ความถูกต้อง ความชอบธรรม ความยุติธรรม
ความมีคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทยและสังคมโลก

โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2548

คำหลักๆ ที่ขึ้นต้นเป็นชื่อของบทความนี้มีความหมายที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน จนในหลายๆ กรณีมีบางคนเอาไปใช้ในความหมายเดียวกัน บางคนใช้เป็นเหตุผลในการสนับสนุนหรือการปกป้องการกระทำของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็โจมตีผู้อื่นที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม

เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในสื่อหลากชนิด โดยเฉพาะจากนักการเมือง และแม้กระทั่งจากเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิดบางคน

หรือโลกยุคปัจจุบันและโลกในอนาคตอันใกล้ กำลังลดทอนความมีคุณธรรมจริยธรรม ความดีงาม ความยุติธรรม ความชอบธรรม เหลือแค่เพียงความถูก-ผิดทางกฎหมาย และโดยเฉพาะความถูก-ผิดตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงานของตนเอง จึงเกิดการโต้แย้งโต้เถียง ปกป้องและกล่าวหาผู้อื่นในทำนองว่าตนเองทำถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานที่ตนสังกัด ทำถูกต้องตามหน้าที่ของตำแหน่งที่ตนดำรงอยู่ ส่วนคนอื่นที่ประท้วงหรือต่อต้าน เป็นฝ่ายผิด ไม่รู้เรื่องหรือแม้กระทั่งหาเรื่อง ในทางกลับกันอีกฝ่ายก็โจมตีอีกฝ่ายว่าผิด และบอกว่าตนเองถูก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

กรณีตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในกรณีของคุณหญิงจารุวรรณ คุณวิสุทธิ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อม เช่นประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการสตง. และอีกหลายๆ คน ไม่มีใครบอกว่าตัวเองทำผิด มีแต่บอกว่าทำถูกต้องตามขั้นตอน ตามกฎหมาย ตามกฎ ระเบียบข้อบังคับ

ข้อสังเกตและข้อควรพิจารณาก็คือ ถ้าทุกคนทำถูกต้อง ทุกหน่วยงานทำถูกต้อง แล้วทำไมจึงยังมีปัญหาอยู่ และที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าไม่ควรทำให้เรื่องนี้กระทบกระเทือน ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

บนความสับสนวุ่นวายของปัญหานี้ ที่เหลือไว้คือความทุกข์และความเจ็บปวดทางความรู้สึกของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กรณีของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และรายการเมืองไทยรายสัปดาห์กับคู่กรณี ซึ่งต่างก็อ้างสิทธิและความชอบธรรมทางกฎหมาย ที่เหลือไว้คือความทุกข์ความเจ็บปวดที่ต้องไปต่อสู้กันในศาล เพื่อพิสูจน์ความถูก-ผิดทางกฎหมาย

ความดี ความงาม ความมีคุณธรรมจริยธรรม และสุนทรียธรรมในชีวิตและสรรพสิ่งหายไปไหนหมด คู่กรณีไม่สามารถจะมีสุนทรียสนทนากันได้ ต้องจ้างนักกฎหมายให้ว่าและหาความแทนตนเอง กลายเป็นสงครามตัวแทน

กรณีการซื้อหุ้นมติชน ผู้ซื้อก็อ้างสิทธิและความชอบธรรมเพราะทำถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของ กลต. ฝ่ายผู้ถูกซื้อก็อ้างสิทธิและความชอบธรรมในการต่อต้าน และต่อสู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามระเบียบข้อบังคับของ กลต. ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายมีความชอบธรรมและต่อสู้กันอย่างยุติธรรมตามกฎหมาย ที่เหลือไว้คือความทุกข์และความเจ็บปวดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กรณีของคุณประมวล รุจนเสรี กับสมาชิกพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่ง ที่ต่างก็อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อ้างความชอบธรรม และบางคนอ้างมารยาท ฝ่ายหนึ่งอยากให้ถูกไล่ออกจากพรรคอีกฝ่ายหนึ่งก็อยากไล่ให้ออกจากพรรค แต่จนถึงปัจจุบันคุณประมวลก็ยังคงสถานภาพเหมือนเดิมตามกฎหมาย แต่เปลี่ยนสถานภาพทางสังคมและการยอมรับจากพรรคไทยรักไทย ที่เหลือไว้คือความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน และรอวันเวลาที่เหมาะสมที่จะทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตามกฎระเบียบข้อบังคับของพรรค

ความเป็นเพื่อนร่วมพรรค ความรักความเมตตาที่เคยมีให้แก่กันและกัน มันหายไปไหนหมด ทำไมจึงเอาความเคียดแค้น ชิงชัง มาแทนที่ความเป็นกัลยาณมิตร

กรณีกฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการการเมือง ผู้ผลักดันก็บอกว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงมีความชอบธรรม แต่ผู้คัดค้านก็บอกว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมและไม่ยุติธรรมกับข้าราชการประเภทอื่น

ตกลงความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย นำไปสู่ความยุติธรรมทางสังคมจริงหรือไม่ ความถูกต้องตามกฎหมาย สร้างให้สังคมเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมจริยธรรมหรือไม่ ทั้งที่ในหลักการแล้วกฎหมายที่ดีก็ควรนำไปสู่ความยุติธรรมและความมีคุณธรรมจริยธรรมในสังคม ไม่ควรแยกหรือแปลกแยกออกจากกัน

เนติกรที่ดีก็ควรมีจิตวิญญาณและจิตสำนึกของการเป็นเนติบริกรที่ตั้งอยู่บนความถูกต้อง ความชอบธรรม ความยุติธรรมและความมีคุณธรรมจริยธรรมประจำใจ ไม่ใช่การพยายามจะจับผิดหรือเอาชนะคู่กรณีในแง่ของการเล่นแร่แปรธาตุในทางกฎหมาย เพียงเพื่อชื่อเสียงและความสมประโยชน์ของฝ่ายตน เพราะไม่เช่นนั้นกฎหมายก็จะเหลือแต่ความถูก-ผิดตามตัวอักษรและความเชี่ยวชาญในการบิดเบือนกฎหมายของเนติกรที่ขาดจิตวิญญาณของการเป็นนักกฎหมายที่ดี เพราะขาดความถูกต้องชอบธรรม ขาดความยุติธรรมในแง่ของคุณธรรมจริยธรรมและสุนทรียธรรมในจิตใจ

กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยก็เช่นกัน ต้องพิจารณาว่าเป็นเรื่องของความถูก-ผิดทางกฎหมาย หรือเป็นเรื่องของความชอบธรรม ความยุติธรรม หรือเป็นเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม หรือจริงๆ แล้วมันสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไปหมด ถ้าคำตอบคือเรื่องถูก-ผิดทางกฎหมาย ก็มีแนวโน้มว่าจะใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ ถ้าเป็นเรื่องของความชอบธรรมความยุติธรรม ก็ควรใช้และให้ความชอบธรรมและความยุติธรรม ถ้าเป็นเรื่องของความคุณธรรมจริยธรรม ก็ควรมาเน้นเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ถ้ามองว่ามันสัมพันธ์กันไปหมด ก็ควรจัดการแบบองค์รวมที่เน้นความสัมพันธ์เชื่อมโยง และจึงต้องระดมหลายๆ ฝ่ายเข้ามาช่วยกัน

ผู้บริหารและผู้นำของโลก ของประเทศ และขององค์กร โดยเฉพาะองค์กรทางธุรกิจและการเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เชื่อ คิด และทำ ภายใต้ภาวะถูกมนต์สะกดของ "กลไกตลาด" ที่ดูเหมือนเป็นคำที่ขลังและยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นคำที่ผู้บริหาร นักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ในกระแสต่างก็ใช้คำนี้เป็นคำอธิบาย และบางครั้งก็ใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จนบ่อยครั้ง ขาดสติ ขาดปัญญา ที่จะมองเห็นว่า "กลไกตลาด" นั้นมันผุดโผล่มาจาก "การค้าเสรี" ภายใต้การสะกดจิตของระบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ที่เน้นการแข่งขันมากกว่าการแบ่งปัน เน้นความโปร่งใสในความหมายแคบๆ แค่ทำตามกฎกติกาที่ตกลงกันไว้ และตรวจสอบความถูก-ผิด ตามกฎกติกาได้ โดยทำให้หลงเชื่อ โน้มน้าวและ/หรือบีบบังคับด้วยหลากวิธีเพื่อจะได้นำโลกไปสู่ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ตามกฎกติกาและมาตรฐานที่ตนวางไว้

เรากำลังอยู่ภายใต้สงครามล้างเผ่าพันธุ์ทางความคิด ทางวัฒนธรรม และดูเหมือนว่าเรากำลังจะพ่ายแพ้ เพราะหลายภาคส่วนในสังคมของเรามีวิสัยทัศน์ มีพันธกิจ มียุทธศาสตร์และการปฏิบัติในแนวทางของเศรษฐกิจเสรีทุนนิยมแบบเกินร้อย และเชื่อว่าเราสามารถจะเป็นที่หนึ่งได้

เรากำลังถูกทำให้เหมือนกันทั่วโลก ภายใต้ "มาตรฐาน" เดียวกัน และดูเหมือนว่าเรากำลังถูกสะกดจิตหมู่ให้ก้าวเดินไปทางนั้น

นี่เรากำลังถูกสะกดจิตอยู่จริงๆ หรือไม่ เพราะดูเหมือนเราหลงและไหลไปตามกระแสเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม

เพื่อช่วยสร้างความถูกต้อง ความชอบธรรม ความยุติธรรม ความมีคุณธรรมจริยธรรม และสุนทรียธรรมในสังคมไทยและสังคมโลกให้มีเพิ่มมากขึ้น สมควรที่จะได้มีการนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญาพอเพียง โดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวของไทยมาใช้อย่างจริงจัง

จิตวิญญาณนั้นมีค่า อย่าคิดขาย

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2548

หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่ ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมันงามทอดยอดอวบสะพรั่ง

ทุกเช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อย ๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด มันก็ต่อชีวิตของยาย

โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น ๓ – ๔ คน มาอยู่กับยาย ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวก ๆ เอาไปกองขายไม่ได้ราคา กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย

ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก มันเป็นจิตวิญญาณของยาย

สล่าคำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไปตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้ สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร

พ่อค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น ผลิตจากโรงงานเป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้น เป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจได้หายไปเสียแล้ว

สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ ทุกวันทำงานซ้ำ ๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ทผม กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึม ๆ และซึม ๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า ดูไม่มีชีวิตชีวา

จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจและมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาดและบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ

ครูสังคมสอนนักเรียนให้วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง ฝึกคิดจินตนาการ สังเกตสิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์ ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู

หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสามสิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป

หมู่บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นาน ๆ ครั้ง หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้างใหญ่ อาคารสูง สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อมบริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้ ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะของหน่วยงาน

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งครูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ฝึกการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย คือการที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน

มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีจิตวิญญาณรวมกัน

กลับมาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขน และหุ่นกระบอก แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่นเป็นหนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท มีจิตวิญญาณ

ต่างจากคนแท้ ๆ คนเป็น ๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อหรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง

ในวงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่าประเทศของเราต้องมีกระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเป็นเพียงบอกนิยามความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศการบริหารการศึกษา มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตามศักยภาพของเขา บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส มีการยอมสยบต่ออิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหาแต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน

รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร ว่ารู้ความสำคัญของวันที่ ๑๔ ตุลาคม หรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย มีคำตอบที่น่าขัน เช่น ๑๔ ตุลาคม หมายถึงวันที่ ๑๐ + ๔ เป็นต้น

จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กำลังจะจางหายไป ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน

กรณีตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้าง ๆ ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ความตระหนักและสำนึกในคุณค่า หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน อบรมตนอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จิตวิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปีศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีความประณีต เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม

แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง

ด้วยเหตุนี้การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา

สติสัมปชัญญะ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว

งานของกลุ่มจิตวิวัฒน์ จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่มมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน

ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ

จิต (ที่) อิสระ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 15 ตุลาคม 2548

ท่าน อ.หมอประเวศ วะสี ได้เคยอธิบายอย่างกว้างๆ เกี่ยวกับ “จิตวิวัฒน์” ว่าคือจิตที่ใหญ่ จิตที่ไม่คับแคบ และอาจารย์เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า “ชีวิตที่มีอิสรภาพหลุดออกไปจากโครงสร้างต่างๆ ที่กดทับเรามากแค่ไหนก็จะยิ่งพบกับความสุขมากเท่านั้นและสามารถเป็นความสุขแบบฉับพลัน (Instant Happiness) ได้อีกด้วย”

ตามความเข้าใจของผม “ความหมายหนึ่ง” ของ “จิตวิวัฒน์” จึงน่าจะหมายถึงการมี “จิตที่เป็นอิสระ” เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น

ผมคิดว่าคำอธิบายเรื่อง “จิตวิวัฒน์” เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ง่ายนักเพราะเป็นเรื่องของการมองโลกแบบคนละใบ อ.จุมพล พูลภัทรชีวิน ก็ได้พยายามอธิบายความหมายบางอย่างไปบ้างแล้วในบทความชิ้นก่อนๆ ในฐานะนักเขียนคนหนึ่งผมได้เลือกที่จะลองทำหน้าที่นี้ดู ผมอยากจะลองอธิบายความหมายหนึ่งของ “จิตวิวัฒน์” ว่าอาจจะหมายถึง “จิตที่อิสระ” ดูว่าอาจจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นได้บ้างและผมก็ขอปวารณาตัวว่าที่เลือกทำหน้าที่นี้ในบทความชิ้นนี้ไม่มีเจตนาอวดดีหรืออวดรู้ว่าผมหรือกลุ่มจิตวิวัฒน์จะมี “จิตที่อิสระ” มากกว่าคนอื่นๆ หรืออะไรทำนองนั้นแต่เพียงอยากจะลองนำเสนอความคิดเห็นบางมุมเพื่ออธิบายถึงแนวทางที่พวกเรากำลังพยายามกระทำและยังต้องเรียนรู้กันอยู่เท่านั้น

ในสภาพสังคมปัจจุบัน ดูเผินๆ เหมือนกับว่าพวกเราก็มี “อิสรภาพ” กันดีอยู่แล้ว ใครอยากจะพูดอะไรเขียนอะไรก็ทำได้ในขอบเขต ใครอยากจะทำค้าขายอะไรก็ทำได้ ใครอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ทำได้

แต่ถ้าพวกเราลองมาตรึกตรองดูกันดีๆ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเราส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันนี้ “ไม่เป็นอิสระ” หรือ “ไม่มีอิสรภาพ” เอาเสียเลย

เราอาจจะมีสังคมที่ให้อิสระทุกอย่างตามขอบเขตที่เหมาะสม แต่คิดดูให้ลึกๆ และลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา “เรามีอิสรภาพจริงหรือ?” หรืออีกนัยหนึ่งเรามี “จิตที่อิสระ” มากพอแล้วหรือยัง เพราะจริงๆ และลึกๆ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าบางทีเราเหมือนกับว่าได้ตก “เป็นทาส” ของอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจและเราก็ปลอบตัวเองว่าเรามีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้

ผมคิดว่า “อิสรภาพด้านใน” จึงเป็นเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญด้วย เราจะไม่ได้ “อิสรภาพอย่างแท้จริง” ตราบเท่าที่เรายังไม่มี “อิสรภาพด้านใน” หรือ “จิตที่เป็นอิสระ”

คำถามที่อยากจะยกมาเพื่อความเข้าใจในประเด็นนี้ก็คือ อยากจะให้ลองสำรวจชีวิตของพวกเราที่ผ่านมาเอาเป็นว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้ว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้คำถามข้อแรกคือ “ตัวเราได้ทำสิ่งที่อยากทำ” มาก-น้อยแค่ไหน และคำถามข้อที่สองคือ “ตัวเราต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ” มาก-น้อยแค่ไหน

ผมคิดว่าสองคำถามนี้น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ระดับหนึ่งถึง “มีอิสรภาพที่แท้จริงในชีวิต” ของพวกเรา สมมติฐานของผมก็คือว่า หนึ่ง คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ทำสิ่งที่อยากทำ สอง คนส่วนมากกว่านั้นยังต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ

ผมชอบท่อนหนึ่งในหนังสือที่ชื่อ The Earth Path มาก เป็นหนังสือที่เขียนโดย สตาร์ฮอว์ค (Starhawk) ซึ่งเป็นนักสังคมบำบัดที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา มีส่วนที่เชื่อมโยงกับเรื่อง “จิตที่เป็นอิสระ” นี้เป็นอย่างดี เธอบอกไว้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากมายระหว่างคำว่า “I have to” กับ “I choose to” ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะการที่เราจะเลือกใช้คำขึ้นต้นว่า “ผมจำเป็นต้อง…….” กับ “ผมเลือกที่จะ…………” จะส่งผลที่ไม่เหมือนกันเลย เป็นต้นว่า

“ผมจำเป็นต้องอดทนทำงานที่ผมต้องทำเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว” กับ “ผมเลือกที่จะทำงานเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว” สองประโยคนี้ให้ความหมายที่แตกต่างกัน

“หนูจำเป็นต้องมีมือถือเพราะเพื่อนเขามีกัน” กับ “หนูเลือกที่จะมีมือถือเพื่อใช้งาน” สองประโยคนี้ให้ความหมายที่แตกต่างกันเพราะมือถือแบบประโยคแรกจะเป็นมือถือที่แข่งขันกันราคาสูงแข่งกันทันสมัยแบบถ่ายรูปได้อัดเสียงได้เล่นเพลงได้ แต่มือถือแบบที่สองจะเป็นมือถือที่ใช้ติดต่อสื่อสารจริงเท่านั้น

หรือแม้แต่เรื่องราวในด้านลบบางอย่างก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของวิธีคิดและอิสรภาพเช่น “หนูจำเป็นต้องแต่งตัวโป๊เพราะใครๆ เขาก็แต่งกันแบบนั้น” กับ “หนูเลือกที่จะแต่งตัวโป๊เพราะอยากจะแต่ง” การกระทำสองอย่างนี้แสดงถึงอิสรภาพด้านในที่แตกต่างกัน

หลายคนต้องทำงานหนักเพื่อทำมาหากิน ก็จะบอกว่าเขาเหล่านั้นไม่มีทางเลือกถ้าไม่ทำแบบนั้นก็จะไม่มีกิน หลายคนต้องขี้โกงก็บอกว่าเป็นเพราะเขาไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็จะอดตาย บางคนบอกว่า “เราอยู่ในโลกของทุนนิยม เราไม่มีทางเลือก เราต้องเป็นไปตามกระแสโลก”

แบบนี้จะเป็น “จิตที่อิสระ” ได้อย่างไรกัน

เวลาที่เราใช้คำขึ้นต้นว่า “ผมจำเป็นต้อง……” หรือ “ดิฉันจำเป็นต้อง……” นั่นหมายความถึงความไม่มีอิสรภาพ ความที่จะต้องตกเป็นทาสของสถานการณ์อะไรบางอย่างที่ช่วยไม่ได้หรือที่มักจะพูดกันเสมอว่า “ไม่มีทางเลือก” และโดยลึกๆ แล้วนั่นจะหมายความถึงความพยายามที่จะไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โทษสถานการณ์ โทษคนอื่น โทษคนรอบข้างแต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย

ในทางตรงกันข้ามเมื่อเราใช้คำขึ้นต้นว่า “ผมเลือกที่จะเป็นอย่างนั้น” หรือ “ดิฉันเลือกที่จะเป็นอย่างนี้” นั่นหมายถึงการให้ความสำคัญกับตัวเอง ให้สิทธิ์ตัวเองในการเลือก มีอิสรภาพในการเลือกและพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำอย่างเต็มที่หากว่าเกิดเรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์ ไม่โยนความผิดไปให้คนอื่น ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษคนรอบข้างว่าทำไม่ดีทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น “เราทุกคนมีอิสระที่จะเลือกได้เสมอ”

ยิ่งเรามี “อิสรภาพ” มากเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้สึกเบาสบายที่ไหล่ทั้งสองของเรามากขึ้นเท่านั้น เพราะเราไม่ต้องแบกโลกเอาไว้อีกแล้ว เราเพียงทำหน้าที่ของเราตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์และเรารู้ว่าเราเลือกที่จะแบบนั้นและเราจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำอย่างเต็มที่

ยิ่งเรามี “อิสรภาพ” มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมองเห็น โอกาสใหม่ๆ มากมายเกิดขึ้นเท่านั้น เราจะมองเห็นความเป็นไปได้หลายๆ อย่างได้เอง เราจะเข้าใจได้ว่าเราสามารถไว้ใจชีวิตได้อย่างไม่มีเงื่อนไข

ยิ่งเรามี “อิสรภาพ” มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีการเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่านั้น เราจะมีทางเลือกมากมาย

เพราะแม้แต่ “อิเลกตรอน” ที่ดูเหมือนจะเป็น “เพียงวัตถุ” ในมุมมองแบบหนึ่งก็สามารถเลือกได้ว่ามันอยากจะเป็นคลื่นหรืออยากจะเป็นอนุภาค

อย่างไรก็ตามผู้ที่มี “จิตอิสระ” นี้จะเข้าใจความหมายของ “อิสรภาพ” ว่าไม่ใช่การทำอะไรตามใจตัวฝ่ายเดียวและผมจะขอไม่ลงไปถกเถียงในประเด็นนี้ในบทความนี้

ต่างๆ เหล่านี้อาจจะเป็นความหมายหนึ่งของ “จิตวิวัฒน์” ที่หลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นจะต้องมี จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นมาในวิวัฒนาการของมนุษย์ ณ เวลานี้

ผมไม่ทราบว่า “จิตที่เป็นอิสระ” นี้จะช่วยให้โลกรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญครั้งนี้ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ “จิตที่เป็นอิสระ” จะสามารถช่วยให้เรารู้สึกมีพลังมีความสดชื่นและมีความสุขมากขึ้นและมองเห็นโอกาสต่างๆ ที่สร้างสรรค์มากมายได้เหมือนอย่างที่ท่านอ.หมอประเวศ วะสีได้กล่าวถึงไว้ในข้างต้นจริงๆ

Back to Top