เส้นผมบังจักรวาล



โดย ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 เมษายน 2557

ในเว็บไซต์ของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว เมื่อเร็วๆ นี้เอง มีบทความเกี่ยวกับการฝึกทักษะของผู้นำที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ ชื่อของบทความนี้แปลเป็นไทยได้ว่า “การฝึกสติสำหรับผู้บริหารที่ไม่มีเวลานั่งสมาธิ”​ คำว่าสติ มาเรีย กอนซาเลซ ใช้คำว่า mindfulness ส่วนสมาธิ เธอใช้คำว่า meditation

แม้กระแสของการพูดคุยเรื่อง “สติ” และ “สมาธิ” จะกว้างขวางออกไปมากแค่ไหน แต่ผมก็ยังพบว่าผู้คนยังคงเข้าใจผิด และสับสนระหว่างสองคำนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพี่ฝรั่งหรือน้องไทย ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าทั้งสองคำนี้ไม่ได้พูดถึงสิ่งเดียวกัน สติไม่ใช่สมาธิ และสมาธิไม่ใช่สติ แต่มันมีความเกี่ยวข้องกันอยู่

สติคือการระลึก ไม่ใช่ระลึกอดีต จดจำได้ว่าวางกุญแจบ้านเอาไว้ตรงไหน หรือนึกได้ว่าลืมซื้อนมกลับบ้าน แต่เป็นการ “รู้สึกตัว” คือหลุดจากสภาวะของการติดตามความคิด การจมจ่อมอยู่กับความคิด มันคือการวาร์ปกลับเข้ามาสู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ชั่วขณะ ที่เอ็กค์ฮาร์ท โทลเลอ ผู้เขียนหนังสือ The Power of Now พูดว่าให้รับรู้ปัจจุบันขณะโดยไม่มีม่านหมอกของความคิดมากางกั้น (Screen of mind) การกลับมารู้สึกตัวนี่เองคือสติ เพราะเป็นอิสระจากความคิด

โทลเลอได้จำแนกเวลาเป็นสองแบบ แบบแรกคือเวลานาฬิกา (clock time) ซึ่งก็คือเวลาที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นเวลาที่เราสามารถบอกได้ด้วยนาฬิกา เช่นเวลาผ่านไปกี่นาทีแล้ว หรือนัดเพื่อนไว้ที่ร้านกาแฟตอนบ่ายสอง เป็นตัวอย่างของเวลานาฬิกา แต่เวลาอีกแบบหนึ่ง เข้าใจยากกว่า เขาเรียกมันว่า “เวลาทางจิต” (psychological time) หากพวกเราเคยมีความสุขจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ตรงกันข้ามถ้าเราอยู่ในช่วงที่มีความทุกข์ทรมานกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน นี่เรียกว่า เวลาทางจิต ซึ่งแต่ละคนก็รับรู้แตกต่างกันไป ไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในที่เดียวกัน เวลานาฬิกาเดียวกัน ทำกิจกรรมเดียวกัน การรับรู้เวลาก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่สภาวะภายในของแต่ละคน

โทลเลออธิบายว่า เราควรต้องฝึกตัวเองให้หลุดออกจากกรงขังของ “เวลาทางจิต” หมายถึง พยายาม “ออกจากความคิด” ต่างๆ ที่ทำให้เราเวิ่นเว้อวุ่นวายอยู่ในหัวเรา โดยที่ความเป็นจริงแล้ว ในชีวิตจริงยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับคนเรา ส่วนใหญ่แล้วแทนที่จะรีบแก้ไข เรากลับไปเสียพลังงานทางจิตใจให้กับการครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ในวังวนของปัญหา ก็เหมือนพวกแอพที่เขียนมาไม่ดี ทำให้สมาร์ทโฟนของเราค้างจนต้องกดปุ่มรีเซต

เดี๋ยวนะ ผมพูดว่า “รีเซต”

ใช่ “รีเซต” นี่แหละคือตัว “สติ” คือออกจากโปรแกรมความคิดที่ค้างเติ่งอยู่ในหัวสมองของเรา แล้วกลับมาเริ่มใหม่ที่ “ความรู้สึกตัว” มันคือความสดใหม่ เหมือนพึ่งรีสตาร์ทเครื่องใหม่ๆ สมาร์ทโฟนของเราจะว่องไว ตอบสนองได้ดี เพราะยังไม่มีอะไรมาค้างคาในหน่วยความจำ การจะทำแอ็คชันอะไรก็รวดเร็ว ยืดหยุ่น แก้ไขปัญหาได้เต็มศักยภาพ

ทุกวันนี้ถามตัวคุณเองว่า คุณเหมือนสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าที่เปิดโปรแกรมเอาไว้เยอะแยะมากมาย จนแทบทำอะไรไม่ได้เลยหรือเปล่า? ถ้าใช่คุณก็ไม่ต่างจากคนมากกว่าครึ่งโลกที่มีชีวิตอยู่อย่างหลับๆ ตื่นๆ ใช้ศักยภาพของตัวเองไม่ถึงครึ่ง

ตอนเริ่มต้น ผมเกริ่นว่า มาเรีย กอนซาเลซ​ ผู้เขียนบทความใน HBR พูดถึงวิธีการกลับมารู้สึกตัวแบบสั้นๆ ที่เธอใช้คำว่า micro-meditation เธอให้กลับมาสังเกตลมหายใจ และถ้าหากใจลอยเวลากำลังฟังใครอยู่ก็ให้กลับมาฟังใหม่ และนี่ก็เป็นเรื่องเดียวกับการฝึกสติในชีวิตประจำวันที่กูรูหลายคนพูดแต่ไม่บอกวิธีการ หรือเวลาบอกก็ไม่ชัดเจน โดยพยายามเอาวิธีการทำ “สมาธิ” แบบนั่งหลับตาตามลมหายใจมาใช้ในชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวาย ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อย “เฟล” ครับ

มันใช้ไม่ได้ เพราะเหตุว่าใช้เครื่องมือไม่ถูกกับงาน!

ทำ “สมาธิ” เหมือนกับการชาร์จแบตสมาร์ทโฟน เวลาเราจะใช้ เราไม่ได้เอาแบตไปใช้งาน แต่แบตให้พลังงานคือกระแสไฟฟ้า ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนของเราทำงาน หน้าจอสว่าง เปิดแอพต่างๆ ขึ้นมาทำงาน ถ้าแบตอ่อน แน่นอนบางโปรแกรมก็รันไม่ขึ้น

แต่ผมเห็นว่า มาเรียมาถูกทางแล้วที่แนะนำเรื่องการฟัง ว่าถ้าหากใจลอยไปเมื่อไรให้กลับมาตั้งใจฟังใหม่ การฝึกสติด้วยการฟังในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ดี เพราะวันวันหนึ่งสำหรับคนทำงาน เราต้องพบปะผู้คน สนทนา หรือประชุม จะมีโอกาสให้เราได้ฝึกการฟังมาก ให้ลองสังเกตว่า เราฟังอย่างไร ใหม่ๆ เราจะไม่รู้เลยว่าเราคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ในขณะกำลังฟัง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราคุ้นชิน เป็นพฤติกรรมเดิม แก้ไขได้โดยให้รู้สึกตัวให้ไวที่สุดว่าเรากำลังคิดไปเรื่องอื่น ตรวจจับการหลุดลอยเข้าไปใน “เวลาทางจิต” ของเราให้เร็วกว่าที่เคยเป็นอยู่ แล้วกลับมาฟังใหม่ ในช่วงขณะที่เรารู้สึกตัวว่าเรากำลังคิดไป ช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ความคิดจะหยุดทำงาน นี่เรียกว่า สติ หรือ ปัจจุบันขณะของโทลเลอ การกลับมาฟังใหม่และอยู่กับสิ่งที่กำลังฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่บีบเค้น ไม่วอกแวกไปเรื่องอื่นนั่นเรียกมีสมาธิ (ขณิกสมาธิ)

ถ้าความรู้สึกตัวทำงาน พร้อมความตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ทำ และถ้ามีปัญญาญาณมารองรับ เราเรียกลักษณะของจิตใจแบบนี้ว่า “จิตที่คู่ควรกับงาน” หรือจิตที่อยู่ใน optimal learning state ซึ่งสามารถตรวจวัดผลในทางวิทยาศาสตร์ได้ เพราะคลื่นสมองจะเข้าสู่สภาวะคลื่นเธตา (theta state) ซึ่งจะเปิดศักยภาพของมนุษย์ให้ทำในสิ่งที่มนุษย์ครึ่งหลับครึ่งตื่นทำไม่ได้ คือการเรียนรู้ที่ข้ามพ้นสภาวะที่จิตใจถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ด้วยความคิดที่วิ่งวุ่น สิ่งใหม่จะผุดบังเกิดขึ้นได้ อันที่จริงเราทุกมีศักยภาพนี้อยู่แล้ว แต่เพราะเราไม่ปล่อยให้มันทำงาน กลับใช้ความกลัวและความวิตกกังวลผลิตความคิดขึ้นมาตัดรอนศักยภาพตัวเองตลอดเวลา

บางทีเส้นผม (แ-่ง) ก็บังทั้งจักรวาลเลย!

สงครามจิตใต้สำนึก



โดย ชลนภา อนุกูล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 29 มีนาคม 2557

ในพื้นที่สาธารณะทั้งหลายในเมืองไทยนั้น หากเงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัว เราจะพบเห็นป้ายโฆษณาใหญ่น้อยเต็มไปหมด ป้ายเหล่านี้ล้วนตะโกนออกมาดัง-ดังว่า “จงซื้อ” และ “จงครอบครอง” และถ้าเป็นโฆษณาของโรงพยาบาล ข้อความที่แอบตะโกนแบบเรียบร้อยก็คือ “จงป่วย” และ “จงมาตรวจและพบโรค”


เช่นเดียวกับโฆษณาทางวิทยุในต่างจังหวัดและหรือขอบปริมณฑลของกรุงเทพฯ ที่ช่วงเช้าเต็มไปด้วยโฆษณาปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ช่วงกลางวันก็เป็นโฆษณาอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่อ้างสรรพคุณเป็นยาและอ.ย.อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมสังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมแห่งการซื้อ อาหารที่บริโภคก็ปนเปื้อนสารเคมีจำนวนมาก และผู้คนก็วิ่งไปหาหมอเพียงแค่เป็นไข้หวัด

จิตใจของมนุษย์นั้นเปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง ดังที่ซิกมันด์ ฟรอยด์เคยเปรียบเทียบไว้ สิ่งที่ปรากฎให้เห็นผ่านความคิด คำพูด และพฤติกรรม ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงของสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึกนี้ไถ่ นัท ฮันห์ เคยอธิบายไว้ในเล่ม สู่ชีวิตอันอุดม ว่าเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ หรือเรียกว่าอาลัยวิญญาณ เมล็ดพันธุ์ของจิตใต้สำนึกเหล่านี้เป็นเครื่องกำหนดความคิด คำพูด และพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งหมด การบ่มเพาะและดูแลจิตใต้สำนึกจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

เมล็ดพันธุ์ของความโกรธ/เกลียด/รัก/หลง ฯลฯ ล้วนดำรงอยู่ในพื้นที่จิตใต้สำนึกนี้ หากเรามองเห็นและตระหนักถึงเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ภายในตัวของเราได้ เราย่อมดูแลเมล็ดพันธุ์ทั้งดีและไม่ดีได้ นั่นคือ เมล็ดพันธุ์ของความไม่ดีก็ดูแลไม่ให้เติบโตงอกงามออกไปเป็นความคิด/คำพูด/พฤติกรรม ขณะเดียวกันก็บ่มเพาะส่งเสริมให้เมล็ดพันธุ์ที่ดีเติบโตงอกงาม


การบ่มเพาะและดูแลจิตใต้สำนึกนี้เกิดขึ้นได้จากการจัดสภาวะแวดล้อมอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับกระบวนการตรวจติดตามสภาวะภายในของตนเองหรือที่เรียกว่าการดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะ/ภาวนา/เจริญสติ

ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนใส่ใจและหรือมีความรู้น้อยลงเกี่ยวกับการตรวจติดตามสภาวะภายในของตน การจัดสภาวะแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการบ่มเพาะและดูแลจิตใต้สำนึกที่ดีจึงมีความสำคัญมาก


ในสมัยโบราณ บ้านของคนจีนจะแขวนตัวอักษรที่แสดงถึงคุณธรรมต่างๆ เป็นต้นว่า กตัญญู สัตย์ซื่อ กล้าหาญ ฯลฯ


ที่หมู่บ้านพลัมมีอักษรและคำขวัญที่เชิญชวนผู้คนกลับมาสู่ปัจจุบันขณะติดอยู่ในหลายที่ ทั้งในห้องน้ำ ห้องนอน ห้องภาวนา และในสวน – และเป็นเช่นเดียวกันกับสวนโมกข์ ไชยา และอีกหลายวัดในเมืองไทย

อย่างไรก็ดี สภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เต็มไปด้วยข่าวสารจำนวนมาก และมีคุณภาพเชิงลบ หากเราไม่ระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นการเสพข่าวโฆษณาจนกลายเป็นนักบริโภคนิยม หรือเสพข้อมูลข่าวสารความรุนแรง ไม่ว่าจะถ้อยคำ/ความประชดประเทียดเสียดสี กระแหนะกระแหนด่าทอ กระทั่งว่าตัวเราเองก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสิ่งแวดล้อมนั้นเอง เช่น เป็นต้นตอเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ พูดหรือเขียนประชดประชันแบบรายวัน กระแหนะกระแหนด่าทอรายชั่วโมง – เหล่านี้ล้วนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์จิตใต้สำนึกที่ไม่ดีทั้งนั้น และไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมการประชดประชันกระแหนะกระแหนด่าทอต่อเนื่องรายวันนานหลายเดือน จึงกลายมาเป็นเฮทสปีช (Hate Speech) เป็นปฏิบัติการต่อยตีบนท้องถนน เป็นพฤติกรรมล่าแม่มดด้วยการเปิดเผยชื่อที่อยู่ของศัตรู/เหยื่อให้คนอื่นไปข่มขู่ทำร้ายร่างกายถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน


เมล็ดพันธุ์จิตใต้สำนึกของพวกเราแต่ละคนพอมารวมกันมากเข้าก็กลายเป็นจิตใต้สำนึกแบบรวมหมู่ของสังคม และนำมาสู่การกำหนดกฎกติกาทั้งหลายในสังคม ดังนั้นเอง ถ้าคนหลายคนทำในหลายสิ่งเหมือนกันมากเข้าจนกลายเป็นคุณค่าร่วม เช่น การมองเห็นศัตรูเป็นมารร้ายไม่ใช่มนุษย์ การสะใจในความสูญเสียของเพื่อนมนุษย์อีกฝ่าย เห็นแต่คำตอบแบบขาว-ดำในความขัดแย้งเห็นต่าง เห็นว่าตนเองดีกว่าคนอื่น เห็นว่าคนอื่นทำดีไม่เหมือนตนเอง ฯลฯ เมล็ดพันธุ์จิตใต้สำนึกเหล่านี้ - ไม่ว่าจะอยู่ฟากฝ่ายของความคิดทางการเมืองแบบใด – ก็ล้วนนำพาสังคมไปสู่ทิศทางแห่งความล่มสลายไม่ต่างกัน

สงครามในมหาภารตยุทธนั้น เป็นสงครามทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่สงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง หากมนุษย์พ่ายแพ้ต่อจิตใจฝ่ายต่ำ ประกอบด้วยความโลภและความรุนแรง ดังที่พี่ฆ่าน้อง หลานฆ่าปู่ ศิษย์ฆ่าอาจารย์ นักรบมุ่งชัยชนะจนผิดกติกา ลอบทำร้ายกันยามค่ำคืน พราหมณ์ทำร้ายหญิงมีครรภ์ ธรรมบุตรกล่าวเท็จ เหล่านี้ย่อมนำไปสู่หายนะและความพินาศ พระกฤษณะ อวตารแห่งพระนารายณ์ แม้จะเป็นเพียงสารถีรถศึก ก็ยังถูกสาปให้ญาติพี่น้องตนเองเข่นฆ่ากันจนสิ้นวงศ์ ตัวเองก็เสียชีวิตในลักษณาการอันน่าอนาถ


สถานการณ์สังคมไทยปัจจุบันมีผู้เปรียบว่าเหมือนอยู่ในภาวะสงคราม เป็นสงครามทางความคิดและอุดมการณ์ และมีแนวโน้มที่จะเป็นสงครามกลางเมืองได้ อย่างไรก็ดี อนาคตของสงครามกลางเมืองก็ขึ้นอยู่กับสงครามทางจิตสำนึก/จิตวิญญาณในปัจจุบันด้วย

การดูแลจิตสำนึกของความรุนแรงไม่ให้เติบโต และบ่มเพาะจิตสำนึกของสันติวิธีให้งอกงาม ผ่านปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพและระดับปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการระมัดระวังความคิด คำพูด การกระทำของเรา/สังคม จึงยังคงเป็นเรื่องจำเป็น

ปลดปล่อยนักเรียน



โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557

มีปรากฏในที่สาธารณะหลายครั้งว่า ต้นเหตุหนึ่งของวิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้เกิดจากระบบการศึกษาที่ผิดพลาดมาช้านาน หากจะป้องกันมิให้เกิดซ้ำ หรือหากจะแก้ปัญหาให้ถาวร จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาครั้งใหญ่

ปฏิรูปการศึกษาไม่พอ ให้ถอนรากถอนโคนแล้วเริ่มใหม่


ระบบการศึกษาที่ผิดพลาดนำไปสู่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้หลายข้อ จะยกตัวอย่างเพียง ๓ ข้อ

ข้อแรก การศึกษาของประเทศไทยไม่ทำให้นักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตรู้จักคิดและรู้วิธีอยู่ร่วมกับความคิดที่แตกต่าง อธิบายว่าในขณะที่เราเรียกร้องให้นักเรียนรู้จักคิด แต่การศึกษาเองที่ส่งสัญญาณห้ามเด็กคิดตลอดมา หนักกว่านี้คือนักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับความเห็นที่แตกต่างมากพอ

ข้อสอง สืบเนื่องจากข้อแรกที่ว่านักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับความเห็นต่างที่มากพอ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว หลักสูตรการสอนในประเทศไทยสอนให้รู้เรื่องเดียวและต้องเชื่อเสมอ เนื้อหาที่ปรากฏในหลักสูตรหรือที่ครูสอนเป็นความจริงที่ผู้เรียนไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อไปก่อนเพื่อสอบให้ได้ (หรือเป็นเด็กดีมีวินัย) เมื่อเด็กๆ ทำตัวว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปีและชั้นอุดมศึกษาอีก ๔-๖ ปี ไม่ว่าจะสาขาวิชาอะไรก็ตาม เราจึงได้บัณฑิตที่คิดต่างไม่ได้หรือถ้าคิดได้ก็ต้องหลบซ่อน (ยังดีที่มีโซเชียลเน็ตเวิร์คให้ซ่อนตัวอยู่บ้าง)

ข้อสาม สืบเนื่องจากข้อสอง เนื้อหาในหลักสูตรหรือที่ครูสอน คือความจริงที่ถูกสร้างและถูกสถาปนาให้เป็นความจริงหนึ่งเดียวไม่มีอื่น สามารถยกตัวอย่างเนื้อหาในหลักสูตรทุกวิชาของทุกชั้นปีตลอดระยะเวลา ๑๒ ปีได้มากมายว่า เนื้อหาที่มีอยู่ล้าสมัยหรือมีผู้เห็นต่างอย่างไรบ้าง

หากจะยกตัวอย่างให้ทันเหตุการณ์ก็น่าจะเป็นเรื่องความมีอยู่ของอาณาจักรล้านนาในบริเวณภาคเหนือตอนบนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีปฏิสัมพันธ์กับศูนย์อำนาจที่สุโขทัย อยุธยา หรือกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมาอย่างไร มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการศึกษาไทยมากเพียงใด เป็นต้น

ความผิดพลาดของระบบการศึกษาสามข้อข้างต้น มิใช่ข้อกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย มีหลักฐานสนับสนุนจำนวนมากแต่เราก็ไม่เคยได้อภิปรายถึงหลักฐานเหล่านี้อย่างผู้เจริญแล้วเสียที

ข้อหนึ่ง กฎ ระเบียบ และข้อห้ามเรื่องการแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับของนักเรียนทุกระดับเป็นรูปธรรมของการใช้อำนาจมิให้เด็กไทยคิด การแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับมีความสำคัญต่อพัฒนาการบุคลิกภาพส่วนที่ว่าด้วยตัวตนคือ self เด็กที่สามารถกำหนดหรือควบคุมตัวตนหรือ self ได้จึงจะมีความมั่นใจหรือความภูมิใจในตนเองคือมี self-esteem ที่ดี เด็กที่มี self-esteem ที่ดีจึงพัฒนาต่อได้และพัฒนาปัญญาไปได้ด้วย ในทางตรงข้ามเด็กที่ถูกทำลายตัวตนแต่แรกก็จะหยุดพัฒนาตนเองหรือพัฒนาไปในทิศทางที่อำนาจบังคับนั้นกำหนด

ข้อสอง ข้อสอบปรนัยของการศึกษาทุกระดับรวมทั้งข้อสอบระดับชาติของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เป็นรูปธรรมของการสกัดกั้นความเห็นต่างทั้งมวลให้เหลือความจริงที่ถูกสถาปนาแล้วเพียงหนึ่งเดียว แม้จะมีผู้อ้างว่าเหล่านี้เป็นข้อสอบที่มีหลักคิดและคิดอย่างมีวิจารณญาณ แต่ก็ไม่พ้นว่าต้องมีวิจารณญาณตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดให้


เป็นเรื่องน่ายินดีที่ข้อสอบปรนัยระดับชาติกลายเป็นเรื่องขำขันประจำปีที่คนจำนวนมากเฝ้าติดตามด้วยใจระทึก ว่าจะมีใครออกข้อสอบและคำเฉลยเด็ดๆ อะไรได้อีก แต่ถ้าคนจำนวนมากได้แต่ขำไปทีละปีโดยไม่ลงมือถอนรากถอนโคนระบบการศึกษาเหล่านี้ทิ้ง ข้อสอบเหล่านี้เองจะเป็นเครื่องฉุดรั้งสติปัญญาของเด็กไทยรุ่นต่อรุ่นอย่างน่าเสียใจ

ข้อสาม หลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการสถาปนาความจริงโดยใช้ผู้เขียนหลักสูตรเป็นศูนย์กลาง และศูนย์กลางนั้นอยู่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้สร้างความขัดแย้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้ทำให้คนไทยด้วยกันเองหลายกลุ่มหลายชาติพันธุ์ไม่มีที่ยืนอย่างมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นล้านนา ปัตตานี หรือบริเวณที่ราบสูงอีสาน ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุด การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองบุคคลที่นิยมการใช้อำนาจมาอยู่ด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่คอยกำจัดความคิดที่แตกต่างเสมอมา

อันที่จริง แทบทุกสาขาวิชาก็ใช้วิธีสถาปนาความรู้ให้กลายเป็นความจริงที่ตั้งข้อสงสัยมิได้ ไม่เว้นแม้แต่แพทยศาสตร์ ภายใต้การเรียนการสอนเชิงอำนาจเช่นนี้ ทำให้นักศึกษาสาขาวิชานั้นๆ มีทางเลือกเพียงสองทาง คือสยบต่ออำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและลูกหลานในภายหน้า หรือไม่ก็เป็นผู้มีความเห็นต่างที่เก็บตัวอยู่เงียบๆ (ยังดีที่มีโซเชียลเน็ตเวิร์คให้พื้นที่กลุ่มแพทย์ที่เห็นต่างได้มีที่ยืนและแสดงออกอยู่บ้าง)

เรื่องแย่ที่สุดของที่สุดเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ นักเรียนยากจนถูกคัดกรองออกจากถนนการศึกษาตลอดเวลา มีแต่นักเรียนที่พ่อแม่มีฐานะสู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเรียนกวดวิชาไหวที่สามารถไปต่อได้เรื่อยๆ และท้ายที่สุดแล้วใครทุนหนากว่าเป็นผู้ชนะ


ควรมีการสำรวจว่านิสิตของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสามลำดับแรกมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร นิสิตแพทย์ในปัจจุบันมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร แม้กระทั่งนักเรียนของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดสามลำดับแรกมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร เราจะได้ภาพความเหลื่อมล้ำที่มีหลักฐานชัดเจน

อยากแก้ปัญหาปัจจุบัน เพื่อให้สังคมภายหน้าเราสามารถคิดต่างและอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ ที่คิดต่างอย่างสันติ ควรลงมือถอนรากถอนโคนการศึกษาไทยวันนี้

มีวิธี ไม่ใช่ไม่มี ครูทุกคนเป็นคนสำคัญ ขอเพียงให้รู้วิธี

Back to Top