ความเป็นฮีโร่กับวิทยาศาสตร์ใหม่

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 30 กรกฎาคม 2548

ท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่านงานของวงจิตวิวัฒน์คงจะพอเริ่มเข้าใจบ้างแล้วเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันและวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างควอนตัมฟิสิกส์ ส่วนหนึ่งพวกเราตั้งสมมติฐานกันว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ไปติดกรอบกับความคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่า เช่น การมุ่งควบคุมทุกอย่างด้วยอำนาจ การคาดถึงผลที่แน่นอนชัดเจน การแยกส่วนซอยย่อยเป็นกลไกแบบเครื่องจักร ตามที่ อ.หมอประสาน ต่างใจ ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน และท่านอื่นๆ อีกหลายท่านได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว

การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่กรอบคิดและใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่เหมือนกับที่ อ.หมอประเวศ วะสี พูดถึงคำพูดของไอน์สไตน์เสมอๆ ว่า “No Problem can be solved from the same consciousness that created it” วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่นั้นเป็นตรงกันข้าม ที่พอจะเขียนเป็นหลักใหญ่ๆ ได้ก็คือ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุและปัจจัย เข้าใจความไม่แน่นอนและมองเห็นความเชื่อมโยงของทุกสิ่ง

วิทยาศาสตร์เก่าไม่ได้ผิด เพียงแต่มีข้อจำกัดที่ไม่ได้มองให้เห็นภาพรวมทั้งหมดเหมือนตาบอดคลำช้างที่ได้ภาพเป็นส่วนๆ และมองไม่เห็นความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันของส่วนต่างๆ ที่มากไปกว่าความเป็นกลไกแบบเครื่องจักร

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจร่วมกันในเรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอาศัยเวลาอีกสักช่วงหนึ่ง แต่ก็จะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางวิวัฒนาการ เหมือนเวลาที่เรานั่งอยู่ริมทะเลแล้วมองดูขอบฟ้า เราทุกคนก็จะมองเห็นว่าขอบฟ้ามันโค้งเพราะเรารู้ว่าโลกกลม แต่ทำไมขอบฟ้าขอบเดียวกันนี้คนที่อยู่ในศตวรรษที่ 14-15 ถึงมองไม่เห็นว่ามันโค้งละ? แต่กลับเห็นขอบฟ้าขอบนี้เป็นเส้นตรง ก็เพราะว่าคนในสมัยนั้นคิดว่าโลกแบนนั่นเอง กว่าที่วิทยาศาสตร์ (แบบเก่า) จะพิสูจน์ตรงนี้ให้คนส่วนใหญ่เชื่อได้ก็ใช้เวลาร่วมร้อยปี ตอนนี้จะให้คนเข้าใจวิทยาศาสตร์แบบใหม่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะมนุษย์เราก็เพิ่งจะค้นพบวิทยาศาสตร์ใหม่นี้มาไม่นานเท่าไรนัก การฝังรากลงลึกในความคิดของความเป็นวิทยาศาสตร์เก่าอยู่ในความคิดของมนุษย์นานกว่าสามร้อยปีมาแล้ว

ผมคิดว่าจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และบทความในวันนี้ ผมอยากจะเขียนถึงความแตกต่างที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งระหว่างวิทยาศาสตร์เก่าและวิทยาศาสตร์ใหม่ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ ก็คือ “ความเป็นฮีโร่”

วิทยาศาสตร์เก่านั้นจะเชื่อความเป็นฮีโร่ นิยมความเป็นฮีโร่ เพราะภายใต้กรอบคิดแบบนิวตันนั้น (F=ma) การออกแรงมากย่อมเกิดการเคลื่อนที่มาก ออกแรงน้อยย่อมเกิดการเคลื่อนที่น้อย ฮีโร่คือคนที่สามารถออกแรงได้มาก สังคมจึงต้องการฮีโร่เพื่อมาขับเคลื่อนสังคมให้เคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง ต้องการผู้นำที่เข้มแข็งอะไรประมาณนั้น แนวคิดเรื่องนี้ไม่ได้ผิด แต่เป็นความถูกต้องเฉพาะกับวัตถุและมีข้อแม้อีกหนึ่งข้อก็คือ วัตถุชิ้นนั้นจะต้องเป็นวัตถุที่มีความเร็วไม่มากไปกว่าความเร็วของแสงเท่านั้น ทั้งยังใช้ไม่ได้กับวัตถุเล็กๆ ในระดับอะตอมอีกด้วย

มีข้อสังเกตตรงนี้ว่า “คนและสังคมเป็นสิ่งมีชีวิต” การใช้แนวคิดแบบกลไกนี้กับคนและสังคมจึงอาจจะใช้ไม่ได้ (มั๊ง)

วิทยาศาสตร์ใหม่โดยเฉพาะทฤษฎีไร้ระเบียบนั้นบอกว่า ในระบบที่มีความไร้ระเบียบนั้นจะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้โดยเกิดจากการเปลี่ยนของจุดเล็กๆ ในระบบ ผ่านวงจรขยาย (Amplify Loop) คล้ายๆ กับเครื่องขยายเสียง เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Butterfly Effect” หรือคำพูดที่ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า “ผีเสื้อขยับปีกที่ปักกิ่งแล้วทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่ฟลอริด้า” ตามแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่การเปลี่ยนแปลงของระบบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ฮีโร่” แต่จะขึ้นอยู่กับจุดเล็กๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็นชุมชนแล้วขยายผลตามเหตุตามปัจจัยที่เหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่นกำแพงเบอร์ลินที่พังทลายลงได้ มิใช่เพราะฮีโร่แบบปัจเจก หากแต่เป็นเพราะชุมชนเล็กๆ ในเยอรมันเกิดการรวมตัวกัน กฎหมายที่ให้สิทธิ์เท่าเทียมกันเรื่องผิวสีในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นมาได้ในช่วงทศวรรษ 60 ก็มิใช่เพราะฮีโร่ แต่เป็นเพราะผู้หญิงผิวดำบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาตัดสินใจไม่ยอมลุกขึ้นให้ที่นั่งกับคนขาวบนรถเมล์ในวันหนึ่ง แล้วเกิดการรวมตัวของคนผิวดำจำนวนมากมายที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและปรากฏการณ์อื่นๆ ในธรรมชาติล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

วิทยาศาสตร์ใหม่จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “ฮีโร่” มากไปกว่าการเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม นอกจากนี้ ถ้าเราดูดีๆ การปรากฏตัวของ “ฮีโร่” กลับจะเป็นการรบกวนและอาจจะถึงขั้นทำลายกระบวนการที่ควรจะเป็นไปในระบบตามที่ควรจะเป็นไปด้วยซ้ำ เพราะ “ฮีโร่” มักจะใช้อำนาจ เมื่อใช้อำนาจก็ย่อมเกิดความไม่เท่าเทียม รบกวนระบบและยังจะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นตามมามากมาย

ปีเตอร์ เซ็งเก (Peter Zenge) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการบริหารงานธุรกิจหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือที่ชื่อ The Fifth Discipline ที่โด่งดังมากร่วมกับโจเซฟ จาวอร์สกี (Joseph Jaworski) ผู้เขียนหนังสือชื่อ Synchronicity และยังเป็นผู้ก่อตั้ง ALF (American Leadership Forum) ที่มีชื่อเสียงมากในสหรัฐอเมริกาและออตโต ชาร์มเมอร์ (Otto Scharmer) กับเบ็ตตี้ ซู ฟาวเวอร์ (Betty Sue Flowers) ทั้งสี่คนนี้ได้ร่วมกันเขียนหนังสือที่น่าสนใจมากๆ เล่มหนึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อกลางปี 2004 นี้เอง ชื่อ Presence ในหนังสือเล่มนี้เขียนว่า “ความเป็นผู้นำแบบฮีโร่” นั้นอาจจะมีความจำเป็นในอดีต ประมาณว่าแบบประเทศจีนเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน แต่อาจจะ “ไม่ใช่” สำหรับยุคสมัยปัจจุบันเสียแล้วและในหน้าที่ 191 ของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า “ความเป็นผู้นำในโลกอนาคตอันใกล้นี้ควรจะเป็นเรื่องของกลุ่ม สถาบัน ชุมชนหรือเครือข่าย ไม่ใช่ความเป็นผู้นำแบบปัจเจกบุคคลเหมือนกับที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป”

ในมุมมองแบบนี้การก่อเกิด “ความเป็นผู้นำ” จึงไม่ใช่อยู่ที่ “ตัวตน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใดคนหนึ่ง หากแต่จะอยู่ที่ “พลังงานของกลุ่ม” เป็น “พลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่” ที่พลังงานเหล่านี้สามารถ “ผุดบังเกิด” หรือ “โผล่ปรากฏ” ออกมาได้ก็ต่อเมื่อมี “กระบวนการ” ที่เหมาะสม ได้แก่ การอยู่กับปัจจุบัน การใคร่ครวญร่วมกัน การรับรู้และรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ความเท่าเทียมและการแขวนการตัดสิน

ด้วยความเข้าใจแบบนี้ ความเป็นผู้นำแบบวิทยาศาสตร์ใหม่จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ “ฮีโร่” ในความหมายแบบเก่าที่เข้าใจกันมาตลอด ด้วยความเข้าใจใหม่แบบนี้เราก็จะมองเห็นได้ว่า “ความเป็นผู้นำ” ไม่จำเป็นจะต้องอาศัย “ฮีโร่” (ที่มีแรงมากเพื่อออกแรงมาก) อีกต่อไปหากแต่ต้องการ “ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน” แล้วไว้ใจให้ “สาระสำคัญของความเป็นผู้นำ” ผุดบังเกิดออกมาในเวลาที่เหมาะสม

ผมคิดว่าพวกเราได้มาถึงยุคที่จะต้องใช้วิทยาศาสตร์ใหม่ให้เหมาะสมกันแล้ว มิเช่นนั้นเราก็คงจะมิอาจแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย ถ้ายังคงมีกรอบคิดแบบเดิมและใช้อำนาจแบบฮีโร่ในสมัยก่อน

สงัดและสันโดษ



โดย เดวิด สปินเลน
วนิสา สุรพิพิธ แปล
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2548

อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ยุคใหม่ โดยเฉพาะผู้คนในเมืองใหญ่หวาดผวามากที่สุด?

จะเป็นการก่อการร้าย น้ำท่วม แผ่นดินไหว ตกงาน หรือว่าอาชญากรรม? ตามความเห็นของผู้เขียน คำตอบก็คือ ความสงัดเงียบและความสันโดษ

พวกเราล้วนถูกรายล้อมด้วยเสียง และบ่อยครั้งเราก็ไม่รู้สึกตัวเสียด้วยซ้ำไป เสียงจากยวดยานพาหนะ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อโฆษณา ฯลฯ มีอยู่เกือบทุกหนทุกแห่ง ห้องอาหารโดยมากเปิดเพลงจากวิทยุคลอ และมักจะเปิดโทรทัศน์พร้อมกันถึง ๒-๓ เครื่อง สถานีโทรทัศน์ก็พากันถ่ายทอดเกมโชว์หรือละครน้ำเน่า สถานีรถไฟลอยฟ้าก็มีจอภาพดิจิตอลขนาดใหญ่ฉายสื่อโฆษณาเป็นหลัก ห้องผู้โดยสารนั่งรอที่สนามบินก็มีโทรทัศน์จอใหญ่หลายเครื่องเปิดทิ้งไว้ อันที่จริง แทบจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย หากเราอยากหาที่เงียบๆ สักแห่งเพื่ออ่านหนังสือหรือพูดคุยกับใครสักคน

เมื่อหลายเดือนก่อน ผู้เขียนไปหาหมอโรคหัวใจ โทรทัศน์ในห้องนั่งรอของผู้ป่วยนั้นเปิดเสียงดังมาก จนกระทั่งต้องออกมานั่งอยู่ตรงทางเดิน พอบ่นเรื่องนี้กับหมอ โดยบอกว่ามันทำให้เครียดแค่ไหน และก็ไม่ช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจเลย หมอบอกว่าคนไข้ชอบดูรายการเหล่านั้น (อย่างที่เราทราบโรงพยาบาลสมัยใหม่นั้นไม่ใช่สถานที่สำหรับการรักษาพยาบาล)

ร้านค้าย่อยในตลาดหรือร้านเล็กๆ ในซอยบ้านผู้เขียนมักจะมีโทรทัศน์เครื่องเล็กตั้งอยู่และมีคนนั่งดูวันละหลายๆ ชั่วโมง เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้ากับสิ่งเสพติดยอดฮิตล่าสุดในปัจจุบัน-โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ชิ้นนี้ตอกย้ำทำให้เรามั่นใจว่าจะไม่มีวันรู้สึกโดดเดี่ยว- ที่สุดแห่งความน่าสะพรึงกลัว และไม่ว่าจะมีใครใส่ใจกับเสียงเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม คลื่นเสียงก็ยังคงเดินทางเข้าสู่ตัวเราและก่อให้เกิดความเครียด

หลายคนหลายครอบครัวรับประทานอาหารหน้าจอโทรทัศน์ เด็กใช้เวลานับพันชั่วโมงจ้องดูโทรทัศน์และถูกจู่โจมด้วยโฆษณาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ดังนี้ จึงเชื่อได้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้บริโภคที่ถูกมอมเมาได้ที่ ทันกับตอนที่เติบโตถึงวัยเข้าโรงเรียนพอดี

ทุกครั้งที่เข้าไปในห้างสรรพสินค้า รู้สึกเสมือนกับว่าได้เข้าไปในโรงพยาบาลบ้า มีเสียงและโฆษณาดังอยู่ทุกที่ ในซุปเปอร์มาร์เก็ตมีกระทั่งอุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำงานเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ และฉายโฆษณาผลิตภัณฑ์บนจอแถวนั้น ทุกหนแห่งที่คุณไปจะมีการข่มขืนโสตประสาท

หูของคุณถูกสอดแทรกด้วยเสียงโดยปราศจากความยินยอมพร้อมใจ

ราว ๑๕ ปีก่อน ได้เข้าฟังการบรรยายโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน กล่าวถึงงานวิจัยและการทดลองชิ้นหนึ่ง โดยเขานำผู้บริหารสองสามคนเข้าไปไว้ในบ้านกลางป่าลึกช่วงสุดสัปดาห์ โดยไม่ยอมให้คนเหล่านั้นพกพาโทรศัพท์มือถือและโน้ตบุ๊กเข้าไปด้วย ในบ้านไม่มีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือเครื่องโทรสาร ผู้บริหารเหล่านั้นประสบกับความเครียดและบางคนไม่สามารถทนได้ นักจิตวิทยาท่านนั้นชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงก็คือ พวกเขาไม่อาจอยู่กับตัวเองตามลำพังได้

ในโลกยุคใหม่ทุกวันนี้ ผู้คนโดยมากไม่อาจอยู่กับตัวเองตามลำพังได้

ทำไมล่ะ?

ก็เพราะว่ามันอาจทำให้พวกเขามองเห็นว่าชีวิตของตนนั้นว่างเปล่าและไร้จุดหมายเพียงใด

มันอาจทำให้มองเห็นว่าชีวิตของตนคล้ายหุ่นยนต์ในขณะที่ติดแหง็กอยู่ท่ามกลางการจราจรในแต่ละวันเพื่อไปทำงานอันน่าเบื่อ

มันอาจเป็นชั่วขณะที่ได้เห็นว่าตนเองรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงใด และตระหนักว่าไม่ว่าจะได้รับประทานไปมากแค่ไหน จะดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ไปมากเพียงใด หรือซื้อของในห้างไปอีกกี่ชิ้น พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่างโหวงในวันพรุ่ง

ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยได้ยินครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณท่านหนึ่งกล่าวดังนี้ ชีวิตคนเราจำต้องตอบ ๓ คำถามนี้ให้ได้ก่อนตาย

คำถามแรก-มาจากไหน? คำถามที่สอง-ทำไมถึงมีชีวิตอยู่? คำถามที่สาม-ตายแล้วไปไหน? หากไม่ได้ตอบสามคำถามนี้ก่อนตาย แล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์จะมีความหมายอะไร?

เราจะหาคำตอบสำหรับทั้งสามคำถามนี้ได้จากที่ไหน? ก็ในที่ที่คนส่วนมากไม่ปรารถนาจะมอง เพราะมันช่างน่าหวั่นหวาดและลำบากยากเข็ญ-ในความสงัดเงียบและความสันโดษ-จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่ผู้คนโดยมากชื่นชอบมลพิษทางเสียง

จากมายาคติสู่มายากล:
จากภาพลวงตาของชีวิต สู่โรคจิตสำนึกบกพร่อง

โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2548

ชื่อของบทความนี้มีลักษณะที่เป็นอุปมาอุปไมย ต้องการสื่อให้มีความหมายและจินตภาพที่กว้างและยืดหยุ่น ไม่มีเจตนาที่จะสื่อว่ามายากลเป็นสิ่งไม่ดี หรือนักมายากลเป็นคนเลว เพราะนักมายากลเขารู้ตัวว่าเขากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ดู “เสมือนจริง” เพื่อสร้างความประหลาดใจและความประทับใจให้กับผู้ชมการแสดง นักมายากลเป็นอาชีพหนึ่งของการแสดง ถ้าแสดงได้ดีก็จะได้รับการยอมรับจากผู้ชมว่าเป็นนักแสดงมืออาชีพ

แต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของรัฐในทุกระดับและทุกประเภท ไม่ใช่นักแสดง ประชาชนไม่ต้องการความประทับใจหรือความประหลาดใจจากการแสดงให้ดูเสมือนว่าจริง เฉกเช่นเดียวกับนักมายากล ประชาชนต้องการผู้บริหารที่เป็นคนดี มีคุณธรรมจริง

ประชาชนต้องการผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของรัฐทำงานเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และของประเทศชาติที่แท้จริง

ประชาชนไม่ต้องการเห็นการแสดงที่ดูเสมือนว่าท่านเป็นคนดี มีคุณธรรม ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ เพราะการแสดงเก่งไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผู้แสดงเป็นคนดีหรือเป็นคนเลว บ่งบอกแต่เพียงว่าท่านแสดงเก่ง เป็นมืออาชีพทางการแสดงเท่านั้น

ความดี ความมีคุณธรรม การเป็นคนดี การเป็นคนมีคุณธรรม เป็นเรื่องภายในของคนๆ นั้น ที่วิวัฒน์มาจากการเรียนรู้ การได้รับการอบรมสั่งสอน ภายใต้บริบทแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละคน และสำแดงออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอกให้ผู้อื่นได้รับรู้

ถ้าพฤติกรรมภายนอกที่ปรากฏสอดคล้องกับพฤติกรรมภายใน คือการคิดถูกคิดชอบ ที่มาจากความคิดที่ถูกที่ชอบ ก็น่าจะสรุปได้มั่นใจพอควรว่า ดี “จริง” ไม่ใช่แค่ดูดี “เสมือนจริง”

ถ้าพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมา เกิดจากการคิดที่ไม่ถูกไม่ชอบ ที่มาจากความคิดที่ไม่ถูกไม่ชอบ แล้วเสแสร้งหรือมีเจตนาแสดงให้ดูเสมือนว่าท่านเป็นคนดี มีคุณธรรม มีความคิดและเจตนาที่ดีต่อผู้อื่นต่อประเทศชาติ

ท่านก็ไม่ใช่ผู้บริหาร หรือไม่ใช่พนักงานของรัฐในความหมายที่ควรเป็น ท่านเป็นแค่ผู้ประกอบอาชีพมายากล ที่แม้แต่นักมายากลมืออาชีพที่แท้จริงก็ไม่ยอมรับให้ร่วมสถาบัน


มาเป็นคนดี คนมีคุณธรรม ด้วยการคิดดี คิดถูก คิดชอบต่อสรรพสิ่ง ต่อประเทศชาติ ต่อชุมชน ต่อครอบครัว ต่อตนเอง และต่อมวลมนุษยชาติ ด้วยการสำแดงออกทางการกระทำอย่างมีความกล้าหาญทางคุณธรรมจริยธรรม

แล้วท่านจะเป็นคนดี คนเก่ง ที่อยู่ในใจของประชาชนตลอดไป เป็นรัฐบุรุษ เป็นรัฐสตรีของประเทศและของโลกที่จะถูกจารึกไว้

และที่สำคัญท่านจะเป็นเชื้อดี สิ่งแวดล้อมดี เป็นตัวแบบที่ดีให้แก่ลูกหลานและเยาวชนในรุ่นถัดๆ ไป

มาช่วยกันหว่านเมล็ดพันธุ์ของความดีให้ทั่วแผ่นดิน

มาช่วยกันสร้างความชุ่มชื่น เย็นฉ่ำ และเติมปุ๋ยชีวธรรมชาติ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งความดีเหล่านั้นได้เจริญเติบใหญ่ด้วยความมั่งคงอย่างยั่งยืน ... จะดีไหม ?

มาใช้สมองส่วนหน้าให้มากกว่าสมองส่วนใน สร้างจิตสำนึกใหม่ ที่วิวัฒน์เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ... จะดีไหม ? (แม่ขอร้อง)

เมื่อไหร่มนุษย์จะ “ตื่นรู้” ด้วย “ปัญญา” ไม่ใช่แค่ “ตื่นเต้น” และ “ตื่นตัว” แล้ว “เต้นตาม” กับ “ความรู้” ที่อ้างว่า “ใหม่” และ “ทันสมัย” แล้วยึดเป็นสรณะ เป็นวิถีดำเนินชีวิต

เพราะ “ความรู้” จำนวนมากมาจากฐานคิดที่ไม่ถูกต้อง ความรู้จำนวนมากมาจากมายาคติ

ถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีปัญญาที่จะรู้เท่าทัน เราก็จะ “หลง” และ “ไหล” ไปตามกระแสของความรู้ใหม่ที่เสมือนจริง แล้วเราก็ “ไหล” และ “หลง” อย่าง “หลงใหล” กับ “สังคมฐานความรู้” (Knowledge Based Society) และ “เศรษฐกิจฐานความรู้” (Knowledge Based Economy) จนทำให้เราขาด “เสรีภาพทางความคิด” ขาด “อิสรภาพทางปัญญา” เพราะเราได้พัฒนากลไกที่เสมือนจริงขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ จากฐานคิดเศรษฐกิจสุดโต่ง มายาคติที่ครอบงำไปทั่วโลก

ตัวอย่างกลไกหรือมายากลที่ผู้ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในคุกความคิดเศรษฐกิจสุดโต่ง ที่เรียกใหม่ให้ดูดีว่า เศรษฐกิจฐานความรู้ พัฒนาขึ้นมาอย่างแนบเนียน อย่างซ่อนเร้นเจตนาที่ถูกชักพาด้วยอคติ อวิชชา และกลายเป็นมายาคติในสังคมฐานความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานความรู้ ได้แก่


  • ระบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม
  • การค้าเสรีและข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เน้น “การค้าเสรี” มากกว่า “ความยุติธรรม” เน้น “สินค้าและความสะดวก (ความได้เปรียบ) ทางการค้า” มากกว่า “คนและศักดิ์ศรีของคน” เน้น “คนรวย/คนมีทุน” มากกว่า “คนจน คนด้อยโอกาส” เน้น “ความได้เปรียบ/เสียเปรียบ” มากกว่า “ความเท่าเทียม/เสมอภาค” เน้น “การแข่งขัน” มากกว่า “การร่วมมือ” เน้น “ประโยชน์ของฉัน” มากกว่า “ประโยชน์ของเรา” ... (ผู้อ่านลองคิดดูว่า บนโต๊ะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ผู้แทนของแต่ละประเทศที่ร่วมเจรจา เขาคิดและเจรจาด้วยสมองซีกซ้าย หรือซีกขวามากกว่า เขาคิดและเจรจาด้วยสมองส่วนนอกหรือสมองส่วนในมากกว่า เขากำลังแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) ตามบท (Script) ที่เขาได้รับให้เล่น (มายากล) หรือเขากำลังสะท้อนความเป็นเพื่อนร่วมโลกที่มีเจตนาที่ดีต่อกัน
  • ระบบมาตรฐานคุณภาพระบบต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาและใช้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองทางการค้า เป็นเรื่องที่เน้นคุณภาพจริงๆ หรือเน้นการป้องกันความเสียเปรียบทางการแข่งขัน และในการปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เป็นการปฏิบัติด้วยจิตสำนึกคุณภาพ (Quality Mind) หรือแค่ทำตามระบบ


มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านลองช่วยกันคิดดูว่ายังมี “มายากล” อะไรอีกบ้าง ที่นักเศรษฐศาสตร์ และนักบริหารที่ได้รับการยอมรับระดับโลกว่าเป็น “เซียน” เป็น “กูรู” เป็น “ปรมาจารย์” เขาสร้างขึ้นมาครอบงำระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อระบบสังคมและวัฒนธรรมของคนทั่วโลก

ยังมีกลไก ระบบ หรือมายากลอะไรที่ผู้รู้เหล่านั้น ที่ผู้เขียนอยากจะเรียกว่า “จอมขมังเวทย์” เหล่านั้นเสกสรรขึ้นมา จนทำให้โลกของเราสับสน ปั่นป่วน และไร้ระเบียบอย่างผิดธรรมชาติ อย่างผิดทำนองคลองธรรม คุณธรรมจริยธรรมของคนในโลกเสื่อมถอยลง ทรัพยากรทางธรรมชาติถูกทำลายล้างเพิ่มมากขึ้น ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมรุนแรงมากขึ้น

ถ้าท่านคิดได้คิดออก ช่วยส่งมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้าง

เราปล่อยให้นักมายากลเขาเล่นมายากลเพื่อเลี้ยงชีพโดยสุจริตต่อไป

ส่วนนักวิชาการ นักคิด นักบริหารและผู้นำองค์กรต่างๆ และโดยเฉพาะของรัฐ ไม่ควรจะไปแสดงมายากลแข่งกับนักมายากล ด้วยการเป็นนักมายากล ที่เล่นแร่แปรธาตุ ที่มีเจตนาจะแปลและแปลงกฎหมาย เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและ “พวกพ้อง”

พวกเรามาช่วยกันสร้างแร่แปรธาตุ เพื่อเพื่อนมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จะดีกว่าไหม ? (พระแม่ธรณีขอร้อง)

มาช่วยกันหว่านเมล็ดพันธุ์ของความดีให้ทั่วแผ่นดิน

มาช่วยกันสร้างความชุ่มชื่น เย็นฉ่ำ และเติมปุ๋ยชีวธรรมชาติ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งความดีเหล่านั้นได้เจริญเติบใหญ่ด้วยความมั่งคงอย่างยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย

Back to Top