จิตสำนึกของโครงสร้าง



โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2556

ดาลิต หรือ จัณฑาล เป็นคนนอกวรรณะ ถือเป็นกลุ่มคนระดับล่างสุดของระบบวรรณะตามศาสนาฮินดู คนจน ขอทาน คนไร้บ้าน ที่เราเห็นตามท้องถนนอินเดีย ส่วนใหญ่ก็คือดาลิต และถูกปฏิบัติไม่ต่างจากฝุ่นตีนของพระเจ้า เป็นต้นว่า ห้ามใช้ข้าวของหรือดื่มน้ำจากบ่อเดียวกับคนวรรณะอื่น เพราะจะทำให้เกิดเสนียดจัญไรแปดเปื้อน กระทั่งว่าหากไปเหยียบเงาเข้าก็ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ใหญ่โต เด็กดาลิตจึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ งานที่ได้ทำจึงเป็นเพียงกุลี และงานบางอย่างเช่นเก็บขี้ ก็เป็นงานที่กำหนดให้ดาลิตทำ จึงยากนักหนาที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและเลื่อนสถานะทางสังคมของตนขึ้นมาได้ หากมีดาลิตแหกขนบก็จะถูกชุมชนของคนวรรณะสูงกว่าลงโทษอย่างรุนแรง จิตสำนึกของดาลิตผูกติดกับโครงสร้างที่กำหนดให้จำยอมเช่นนี้มายาวนานหลายพันปี

อัมเบดการ์ถือว่าเป็นดาลิตที่ได้รับโอกาสพิเศษ ครูผู้กรุณาให้เขายืมนามสกุลไปใช้ เด็กหัวดีผู้นี้มีโอกาสเรียนหนังสือและได้รับทุนมหาราชาไปเรียนที่อังกฤษ จนจบปริญญาเอกด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ แต่เมื่อเขากลับมาทำงานชดใช้ทุน ก็ยังได้รับการปฏิบัติในฐานะดาลิตเช่นเดิม แม้แต่ในแวดวงของอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาจึงเริ่มทำงานต่อสู้เพื่อความเสมอภาคผ่านปัญหาที่ดาลิตถูกเลือกปฏิบัติในสังคมอินเดีย จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งจากดาลิตและจากนานาชาติ เมื่อก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง เป็นหัวหน้าพรรคแรงงานอิสระและเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย เขาก็มีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดียหลังจากได้รับเอกราชแล้ว แต่งานสำคัญที่สุดของเขาคือการปลดปล่อยดาลิตออกจากการกดขี่ทางสังคมและวัฒนธรรม เขาประกาศเปลี่ยนศาสนาจากฮินดูมาเป็นพุทธ และทำพิธีเปลี่ยนศาสนาพร้อมกับดาลิต ๖ แสนคนที่เมืองนาคปุระ และเรียกตนเองว่า “กลุ่มพุทธดาลิต” ถือเป็นการปลดแอกตนเองจากจิตสำนึกสยบยอมที่กดขี่มาหลายพันปีอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันมีประชากรกลุ่มพุทธดาลิตราว ๔๐ ล้านคน จากกลุ่มดาลิตราว ๔๕๐ ล้านคน

หลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ และเปลี่ยนศาสนาใหม่ ประชากรกลุ่มพุทธดาลิตในอินเดียได้รับการศึกษามากขึ้น จากที่เคยได้เรียนถึงระดับประถมในยุคของอัมเบดการ์ ปัจจุบัน มีดาลิตเรียนจบเป็นวิศวกร เป็นแพทย์ เป็นคนทำงานเพื่อสังคม ฯลฯ มากขึ้น อย่างไรก็ดี ความรุนแรงต่อคนดาลิตยังดำรงอยู่ คนดาลิตยังถูกทำร้าย ผู้หญิงยังถูกข่มขืน เหตุอาชญากรรมในอินเดียจำนวนมากเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเพื่อรักษากฎระเบียบของสังคมและชุมชนเดิม ดังเช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ครอบครัวพุทธดาลิต ๕ คนในรัฐมหาราชตะถูกฆ่า เพราะลูกสาวอยากเรียนหนังสือ เมื่อถามว่าชาวดาลิตรู้สึกอย่างไรกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เพื่อนชาวดาลิตท่านหนึ่งตอบว่า พวกเราเข้าใจ

คนพุทธดาลิตนับถืออัมเบดการ์มาก บ้านทุกหลังจะมีภาพของเขาแขวนอยู่คู่กับภาพของพระพุทธเจ้า โดยถือเป็นแรงบันดาลใจในฐานะผู้ที่แสดงให้เห็นว่าดาลิตสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมนุษย์ย่อมเกิดมาเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ โดยนัยยะนี้ แม้คานธีจะได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งอินเดีย ในฐานะผู้ปลดปล่อยแผ่นดินอินเดียให้เป็นอิสระ แต่อัมเบดการ์ได้รับการยกย่องจากดาลิตทั้งหมด ในฐานะผู้ปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระ


ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของชาวพุทธดาลิตถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง เพราะอัมเบดการ์เสียชีวิตหลังจากพิธีเปลี่ยนศาสนาไม่กี่วัน กลุ่มพุทธดาลิตซึ่งรวมตัวและยึดโยงเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่นั้นถือศีลและภาวนาแบบชาวพุทธ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกหลานเรียนหนังสือ จัดตั้งโรงเรียนผู้นำ และมีจิตสำนึกร่วมกันที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนเข้าถึงอิสรภาพ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยวรรณะที่ถือกำเนิด หรือศาสนาที่นับถือ ปัจจุบันมีพรรคการเมือง ๓–๔ พรรคเป็นของคนดาลิต หนึ่งในนั้นใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของพรรคการเมืองในอินเดีย และเคยมีคนดาลิตก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว คือ นารายานัน – การเปลี่ยนแปลงของผู้คนที่ถูกกำหนดให้เป็นฝุ่นตีนล่างสุดในสังคมมาหลายพันปี มาสู่ความเป็นเสรีชนผู้มีอำนาจตัดสินใจในชีวิตของตนเอง ในนามของพลเมืองของรัฐ นี้อาจจะถือได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

จะเห็นได้ว่า แม้รัฐธรรมนูญที่มอบความเสมอภาคให้กับผู้คนจะเป็นเครื่องเอื้ออำนวยในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่หากปราศจากผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งเข้มข้นแล้ว ความเสมอภาคย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ก็คงไม่อาจสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการให้แต้มต่อทางการศึกษา/อาชีพ/สุขภาพกับกลุ่มประชากรดาลิตเพื่อยกระดับความเสมอภาคขึ้นมา


การสร้างจิตสำนึกอันตระหนักรับรู้ต่อโครงสร้างที่กดทับผู้คนนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงก็ว่าได้ การที่กฎหมายในประเทศไทยหลายฉบับแทบไม่มีผลในการบังคับใช้ เพราะไม่สอดคล้องกับจิตสำนึกและความตระหนักรับรู้ของผู้คน เป็นต้นว่า มาตรา ๔๐ ของกฎหมายประกันสังคม กฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ก็ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหาบเร่แผงลอย คนขับมอเตอร์ไซค์และรถรับจ้าง ฯลฯ ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นแรงงานนอกระบบ และถูกเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพและทางสังคมอื่นๆ โดยเข้าใจไปว่ามันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้วที่ตนเองไม่ใช่ข้าราชการ ไม่มีเงินเดือน ก็ไม่มีประกันสุขภาพ ฯลฯ เหมือนคนอื่นเขา การสร้างจิตสำนึกของความเป็นแรงงานนอกระบบจึงสำคัญไม่แพ้การออกกฎหมาย เป็นงานที่ยากเย็นหนักหนากว่าด้วยซ้ำ แต่ถือเป็นการลงทุนที่สร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

ยิ่งคนอยู่ในระดับล่างสุดของโครงสร้างสังคมมากเท่าไหร่ การสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับจิตสำนึกก็ดูเหมือนต้องใช้แรงและกำลังมากขึ้น ลองนึกถึงสถานการณ์ของเกษตรกรในระบบพันธสัญญาที่ตกอยู่ในภาวะเป็นหนี้ การจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในระบบพันธสัญญาที่ดำรงอยู่นั้นจึงเป็นเรื่องยาก แรงงานข้ามชาติที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงจากการคุกคามของผู้รักษากฎหมาย ก็ยากที่จะแสดงตนขึ้นมารักษาสิทธิแรงงานและสิทธิทางสุขภาพของตนได้ ฯลฯ การทำงานผู้คนเหล่านี้จึงต้องมีความละเอียดอ่อนและลงลึกเข้าไปในระดับจิตใต้สำนึก โดยคนทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจำต้องมีทักษะในการจัดกระบวนการเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้คนเหล่านี้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในที่สุด

นี้ไม่ได้หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกจำเป็นต่อชนชั้นล่างหรือกลุ่มคนที่เสียเปรียบแต่ฝ่ายเดียว การเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกยังจำเป็นต่อคนทุกกลุ่มในสังคม เนื่องจากจิตสำนึกร่วมหรืออุดมการณ์ร่วมกันของผู้คนในสังคมนั้น ก็คือการคัดกรองและกำหนดคุณค่าของสังคมร่วมกัน ทั้งเรื่องความเป็นธรรม การไม่เลือกปฏิบัติ การมีธรรมาภิบาลที่ดี การมีความกรุณาอันไม่มีที่ประมาณ เป็นต้น


เมื่อการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกเกิดขึ้นทั้งในระดับปัจเจกและระดับจิตสำนึกร่วมของสังคม นั่นคือ ความตระหนักรู้ในตัวในตนแบบเดี่ยว-เดี่ยว และความตระหนักรู้ในฐานะเป็นคนในโครงสร้าง นั้นแหละ การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงรากถึงโคนจึงจะเกิดขึ้นได้

ผู้นำกับจิตสำนึกสาธารณะ



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2556

ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น การทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติ การสร้างมลภาวะทุกรูปแบบ ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และอีกหลายปัญหาที่กำลังบ่อนทำลายสังคมไทยอยู่ในปัจจุบัน ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการชาดจิตสำนึกสาธารณะของคนในสังคม โดยเฉพาะผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางการเมือง ผู้บริหาร และผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน

หรือสังคมไทยกำลังป่วยด้วยโรคจิตสำนึกสาธารณะบกพร่อง จำเป็นต้องรีบบำบัดรักษา?

ผู้นำที่พึงประสงค์ควรเป็นต้นแบบที่ดีงามให้กับคนในสังคม ด้วยการมีจิตสำนึกที่จะทำประโยชน์ให้สาธารณะ โดยไม่ผิดกฎหมาย โดยไม่ทุจริตคอรัปชั่น ก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องสู่ประโยชน์สุขของส่วนรวม ของสาธารณะ

นักการเมืองบางคน แทนที่จะทำตัวให้เป็นต้นแบบที่ดี มีจิตสำนึกสาธารณะ คิด ทำ และพูดเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็หมกมุ่นอยู่กับการฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง คอยจ้องแต่จะโกงกิน แย่งชิงอำนาจ เมื่อได้อำนาจมาก็คิดโครงการนี่ นั่น โน่น เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก ทำโครงการโน่น นั่น นี่ ก็มีการคอรัปชั่นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำแบบครบวงจร แล้วบิดเบือนพูดว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในขณะที่ตนเองและพรรคพวกต่างก็อิ่มหมีพีมันกับการโกงกินกันอย่างบูรนาการ

เมื่อไหร่นักการเมืองซึ่งเป็นผู้นำทางสังคม เป็นบุคคลสาธารณะ จึงจะมีจิตสำนึกสาธารณะเพิ่มมากขึ้น

คิดดี พูดดี ทำดี และคิดถูก ทำถูก พูดถูก มากขึ้น เมื่อไหร่ที่ผู้นำประเทศ ผู้นำสังคม ผู้นำชุมชนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มีจิตสำนึกสาธารณะ เป็นตัวแบบที่ดีให้กับประชาชนและเยาวชนของชาติ ชุมชน สังคมและประเทศชาติก็คงจะอยู่ดีมีสุข ไม่อยู่ร้อนนอนทุกข์เหมือนที่เป็นอยู่

คนดีควรต้องคิดดี ทำดี และพูดดี คนดีควรต้องคิดถูก ทำถูก และพูดถูกโดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำ เป็นบุคคลสาธารณะ

หากผู้นำมีจิตสำนึกสาธารณะ ก็มีโอกาสที่ผู้นำจะคิด พูดและทำในสิ่งที่ดีที่งาม ที่ถูกต้อง

ผู้นำควรทำในสิ่งที่ถูกต้อง (Doing the right things) ตั้งแต่เริ่มต้น มากกว่าการพยายามทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูก (Doing things right)

เราได้ยิน ได้ฟัง และได้เห็นผู้นำ โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองจำนวนหนึ่งพูดดำให้เป็นขาว พูดขาวให้เป็นดำ พยายามพูดและทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยการออกนโยบายใหม่ แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบ หรือกฎกติกาใหม่เพียงเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้ผลประโยชน์ ทำนองไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยวาจาก็ใช้บาทานำ หรือใช้กฎหมู่ข่มขู่ผู้อื่น เหตุการณ์เหล่านี้คงไม่เกิด ถ้าแต่ละคนมีจิตสำนึกที่ดีงามต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

โครงการประชานิยม ไม่ว่าจะของพรรคหรือรัฐบาลใด หากเบื้องหลังลึกๆ คือการหาเสียงเพียงเพื่อให้ได้ชัยชนะ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายโดยรวมของประเทศไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และโดยเฉพาะการสร้างค่านิยมที่ผิดให้เกิดกับประชาชน เป็นสิ่งที่ไม่ดีงามต่อสาธารณะ เพราะเงินที่นำไปใช้ในโครงการต่างๆ คือเงินภาษีที่มาจากประชาชน เพราะเงินของรัฐไม่ใช่เงินของรัฐบาล และไม่ใช่เงินของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่จะนำไปใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่า และเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

ผู้นำที่ดีและเก่งในทุกภาคส่วน และโดยเฉพาะผู้นำประเทศ จึงควรต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งคือการมีจิตสำนึกสาธารณะ จิตสำนึกแห่งความดีงามมุ่งมั่นที่จะคิดดีพูดดี และทำดีเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม

ผู้ที่มีจิตสำนึกสาธารณะ จะเข้าใจและสามารถแยกแยะเรื่องของความเป็นส่วนตัวกับเรื่องของสาธารณะได้ เรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องเฉพาะของบุคคลหรือกลุ่มคน จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็เป็นเรื่องส่วนตัวหรือส่วนกลุ่ม แต่หากเรื่องส่วนตัวนั้น ไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยหากมีผลกระทบ (Impact) ต่อประโยชน์สุขของสาธารณะโดยรวม ถือเป็นเรื่องสาธารณะ

ผู้นำที่ดีและเก่งควรต้องมีความกล้าหาญทางคุณธรรมจริยธรรม กล้าที่จะตัดสินใจทำในสิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพื่อความสงบสันติของประเทศชาติ

เราอาจจะลองใช้วิจารณญาณพิจารณาดูว่า ผู้นำคนไหนคิดอย่างไร มีจิตสำนึกสาธารณะหรือไม่ ด้วยการสังเกตการพูดและการกระทำของผู้นำเหล่านั้นว่า พูดและทำเพื่อและปกป้องประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หรือพูดและทำเพื่อและปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หากสังเกตลีลา สีหน้าท่าทางและน้ำเสียงประกอบคำพูดด้วย ก็จะยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าผู้นำคนนั้นคิดดี คิดถูกหรือไม่ มีความจริงใจหรือเฉไฉด้วยการใช้วาทกรรมอำพราง

เราคงต้องมาช่วยกันสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมของผู้นำ ในรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมกับแต่ละคนแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้ผู้นำปฏิบัติหน้าที่ในทิศทางที่พึงประสงค์ได้ดียิ่งขึ้น ช่วยกันเตือนสติ ให้สติ และสร้างสติให้กับผู้นำ ช่วยกันส่งเสริม สนับสนุนและรักษาผู้นำที่เก่ง ดี มีจิตสำนึกสาธารณะไว้ ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุน ไม่รักษาผู้นำที่เก่ง แต่ไม่ดี ไม่มีจิตสำนึกสาธารณะ อย่างน้อยที่สุดก็ส่งสัญญาณให้รู้ว่า “ตาวิเศษเห็นนะ”

หลักประกันสำหรับอนาคต



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2556

ผมเคยสงสัยมานานแล้วว่าทำไมเพื่อนหลายคน โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง มีพฤติกรรมแบบ ตอนเช้าเข้าวัด ตกบ่ายดูหมอ ทั้งสองอย่างดูไม่น่าจะไปด้วยกันได้ เพราะถ้าหากคนเราเชื่อในศาสนา ก็ไม่น่าจะเชื่อหมอดู เพราะไม่มีศาสนาไหนจะสอนให้เชื่อหมอดู มีแต่ให้เชื่อในคำสอนของศาสดาซึ่งหมายถึงพระเจ้า หรือหลักธรรมของศาสนานั้นๆ

ต่อเมื่อได้มาศึกษางานของ โคลด เลวี-สโทรสส์ (Claude Levi-Strauss) และนักคิดสายโครงสร้างนิยม ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าเราจัดให้ “การไปวัด” กับ “การดูหมอ” อยู่ในกลุ่มของกิจกรรมเดียวกันได้ ด้วยเหตุที่มันทำหน้าที่อย่างเดียวกัน คือการบรรเทาความวิตกกังวลของมนุษย์ที่มีต่ออนาคตอันไม่แน่นอน หรือพูดง่ายๆ มันเป็นวิธีการที่มนุษย์แสวงหาการ “หลักประกัน” ให้กับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรือแม้กระทั่งโลกหน้า (ถ้าหากเขาเชื่อว่ามี)

ถ้ามองแบบนี้ “การดูหมอ” ดูจะมีภาษีดีกว่าการเข้าวัดไม่น้อย เพราะคนส่วนใหญ่เข้าวัดไปเพื่อกราบไหว้พระพุทธรูป ถ่ายรูป แล้วก็เดินตัวปลิวออกมา น้อยคนที่จะเข้าวัดเพื่อไปฟังเทศน์ฟังธรรม การสนทนากับพระนักบวช เรื่องหัวข้อธรรมคำสั่งสอนก็ยิ่งน้อยลงไปอีก แต่กับ “หมอดู”​ ซึ่งมีสถานภาพเป็นคนธรรมดา ทำให้ไม่เกิดอาการเกร็งที่จะถามอะไรตรงๆ เช่น เมื่อไหร่จะได้แต่งงาน ผู้ชายที่มาจีบอยู่ใช่เนื้อคู่หรือไม่ งานที่ทำจะรุ่งเรืองหรือรุ่งริ่ง ฯลฯ​ มองในแง่นี้ “การดูหมอ” จึงตอบโจทย์ของการลดความวิตกกังวลในอนาคตมากกว่าการเข้าวัด

เราสามารถนำความเข้าใจเรื่องนี้มาใช้อธิบายปรากฏการณ์ “แม่ชีแก้กรรม” ซึ่งอยู่ในกระแสความสนใจเมื่อสองสามปีที่ผ่านมาได้ ว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย เพราะแม่ชีให้คำตอบในสิ่งที่โลกสมัยใหม่ให้ไม่ได้ แม่ชีทำให้อนาคตซึ่งมีความไม่แน่นอน ปัจจุบันซึ่งยุ่งเหยิง อดีตซึ่งแก้ไขอะไรไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และบริหารจัดการได้ ดังนั้น จึงตอบโจทย์ของมหาชนได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าการให้นั่งหลับตา หลังขดหลังแข็ง และไม่รู้สึกว่าได้อะไรเลย

ในทำนองเดียวกัน เรามักจะได้ยินคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า พวกที่ชอบเข้าวัดไปทำบุญสร้างวัตถุมงคล สร้างโบสถ์ พอกลับมาอยู่ในที่ทำงานกลับเห็นแก่ตัว และชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่นมากกว่าพวกที่ไม่ชอบเข้าวัดเสียอีก แสดงว่าการเข้าวัดไม่ได้ช่วยทำให้คนกลายเป็นคนดีเลย การมองแบบนี้เป็นการมองที่ผิดพลาด เพราะไปหลงติดอยู่กับรายละเอียด จึงมองไม่เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังลงทุนกับอนาคตระยะยาว ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนกับอนาคตของนักเล่นหุ้นในตลาดหุ้น แต่กับเพื่อนที่เล่นหุ้น เราไม่คาดหวังให้เขาต้องมีพฤติกรรมต่างไปจากเดิม แต่กลับไปคาดหวังกับเพื่อนที่พึ่งกลับมาจากวัด
ความเข้าใจเรื่องนี้ยังบอกกับเราว่า การจัดตั้งแผนกซีเอสอาร์ (CSR) ขึ้นมาเพื่อทำจิตอาสาให้กับสังคม อาจจะดีกว่าการเกณฑ์พนักงานไปปฏิบัติธรรม เพราะซีเอสอาร์ยังทำหน้าที่ตอบโจทย์ของการ “ลงทุนในอนาคต”​ มากกว่า เนื่องจากการถูกบังคับไปปฏิบัติธรรม คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกว่าได้ลงทุนอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะถ้าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นแบบที่ไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ให้เห็นว่าได้บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ เห็นนิมิต เห็นดวงแก้ว ก็ยิ่งไม่ตอบโจทย์ของการทำให้อนาคตเป็นสิ่งที่บริหารจัดการได้ และไม่ทำให้ปมที่มีมาในอดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขหรือเข้าใจได้

เช่นเดียวกับผู้ที่วิจารณ์ว่า คนที่ชอบสะสมวัตถุมงคลเป็นพวกงมงาย เพราะศาสนาไม่น่าจะสอนให้ยึดติดกับวัตถุภายนอก ก็เป็นผู้ที่ไม่เข้าใจว่าวัตถุมงคลนั้นทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกที่มองไม่เห็นกับโลกที่มองเห็นเอาไว้ด้วยกัน การห้อยแขวนวัตถุมงคลจึงช่วยให้ผู้ที่สวมใส่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับโลก โลกที่เต็มไปด้วยความแปลกแยก โลกสมัยปัจจุบันที่ถูกครอบด้วยกระบวนทัศน์ของวิทยาศาสตร์ ซึ่งให้ความชอบธรรมในการพูดถึงบางสิ่ง ในขณะเดียวกันก็ปิดกั้นและเก็บกดไม่ให้พูดถึงบางสิ่ง ผู้ที่แขวนพระอีกนัยหนึ่งก็เป็นการประกาศว่าตนเองเป็นขบถต่อวาทกรรมแบบวิทยาศาสตร์ที่ครอบงำพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน เมื่อความเป็นขบถอยู่ตรงข้ามกับความงมงาย จึงเกิดคำถามว่าแล้วใครกันแน่ที่ “งมงาย” ?

ส่วนคนที่ออกมาบอกว่า เพราะเหตุใดศาสนาซึ่งสอนให้คนเป็นดี แต่คนที่นับถือศาสนากลับมีพฤติกรรมรุนแรง เช่น ถ้อยคำในอดีตที่ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” หรือทำไมจึงมีสงครามศาสนา ก็หลงติดในรายละเอียดจนมองไม่เห็นว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ใช่ความรุนแรง (ในทัศนะของเขา) แต่เป็นการ “สร้างหลักประกันให้กับอนาคต” ตามความเชื่อของเขาต่างหาก (ส่วนจะถูกต้องตามหลักคำสั่งสอนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราย่อมเข้าไปแก้ปัญหาโดยการปรับความเข้าใจของศาสนิกจากความคลาดเคลื่อนสุดโต่งให้เกิดปัญญามากขึ้น เพราะถ้าหากเขาเข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองทำและเข้าใจว่ากำลังสร้างหลักประกันให้กับอนาคต แท้จริงแล้วเป็นการเดินตรงกันข้ามกับหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสดา เขาจึงจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความยินยอมพร้อมใจ ด้วยปฏิบัติการภายในใจตัวของเขาเอง ไม่ใช่การบังคับควบคุมจากภายนอก

กล่าวโดยสรุป ถ้ามองตามหลักโครงสร้างนิยม เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่ถูกลวงด้วยสภาพที่ปรากฏภายนอก หรือถูกทำให้ไขว้เขวเพราะรายละเอียด จนมองไม่เห็น “กลไกที่ซ่อนเร้น” ซึ่งทำหน้าที่ของมันอยู่ตามปกติ การทำความเข้าใจเรื่องหน้าที่และความสัมพันธ์ของส่วนย่อยจะทำให้เราเข้าใจว่ากลไกบางอย่างอาจจะถูก “แทนที่” ด้วยกลไกในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกันได้ ส่วนการแทนที่สิ่งหนึ่งด้วยอะไรถึงจะดีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามกันต่อไป

Back to Top