เดินเท้าเพื่อสายน้ำ



โดย ณัฐฬส วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 12 เมษายน 2557

ช่วงวันที่ ๑๔-๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ผมได้ไปเดินเท้าร่วมกับกลุ่มคนหลากหลายวิชาชีพและชาติพันธุ์จำนวนร้อยกว่าคน เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่ขาน และยืนยันว่าจะสืบสานชีวิตที่เลื่อนไหลของสายน้ำแม่ขานให้ดำรงอยู่ต่อไปพร้อมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่พึ่งพาป่าเขาและธรรมชาติ ในเขตอำเภอสะเมิงและสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ป่าและเขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั้งที่อยู่บริเวณต้นน้ำ คือชุมชนสบลาน และชุมชนท้ายน้ำ คือบ้านแม่คะนิงใต้ ซึ่งได้ช่วยกันดูแลรักษามานานหลายชั่วอายุคน

หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ภาครัฐพยายามกอบกู้บรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจด้วยการสร้างนโยบายแก้ไขน้ำท่วมอย่าง “ยั่งยืน” โดยรื้อเอานโยบายเดิมเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ จำนวน ๒๑ เขื่อนทั่วประเทศ และเพื่อลดกระแสต่อต้านคำว่า “เขื่อน” ทางโครงการเลือกใช้คำว่า “อ่างเก็บน้ำ” แทน โดยหยิบมารวมกันไว้ใน โมดูล A1 “โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก” ที่ ITD POWER CHINA JV ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี กับบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า ของประเทศจีน คว้าโครงการนี้ไป ด้วยงบประมาณ ๔๘,๕๐๐ ล้านบาท โดยเลือกก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมด ๑๘ แห่ง ความจุเก็บกักน้ำทั้งหมดประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในเวลาไม่เกิน ๕ ปี

ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา รัฐพยายามจะประกาศให้พื้นที่ป่าที่ชุมชนเหล่านี้ดูแลกลายเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ รวมถึงมีโครงการสร้างเขื่อนออกมาเป็นระยะ แต่ทุกอย่างเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อโครงการเขื่อนแม่ขานถูกบรรจุให้เป็น ๑ ใน ๒๑ เขื่อนของแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาทที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แม้ตัวโครงการจะยังไม่มีความชัดเจน แต่เมื่ออาศัยข้อมูลเดิมของกรมชลประทาน พบว่าเขื่อนแม่ขานจะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ป่ากว่า ๓,๐๐๐ ไร่ ไม่นับที่อยู่และที่ทำกินของชาวบ้าน ซ้ำยังปิดกั้นทางเข้าออกไปสู่ตัวอำเภอสะเมิงที่จะกระทบต่อชาวบ้าน ๘ หย่อมบ้านจำนวน ๒,๐๐๐ คน จึงทำให้คนทั้งในและนอกพื้นที่คัดค้าน เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่ไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงนิเวศวิทยาและสังคม

การที่ผมรู้จักที่นี่มาหลายสิบปี ทำให้รับรู้ได้ว่าชาวบ้านที่นี่มีความรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกกังวลหวาดวิตกเวลาได้ข่าวนโยบายการสร้างเขื่อนแม่ขานที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมทับพื้นที่ป่าและที่ทำการเกษตรจำนวน หลายพันไร่ อีกทั้งแม่น้ำขานก็เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ยังจะทำให้การสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้านหลายแห่งและอำเภอสะเมิงยากลำบากยิ่งขึ้น คุณป้าคนหนึ่งที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของที่นี่ ชื่อพะหมื่อ ยอดฉัตรมิ่งบุญ กล่าวสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ถ้าเขื่อนมา น้ำจะท่วม ไม่ใช่แค่ท่วมที่ป่าที่ทำกิน แต่ท่วมวิถีชีวิตของพวกเราไปด้วย ท่วมขวัญและชีวิตของพวกเราไปด้วย”

ผมเองเป็นคนเชียงราย และรู้ดีว่าป่าในพื้นที่อาศัยของคนเมืองอย่างพวกเราและชนเผ่าต่างๆ ถูก แปรไปเป็นไม้และพื้นที่เกษตรเพื่อการค้าจนไม่เหลือแล้ว ยกเว้นพื้นที่ป่าที่อยู่ในการดูแลของชาวปกาเกอญอหรือกะเหรี่ยงนั่นเอง แม้จะมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เท่าเดิม เพราะผ่านการสัมปทานป่าครั้งใหญ่ๆ ในอดีต แต่ถือว่ายังมีเหลือไว้ให้ร่มเย็นและสามารถกักเก็บน้ำฝนในแต่ละปีได้มาก ความข้อนี้บรรดานักอนุรักษ์ทั้งในฝั่งประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน หรือแม้แต่ข้าราชการป่าไม้บางคนที่ทำงานใกล้ชิดกับเรื่องนี้อย่างเปิดใจน่าจะทราบดี ดังนั้นนโยบายการ “พัฒนา” (ที่แปลว่าทำให้ดีขึ้น) ต่างๆ ของรัฐเช่นการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่จะหมายถึงการควบคุมการดำเนินชีวิตในเขตป่าอย่างรัดกุมและเข้มข้นมากขึ้น จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผู้พิทักษ์ป่าตัวจริงเหล่านี้

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่อาศัยพื้นที่ป่าและชุมชนสบลานในการนำผู้คนเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต การเปลี่ยนผ่านและเติบโตทางจิตวิญญาณ ที่เรียกว่า “นิเวศภาวนา” อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ภายในที่มีค่าและทรงพลังมาก และส่งผลให้เกิดความตื่น ความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและเป้าหมายของชีวิต ในแต่ละปี ผมจะเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมการเดินทางภายในจำนวนไม่เกิน ๒๐ คน เพื่อไปใช้เวลา ๘ วันในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพ มีมิติของการภาวนา การประกอบพิธีกรรมสำหรับการสละทิ้ง การละวาง การหลอมรวมและการกำเนิดใหม่ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนหลายร้อยชีวิตได้รับประโยชน์ทางจิตใจจากผืนป่าและสายธารในบริเวณนี้แทบทั้งสิ้น

ดังนั้นสำหรับผมแล้วผืนป่าและแม่น้ำแห่งนี้จึงเป็นมากกว่า “ทรัพยากร” แต่เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตที่สามารถให้พลังทางจิตวิญญาณแก่ผู้มาเยือน ท่ามกลางสังคมที่มีความวุ่นวาย สับสน พัวพันกับวังวนของเงินตราและบริโภคนิยม เป็นที่ที่เหมาะสมสำหรับการภาวนาเพื่อการเข้าใจตัวเองและธรรมชาติของชีวิต

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุด คือชุมชนปกาเกอญอที่อยู่แถบนี้ยังคงมีวิถีชีวิตแตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างยิ่ง หลายบ้านยังไม่มีไฟฟ้า เพราะเลือกอยู่อย่างเรียบง่ายและพึ่งพาธรรมชาติ ผมจึงมองว่าชุมชนแบบนี้เป็นเหมือน “ชุมชนต้นแบบ” ในการดำรงชีพอย่างพอเพียงและเป็นมิตรกับธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากชีวิตเมืองที่ใช้ทรัพยากรอย่างไร้ขีดจำกัด ในสายตาของผม พวกเขาคือครูในการกินอยู่และรักษาอย่างยั่งยืน

การเดินทางของขบวนธรรมยาตรานี้เริ่มต้นที่หมู่บ้านต้นน้ำ คือบ้านสบลาน คณะเดินทางประกอบไปด้วยประชาชนที่คัดค้านการสร้างเขื่อนจากในท้องถิ่นเอง ทั้งหมู่บ้านต้นน้ำและท้ายน้ำ จังหวัดแพร่ ลำพูน และอ.แม่แจ่ม นักข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ชาวต่างประเทศที่ทำงานด้านการส่งเสริมทรัพยากรธรรมชาติ นักศึกษาและนักเรียนจากโรงเรียนทางเลือก นักวิชาการทางธรณีวิทยา นักพฤกษศาสตร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่อุทยายานออบขานเองที่มีบ้านอยู่ที่แม่คะนิงใต้ซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรงหากมีการสร้างเขื่อนขึ้น

การเดินเท้าเพื่อศึกษาระบบนิเวศตลอดสองข้างฝั่งแม่น้ำขานนี้ เป็นไปอย่างราบรื่น สนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีการแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ตามความสนใจ เช่น เดินช้าเพื่อศึกษาระบบนิเวศและธรณีวิทยา เดินกลางๆ เพื่อภาวนาและสร้างความตระหนักรู้ต่อแผ่นดินและป่าไม้ เดินเร็วเพื่อไปถึงเป้าหมายและตระเตรียมความพร้อมของจุดต่อไป แต่ทั้งหมดคือการเดินเท้าเพื่อทำความรู้จักคุณค่าของระบบนิเวศแม่น้ำขาน ในระหว่างทางมีการค้างแรมและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันรอบกองไฟ และเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง คืออุทยานแห่งชาติออบขาน ก็มีการอภิปรายคัดค้านผ่านสื่อสาธารณะ รวมทั้งมีการแสดงของนักเรียนโรงเรียนโจ๊ะมาโลลือหล่า (วิถีชีวิต) ที่น่าประทับใจ เรียกรอยยิ้มและน้ำตาจากผู้ชมได้ไม่น้อย ที่เห็นเด็กๆ กลุ่มละครลูกไม้ ออกมาประกาศว่า “เรารักบ้านของเรา เรารักสายน้ำ เราไม่ต้องการเขื่อน” อย่างแข็งขัน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤตความขัดแย้งระหว่างกลุ่มความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน อย่างไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นคือประชาชนได้ออกมาตรวจสอบ มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อรัฐบาลและสังคม ในสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การจำนำข้าว การคัดค้านเขื่อน และอื่นๆ นับเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่สำคัญ และหวังว่าคนที่มาทำหน้าที่ใช้อำนาจในการบริหารจัดการบ้านเมือง จะได้ตระหนักรู้ถึงพลังประชาชนที่มีจิตสำนึกอันบริสุทธิ์ในการปกปักษ์รักษาถิ่นกำเนิด วัฒนธรรม และทรัพยากรที่เกื้อกูลต่อชีวิต โดยกล้ามารับฟังเสียงของประชาชนโดยเฉพาะเสียงของชนชายขอบของสังคม ชนกลุ่มน้อยหรือคนกลุ่มน้อย และค้นหาทางออกในการบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นระบบ

การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมไม้ร่วมมือที่ดีในระดับท้องถิ่นนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่ง และดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่จะนำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนในความหมายที่แท้จริง คือการทำให้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น นำมาซึ่งความผาสุกของราษฎร ส่วนระบบสั่งการและควบคุมด้วยการใช้อำนาจหรืออ้างความรู้ความเชี่ยวชาญที่เหนือกว่าคนท้องถิ่นนั้น ดูจะเป็นแนวทางที่ไม่มั่นคงเอาเสียเลย

จิตวิวัฒน์นั้นหมายถึงจิตสำนึกใหม่ของการเข้าใจชีวิตที่สามารถอยู่ร่วมอย่างเรียนรู้ และการมองเห็นชีวิตว่ามีศักยภาพในการเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและร่วมไม้ร่วมมือ การเมืองหรือการบริหารและปกครองก็เช่นกัน จำต้องวิวัฒน์ไปให้พ้นการแสวงหาผลประโยชน์ของพรรคพวกหรือส่วนตน และเอื้อเฟื้อให้เกิดประชาธิปไตยที่มีทั้งการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมและมีคุณธรรมกำกับไปพร้อมๆ กัน

เส้นผมบังจักรวาล



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 เมษายน 2557

ในเว็บไซต์ของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว เมื่อเร็วๆ นี้เอง มีบทความเกี่ยวกับการฝึกทักษะของผู้นำที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ ชื่อของบทความนี้แปลเป็นไทยได้ว่า “การฝึกสติสำหรับผู้บริหารที่ไม่มีเวลานั่งสมาธิ”​ คำว่าสติ มาเรีย กอนซาเลซ ใช้คำว่า mindfulness ส่วนสมาธิ เธอใช้คำว่า meditation

แม้กระแสของการพูดคุยเรื่อง “สติ” และ “สมาธิ” จะกว้างขวางออกไปมากแค่ไหน แต่ผมก็ยังพบว่าผู้คนยังคงเข้าใจผิด และสับสนระหว่างสองคำนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพี่ฝรั่งหรือน้องไทย ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าทั้งสองคำนี้ไม่ได้พูดถึงสิ่งเดียวกัน สติไม่ใช่สมาธิ และสมาธิไม่ใช่สติ แต่มันมีความเกี่ยวข้องกันอยู่

สติคือการระลึก ไม่ใช่ระลึกอดีต จดจำได้ว่าวางกุญแจบ้านเอาไว้ตรงไหน หรือนึกได้ว่าลืมซื้อนมกลับบ้าน แต่เป็นการ “รู้สึกตัว” คือหลุดจากสภาวะของการติดตามความคิด การจมจ่อมอยู่กับความคิด มันคือการวาร์ปกลับเข้ามาสู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ชั่วขณะ ที่เอ็กค์ฮาร์ท โทลเลอ ผู้เขียนหนังสือ The Power of Now พูดว่าให้รับรู้ปัจจุบันขณะโดยไม่มีม่านหมอกของความคิดมากางกั้น (Screen of mind) การกลับมารู้สึกตัวนี่เองคือสติ เพราะเป็นอิสระจากความคิด

โทลเลอได้จำแนกเวลาเป็นสองแบบ แบบแรกคือเวลานาฬิกา (clock time) ซึ่งก็คือเวลาที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นเวลาที่เราสามารถบอกได้ด้วยนาฬิกา เช่นเวลาผ่านไปกี่นาทีแล้ว หรือนัดเพื่อนไว้ที่ร้านกาแฟตอนบ่ายสอง เป็นตัวอย่างของเวลานาฬิกา แต่เวลาอีกแบบหนึ่ง เข้าใจยากกว่า เขาเรียกมันว่า “เวลาทางจิต” (psychological time) หากพวกเราเคยมีความสุขจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ตรงกันข้ามถ้าเราอยู่ในช่วงที่มีความทุกข์ทรมานกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน นี่เรียกว่า เวลาทางจิต ซึ่งแต่ละคนก็รับรู้แตกต่างกันไป ไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในที่เดียวกัน เวลานาฬิกาเดียวกัน ทำกิจกรรมเดียวกัน การรับรู้เวลาก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่สภาวะภายในของแต่ละคน

โทลเลออธิบายว่า เราควรต้องฝึกตัวเองให้หลุดออกจากกรงขังของ “เวลาทางจิต” หมายถึง พยายาม “ออกจากความคิด” ต่างๆ ที่ทำให้เราเวิ่นเว้อวุ่นวายอยู่ในหัวเรา โดยที่ความเป็นจริงแล้ว ในชีวิตจริงยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับคนเรา ส่วนใหญ่แล้วแทนที่จะรีบแก้ไข เรากลับไปเสียพลังงานทางจิตใจให้กับการครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ในวังวนของปัญหา ก็เหมือนพวกแอพที่เขียนมาไม่ดี ทำให้สมาร์ทโฟนของเราค้างจนต้องกดปุ่มรีเซต

เดี๋ยวนะ ผมพูดว่า “รีเซต”

ใช่ “รีเซต” นี่แหละคือตัว “สติ” คือออกจากโปรแกรมความคิดที่ค้างเติ่งอยู่ในหัวสมองของเรา แล้วกลับมาเริ่มใหม่ที่ “ความรู้สึกตัว” มันคือความสดใหม่ เหมือนพึ่งรีสตาร์ทเครื่องใหม่ๆ สมาร์ทโฟนของเราจะว่องไว ตอบสนองได้ดี เพราะยังไม่มีอะไรมาค้างคาในหน่วยความจำ การจะทำแอ็คชันอะไรก็รวดเร็ว ยืดหยุ่น แก้ไขปัญหาได้เต็มศักยภาพ

ทุกวันนี้ถามตัวคุณเองว่า คุณเหมือนสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าที่เปิดโปรแกรมเอาไว้เยอะแยะมากมาย จนแทบทำอะไรไม่ได้เลยหรือเปล่า? ถ้าใช่คุณก็ไม่ต่างจากคนมากกว่าครึ่งโลกที่มีชีวิตอยู่อย่างหลับๆ ตื่นๆ ใช้ศักยภาพของตัวเองไม่ถึงครึ่ง

ตอนเริ่มต้น ผมเกริ่นว่า มาเรีย กอนซาเลซ​ ผู้เขียนบทความใน HBR พูดถึงวิธีการกลับมารู้สึกตัวแบบสั้นๆ ที่เธอใช้คำว่า micro-meditation เธอให้กลับมาสังเกตลมหายใจ และถ้าหากใจลอยเวลากำลังฟังใครอยู่ก็ให้กลับมาฟังใหม่ และนี่ก็เป็นเรื่องเดียวกับการฝึกสติในชีวิตประจำวันที่กูรูหลายคนพูดแต่ไม่บอกวิธีการ หรือเวลาบอกก็ไม่ชัดเจน โดยพยายามเอาวิธีการทำ “สมาธิ” แบบนั่งหลับตาตามลมหายใจมาใช้ในชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวาย ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อย “เฟล” ครับ

มันใช้ไม่ได้ เพราะเหตุว่าใช้เครื่องมือไม่ถูกกับงาน!

ทำ “สมาธิ” เหมือนกับการชาร์จแบตสมาร์ทโฟน เวลาเราจะใช้ เราไม่ได้เอาแบตไปใช้งาน แต่แบตให้พลังงานคือกระแสไฟฟ้า ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนของเราทำงาน หน้าจอสว่าง เปิดแอพต่างๆ ขึ้นมาทำงาน ถ้าแบตอ่อน แน่นอนบางโปรแกรมก็รันไม่ขึ้น

แต่ผมเห็นว่า มาเรียมาถูกทางแล้วที่แนะนำเรื่องการฟัง ว่าถ้าหากใจลอยไปเมื่อไรให้กลับมาตั้งใจฟังใหม่ การฝึกสติด้วยการฟังในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ดี เพราะวันวันหนึ่งสำหรับคนทำงาน เราต้องพบปะผู้คน สนทนา หรือประชุม จะมีโอกาสให้เราได้ฝึกการฟังมาก ให้ลองสังเกตว่า เราฟังอย่างไร ใหม่ๆ เราจะไม่รู้เลยว่าเราคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ในขณะกำลังฟัง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราคุ้นชิน เป็นพฤติกรรมเดิม แก้ไขได้โดยให้รู้สึกตัวให้ไวที่สุดว่าเรากำลังคิดไปเรื่องอื่น ตรวจจับการหลุดลอยเข้าไปใน “เวลาทางจิต” ของเราให้เร็วกว่าที่เคยเป็นอยู่ แล้วกลับมาฟังใหม่ ในช่วงขณะที่เรารู้สึกตัวว่าเรากำลังคิดไป ช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ความคิดจะหยุดทำงาน นี่เรียกว่า สติ หรือ ปัจจุบันขณะของโทลเลอ การกลับมาฟังใหม่และอยู่กับสิ่งที่กำลังฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่บีบเค้น ไม่วอกแวกไปเรื่องอื่นนั่นเรียกมีสมาธิ (ขณิกสมาธิ)

ถ้าความรู้สึกตัวทำงาน พร้อมความตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ทำ และถ้ามีปัญญาญาณมารองรับ เราเรียกลักษณะของจิตใจแบบนี้ว่า “จิตที่คู่ควรกับงาน” หรือจิตที่อยู่ใน optimal learning state ซึ่งสามารถตรวจวัดผลในทางวิทยาศาสตร์ได้ เพราะคลื่นสมองจะเข้าสู่สภาวะคลื่นเธตา (theta state) ซึ่งจะเปิดศักยภาพของมนุษย์ให้ทำในสิ่งที่มนุษย์ครึ่งหลับครึ่งตื่นทำไม่ได้ คือการเรียนรู้ที่ข้ามพ้นสภาวะที่จิตใจถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ด้วยความคิดที่วิ่งวุ่น สิ่งใหม่จะผุดบังเกิดขึ้นได้ อันที่จริงเราทุกมีศักยภาพนี้อยู่แล้ว แต่เพราะเราไม่ปล่อยให้มันทำงาน กลับใช้ความกลัวและความวิตกกังวลผลิตความคิดขึ้นมาตัดรอนศักยภาพตัวเองตลอดเวลา

บางทีเส้นผม (แ-่ง) ก็บังทั้งจักรวาลเลย!

สงครามจิตใต้สำนึก



โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 มีนาคม 2557

ในพื้นที่สาธารณะทั้งหลายในเมืองไทยนั้น หากเงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัว เราจะพบเห็นป้ายโฆษณาใหญ่น้อยเต็มไปหมด ป้ายเหล่านี้ล้วนตะโกนออกมาดัง-ดังว่า “จงซื้อ” และ “จงครอบครอง” และถ้าเป็นโฆษณาของโรงพยาบาล ข้อความที่แอบตะโกนแบบเรียบร้อยก็คือ “จงป่วย” และ “จงมาตรวจและพบโรค”


เช่นเดียวกับโฆษณาทางวิทยุในต่างจังหวัดและหรือขอบปริมณฑลของกรุงเทพฯ ที่ช่วงเช้าเต็มไปด้วยโฆษณาปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ช่วงกลางวันก็เป็นโฆษณาอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่อ้างสรรพคุณเป็นยาและอ.ย.อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมสังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมแห่งการซื้อ อาหารที่บริโภคก็ปนเปื้อนสารเคมีจำนวนมาก และผู้คนก็วิ่งไปหาหมอเพียงแค่เป็นไข้หวัด

จิตใจของมนุษย์นั้นเปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง ดังที่ซิกมันด์ ฟรอยด์เคยเปรียบเทียบไว้ สิ่งที่ปรากฎให้เห็นผ่านความคิด คำพูด และพฤติกรรม ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงของสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึกนี้ไถ่ นัท ฮันห์ เคยอธิบายไว้ในเล่ม สู่ชีวิตอันอุดม ว่าเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ หรือเรียกว่าอาลัยวิญญาณ เมล็ดพันธุ์ของจิตใต้สำนึกเหล่านี้เป็นเครื่องกำหนดความคิด คำพูด และพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งหมด การบ่มเพาะและดูแลจิตใต้สำนึกจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

เมล็ดพันธุ์ของความโกรธ/เกลียด/รัก/หลง ฯลฯ ล้วนดำรงอยู่ในพื้นที่จิตใต้สำนึกนี้ หากเรามองเห็นและตระหนักถึงเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ภายในตัวของเราได้ เราย่อมดูแลเมล็ดพันธุ์ทั้งดีและไม่ดีได้ นั่นคือ เมล็ดพันธุ์ของความไม่ดีก็ดูแลไม่ให้เติบโตงอกงามออกไปเป็นความคิด/คำพูด/พฤติกรรม ขณะเดียวกันก็บ่มเพาะส่งเสริมให้เมล็ดพันธุ์ที่ดีเติบโตงอกงาม


การบ่มเพาะและดูแลจิตใต้สำนึกนี้เกิดขึ้นได้จากการจัดสภาวะแวดล้อมอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับกระบวนการตรวจติดตามสภาวะภายในของตนเองหรือที่เรียกว่าการดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะ/ภาวนา/เจริญสติ

ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนใส่ใจและหรือมีความรู้น้อยลงเกี่ยวกับการตรวจติดตามสภาวะภายในของตน การจัดสภาวะแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการบ่มเพาะและดูแลจิตใต้สำนึกที่ดีจึงมีความสำคัญมาก


ในสมัยโบราณ บ้านของคนจีนจะแขวนตัวอักษรที่แสดงถึงคุณธรรมต่างๆ เป็นต้นว่า กตัญญู สัตย์ซื่อ กล้าหาญ ฯลฯ


ที่หมู่บ้านพลัมมีอักษรและคำขวัญที่เชิญชวนผู้คนกลับมาสู่ปัจจุบันขณะติดอยู่ในหลายที่ ทั้งในห้องน้ำ ห้องนอน ห้องภาวนา และในสวน – และเป็นเช่นเดียวกันกับสวนโมกข์ ไชยา และอีกหลายวัดในเมืองไทย

อย่างไรก็ดี สภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เต็มไปด้วยข่าวสารจำนวนมาก และมีคุณภาพเชิงลบ หากเราไม่ระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นการเสพข่าวโฆษณาจนกลายเป็นนักบริโภคนิยม หรือเสพข้อมูลข่าวสารความรุนแรง ไม่ว่าจะถ้อยคำ/ความประชดประเทียดเสียดสี กระแหนะกระแหนด่าทอ กระทั่งว่าตัวเราเองก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งแวดล้อมนั้นเอง เช่น เป็นต้นตอเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ พูดหรือเขียนประชดประชันแบบรายวัน กระแหนะกระแหนด่าทอรายชั่วโมง – เหล่านี้ล้วนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์จิตใต้สำนึกที่ไม่ดีทั้งนั้น และไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมการประชดประชันกระแหนะกระแหนด่าทอต่อเนื่องรายวันนานหลายเดือน จึงกลายมาเป็นเฮทสปีช (Hate Speech) เป็นปฏิบัติการต่อยตีบนท้องถนน เป็นพฤติกรรมล่าแม่มดด้วยการเปิดเผยชื่อที่อยู่ของศัตรู/เหยื่อให้คนอื่นไปข่มขู่ทำร้ายร่างกายถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน


เมล็ดพันธุ์จิตใต้สำนึกของพวกเราแต่ละคนพอมารวมกันมากเข้าก็กลายเป็นจิตใต้สำนึกแบบรวมหมู่ของสังคม และนำมาสู่การกำหนดกฎกติกาทั้งหลายในสังคม ดังนั้นเอง ถ้าคนหลายคนทำในหลายสิ่งเหมือนกันมากเข้าจนกลายเป็นคุณค่าร่วม เช่น การมองเห็นศัตรูเป็นมารร้ายไม่ใช่มนุษย์ การสะใจในความสูญเสียของเพื่อนมนุษย์อีกฝ่าย เห็นแต่คำตอบแบบขาว-ดำในความขัดแย้งเห็นต่าง เห็นว่าตนเองดีกว่าคนอื่น เห็นว่าคนอื่นทำดีไม่เหมือนตนเอง ฯลฯ เมล็ดพันธุ์จิตใต้สำนึกเหล่านี้ - ไม่ว่าจะอยู่ฟากฝ่ายของความคิดทางการเมืองแบบใด – ก็ล้วนนำพาสังคมไปสู่ทิศทางแห่งความล่มสลายไม่ต่างกัน

สงครามในมหาภารตยุทธนั้น เป็นสงครามทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่สงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง หากมนุษย์พ่ายแพ้ต่อจิตใจฝ่ายต่ำ ประกอบด้วยความโลภและความรุนแรง ดังที่พี่ฆ่าน้อง หลานฆ่าปู่ ศิษย์ฆ่าอาจารย์ นักรบมุ่งชัยชนะจนผิดกติกา ลอบทำร้ายกันยามค่ำคืน พราหมณ์ทำร้ายหญิงมีครรภ์ ธรรมบุตรกล่าวเท็จ เหล่านี้ย่อมนำไปสู่หายนะและความพินาศ พระกฤษณะ อวตารแห่งพระนารายณ์ แม้จะเป็นเพียงสารถีรถศึก ก็ยังถูกสาปให้ญาติพี่น้องตนเองเข่นฆ่ากันจนสิ้นวงศ์ ตัวเองก็เสียชีวิตในลักษณาการอันน่าอนาถ


สถานการณ์สังคมไทยปัจจุบันมีผู้เปรียบว่าเหมือนอยู่ในภาวะสงคราม เป็นสงครามทางความคิดและอุดมการณ์ และมีแนวโน้มที่จะเป็นสงครามกลางเมืองได้ อย่างไรก็ดี อนาคตของสงครามกลางเมืองก็ขึ้นอยู่กับสงครามทางจิตสำนึก/จิตวิญญาณในปัจจุบันด้วย

การดูแลจิตสำนึกของความรุนแรงไม่ให้เติบโต และบ่มเพาะจิตสำนึกของสันติวิธีให้งอกงาม ผ่านปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพและระดับปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการระมัดระวังความคิด คำพูด การกระทำของเรา/สังคม จึงยังคงเป็นเรื่องจำเป็น

Back to Top