จักรวรรดินิยมทางจิตวิญญาณ



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2555

เปรมนักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตถามผมว่า “ผมต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าชาติหน้ามีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง ชาติที่แล้วมีจริง” ผมถามเขาว่าเขาต้องการไปเพื่ออะไร เขาว่า “มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของผม ทุกวันนี้ผมไล่คนออกเยอะมาก จ่ายเงินใต้โต๊ะ ฮั้วประมูล แล้วผมก็ใช้ชีวิตไปวันๆ หาความสำราญใส่ตัว กินอาหารอร่อย ตีกอล์ฟ ฟังเพลง เพราะผมเชื่อว่าคนเรามีชีวิตแสนสั้น อยู่ได้ไม่นานก็ตาย ควรหาความสุขใส่ตัวให้มากที่สุด… ถ้าผมรู้แน่ว่ามีโลกหน้า ผมก็คงไม่ทำตัวอย่างที่ผมทำอยู่”

ผมบอกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ผมหาให้เขาไม่ได้หรอก และต่อให้นักวิทยาศาสตร์ที่อัจฉริยะที่สุดในโลกก็ไม่อาจจะหาหลักฐานมาให้เขาได้ แต่ผมสามารถชี้ให้เห็นเป็นนัยๆ ได้ว่ามันเป็นไปได้ ถ้าเขาจะตอบคำถามผมสักสองสามคำถาม เขาตกลง ผมจึงถามเขาว่า

“เมื่อวานนี้มีไหม” เขาตอบว่ามี ผมจึงถามต่อไปว่า “ถ้ามีจริงก็เอามาให้ดูหน่อยสิ”

“เอามาให้ดูไม่ได้เพราะมันผ่านไปแล้ว แต่ยังจำได้อยู่”

“แล้วตอนอายุสามขวบ คุณจำเรื่องราวได้ไหม” ผมถามต่อ เขาตอบว่าจำไม่ได้ “แล้วถ้าหากว่ามีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งจำได้ว่าคุณเคยไปเล่นที่บ้านเขา ทำแจกันของเขาหล่นแตก แต่พอเขาเล่าให้คุณฟัง คุณเกิดจำไม่ได้ ส่วนญาติก็ไม่ได้เก็บหลักฐานอะไรว่าเคยมีแจกันใบนั้นอยู่เลย คุณจะเชื่อไหมว่าคุณเป็นคนทำแจกันแตกเมื่อตอนอายุสามขวบ!”

เขานิ่งไปเล็กน้อย ใบหน้าครุ่นคิด ผมจึงบอกเขาเบาๆ ว่า

“ถ้าคุณจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงตอนสามขวบไม่ได้ แล้วทำไมถึงคิดว่าจะจำเรื่องของชาติที่แล้วได้”

สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจเรื่องการวิวัฒน์จิต ไม่ช้าก็เร็วคุณก็จะต้องถูกซักด้วยคำถามในลักษณะนี้ เพราะการพูดถึงเรื่อง “จิต” ซึ่งเป็นนามธรรม ไม่อาจตรวจวัดด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นสิ่งที่ผู้คนที่ติดอยู่ในกระบวนทัศน์ (Paradigm) หรือวิธีการมองโลกแบบวิทยาศาสตร์เก่าไม่สามารถจะยอมรับได้ ที่ไม่อาจยอมรับก็เพราะสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นไปขัดแย้งกับกระบวนการเสาะหาความรู้ความจริงของเขา

โธมัส คุห์น (Thomas Kuhn) กล่าวใน The Structure of Scientific Revolutions ว่า “กระบวนทัศน์” ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎีที่เขียนเอาไว้ในหนังสือ แต่อาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า คือ “วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง” กระบวนทัศน์มีความสำคัญมาก เพราะฐานการมองโลกย่อมมีผลต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย ยกตัวอย่างเรื่องของเปรม ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่เกิดความเฉลียวใจและเกิดความสงสัยในกระบวนทัศน์ที่ตนเองดำรงอยู่ เหมือนปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำย่อมไม่รู้จักว่ามีโลกที่อยู่บนบก หรือผู้ที่อยู่ในเมทริกซ์ (The Matrix) ย่อมไม่สงสัยว่าตัวเองดำรงอยู่ในโลกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์



การศึกษาเรื่องของ “จิต” จึงต้องเรียนรู้ด้วยวิธีการอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่อาจจะเข้าถึงได้ด้วยวิธีการคิดวิเคราะห์ ด้วยตรรกะ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดและมีความวิจิตรพิสดาร เครื่องมือที่เหมาะสมที่จะใช้เข้าถึงก็ต้องเป็นสิ่งที่มีความละเอียดพิสดารพอกัน ก็คือต้องอาศัย “จิต” เพื่อเข้าใจ “จิต” จิตเป็นต้นทุนที่ทุกคนมีอยู่แล้วเพียงแต่ไม่เท่ากัน เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเราที่มีความสามารถไม่เท่ากัน คุณภาพของจิตใจของแต่ละคนก็ย่อมมีไม่เท่ากัน ความยากอยู่ที่วิชาจิตวิวัฒน์ไม่ได้มีสอนกันในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ แต่เป็นเรื่องของวิชาชีวิตที่จะต้องประจักษ์ต่อตนเอง จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจที่จะทำให้ก้าวข้าม “กระบวนทัศน์” เก่าของตัวเอง ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับคุณวุฒิทางการศึกษา หรือจำนวนปริญญาที่มี

ในสถาบันการศึกษาบางแห่งเริ่มเปิดการเรียนในหลักสูตรทางด้าน “จิตตปัญญาศึกษา” กันบ้างแล้ว โดยสอดแทรกเข้าไปอยู่ในวิชาปกติบ้าง หรือมีอยู่ในลักษณะเต็มรูปแบบบ้าง แต่ถ้าหากผู้บริหารไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะเอาเกณฑ์ทางวิชาการกระแสหลักเข้าจับ ตั้งแต่การคัดเลือกอาจารย์ วิธีการจัดการเรียนการสอน หรือวิธีการประเมิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิดฝาผิดตัวตั้งแต่ทีแรก

ในมหาวิทยาลัยของรัฐในระดับภูมิภาคบางแห่ง อย่างที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมได้เห็นพลังของอาจารย์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่มาจากสหสาขาวิชา ซึ่งมีความสนใจจะนำจิตตปัญญาศึกษาเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาทั่วไป โดยใช้ชื่อเรียกวิชาว่า “มนุษย์กับการเรียนรู้” และถึงแม้เป็นเพียงการเริ่มต้นก้าวเล็กๆ แต่ก็น่ายกย่อง เพราะเป็นความพยายามที่จะใส่มิติทางจิตวิญญาณเข้าสู่สถาบันการศึกษากระแสหลัก ซึ่งนับวันจะถูกครอบงำด้วยกระแสทุนนิยมจนความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนให้เหลือน้อยลงทุกที

การนำวิชาที่ว่าด้วยการเรียนรู้เรื่อง “จิต” เข้าสู่มหาวิทยาลัย ไม่สามารถจะทำโดยใช้ช่องทางปกติ หมายถึงว่าเราไม่สามารถที่นำความรู้เรื่องนี้เข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยการก๊อบปี้หลักสูตรจากส่วนกลางแล้วนำมาใช้กับภูมิภาคอย่างเป็นแท่ง เพราะการศึกษาเรื่อง “จิต” ต้องคำนึงถึงภูมิธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่น โดยเฉพาะแผ่นดินอิสานซึ่งมีรากเหง้าของพุทธธรรมหยั่งลงอย่างมั่นคงโดยทั่วไปในจิตวิญญาณของคนท้องถิ่น หากความรู้ที่เรานำมาไม่สอดบรรสานเป็นเนื้อเดียวกับรากที่มีอยู่ ก็จะเกิดการต่อต้านไม่ยอมรับ จึงควรต้องคำนึงว่าวิชาความรู้ทาง “จิต” ที่เราอิมพอร์ตมาจากต่างประเทศจะไปขัดแย้งกับวิถีชีวิตของเดิมของท้องถิ่นหรือไม่ เพราะมิฉะนั้นเราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายรากวัฒนธรรมซึ่งเชื่อมโยงแนบแน่นอยู่กับจิตวิญญาณของท้องถิ่นโดยไม่รู้ตัว กระบวนการบ่อนเซาะฐานความเข้าใจเรื่องจิตซึ่งกระทำต่อชุมชนท้องถิ่นและนำองค์ความรู้ใหม่แปลกปลอมเข้าไปแทนที่นี้ผมเรียกมันว่า “จักรวรรดินิยมทางจิตวิญญาณ” (Spiritual Colonization)

การแก้ไขมิให้เกิดจักรวรรดินิยมทางจิตวิญญาณ ผู้บริหารระดับสูงจะต้องทำความเข้าใจกับกระบวนการจิตตปัญญา เพราะผู้ที่ทำงานด้านนี้ล้วนมีความแตกต่างหลากหลาย และมีวิธีการจัดกระบวนการที่แตกต่างกัน จึงต้องเลือกสรรให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และให้เหมาะกับรากเหง้าทางจิตวิญญาณของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานด้านนี้ อาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้กล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งเรื่องการข้ามผ่านทางกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของสังคมไทย ผมมองเห็นพลังของคนกลุ่มเล็กๆ ผู้เริ่มมีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของจิตวิวัฒน์ กำลังถักทอสอดประสานกันเพื่อนำพาสถาบันการศึกษากระแสหลักทั่วประเทศเข้าสู่กระแสการวิวัฒน์ทางจิต ส่วนตัวผมไม่ได้ตั้งความหวังใหญ่ขนาดนั้น เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องตั้งต้นที่ความงามของตัวผู้เดินทางเป็นปฐม เพราะเรื่องการวิวัฒน์จิตเป็นภารกิจเฉพาะตัว เมื่อเราเข้าใจและปฏิบัติได้ผลกับตัวเองแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้กับผู้อื่นและสังคมไทยของเราได้ต่อไป

การฟังอย่างลึกซึ้ง



โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2555

ผมไปทำจัดการเรียนรู้ให้กับงานของคอตโต้ บริษัทในเครือ SCG หลังจบกิจกรรม ฟาระ (ฟาซิลิเตเตอร์ หรือกระบวนกรชื่อ “ระ”) ก็ตั้งคำถามว่า "การฟังอย่างลึกซึ้งเป็นอย่างไร” ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอตอบแบบเป็นบทความหนึ่งเลยดีกว่า

ครั้งหนึ่งมีสาวคนหนึ่งมาบอกผมว่า ผมช่วยชีวิตเธอไว้ เธอรู้สึกว่า การฟังของผมมันเหมือนสระน้ำที่ไม่มีก้น เหมือนหุบเขาที่ลึกลงไปอย่างไม่อาจหยั่งความลึกได้ คือมันรับความเป็นไปของตัวเธอได้ทั้งหมด อย่างไม่มีเงื่อนไข ในความนิ่งสงบของการรับฟังนั้น เธอค่อยๆ นำตัวเองขึ้นมาจากหุบเหว และในที่สุดเธอก็เข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

จากสาวคนนี้ ผมได้คำว่า “หุบเขา” เมื่อก่อนผมเคยใช้คำว่า “ภาชนะ” คือเป็นภาชนะบรรจุความเป็นตัวตนของอีกคนหนึ่งเข้าไป เข้าไปอยู่ในนั้นได้ทั้งหมด ทั้งหมดของความเป็นตัวเขา

แล้วเราจะบรรจุคนคนหนึ่ง ทั้งหมดของเขาเข้าไปในตัวตนของเราได้อย่างไร?

ในกระบวนการเรียนรู้ที่จะฟังอย่างลึกซึ้งนั้น เราจะต้องเริ่มที่ “รู้จักตัวเอง” ก่อน แล้วรู้จักตัวเองอย่างไรล่ะที่จะเป็นภาชนะบรรจุคนอื่นทั้งตัวลงไปในเราได้?

ชีวิตได้สร้างโลกภายในขึ้นมาล้อกับโลกภายนอก จึงจะทำให้ชีวิตอ่านโลกภายนอกได้ เราจะเข้าใจโลกภายนอกได้ เราต้องสร้างแบบจำลองโลกภายในขึ้นมาล้อกัน

ในกิจกรรมที่พวกผมจัด เราจะเรียนเรื่องบุคลิกภาพของผู้คนอย่างง่ายๆ โดยแบ่งเป็นสี่ทิศสี่แบบ1 หากบุคลิกภาพในตัวเราไม่มีทิศของคนอื่น เช่นเราเป็นทิศเหนือกระทิง แต่ไม่มีหนูทิศใต้ เราก็จะไม่เข้าใจหนู เป็นต้น

เราก็ต้องเติมความเป็นหนูเข้ามา แต่ส่วนใหญ่เวลาเราเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็ยากที่จะเป็นอะไรที่ไม่ใช่เรา แต่ความลับมีอยู่ว่า ที่จริงเรามีเมล็ดพันธุ์ของทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงเรารดน้ำพรวนดิน เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะงอกงาม หากเรารดน้ำความเป็นหนูของเรา เราก็จะเพิ่มเติมความเป็นหนูเข้ามาได้ และหากเรามีความเป็นหนู หรือบ่มเพาะความเป็นหนูให้ชัดเจนขึ้นมา เราก็จะเริ่มเข้าใจคนอื่นที่เป็นหนู

อันนี้เป็นเพียงการเทียบเคียงกับบุคลิกภาพสี่ทิศสี่แบบ ซึ่งรายละเอียดเรื่องสี่ทิศสามารถไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ไม่ยากนัก

เมื่อเรามีแบบจำลองภายในอย่างหนึ่ง เราก็จะเข้าใจโลกภายนอกอย่างหนึ่ง เหมือนมีซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง เราก็จะมองโลกกว้างและลึกได้เท่ากับซอฟต์แวร์ตัวนั้น หากเพิ่มซอฟต์แวร์เข้ามา เราก็รับรู้โลกได้มากขึ้น ลึกขึ้น กว้างขึ้น หลากหลายขึ้นไปอีก

"ที่ยากที่สุด เราจะมีสิ่งที่เราไม่เคยมีได้อย่างไร"

เช่นเราเป็นกระทิงที่ดุดัน แล้วเราอยากจะเติมความอ่อนโยนของหนูเข้ามา เราจะทำอย่างไร?

วิธีหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นวิธีการของเกอเธ่ ปราชญ์ชาวเยอรมัน คือ "สังเกต สังเกต สังเกต" ใช้คำๆ เดิมสามครั้งติดต่อกัน คือให้สังเกตอย่างเดียวเลย ฟัง มองอย่างตั้งใจต่อเนื่อง ซึมซับ "จนกระทั่งก่อเกิดอวัยวะแห่งการรับรู้เรื่องนั้นๆ ขึ้นมา" ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา สังเกต สังเกต สังเกต จนกระทั่ง ภายใน จะเรียกว่าสมองก็ได้ คือวงจรสมอง (อันนี้แบบสมัยใหม่) เริ่มก่อตัววงจรใหม่ขึ้นมา จนกระทั่งกลายเป็นอวัยวะ คือเป็นวงจรที่สมบูรณ์ขึ้นมาเพื่อจะรับรู้ได้ ต้องใช้เวลา คนมาเข้าร่วมกิจกรรมสี่วันที่ผมจัดขึ้น วันแรกจะงง วันที่สองจะเริ่มเห็นเบาะแส วันที่สามเริ่มสนุก ท้าทาย ปิ๊งแว้บ วันที่สี่ไม่อยากกลับบ้าน เป็นต้น

หรือใช้วิธีสร้างจินตนาการซ้ำๆ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า mental rehearsal แปลตรงๆ ว่า "ซักซ้อมในจินตนาการ" บางสำนักให้ก๊อปปี้เลย อย่างตอนผมยังเด็กๆ ความเป็นกระทิงยังไม่ชัด พอได้เห็นแบบในครูของผม คือ ส. ศิวรักษ์ ผมซึมซับมาแบบฟองน้ำเลย กลายเป็นกระทิงได้เลย เหมือนองค์ลงอย่างไรอย่างนั้น แล้วเมื่อทำซ้ำบ่อยๆ ความเป็นกระทิงมันก็ฝังลึกลงไปในความเป็นตัวตนของเรา

คำถามต่อมา "จะแก้ไขการฟังอย่างไร ให้มีพลัง ให้การฟังเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนแปลงของเรา?"

ไม่มีค่ายเรียนรู้ครั้งไหนเลยที่ผมจะไม่พูดถึงคำว่า "อัตโนมัติ" ระบบอัตโนมัติได้ถูกจัดตั้งไว้ในการทำงานของสมอง ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น แต่ทุกครั้งที่ได้อะไรมา ก็จะมีอะไรที่อาจเสียไปด้วย "อัตโนมัติ" ที่ว่านี้ ในคนส่วนมากก็จะเป็น "อัตโนมัติที่หลับใหล" เรามักจะไม่รู้ว่าชีวิตเราดำเนินไปด้วยอัตโนมัติที่หลับใหล

ผมอยากจะพูดถึงอีกสองอย่างที่จะมาเกี่ยวข้องกับความเป็นอัตโนมัติ นั่นคือ "ความคิด" กับ "อารมณ์ความรู้สึก" หรือ emotion ซึ่งมาจากคำสองคำ คือ energy กับ motion แปลว่า พลังงานที่ไหลไปมา หรือพลังงานที่เคลื่อนไหว

ความคิดเป็นวิวัฒนาการล่าสุดของสิ่งมีชีวิต ที่มาบรรลุจุดสูงสุดในมนุษย์ ความคิดก็คือ "แผนที่" ผมนึกถึงหนังสือ The Guide for The Perplexed ที่ผมแปล แล้วอาจารย์สุลักษณ์ช่วยตั้งชื่อให้ว่า แผนที่คนทุกข์ คือสิ่งที่ชีวิตสร้างขึ้นมาล้อกับโลกภายนอก คือสร้างโลกภายในขึ้นมา ประกอบด้วยโครงสร้าง แบบแผน และกระบวนการ (อันนี้เอามาจาก The Web of Life ของ ฟริตจ๊อฟ คราปา) สมองสร้างโลกภายในให้เนียนขึ้นอีก และสร้างแผนที่ของโลกภายนอกด้วยโลกภายในที่เรียกว่า "ความคิด" แต่ความคิดเป็นแผนที่ ส่วนอารมณ์ความรู้สึกเป็นพลังขับเคลื่อน

ความคิดที่ก่อประกอบเป็นโลกภายใน ที่ล้อกับโลกภายนอก เพื่อจะรับรู้ เรียนรู้และเข้าใจโลกภายนอก เพื่อที่จะกระทำต่อโลกภายนอกได้อย่างเหมาะสมนั้น ไม่ได้มีอิสระไปเสียเลยทีเดียว แต่ยังผูกพันอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก ผูกพันทั้งที่รับรู้ได้ และผูกพันแบบเราไม่ได้รับรู้ หลายคนคิดว่าตัวเองมีแต่ความคิด ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก จริงๆ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?

งานวิจัยทางสมองระบุว่า ความคิดกับอารมณ์ความรู้สึกไม่สามารถแยกออกจากกันได้ พอไปผนวกกับความเป็นอัตโนมัติด้วยแล้ว ทั้งความคิดและอารมณ์ที่ไปด้วยกันนั้น ก็จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติและหลับใหลด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตของเราได้ง่ายๆ เพราะชีวิตของเรามีแผนที่เดิมๆ ด้วยความรู้สึกเดิมๆ อย่างเป็นอัตโนมัติที่หลับใหล

ทีนี้ ชีวิตมีอยู่สองโหมด โหมดปกติกับโหมดปกป้อง ในโหมดปกป้องนั้น เราถูกผูกติดอยู่กับปมทางจิตวิทยาอันเกิดจากการที่เราถูกทำร้ายทางจิตใจ (บางกรณีก็พร้อมไปกับการทำร้ายทางร่างกายด้วย) ในอดีต อาจจะในวัยเด็ก และแล้วในโหมดปกป้อง เราจะจมอยู่ในหลุมหรือร่องเดิมๆ ที่เราไม่อาจก้าวออกมาได้ ทำให้หลายคนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต ปมจิตวิทยาเหล่านี้ทำงานในจิตไร้สำนึก หรือจิตใต้สำนึก มันฉุดเราไว้ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปทางใดได้ แต่ให้เราอยู่ที่เดิม อยู่ในหลุม ในกรอบแคบๆ ของสิ่งที่เราเรียกว่า "อัตลักษณ์" หรือ "ความเป็นตัวของตัวเอง"

โหมดปกติก็ไม่ได้ดีกว่าโหมดปกป้องนัก งานวิจัยล่าสุดมากๆ เหมือนกัน ระบุว่า สมองที่หยุดจากการทำงานไม่ได้รับรู้โลกภายนอก และไม่ได้กระทำการกับโลกภายนอก สมองในเวลาว่างๆ ที่อาจจะเพลินๆ นั้น ปรากฏว่าสมองกำลังเคี้ยวเอื้อง หรือ ruminate กำลังคิดย้อนอดีต และคาดการณ์อนาคตอย่างอัตโนมัติและหลับใหล ดังนั้น ความรู้สึกลบๆ ความคิดลบๆ แบบอัตโนมัติก็จะค่อยๆ เข้ามาครอบครอง แล้วเราก็อาจจะตกลงไปในโหมดปกป้องได้อีก มันเป็นการทำงานของสมองที่ขาดความตั้งใจ ความใส่ใจและความตื่น พระพุทธองค์จึงทรงพูดถึง "การปรารภความเพียร" บ่อยครั้งมาก

ทีนี้ หากสมองทำงานด้วยความตื่น ด้วยความใส่ใจ การจะเป็นไปอย่างตรงกันข้าม มันเป็นการกระตุ้น หรือปลุกเร้าสมองส่วนหน้าให้ทำงาน สมองส่วนหน้าเป็นวิวัฒนาการล่าสุดและสูงสุด มันคือตาที่สาม อยู่ในตำแหน่งตาที่สามพอดีๆ มันทำให้เราตื่นตัว เท่าทันความคิดความรู้สึกได้ ถอยตัวออกมาได้ ไม่ติดกับดักหลุมพรางของอัตตาตัวตนอีกต่อไป หากสามารถเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายได้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงการฟังของเราได้ ให้ไปพ้นจากกรอบแคบของอัตตา อัตลักษณ์ หรือความเป็นตัวของตัวเอง เราสามารถรื้อสร้าง รื้อโลกภายในของเราออกและสร้างใหม่ ซึ่งได้แก่ความคิดและความรู้สึก เมื่อเกิดความคิดใหม่ๆ ความรู้สึกๆ ใหม่ๆ ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้!!!



1 ศาสตร์ว่าด้วยการเข้าใจตัวเองและผู้อื่นของอินเดียนแดง แบ่งบุคลิกภาพของผู้คนเป็นสี่ทิศ โดยใช้สัตว์สี่ชนิดเป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ ทิศเหนือ กระทิง มีบุคลิกกล้าได้กล้าเสีย ทำอะไรรวดเร็ว ชัดเจน ปัญหาอยู่นอกตัว โทษคนอื่น รักพวกพ้อง รักความยุติธรรม ฯลฯ ทิศใต้ หนู ไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง ยืดหยุ่น ให้คุณค่ากับคนอื่นมากกว่าตัวเอง ไม่ชอบกระทบกระทั่ง ฯลฯ ทิศตะวันตก หมี รอบคอบ เป็นระเบียบ ยึดหลักเกณฑ์ ไม่ชอบเข้าสังคม ฯลฯ ทิศตะวันออก เหยี่ยว คิดนอกรอบ สร้างสรรค์ ชอบความแปลกใหม่ เปลี่ยนแปลงเร็ว ขี้เบื่อ ฯลฯ

องค์กรมีชีวิต



โดย ณัฐฬส วังวิญญู
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2555

มาร์กาเร็ต วีทลีย์ นักเขียนและนักบริหารจัดการชาวอเมริกันผู้เสนอแนวคิดเรื่องผู้นำในกระบวนทัศน์ใหม่ที่สอดคล้องกับชีวิต ได้ยึดหลักความรู้และความเข้าใจจากการค้นพบทางชีววิทยามาเป็นสมมุติฐานใหม่และแรงบันดาลใจในการนำเสนอแนวคิดของ “องค์กรจัดการตัวเอง” หรือ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ในแวดวงของการบริหารจัดการแนวใหม่ที่เอื้อต่อการสร้างองค์กรที่เชื่อมสัมพันธ์ถึงกันภายใน อย่างเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและท้าทายตลอดเวลา

สมมุติฐานแรกที่อาจต่างออกไปจากสมมุติฐานที่ว่าชีวิตต้องการความอยู่รอดและจำต้องได้รับการควบคุมให้อยู่ในกรอบและทิศทางที่เหมาะสมนั้น คือสมมุติฐานที่น่าสนใจที่สุดของชีวิตในชีววิทยาสมัยใหม่ นั่นคือ ชีวิตต้องการและสามารถสร้างตัวเองได้ (autopoiesis) และปรารถนาที่จะสร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ

หลักฐานสำคัญในเรื่องนี้เห็นจะหนีไม่พ้นความหลากหลายทางชีวภาพที่มีมากมายมหาศาลในระบบธรรมชาติ ที่แสดงถึงความสร้างสรรค์ในระดับที่แทบไม่ใช่เป็นไปเพื่อความอยู่รอดอย่างที่เราเคยใช้ในการอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง

ความใหม่ดูประหนึ่งว่าไม่เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น แต่เป็นเพราะความใหม่คือการค้นหา โอกาส ความเป็นไปได้ของการดำรงชีวิต การบรรลุถึงอิสรภาพในการเป็นสิ่งต่างๆ ดังที่ เคลวิน เคลลี อธิบายไว้ว่า ชีวิตคือการแสวงหาและการค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ รูปแบบใหม่ๆ ของการแสดงออก นักชีววิทยาชื่อ ฟราสซิสโก วาเรลา และฮุมเบอร์โต มาตูรานา สังเกตเห็นว่า ชีวิตไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงอยู่รอด” แต่ตอบสนองต่อพื้นที่หรือโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่า สำหรับการทดลองของ “ความอยู่รอดของสิ่งที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” มีการออกแบบการทดลองหลายรูปแบบ มีความเป็นไปได้ของการปรับตัวที่หลากหลาย และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ใช้ความอิสระในการลองผิดลองลองถูกนี้มากกว่ามนุษย์เสียอีก ด้วยความที่มนุษย์เรามักเรียกร้องความสมบูรณ์กับทุกเรื่อง นับตั้งแต่ลองผิดลองถูกครั้งแรก

ความอิสระในการลองผิดลองถูกที่ชีวิตจะเปลี่ยนตัวเองเป็นรูปแบบที่จะดำรงชีวิตและสืบเผ่าพันธุ์ที่นำมาซึ่งความหลากหลายอันไร้ขีดจำกัด ในการเล่าเรื่องราวของจักรวาลของฉัน ฉันอยากจะเปล่งเสียงให้ความใหม่เป็นคุณค่าที่ได้รับการเชิดชูจากทุกชีวิต เป็นสิ่งที่อำนวยให้ชีวิตมีการค้นพบใหม่ๆ ความจำเป็นและความสามารถในการสร้างตัวตนเป็นแรงผลักดันที่เราเห็นในการทดลองของมนุษย์อย่างเด่นชัด แต่เรามีความเข้าใจผิดอย่างมากในองค์กรของเรา

สมมุติฐานที่สองคือ ชีวิตมีความต้องการที่จะเชื่อมโยงกับชีวิตอื่น เพื่อสร้างระบบของความสัมพันธ์ที่ สมาชิกแต่ละคนได้รับการสนับสนุนจากระบบที่สร้างขึ้น มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองแต่ละชีวิตอย่างแยกส่วน ในโลกธรรมชาติ ดังคำพังเพยแอฟริกันโบราณที่ว่า “เมื่ออยู่ลำพัง ฉันเห็นสิ่งที่วิเศษมากมาย แต่ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เป็นของจริง” นักชีววิทยา ลินน์ มาร์กูลิส แสดงถึงการตระหนักรู้เดียวกันนี้เมื่อเธอพูดว่า การเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อใครนั้น เป็นความคิดทางการเมือง (ของมนุษย์) ไม่ใช่ความคิดทางชีววิทยา ในทุกหนทุกแห่ง ชีวิตได้แสดงตนในสายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบ จากความสัมพันธ์นี้ ชีวิตสร้างระบบที่สร้างความมั่นคงและสนับสนุนกันมากกว่าชีวิตที่อยู่เพียงลำพัง สิ่งมีชีวิตปรับแต่งตัวเองให้สนองตอบต่อเพื่อนบ้านและสิ่งแวดล้อมของมัน การตอบสนองต่อกันและกันได้ก่อกำเนิดและสร้างสรรค์ระบบที่ซับซ้อนขององค์กรที่เราเห็นในธรรมชาติ ชีวิตเป็นการแสวงหาระบบ มันแสวงหาการรวมตัวเป็นองค์กร องค์กรเป็นการเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ องค์กรจัดการตนเองเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างระบบที่เราเฝ้าดูอยู่และพิสูจน์ให้โลกเห็นวิธีการจัดการที่มาจากภายใน

ชีวิตเป็นระบบจัดการตนเองที่สามารถสร้างสรรค์ตัวเอง สร้างโครงสร้างและวิถีทาง รวมทั้งเครือข่ายของการสื่อสาร คุณค่าและความหมาย พฤติกรรมและมาตรฐาน แทนที่จะคิดถึงองค์กรเป็นสิ่งที่สร้างจากโครงสร้าง แผนการ การออกแบบ หรือบทบาทหน้าที่ ที่จริงแล้วองค์กรเกิดมาจากการมีปฏิสัมพันธ์และความต้องการของสมาชิกแต่ละคนที่ตัดสินใจมาอยู่ด้วยกัน

การปะทะกันระหว่างสมมุติฐานเก่าและใหม่มีให้เห็นได้ในทุกแห่ง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราเห็นการปะทะกันนี้ในองค์กรที่ถูกสร้างมาเพื่อให้กำเนิดกระบวนทัศน์ใหม่ รวมถึงองค์กรไม่แสวงผลกำไรทั้งหลาย รวมไปถึงวัดและองค์กรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้คนขององค์กรเหล่านี้ได้สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ พวกเขารวมตัวกันเพราะพวกเขารู้ว่าไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงแต่โดยลำพัง ต้องมีองค์กรเพื่อทำให้เกิดขึ้น เป็นความปรารถนาของมนุษยชาติที่นำพวกเขาให้สร้างองค์กรเพื่อทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เพื่อนำสิ่งที่ดีมาสู่โลก เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้อื่น ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มาจากกระบวนทัศน์ใหม่

กระนั้นก็ตาม เมื่อพวกเขาเริ่มต้นงานสร้างองค์กร ความคิดเก่าและนิสัยเก่าก็ถูกนำออกมา องค์กรเหล่านี้ครอบเอาโครงสร้างและบทบาทวางแผนงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ใช้การสั่งการและการควบคุม กำกับในการนำองค์กร เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรที่ถูกสร้างเพื่อตอบโจทย์กระบวนทัศน์ใหม่ก็กลายเป็นสำเนา ของโครงสร้างที่แข็งกระด้างของกระบวนทัศน์เก่า ผู้คนเกิดความไม่พอใจต่อองค์กรที่พวกเขาสร้างขึ้น เพราะในเวลานี้มันกลับเป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างสรรค์ ความหวัง และความฝันของพวกเขา

บทเรียนจากชีววิทยาใหม่ได้นำภาพขององค์กรที่แตกต่างจากเดิม มันสอนเราว่าเมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ ก็จะมีความสามารถสร้างองค์กรให้เป็นรูปเป็นร่าง สร้างแผนงาน คุณค่า และวิสัยทัศน์ เราเป็นองค์กรจัดการตนเองเฉกเช่นเดียวกับชีวิตทุกชีวิต และกระบวนทัศน์ใหม่ยังให้รายละเอียดกระบวนการจัดตั้งองค์กร ที่สร้างความตกตะลึงในภาพที่ตรงข้ามกับภาพของการจัดตั้งองค์กรแบบเก่าที่มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี เพราะมีการสอดประสาน ได้รับการสอดส่องดูแลเป็นอย่างดี เราสามารถสรุปกระบวนการสร้างระบบของชีวิตอย่างง่ายๆ ว่า ชีวิตแสวงหาการรวมเป็นองค์กรโดยใช้ความยุ่งเหยิง (Chaos) เป็นวิธีการสร้างระบบ องค์กรเป็นกระบวนการ ไม่ใช่โครงสร้าง

ในขณะเดียวกัน กระบวนการสร้างระบบได้สร้างความสัมพันธ์ขึ้นจากการมีเป้าประสงค์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนและสร้างข้อมูลข่าวสาร เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ให้ความสนใจกับผลของการกระทำของเรา ร่วมกันปรับตัว ร่วมกันวิวัฒน์ สร้างปัญญาในขณะที่เราเรียนรู้ ตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงจากทุกทิศทุกทาง ระบบชีวิตให้รูปแบบองค์กรของตัวเองและวิวัฒน์รูปแบบนั้นๆ เป็นรูปแบบใหม่ๆ อีก เพื่อสร้างความหมาย สื่อสาร และเพื่อสังเกตว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ความสามารถเหล่านี้จะปลุกความมีชีวิตอย่างแท้จริงให้กับองค์กร และสนับสนุนความเป็นองค์กรจัดการตนเอง

เราค้นพบโลกที่ชีวิตให้กำเนิดตัวเองโดยใช้แรงขับที่ทรงพลังสองประการคือ ความต้องการมีอิสระในการสร้างตัวตนและความต้องการที่จะเอื้อมหาความสัมพันธ์กับชีวิตอื่น แรงทั้งสองไม่เคยจางหายไปจากชีวิต แม้ในขณะที่เราปฏิเสธมัน เราไม่สามารถลบล้างมันได้ มันมีความพร้อมที่จะแสดงออกมาเสมอ แม้ในองค์กรมนุษย์ที่พยายามกดทับมันไว้อย่างที่สุด ชีวิตไม่เคยหยุดการยืนยันความต้องการในการสร้างตัวตนของมัน และชีวิตไม่เคยหยุดแสวงหาความสัมพันธ์

หากเรา ในฐานะผู้นำพยายามที่จะสั่งการและควบคุมองค์กร โดยละเลยที่จะตระหนักถึงแรงขับของชีวิต ชีวิตจะออกแรงต้านความประสงค์ของเราเสมอ แล้วแทนที่จะเรียนรู้จากชีวิต เรากลับมีแนวโน้มที่จะมอง พฤติกรรมเหล่านี้ว่า ”ยากต่อการควบคุม” เป็นเหตุตัดสินใจใช้การนำที่บังคับควบคุมยิ่งขึ้น ความล้มเหลวและความรู้สึกไม่พอใจในองค์กรเป็นผลมาจากการปฏิเสธแรงขับของชีวิต เรียบเรียงจาก Finding Our Way โดย มาร์กาเร็ต วีทลีย์

Back to Top