที่การเดินทางบ่อย สมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างจินตภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพื้นที่ จะมีขนาดใหญ่กว่ามากกว่าคนในอาชีพอื่น ๆ

จะเรียกว่า การปฏิบัติภาวนา หรือการหมั่นฝึกฝนหมั่นใชังาน จะทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวข้องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นก็ได้

นอกจากนั้น สมองที่ผิดปกติยังสามารถเยียวยาได้จากสังคมและสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมอีกด้วย

ในผู้ป่วยที่สมองสองซีกถูกตัดแยกออกจากกัน ซึ่งทำให้กลายเป็นคนที่มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนเป็นสองคน สองความรับรู้และสองความคิด มีชีวิตและการแสดงออกเปลี่ยนแปลงไป ขึ้นอยู่กับว่าสมองซีกไหนมีอำนาจมากกว่า

เมื่อมีชีวิตอยู่ต่อไประยะหนึ่ง ความแปลกแยกของการมีสองความรู้สึกนึกคิดก็จะถูกสังคมและวัฒนธรรมหลอมให้เป็นหนึ่งเดียวกันขึ้นใหม่ได้

ทั้งที่เนื้อสมองทั้งสองซีกยังถูกตัดแยกขาดจากกันอยู่

จิต อารมณ์ เหตุผล สมอง และสังคม จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างน่าอัศจรรย์

ความสุขปีใหม่ ๒๕๕๑

โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2550

เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๑ คอลัมน์จิตวิวัฒน์ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบความสุขสวัสดีทั้งในปีนี้ และมากยิ่งๆ ขึ้นในปีต่อไป อะไรที่ไม่ดีในปีที่ผ่านมาก็ขอให้ผ่านไปพร้อมกับกาลเวลา อะไรที่ดีที่ยังไม่มีมาก็ขอให้สิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นบังเกิดแก่ท่านในปีใหม่นี้ ถ้ามีอะไรที่ทำให้ขวัญเสียและเศร้าหมอง ก็ให้ขวัญ ศรี และมงคล กลับคืนมาสู่ท่านในปี ๒๕๕๑ โดยทั่วกัน

ความสุขไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง

ความสุขไม่มีขายจริงๆ ที่มีโฆษณาขายกันบ้างก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง มักเป็นมายาคติที่จะกลับกลายเป็นความทุกข์ไป แต่ความสุขสร้างได้ การสร้างสุขภาวะเป็นหน้าที่ของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร สังคม และโลก

ในคราวนี้จะนำเสนอวิธีบรรลุความสุขแบบง่ายๆ แต่มีความหมายมาก ๔ ประการ คือ

๑. นิพพานอยู่แค่ปลายจมูกตามสูตรอาจารย์พุทธทาส นิพพานคือสภาวะที่สงบเย็น เป็นสภาวะสุขอย่างยิ่ง มีการบรรยายถึงนิพพานแบบฝันเฟื่องว่าไกลสุดเอื้อม ต้องเกิดอีกเป็นแสนๆ ชาติจึงจะไปถึง ท่านอาจารย์พุทธทาสทำให้นิพพานเป็นเรื่องอยู่ใกล้นิดเดียว ใกล้จนท่านว่าอยู่ที่ปลายจมูกนั่นเอง ทุกคนเคยชิมลองกันมาแล้ว เรามีความเห็นแก่ตัวก็จริง แต่เราไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลา บางครั้งเราก็ไม่ได้เห็นแก่ตัว ยามใดที่เราไม่เห็นแก่ตัว เราจะรู้สึกเป็นอิสระ เบาสบาย และเป็นสุขอย่างยิ่งนั่นแหละท่านว่าเป็นนิพพานชิมลองที่ทุกคนเคยประสบมาแล้วทั้งสิ้น ลองคิดทบทวนดูถึงเวลาที่ท่านรู้สึกจิตใจเป็นอิสระ เบาสบาย และเป็นสุขอย่างยิ่ง พยายามทำให้ความรู้สึกอย่างนั้นเกิดบ่อยๆ และอยู่นานขึ้นๆ เมื่อท่านทำเสมอๆ ท่านก็จะชำนาญขึ้นเรื่อยๆ และความสุขอันเป็นทิพย์ก็จะเกิดกับท่านบ่อยขึ้นและอยู่นานมากขึ้นเรื่อยๆ

๒. การเข้าถึงความจริงสูงสุด เมื่อเข้าถึงความจริงสูงสุดจะประสบอิสรภาพ เบาสบาย ประสบความงามอันล้ำลึก และความสุขอย่างประณีตเกินคำบรรยายหรือความสุขอันเป็นทิพย์ ความรู้ที่ยังบีบคั้นทำให้เกิดความอึดอัดขัดข้อง ยังไม่ใช่ความจริงสูงสุด ความจริงสูงสุดต้องเป็นความงาม และความเป็นอิสระ

ในคติที่ถือว่าพระผู้เป็นเจ้าคือสิ่งสูงสุด การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าก็จะให้ความสุขอันลึกซึ้งดังกล่าว ในทางพระพุทธศาสนานิพพาน หรือ สุญญตา คือสิ่งสูงสุด เข้าถึงได้จากการหลุดพ้นจากความยึดมั่นในตัวตน ในทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเอกภพเป็นหนึ่งเดียวกัน ใครเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่งหรือเอกภพ จะคลายจากความยึดมั่นในตัวตนอันคับแคบ ไปเชื่อมกับความเป็นทั้งหมดซึ่งใหญ่สุดประมาณ ทำให้จิตหลุดพ้นจากความคับแคบในตัวตนไปเป็นอิสระ เสวยทิพยสุข อย่างที่มนุษย์อากาศ ชื่อ เอ็ดการ์ มิทเชล เมื่อยืนบนดวงจันทร์ แล้วมองเห็นโลกทั้งใบอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อกลับมายังโลกจิตเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มีความรักในเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด มีความสุขอย่างยิ่ง อย่างนี้เรียกว่าเกิดจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) จิตสำนึกใหม่เป็นจิตใหญ่หรือจิตวิวัฒน์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่ ที่สำนึกรู้ความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง มีความรักอย่างสากลอันไพศาล มีความสุขและต้องการช่วยให้คนอื่นมีความสุข เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและสัมผัสกับธรรมชาติตลอดเวลา เช่น อากาศที่เราหายใจ สายลม แสงแดด น้ำ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ถ้าเราฝึกให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเหล่านี้ ซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งจักรวาลหรือทั้งเอกภพ ทำให้เรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ว่าเราคือจักรวาล จักรวาลคือเรา หายใจเข้านำจักรวาลเข้ามาสู่ตัวเรา หายใจออกก็ไปเชื่อมโยงกับจักรวาล การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลจะให้ความรู้สึกเป็นอิสระ และสัมผัสทิพยสุขทำนองเดียวกับการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า

เนื่องจากความจริงสูงสุดกับความงามเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงหรือเป็นหนึ่งเดียวกัน ศิลปะหรือสุนทรียกรรมต่างๆ สามารถหรือควรต้องนำเราเข้าถึงสิ่งสูงสุดเสมอ

เรามีทางเลือกในการเข้าถึงสิ่งสูงสุด จะเป็นทางศาสนาก็ได้ ทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ หรือทางศิลปะก็ได้ หรือจะรวมกันทั้งศาสนา วิทยาศาสตร์ ศิลปะ โลกจึงเติบโตไปด้วยทางเลือกในการเข้าถึงสิ่งสูงสุด ซึ่งจะเข้าถึงได้เฉพาะมนุษยสภาวะ หรือความเป็นมนุษย์เท่านั้น สัตว์และพืชไม่มีธรรมชาตินี้ ฉะนั้นในความเป็นมนุษย์ของเรา เราต้องสามารถเข้าถึงสิ่งสูงสุด และมีความสุขอันล้นเหลือได้

๓. ความสุขจากงานทุกชนิดด้วยปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ งานเป็นหน้าที่ของมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนต้องทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างทุกวัน ถ้าเราทำงานไปแล้วทุกข์ไปเราก็จะขาดทุนอย่างยิ่ง แต่ถ้าเราทำงานทุกชนิดด้วยความสุขเราก็จะกำไรอย่างยิ่ง เราสามารถทำให้การทำงานทุกชนิดเป็นความสุขได้ โดยไม่ยากนัก ถ้าเราเข้าใจและฝึกไว้ทุกวันๆ

ความทุกข์เกิดจากการคิด

เช่น ล้างชาม กวาดบ้าน ล้างส้วม เราไม่ชอบ อยากให้พ้นไปจากสภาวะเช่นนั้น หรือโกรธคนที่ทำให้เราต้องล้างชาม กวาดบ้าน ล้างส้วม ที่จริง การล้างชาม กวาดบ้าน ล้างส้วม ไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้เราทุกข์ แต่ความรู้สึกไม่ชอบและความคิดปรุงแต่งจากความรู้สึกเป็นตัวที่ทำให้เราทุกข์

ถ้าเราล้างชาม กวาดบ้าน ล้างส้วม อย่างมีสติ คือรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับปัจจุบันของการเคลื่อนไหวและอิริยาบถของร่างกาย และสิ่งสัมผัส เช่น ชาม น้ำ ขยะ ส้วม การรู้ปัจจุบันจะทำให้ความคิดปรุงแต่งสงบไป จิตที่สงบจากความคิดปรุงแต่งมีความสุขอย่างยิ่ง ถ้าเราฝึกการเจริญสติไว้เรื่อยๆ และมีสติในการงานทุกอย่างที่ทำจะพบความสุขในงานนั้นๆ ทุกอย่างไป การทำงานจะไม่เป็นความทุกข์ทรมานอีกต่อไป แต่จะเป็นความสุขอย่างมหัศจรรย์

ที่มหาวิทยาลัยแมสสาชูเสต เมืองบอสตัน มีหมอคนหนึ่งเปิดสอนการเจริญสติแบบพุทธ (Buddhist Mindfulness Meditation) ปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียนเรียนถึง ๘๗,๐๐๐ คน เพราะผู้คนได้ค้นพบมากขึ้นทุกทีว่า การเจริญสติทำให้ชีวิตดีขึ้นหมดทุกด้าน ทั้งสติปัญญา การงาน ความสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์ และความสุขอันประณีต หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เขียนหนังสือชื่อ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ตื่น ท่านหมายถึงการมีสติตื่นรู้ พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกการเจริญสติซึ่งทรงค้นพบว่าเป็น “ทางอันเอก” หรือเอกะมัคโค

ตามปรกติ มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้เพราะถูกมายาคติจากความรู้สึกและความคิดจองจำไว้ ต่อเมื่อมีสติจิตเป็นกลางจึงสัมผัสความจริงได้ ฉะนั้นแม้การเข้าถึงความจริงสูงสุดตามที่กล่าวถึงในข้อ ๒ ข้างต้น ก็มีสติเป็นเครื่องช่วยอย่างวิเศษ ผู้ที่เจริญสติและเกิดปาฏิหาริย์แห่งความสุขจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีแล้วไม่ได้พบการเจริญสติจะน่าเสียดายมาก” ขอเชิญชวนทุกท่านพบความมหัศจรรย์จากจากเจริญสติ

๔. ความสุขตามสูตร “ระพี - เสน่ห์ - ประเวศ” หรือ INN ท่านอาจารย์ระพี สาคริก สอนว่า คนเราควรจะทำอะไรก็ได้ที่ชอบ แต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน การได้ทำอะไรที่ชอบจะทำให้มีความสุข ทำได้ทนและนาน นั่นคือวิริยะ วิริยะทำให้เกิดความสุข เมื่อเราชอบในสิ่งนั้นๆ พยายามทำให้ประณีต ความประณีตจะเป็นความงามหรือศิลปะมาพัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น งานทุกชนิดเมื่อทำด้วยความชอบ ความสุข และความประณีต จะเกิดความงาม ศิลปะจึงสามารถอยู่ในงานทุกชนิดได้ ท่านอาจารย์ระพี แถมท้ายว่า “จากจุดที่เราชอบ เมื่อค้นคว้าให้ลึกขึ้นๆ แล้วมันก็จะไปเจอกันเอง” หมายความว่า แม้เราเริ่มต้นที่จุดที่ต่างกัน เหมือนเริ่มที่ หู หาง ขา หรือลำตัวของช้าง เมื่อคลำไปๆ มันก็ไปเจอกันเองเพราะมันเป็นช้างตัวเดียวกัน ทำนองเดียวกับการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งที่กล่าวถึงในข้อ ๒ นั่นแหละครับ

ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก สอนว่า จิตสำนึกแห่งศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ การสำนึกถึงศักดิ์และสิทธิแห่งการเป็นมนุษย์เป็นสุขภาวะ มนุษย์ถูกมายาคติต่างๆ ครอบงำจนเสมือนติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น (The Invisible Prison) ไร้อิสรภาพ ไร้ศักยภาพ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้สิทธิ จมอยู่ในความบีบคั้นหรือความทุกข์ที่สลัดไม่ออกด้วยเทคนิค เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ต่อเมื่อใดเกิดสำนึกแห่งมนุษยสภาวะของเราเอง ว่าเรามีศักดิ์ศรี คุณค่า ศักยภาพ สิทธิ ตามธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ของเรา จะเกิดสุขสภาวะอย่างล้ำลึก และเปิดศักยภาพมหาศาลในฐานะมนุษย์ที่มีอิสรภาพ หลุดพ้นจากมายาคติด้วยประการต่างๆ

มนุษย์แต่ละคน (Individual) มีค่ามากเหลือเกิน เมื่อสำนึกถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเอง แล้วทำอะไรดีๆ ตามที่ตนถนัดหรือชอบตามนัยที่ท่านอาจารย์ระพีกล่าว ก็จะมีความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง

คนที่ชอบอะไรๆ เหมือนกันรวมตัวกันเป็นกลุ่ม (Nodes) อาจจะกลุ่มละ ๕-๖ คน หรือ ๗-๘ คน สุดแต่ความเหมาะสม พบกันบ่อย พูดคุยและทำในสิ่งที่ตนชอบร่วมกัน จะเป็นกีฬา ดนตรี ต้นไม้ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การศึกษา ธรรมะ ชุมชน การเป็นอาสาสมัคร ฯลฯ โดยเฉพาะถ้าการพูดคุยเป็นสุนทรียสนทนาที่เน้นการฟังอย่างลึกโดยไม่ด่วนตัดสิน การมีกลุ่มที่รวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันแบบนี้ บางทีเขาเรียกว่ามีความเป็นชุมชน กลุ่มแบบนี้มีใจนำความรู้ตาม ไม่ใช่ความรู้นำแล้วเกิดความยโสโอหังยกหูชูหาง ทำให้เกิดความแตกร้าว เมื่อความเป็นกลุ่มหรือความเป็นชุมชนที่มีใจนำความรู้ตามเกิดขึ้นอย่างแท้จริง สมาชิกของกลุ่มจะเกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน หากมีกลุ่มอันหลากหลายเต็มสังคม สังคมจะเต็มไปด้วยความสุข และความสร้างสรรค์อย่างมหาศาล

คนแต่ละคนและกลุ่มแต่ละกลุ่ม ควรเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย (Networks) กับคนอื่นและกลุ่มอื่นตามความสมัครใจ แต่ละคนแต่ละกลุ่มอาจเป็นสมาชิกของหลายกลุ่มและหลายเครือข่าย ทั้งหมดจะเชื่อมโยงกันเป็นโครงสร้าง INN หรือ บุคคล (Individual) กลุ่ม (Nodes) เครือข่าย (Networks) เป็นโครงสร้างแห่งความหลุดพ้น ที่ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเครือข่าย ต่างมีอิสรภาพ มีศักยภาพ ที่จะเรียนรู้ รัก และร่วมกันทำอะไรดีๆ ทำให้ทั้งสังคมเต็มไปด้วยความสุขและความสร้างสรรค์

สังคมที่ติดขัดบีบคั้นอยู่ทุกวันนี้ เพราะมีโครงสร้างเป็นแท่งอำนาจ ทั้งทางการเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ และศาสนา ดังในรูป (ก) ในโครงสร้าง



แบบนี้มีความบีบคั้นมาก มีความรัก และการเรียนรู้น้อย ทำอะไรให้สำเร็จได้ยาก โครงสร้าง INN ตามรูป (ข) เป็นโครงสร้างที่ทุกคนทุกกลุ่มเป็นอิสระ ทำด้วยใจรัก มีการเรียนรู้สูง จึงเรียกว่าเป็นโครงสร้างแห่งความหลุดพ้น ที่ทุกคนสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอขออนุมัติจากใคร

โดยสรุป เรื่องความสุขที่กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ใน ๓ ระดับ คือ

  • การเปลี่ยนขั้นพื้นฐานระดับบุคคล (Personal Transformation)
  • การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานระดับองค์กร (Organizational Transformation)
  • การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานระดับสังคม (Social Transformation)


ลองพิจารณาดูลึกๆ เถิดครับ แล้วจะเข้าใจว่าตัวท่านเองมีศักยภาพที่จะสร้างความสุขแท้ที่ลึกซึ้ง
ยาวนาน พร้อมๆ ไปกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานขององค์กรและสังคมอันจะเป็นปัจจัยย้อนกลับให้เกิดสุขภาวสำหรับคนทั้งมวล (Happiness For All)

ขอให้ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นปีเริ่มต้นแห่งความสุขของท่านแต่ละคน และของคนทั้งมวล

Back to Top