สร้างสันติท่ามกลางความขัดแย้ง : มุมมองแนวพุทธ



โดย ดร.จอห์น แมคคอแนล*
กลุ่มสันติทำ สัมภาษณ์และเรียบเรียง
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 15 มีนาคม 2557

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องภายในสังคมไทย และดำเนินไปสู่ความรุนแรงจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต อาสาสมัครสันติวิธีมีโอกาสได้รับฟังประสบการณ์จาก ดร.จอห์น แมคคอแนล ส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนนี้สร้างความเข้าใจถึงการสร้างสันติท่ามกลางความขัดแย้ง จากมุมมองแนวพุทธว่าคืออะไร และทำงานอย่างไรในการสร้างจุดเปลี่ยนเพื่อออกจากสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งเริ่มต้นได้จากตัวเราทุกคน และนี่คือบางส่วนของบทสนทนาในวันนั้น

“ในสถานการณ์ของประเทศศรีลังกาและประเทศไทย ผมไม่อยากแสร้งทำเป็นบอกว่าผมมีสูตรวิเศษ หรือมีคำตอบง่ายๆ อันดับแรก เราต้องคิดว่าในความขัดแย้งนี้ในแต่ละกลุ่มก็มีการพูดคุยกันและสร้างภาพต่างๆ ขึ้นมา ทุกสิ่งเกิดขึ้นในความคิดของพวกเขา (เกิดเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ในใจคนที่เกี่ยวข้อง) นั่นเป็นสิ่งที่ทั้งดีและไม่ดี ที่ไม่ดีเพราะถ้าคุณไม่พอใจหรือกังวลอะไรสักอย่าง จิตของคุณจะจ่อมจมอยู่แต่กับเรื่องนั้นและคาดการณ์ได้ว่าทุกอย่างจะแย่ลง แต่ในทางกลับกัน ในความเป็นจริง โลภะ โทสะ โมหะเป็นอนิจจังอย่างสิ้นเชิง ถ้าคุณรับมือกับมันโดยไม่มีสติ มันจะแย่ลง แต่ถ้าคุณรับมือกับมันด้วยสติ มันจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“นั่นคือสิ่งที่การเป็นคนกลางในการเจรจาทำ คุณนำความเข้าใจผิดของแต่ละฝ่ายมา แล้วนำความจริงและความชัดเจนใส่เข้าไปแทน คุณนำความโกรธเคืองของแต่ละฝ่ายมา แล้วสร้างความปรารถนาดีต่อกัน คุณนำความโลภของแต่ละฝ่ายมา แล้วสร้างมุมมองที่เปี่ยมด้วยเหตุผลและขันติ ใส่ใจต่อความต้องการของแต่ละฝ่าย และจากความต้องการของแต่ละฝ่าย เราสามารถหาข้อตกลงร่วมได้

“พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อการสร้างสันติ บางครั้งพระองค์ทำหน้าที่คนกลาง ครั้งหนึ่งมีปัญหาที่ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่สงฆ์จนกลายเป็นความขัดแย้ง พระแต่ละรูปต่างเต็มไปด้วยความไม่พอใจและเกลียดชังกัน

“พระพุทธองค์พยายามอย่างไม่ลดละที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุขด้วยกัน ข้อแนะนำอย่างหนึ่งของพระองค์ในระหว่างที่ความขัดแย้งกำลังลุกลามคือ ขอให้แต่ละคนชื่นชมความดีของผู้อื่น อย่าลืมความดีของพระรูปนั้น อย่าลืมว่านี่เป็นพระอาจารย์สอนธรรมะให้กับท่าน เขาเป็นคนดีมาก เขาสอนธรรมะดีมาก นี่คือพระอาจารย์สอนพระวินัยให้กับท่าน อย่าลืมเสีย ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราลืมไปได้ง่ายมากในความขัดแย้ง เมื่อไปถึงจุดที่คนทำร้ายคนอีกฝ่ายโดยไม่เลือกหน้า คนมักไม่เห็นคุณค่าว่าอีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน

“พระพุทธองค์ยังตรัสอีกว่า เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้น พวกเธอควรนั่งลงข้างๆ กัน (ลองคิดภาพดูนะครับ นั่งเคียงข้างกัน ไม่ใช่นั่งหันหน้าเข้าหากัน) และคุยกันให้รู้เรื่อง หาทางออกร่วมกัน หาข้อตกลงร่วม และเราจะไม่เดินหน้าต่อไปสู่ความรุนแรง เราจะพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยกัน พระองค์ท่านยังบอกว่า ให้พิจารณาถึงผลของความขัดแย้งด้วย ถ้าเรายังเดินหน้าต่อไปเช่นนี้ สังฆะจะแตกแยกกัน

“แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย บรรดาสงฆ์ทั้งหลายไม่เห็นด้วยและบอกกับพระพุทธเจ้าว่าขอให้พระองค์ไปนั่งสงบๆ แล้วเราจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง พวกเขาปฏิเสธคำแนะนำของพระองค์ พระพุทธเจ้าก็จากพวกเขาไปจริงๆ ชาวบ้านรอบๆ ก็ไม่ใส่บาตรให้พระ เพราะพวกพระทำตัวไร้ปัญญามาก พระเลยหิวมาก ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น พวกเขาก็ออกเริ่มค้นหาพระพุทธเจ้า เพื่อกราบขอโทษ

“ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง ความขัดแย้งจริงๆ แล้วคือ โลภะ โทสะ โมหะที่เกิดขึ้นในจิตใจคน จุดเดียวที่มันเริ่มก่อตัวขึ้นคือภายในตัวเรา และในความเป็นจริงเราทุกคนต่างล้วนแต่สัมพันธ์กันหมด ทันทีที่คุณเริ่มรู้สึกเป็นศัตรู ผมจะรับรู้ได้ ถึงผมไม่เห็นชัดๆ ผมก็ยังรับรู้ได้ ในทำนองเดียวกัน ทันทีที่คุณเริ่มมีความเมตตา ผมก็จะรับรู้ได้เช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงรู้สึกเจ็บปวด เวลาที่อยู่ในสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้ง และด้วยเหตุผลที่เรามีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เช่นนี้เอง เราจึงสามารถใช้มันในทางกลับกันได้ โดยพยายามเอาชนะความหลงที่มาจากความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ด้วยการมีความเข้าใจที่ชัดแจ้ง เอาชนะความโกรธเคือง ด้วยความปรารถนาดี เอาชนะความโลภ ด้วยการใส่ใจต่อความต้องการของทุกๆ ฝ่าย เราทำเช่นนี้ได้ในหลายๆ ระดับ แต่เราจะทำในระดับที่สูงขึ้นไม่ได้ หากเราไม่สามารถทำได้ในตัวเราเอง

“พระพุทธเจ้ายังมีคำแนะนำอื่นๆ เช่น หากคุณต้องการพูดอะไรบางอย่างที่อีกฝ่ายไม่อยากรับฟัง มี ๕ ขั้นตอนที่เราควรทำ

“ขั้นแรกคือ เลือกเวลาพูดให้เหมาะสม ขั้นที่สอง พูดแต่ความจริง โดยไม่มีความเท็จ ไม่ขยายความ ไม่สร้างเรื่อง ขั้นที่สาม พูดอย่างอ่อนโยน ไม่รุนแรง นั่นแปลว่าเราพูดอย่างชัดเจน มั่นคง แต่น้ำเสียงเป็นไปด้วยความเคารพ ขั้นที่สี่ พูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่ออีกฝ่าย ให้คำแนะนำในด้านบวก แทนที่จะกล่าวโทษอีกฝ่าย และขั้นสุดท้าย พูดด้วยความเมตตาในใจ

“และผมคิดว่าการบ่มเพาะความเมตตาในใจ เป็นหัวใจของการสร้างสันติ ตอนที่ผมทำงานในศรีลังกา ผมมักจะต้องไปเจอคนที่ทำในสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยเสมอ ในทุกการประชุม ผมจะตั้งสติตอนเดินเข้าประตู ผมจะแผ่เมตตาให้กับตัวเอง ให้กับพวกเขา และให้กับทุกคนที่จะได้รับผลกระทบ

“วัฒนธรรมความขัดแย้งนั้นเต็มไปด้วยพลังทางลบ และมีความบิดเบือนมาก เราจะดีใจมาก ที่เห็นฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บ เราจะคิดว่าพวกเขาสมควรโดนแล้ว แต่พอฝ่ายเราได้รับบาดเจ็บ เราจะไม่พอใจมาก ดังนั้น สำคัญมากที่ฝ่ายผู้สร้างสันติจะต้องมีสติ มีความเมตตา และบ่มเพาะมันขึ้นมาใหม่เสมอๆ เราไม่สามารถไว้ใจได้ว่าความเมตตาของเราจะคงอยู่ไปตลอด เพราะเราได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ดังนั้น เราจึงต้องบ่มเพาะเมตตาอยู่อย่างสม่ำเสมอ

“เมื่อดูสถานการณ์ในภาพใหญ่ มันอาจดูเหมือนว่าคุณทำอะไรไม่ได้ จริงๆ แล้วแต่ละคนสามารถทำในระดับเล็กๆ ได้ เราสามารถทำความเข้าใจความขัดแย้งและทำให้สิ่งที่ไม่เป็นจริงลดลง เราสามารถลดความโกรธเคืองที่ก่อตัวขึ้นได้ เราสามารถทำให้คนสนใจไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้นำของอีกฝั่งที่พวกเขาเกลียด แต่เข้าไปสัมผัสกับคนธรรมดาในอีกฝั่งที่ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพวกเขาเลย คนที่มีความใส่ใจเหมือนๆ กัน มีคุณค่าเหมือนๆ กัน มีศาสนาเดียวกัน มีความกลัวเหมือนๆ กัน และต่างก็มีความเหมือนกันอยู่ แต่ถูกบิดเบือนไปด้วยความขัดแย้ง ด้วยการให้ข้อมูลผิดๆ หรือให้ข้อมูลที่ขยายความ”



*ดร.จอห์น แมคคอแนล เคยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพในประเทศศรีลังกา เป็นผู้ศึกษาคำสอนทางพุทธที่เกี่ยวข้องกับการคลี่คลายความขัดแย้งและการเยียวยา บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนร่วมกับอาสาสมัครสันติวิธีในเมืองไทย

ทำไมต้องเจรจากับโจร



โดย พระไพศาล วิสาโล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 8 มีนาคม 2557

ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ประเทศแอฟริกาใต้ตกอยู่ในภาวะวิกฤต บ้านเมืองแตกแยกอย่างหนัก มีการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธปีละหลายร้อยครั้ง เป็นผลจากนโยบายเหยียดผิวของรัฐบาลที่สืบเนื่องมาหลายสิบปี คนดำและคนเอเชียถูกลิดรอนสิทธิเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง ไม่สามารถใช้สถานที่สาธารณะร่วมกับคนขาวได้ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และชายหาด อีกทั้งยังถูกกีดกันไม่ให้พักอาศัยในเมืองเดียวกับคนขาว คนขาวซึ่งมีไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของประชากรกลายเป็นเจ้าของประเทศทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย เนื่องจากคนผิวสีทั้งหลายไม่มีสิทธิเลือกตั้ง การเหยียดผิวอย่างเป็นระบบดังกล่าวปลุกเร้าให้คนผิวดำลุกขึ้นประท้วง และเมื่อถูกปราบปรามอย่างหนัก จึงหลบใต้ดินและจับอาวุธขึ้นสู้อย่างไม่ยอมลดราวาศอกส่วนรัฐบาลคนขาวก็ยิ่งใช้ความรุนแรงหนักขึ้น กดขี่ปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ซ้ำยังสนับสนุนชนเผ่าซูลูให้บดขยี้กองกำลังของคนดำอีกทางหนึ่งด้วย การปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลให้คนบริสุทธิ์ล้มตายเป็นอันมาก

ปี ๒๕๓๑ แอฟริกาใต้ใกล้เกิดสงครามกลางเมือง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ เนื่องจากถูกประชาคมโลกคว่ำบาตร แทบไม่มีประเทศใดคบค้าสมาคมด้วย แม้กระทั่งในด้านกีฬาและวัฒนธรรมตอนนั้นเนลสัน แมนเดลา ผู้นำคนดำ ถูกจำคุกมาแล้ว ๒๕ ปี เขาเห็นว่าการเจรจาเท่านั้นที่สามารถพาแอฟริกาใต้หลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้ จึงพยายามหาช่องทางเจรจากับรัฐบาล หลังจากใช้เวลา ๒ ปี เจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงถึง ๑๒ ครั้ง ก็สามารถเข้าไปสนทนาตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีโบทาและเดอเคลิร์กได้ทั้งๆ ที่ยังเป็นนักโทษอยู่

ผู้นำหลายคนในพรรค ANC (African National Congress)ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวของแมนเดลา เพราะเขาเจรจากับฝ่ายรัฐโดยลำพัง ไม่สามารถปรึกษาพูดคุยกับผู้นำคนอื่นๆ ได้เลย (เนื่องจากเป็นนักโทษอุกฤษฏ์ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบสิ้นเชิง) จึงย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ หลายคนกลัวว่านี้เป็นแผนของรัฐบาลที่ต้องการตอกลิ่มระหว่างแมนเดลากับ ANC บางคนถึงกับระแวงว่าแมนเดลากำลังขายตัว ใช่แต่เท่านั้นเสียงค้านยังมาจากฝ่ายหัวรุนแรงในพรรคที่เห็นว่า มีแต่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเท่านั้นที่จะนำชัยชนะมาสู่คนดำอย่างแท้จริง คนเหล่านี้มองว่าความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรหวั่นวิตก เพราะมันคือการปฏิวัติที่กำลังเคลื่อนตัว

อย่างไรก็ตาม แมนเดลากลับมองว่า “ประเทศใดก็ตาม แม้ในยามสงคราม ก็ยังมีเวลาสำหรับการเจรจา” แมนเดลาจึงเดินหน้าต่อไปและสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้นำส่วนใหญ่ของ ANC ได้ การริเริ่มของแมนเดลานอกจากจะเปิดลู่ทางให้มีการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลกับผู้นำANC คนอื่นๆ (ที่อยู่นอกคุก) แล้ว ยังนำไปสู่ข้อตกลงหลายประการที่ผ่อนคลายความรุนแรง อาทิ การปลดปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด รวมทั้งการคืนอิสรภาพให้แก่เมนเดลา ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญคนสุดท้ายที่ได้ออกจากคุก การเลือกตั้งทั่วประเทศในปี ๒๕๓๗ ได้ทำให้อำนาจจากคนขาวถูกส่งผ่านมายังคนดำได้อย่างสันติ โดยปราศจากการนองเลือด นับแต่นั้นแอฟริกาใต้ก็เริ่มมีเสถียรภาพทางการเมืองและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว

ทั้งๆ ที่ต้องเจรจาแต่ลำพังในคุกท่ามกลางเสียงคัดค้านของมิตรสหายและพลพรรค แต่การที่แมนเดลาสามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในแอฟริกาใต้ได้โดยสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของเขา รวมทั้งความมั่นคงในหลักการ ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะตน และความกล้าที่จะทำตามความเชื่อของตนแม้คนอื่นจะเห็นต่าง

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเป็นรัฐบุรุษของแมนเดลา หากยังบ่งชี้ถึงความความหนักแน่นและถี่ถ้วนรอบคอบในทางจริยธรรมของเขา แม้จะไม่สยบยอมต่อรัฐบาลที่ชั่วร้ายโหดเหี้ยม แต่เขาพร้อมจะเจรจาด้วยหากสามารถป้องกันสงครามกลางเมืองหรือหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ น่าคิดว่า หากเขายึดติดกับความถูกต้องอย่างหัวชนฝาถึงขั้นชูธงว่า “ไม่เจรจากับโจร” หรือ “ต้องแตกหักกับคนชั่ว” ผู้คนจะต้องล้มตายกันอีกมากมาย และแอฟริกาใต้คงลุกเป็นไฟอย่างที่นักสังเกตการณ์ทั่วโลกเคยคาดการณ์เอาไว้

การประกาศว่า “ไม่เจรจากับโจร” “ต้องแตกหักกับคนชั่ว” แม้เป็นหลักการที่ดูดี บ่งชี้ถึงความยึดมั่นในความถูกต้อง ไม่ปรารถนาข้องแวะกับคนชั่วร้าย แต่หากยึดมั่นมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียได้ ลองนึกถึงเหตุการณ์โจรจับผู้บริสุทธิ์เป็นตัวประกัน ขณะที่ถูกล้อมด้วยตำรวจซึ่งมีอาวุธครบมือ โจรต้องการเจรจากับตำรวจ แต่หากตำรวจประกาศว่าไม่เจรจากับโจร ต้องแตกหักกับคนชั่ว อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวประกัน แม้ตัวประกันจะตายด้วยน้ำมือของโจร ตำรวจก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย

การยึดมั่นในความถูกต้องนั้นจะมีประโยชน์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อไม่ทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนด้วย โดยเฉพาะถึงขั้นสูญเสียชีวิตและอวัยวะ หากยึดมั่นในความถูกต้องแล้ว คนอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมีอันเป็นไป มันจะเป็นความถูกต้องได้อย่างไร

จะว่าไปแล้วการยึดมั่นในความถูกต้องดังกล่าว แม้ไม่มีใครเดือดร้อนเลย มีแต่ตนเองเท่านั้นที่เดือดร้อน ในบางกรณีก็ใช่ว่าจะสมควรทำ เช่น ถูกโจรเอาปืนจ่อหัวในซอยเปลี่ยวเพื่อปล้นทรัพย์ ควรหรือที่จะ “แตกหักกับคนชั่ว” ถ้าทำเช่นนั้นก็ต้องไม่ยอมยื่นเงินให้เขาตามคำขู่ แต่ต้องขัดขืนต่อสู้ ผลที่เกิดขึ้นคืออะไรก็คงเดาได้ไม่ยาก ผู้มีสติปัญญาย่อมไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน ถ้าไม่ยอมทำตามคำขู่ของโจร สิ่งที่ควรทำก็คือพยายามเจรจากับโจรเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา หรืออาจเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

คนที่กล้าประกาศอย่างหนักแน่นว่า ไม่เจรจากับโจร ต้องแตกหักกับคนชั่วนั้น มักเป็นเพราะคิดว่าตนอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ และสามารถมีชัยเหนือโจรและคนชั่วได้โดยไม่ต้องเจรจา ในทัศนะของเขา การเจรจาจะทำให้เขาได้รับชัยชนะไม่เด็ดขาด บรรลุเป้าหมายไม่เต็มร้อย หรือทำให้ชัยชนะที่สมบูรณ์ถูกชะลอออกไป อย่างไรก็ตามน่าคิดต่อไปว่า หากยืนกรานต่อสู้ต่อไป โดยไม่ยอมเจรจา แต่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากขึ้น (จะเป็นฝ่ายไหนก็ไม่สำคัญ เพราะทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งสิ้น ยิ่งเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่สมควรตาย) การกระทำเช่นนั้นจะเรียกว่าเป็นความถูกต้องได้หรือไม่ ถ้ายึดมั่นในความถูกต้องอย่างแท้จริง ก็ควรคิดถึงผลกระทบอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นจากการกระทำของตนด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ควรคิดถึงแต่ชัยชนะของตนเท่านั้น

ถ้าคิดถึงแต่ชัยชนะของตนหรือผลได้ที่จะเกิดขึ้นกับตน ก็ชวนให้คิดต่อไปว่า แท้จริงแล้ว ที่ทำไปทั้งหมดนั้นเป็นเพราะยึดมั่นในความถูกต้องหรือยึดมั่นในชัยชนะของตนกันแน่ พูดอีกอย่าง เขาทำเพื่อธรรมหรือเพื่ออัตตาตัวตนกันแน่ นี้เป็นคำถามที่ทุกฝ่ายในความขัดแย้งควรไตร่ตรองมองให้ลึกหากมีจิตใจใฝ่ความถูกต้องอย่างแท้จริง

สามอำมหิต ผู้ขับเคลื่อนวงจรแห่งความชั่วร้ายของการเมืองไทย



โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 มีนาคม 2557

อสูรกายสามตัวที่เป็นพลังมืดขับเคลื่อนวงจรแห่งความชั่วร้ายในวงการการเมืองไทยคือ ทุนนิยมสามานย์ อำนาจ และการทุจริตคอรัปชั่น

แนวคิดและแนวปฏิบัติของทุนนิยม ที่มุ่งเน้นการแข่งขัน การเอาแพ้เอาชนะ เพื่อสร้างความได้เปรียบ ความใหญ่ ความสุดโต่ง ความเป็นหนึ่ง ความเป็นผู้ชนะ...ได้ล้างสมอง และครอบงำคนส่วนใหญ่ของโลกผ่านระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี (ฟรีแต่ไม่แฟร์ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก) ระบบการค้า การลงทุน...มีการปลูกฝังอย่างเป็นระบบ เป็นทางการ ผ่านระบบการศึกษา (ทฤษฎีการบริหารจัดการ การตลาด การโฆษณา...) แล้วก็ซึมลึกเข้าไปในระบบการเมือง กลายเป็นธุรกิจการเมือง ที่ไปกันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยกับระบอบประชาธิปไตยเชิงปริมาณ (เสียงข้างมาก) ที่ไร้จิตสำนึกประชาธิปไตย (การซื้อสิทธิ์-ขายเสียง การโกงการเลือกตั้งทุกรูปแบบเพียงเพื่อให้ได้ชัยชนะเหนือคู่แข่ง...) เราจึงมีนักการเมืองที่ลงทุน และเล่นการเมืองเป็นอาชีพจำนวนมาก เป็นอาชีพที่ถ่ายทอด มอบให้เป็นมรดกให้กับคนในวงศ์ตระกูล และพรรคพวกได้ เมื่อเข้าสู่วงการเมืองได้สำเร็จ ก็มีตำแหน่ง มีอำนาจ เมื่อมีตำแหน่งมีอำนาจ ก็มีช่องทางทุจริตคอรัปชั่นในรูปแบบและวิธีการต่างๆ ไม่ใช่แค่ถอนทุนจากการเข้าสู่ระบบการเมือง แต่เพื่อทำกำไรที่ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่รวมถึงคนและเครือข่าย เพื่อจะได้เป็นทุนที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นในการต่อสู้ครั้งต่อๆ ไป

นักการเมืองที่เลวเข้าสู่การเมืองเพราะอยากมีอยากได้อำนาจเพื่อที่จะได้เข้ามาทุจริตคอรัปชั่น แล้วเอาเงินที่ได้มาโดยมิชอบเหล่านั้นไปดำเนินการทุกรูปแบบเพื่อรักษาอำนาจ เพิ่มและสั่งสมอำนาจ เพื่อจะได้ทุจริตคอรัปชั่นแบบครบวงจรได้มากขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สร้างบริบท และเครือข่ายภายใต้การสมรู้ร่วมคิดและร่วมทำกับข้าราชการ และนักธุรกิจที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมบางคนบางกลุ่ม กลายเป็นวงจรแห่งความชั่วร้ายของการเมืองไทย ที่ยิ่งหมุนยิ่งเร็ว ยิ่งแรง ยิ่งมีพลังดึงดูดเพิ่มมากขึ้น กลายเป็นหลุมดำทางการเมืองที่เลวร้าย เพราะขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความชั่วร้าย สามพลังรวมเป็นหนึ่งเดียว... หลุมดำสุดอำมหิต

การคิดและการกระทำภายใต้วงจรแห่งความชั่วร้ายดังกล่าว เป็นการคิดและการกระทำแบบเห็นแก่ตัวและพวกพ้อง เป็นแบบแยกส่วน แบ่งพรรคแบ่งพวก จึงนำไปสู่การแตกแยก แตกหักดังที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ ตลอดมาตั้งแต่เมื่อมีระบบการเมืองภายใต้ระบอบการปกครองแบบที่เรียกกันว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ (พวกมากลากไป พวกใครพวกมัน ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย...)

การจะหลุดพ้นจากวงจรแห่งความชั่วร้ายดังกล่าวได้ จำเป็นที่จะต้องทำให้คนในสังคมมองเห็น และรู้เท่าทันมหาภัยของพลังดำทั้งสามนั้น แล้วใช้สติและปัญญาในการสร้างสรรค์ระบบการเมืองใหม่ที่อ่อนตัว ยืดหยุ่น เอื้อต่อการพัฒนาแบบยั่งยืน บนฐานของสังคมและวัฒนธรรมไทย

ไม่ต้องรีบร้อน และคาดหวังผลอย่างรวดเร็ว การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การแก้ไขกฎหมาย ทำได้รวดเร็ว แต่การปรับเปลี่ยนและพัฒนาคน ต้องใช้เวลามากกว่ามาก ปัญหาโครงสร้าง ปัญหากฎหมายคิดแบบแก้ไขได้ แต่ปัญหาคน ไม่ควรคิดแบบแก้ไข แต่ควรคิดแบบสร้างและพัฒนา ซึ่งใช้เวลามากกว่า แต่มีโอกาสให้ผลที่ยั่งยืนกว่า

ตัวอย่างเช่น ถ้าคิดแก้ปัญหาในเชิงเหตุและผล หากเห็นว่าแนวคิดและแนวปฏิบัติของทุนนิยมอย่างที่เป็นอยู่เป็นตัวการสำคัญของปัญหา ก็ต้องแก้หรือปรับเปลี่ยนแนวคิดและแนวปฏิบัติ หรือนำแนวคิดใหม่ แนวปฏิบัติใหม่มาแทนเช่น เศรษฐกิจพอเพียง บุญนิยม เอื้ออาทรนิยม

การปฏิรูปการเมืองไทย ถ้าคิดว่าการเข้ามาเล่นการเมืองของนักการเมือง เข้ามาเพื่อแสวงหาอำนาจตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น เราก็ต้องปฏิรูประบบอำนาจ ตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการรับผิดชอบต่อผลและผลกระทบของการใช้อำนาจ

และถ้าเชื่อว่าอำนาจเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอรัปชั่น ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งมีโอกาสมาก ก็ควรหาวิธีลดอำนาจเฉพาะตำแหน่งลง หรืองดอำนาจการตัดสินใจเพียงคนเดียวไปเลย แล้วใช้การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมแทน

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ยังมีวิธีคิดแบบแก้ไขปัญหาอยู่ส่วนหนึ่ง โดยการกำหนดกรอบ กติกาใหม่ๆ หลายอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ก็ยังมีปัญหาที่สลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิมเพราะเป็นปัญหาที่มาจากตัวนักการเมือง ที่ยังคงมีระบบคิดและการปฏิบัติในวงจรแห่งความชั่วร้ายอยู่ การวิพากษ์วิจารณ์โจมตีเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญในบางจุด บางมาตรา หรือทั้งฉบับของนักการเมืองบางคน สะท้อนความคิดของเขาเหล่านั้นว่าคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวส่วนพรรค หรือประโยชน์สุขส่วนรวมของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

คุณหมอประเวศ วะสี ได้เคยเสนอการจัดการปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อน หนักอึ้งเหมือนภูเขาด้วยทฤษฎี “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” คือการสร้างและใช้ความรู้ (Knowledge) ไปร่วมและก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) และนำไปเชื่อมและขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายหรือกฎหมาย (Political/Legal Power) มีหลายหน่วยงานนำแนวคิดนี้ไปใช้แล้วได้รับความสำเร็จ เราอาจนำแนวคิดนี้มาจัดการหรือปฏิรูประบบการเมืองของไทยได้

เมื่อการเมืองปัจจุบัน ติดกับอยู่ในวงจรแห่งความชั่วร้าย เพราะขับเคลื่อนด้วยสามพลังอำมหิต การนำสามพลังสร้างสรรค์ (พลังความรู้/ปัญญา พลังเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม และพลังทางกฎหมาย/นโยบาย) มาต่อสู้อย่างมีสติและอย่างรู้เท่าทัน น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมอีกแนวทางหนึ่ง ลองช่วยกันพิจารณาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

Back to Top