ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์

สร้างสันติแบบโป๊ปฟรานซิส



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2560

แม้ว่าการเสด็จเยือนพม่าและบังคลาเทศระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคมที่ผ่านมาของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขสูงสุดของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักสิทธิมนุษยชนและสื่อหลายสำนักว่า พระองค์ไม่กล่าวคำว่า “โรฮิงญา” เลยในที่สาธารณะในประเทศพม่า และกว่าที่พระองค์จะพูดชื่อเรียกชนกลุ่มน้อยนี้ ก็เป็นวันสุดท้ายของการเยือนบังคลาเทศแล้ว เมื่อพระองค์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบนเครื่องบินขากลับจากบังคลาเทศ คำอธิบายของพระองค์ว่าเพราะอะไรจึงไม่กล่าวคำว่า “โรฮิงญา” ในประเทศพม่า ยิ่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ถึงขนาดมีการต่อว่าว่าพระองค์เป็น “กิ้งก่าเปลี่ยนสี”

ดิฉันรู้สึกสนใจในการมาเยือนพม่าและบังคลาเทศของโป๊ปในครั้งนี้เป็นอย่างมาก แน่นอนว่าในฐานะชาวคริสต์ ย่อมมีความใส่ใจในตัวประมุขด้านจิตวิญญาณของนิกายที่ตนเองนับถือ แต่ที่ทำให้สนใจยิ่งขึ้นก็เพราะนี่คือโป๊ปฟรานซิส กว่าห้าปีของการดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา พระองค์มักจะทำอะไรที่แหวกแนวจากจารีตโบราณของศาสนจักร จนบางครั้งดิฉันยังรู้สึกหวาดเสียวในความปลอดภัยของพระองค์ แต่สิ่งต่างๆ ที่พระองค์กล้าทำนั้นเรียกว่า “ได้ใจ” คนทำงานด้านความยุติธรรมและสันติภาพในสังคมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อได้ยินว่าพระองค์จะมาเยือนพม่า ความคิดแรกก็คือ “ทำไมถึงเป็นพม่า” เพราะพม่าเป็นประเทศพุทธ มีชาวคริสต์เป็นจำนวนน้อยมาก ไม่เคยมีพระสันตะปาปาองค์ใดเสด็จเยือนมาก่อนหน้านี้เลย เพื่อนที่แจ้งข่าวช่วยไขข้อข้องใจว่า “โป๊ปจะมาเรื่องโรฮิงญา” คำถามต่อไปที่ตามมาทันทีก็คือ “ถ้ามาเรื่องโรฮิงญา แล้วพม่าจะให้โป๊ปเข้าประเทศหรือ” เป็นที่รับรู้ว่าแม้สหประชาชาติจะเห็นว่าโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่มากที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก แต่รัฐบาลพม่าไม่แม้แต่จะนับว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ หากถือว่าเป็นพวกเข้าเมืองผิดกฎหมายจากบังคลาเทศ และไม่ยอมใช้คำว่าโรฮิงญา เรียกเพียงแค่ว่าพวกเบงกาลี พระคาร์ดินัลและที่ประชุมพระสังฆราชคาทอลิกของพม่าเองคงมีความหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ถึงขนาดออกมาให้คำแนะนำก่อนโป๊ปจะเสด็จว่า อย่าใช้คำเรียกว่าโรฮิงญา เพราะเป็นคำที่จะนำภัยมาสู่ชาวมุสลิมในพม่าเอง แต่ขอให้โป๊ปใช้ “วิธีที่ไม่ทำร้ายใคร”

อ่านต่อ »

สืบสานปัญญาญาณจากแม่ธรรมชาติ



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 9 กันยายน 2560

คนไทยแต่โบราณมีความเชื่อในแม่ธรรมชาติ ที่เป็นความเชื่อหลักๆ ของคนในทุกภาคก็คือแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคา ในวิถีชีวิตชาวนา ความศรัทธาในแม่ทั้งสามนี้ สะท้อนออกมาให้เห็นในพิธีกรรมต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อมและความเกรงอกเกรงใจ ตัวอย่างเช่น ในการทำนา ชาวนาจะบอกกล่าวและทำพิธีกรรมต่อแม่โพสพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่แรกหว่านข้าว ถอนกล้า ดำนา รับขวัญท้อง เกี่ยวข้าว เอาข้าวขึ้นยุ้ง ไปจนถึงจะนำข้าวออกจากยุ้งมาหุงหาก็ยังต้องบอกกล่าวแม่โพสพ ศรัทธาเช่นนี้ทำให้ข้าวไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาหารที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ข้าวยังมีจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงจิตใจคน การทำนาของคนในยุคก่อนจึงไม่ใช่แค่การปลูกพืชทางกายภาพ แต่ยังเป็นพิธีกรรมที่เชื่อมต่อกับพลังของแม่ธรรมชาติ

ความเชื่อโบราณเช่นนี้จะยังคงมีคุณค่าอยู่อีกหรือในยุค “ชาวนามือถือ” ชาวนาสมัยใหม่ที่ไม่ต้องลงมือทำนาเองแล้ว เพียงแค่ใช้มือถือโทรสั่งจ้างคนมาทำ ก็จัดการงานในนาได้ทุกขั้นตอน ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ต้องรีบเร่งการผลิต ไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการทำพิธีกรรมที่ต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อน ยิ่งบางพื้นที่ปลูกข้าวปีละสามหน พิธีรับขวัญท้องข้าวอันเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สุดในกระบวนการทำนายังกลับกลายเป็นสิ่งหายาก

ดิฉันมีโอกาสไปเป็นนักเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งทำการเผยแพร่เรื่องการทำนาอินทรีย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้เรียนรู้วิธีทำนาที่เคารพต่อแม่ธรรมชาติ รวมทั้งได้พูดคุยกับคุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิ จากประสบการณ์อันยาวนานในการทำงานเผยแพร่เรื่องเกษตรอินทรีย์ ทำให้คุณเดชาได้คำตอบว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีทางการเกษตรจะก้าวล้ำแค่ไหน จะมีพันธุ์ข้าวมหัศจรรย์จากจีเอ็มโอหรือปุ๋ยยาราคาแพงแค่ไหน ก็ไม่สามารถช่วยชาวนาได้จริง กระบวนการผลิตสมัยใหม่ยิ่งทำให้ชาวนาเป็นหนี้ และยังไม่สามารถสู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ แต่ความเชื่อโบราณอันชาญฉลาดของปู่ย่าตายายนี้แหละที่จะเป็นทางรอดของชาวนา

คุณเดชาเล่าว่า ตอนแรกที่ทำมูลนิธิ ก็พยายามจะฟื้นฟูความเชื่อดั้งเดิมขึ้นมา เพียงแค่ให้เป็นขวัญเป็นศักดิ์ศรีของชาวนา จนกระทั่งปี ๒๕๔๘ มูลนิธิได้เชิญคุณโดโรธี แมคเคลน (Dorothy Maclean) จากชุมชนฟินด์ฮอร์น (Findhorn) ในสกอตแลนด์มาสอนวิธีเชื่อมต่อกับปัญญาญาณของธรรมชาติให้กับชาวนาไทย ชุมชนฟินด์ฮอร์นทำเกษตรอินทรีย์ด้วยการสื่อสารกับปัญญาญาณของธรรมชาติสำเร็จมาแล้ว แต่เดิมพื้นที่ของชุมชนเป็นทรายที่แห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์ คุณโดโรธีและเพื่อนร่วมงานสื่อสารกับปัญญาญาณในธรรมชาติ ผ่านการทำสมาธิ และได้รับคำแนะนำในการปลูกพืชที่เหมาะสม ทำให้พื้นที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ จนโด่งดังเพราะปลูกกะหล่ำได้หัวละ ๑๘ กิโลกรัม ปัจจุบันชุมชนกลายเป็นต้นแบบของการปลูกพืชอินทรีย์ชั้นแนวหน้าของโลก

คุณเดชาจึงเชื่อมั่นว่า การกลับไปหาความเชื่อโบราณนั่นเองที่จะให้ภูมิปัญญาในการทำเกษตรอินทรีย์สู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสู้กับการโฆษณาของบริษัทปุ๋ยและยา ตัวคุณเดชาเองมักจะมีความรู้แบบปิ๊งแว้บหรือญาณทัสนะ (Intuition) คืออยู่ๆ ก็มีความคิดขึ้นมาในหัวว่าควรจะปลูกข้าวอย่างไร และเมื่อนำความรู้นั้นไปทดลองทำ ก็ปรากฏว่าได้ผล เช่น ความรู้ในการคัดเลือกพันธุ์ข้าว โดยแกะเปลือกเมล็ดข้าวให้เป็นข้าวกล้อง เพื่อจะได้ดูลักษณะภายในของเมล็ดข้าวได้อย่างชัดเจน ทำให้เลือกเมล็ดที่มีลักษณะดีไปปลูกได้ ซึ่งไม่เคยมีใครคิดจะทำเช่นนี้มาก่อน ชาวนาแต่ไหนแต่ไรก็คัดเมล็ดพันธุ์จากข้าวเปลือกกันทั้งนั้น อยู่ๆ คุณเดชาก็เกิดความรู้นี้ขึ้นมาเอง จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิข้าวขวัญสามารถเพาะพันธุ์ข้าวที่ทนทานและให้ผลผลิตดีได้ ด้วยวิธีง่ายๆ เช่นนี้ โดยไม่ต้องมีห้องวิจัยไฮเทคแต่อย่างใด และที่สำคัญ นักเรียนชาวนาของมูลนิธิก็สามารถใช้วิธีนี้คัดพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับที่นาอินทรีย์ของตัวเองได้ พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะทำให้ข้าวสามารถทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่แปรปรวนได้

อีกองค์ความรู้สำคัญของโรงเรียนชาวนาที่มาจากการปิ๊งแว้บของคุณเดชาก็คือ การใช้จุลินทรีย์ป่ามาหมักฟางในนาข้าวให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอันอุดมซึ่งแทบจะไม่ต้องใช้เงินทุนอะไรเลย ไม่ต้องเผาฟางเพื่อเคลียร์พื้นที่ก่อนทำการปลูกข้าวรอบต่อไป ดังที่ชาวนามักจะทำกัน อันก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก คุณเดชากล่าวว่าจุลินทรีย์ป่าเหล่านี้อยู่ร่วมกันมานาน จนเกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ส่วนจุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกจากห้องทดลอง มนุษย์เป็นคนคัดเอง นักวิจัยก็จะคัดเฉพาะตัวดีๆ เปรียบไปก็เหมือนเราคัดคนเก่งๆ มาทำงานร่วมกัน แต่ละคนก็ต่างมีความคิดของตัวเอง ทำงานร่วมกันก็มักจะตีกันเอง สู้จุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกจากธรรมชาติไม่ได้ และที่สำคัญชาวนาสามารถหาดินจากป่าที่สมบูรณ์มาเพาะเลี้ยงได้เองอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อจุลินทรีย์จากห้องทดลองเลย

คุณเดชาเชื่อว่าปัญญาญาณเหล่านี้เกิดมาจากความเคารพในแม่โพสพ ปัญญาญาณเช่นนี้ ไม่เพียงเกิดกับคุณเดชาคนเดียวเท่านั้น ลูกศิษย์ของโรงเรียนชาวนาคนอื่นก็นำวิชาที่เรียนจากคุณโดโรธีไปทดลองและได้ผลอย่างน่าทึ่ง ลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งก็คือ คุณจักรภฤต บรรเจิดกิจ หรืออาจารย์เบ้ ผู้ก่อตั้งวิชชาลัยชาวนา จังหวัดพิจิตร และผู้คิดค้นการใช้จุลินทรีย์จาวปลวกที่สามารถย่อยสลายฟางในนาข้าว ย่อยกองปุ๋ยหมักได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถนำมาใช้เพาะเห็ดโคนที่ราคาแสนแพงได้อีกด้วย

คุณจักรภฤตเล่าให้ดิฉันฟังว่า หลังจากเรียนจากคุณโดโรธีแล้ว ก็กลับไปฝึก โดยนั่งแกะเมล็ดข้าวเปลือกให้เป็นข้าวกล้องทีละเมล็ดๆ เพื่อให้เกิดสมาธิ จะกินข้าวแต่ละทีก็จะแกะเมล็ดข้าว จนกระทั่งเกิดการเชื่อมต่อกับปัญญาญาณของแม่ธรรมชาติได้ และได้รับภารกิจให้ก่อตั้งศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าตนเองจะทำได้ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหลือเชื่อ จนสามารถก่อตั้งและให้ความรู้แก่ชาวนาได้ ส่วนที่มาของจุลินทรีย์จาวปลวกก็คือ ในปี ๒๕๕๑ เกิดปิ๊งแว้บขึ้นมาว่า ในวันแม่ปีนี้ แม่ธรรมชาติจะให้ของขวัญ จึงจุดธูป ๒๑ ดอก (๒๑ คือกำลังของแม่ธรณี) แล้วขอความรู้จากแม่ธรณี เสร็จแล้วก็ถือจอบเดินหาความรู้นั้น จนไปขุดจอมปลวกแล้วเจอจาวปลวก ภายในมีจุลินทรีย์ซึ่งก็คือโปรโตซัวที่อยู่ภายในตัวปลวก โปรโตซัวเหล่านี้คอยย่อยสลายไม้ที่ปลวกกัดกิน เมื่อนำจุลินทรีย์นี้มาเพาะเลี้ยง ปรากฏว่าย่อยฟางข้าวในนาได้อย่างรวดเร็วมาก เพียงแค่สามวัน ฟางก็นิ่ม พร้อมเป็นปุ๋ยสำหรับข้าวได้ อาจารย์เบ้บอกว่า ลองคิดดูว่าปลวกกินบ้านยังได้ จุลินทรีย์จาวปลวกจึงย่อยฟางได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้น เมื่อนำไปฉีดต้นข้าว ต้นข้าวก็ยังแข็งแรงอีกด้วย อีกของขวัญอันพิเศษจากแม่ธรณีก็คือ เมื่อคุณจักรภฤตเพาะจุลินทรีย์นี้ มีบางส่วนล้นออกมาจากถัง ปรากฏว่าพอถึงวันพระ เห็ดโคนก็ขึ้นในบริเวณนั้น เห็ดโคนนั้นจะขึ้นอยู่ตามจอมปลวก แต่เมื่อใช้จุลินทรีย์จาวปลวกไปรดโคนต้นไม้ เห็นโคนก็ขึ้นได้เช่นกัน

เคล็ดลับการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์จาวปลวกก็แสนง่าย คุณจักรภฤตอธิบายว่า ใช้จาวปลวก ซึ่งก็คือตัวแทนของแม่ธรณี ข้าวสุก เป็นตัวแทนของแม่โพสพ น้ำสะอาดคือแม่คงคา ส่วนอากาศและความร้อนก็คือแม่พระพายและแม่พระเพลิง รวมแม่ทั้งห้าเป็นเบญจภาคี เหมือนนิ้วทั้งห้าที่ขาดจากกันไม่ได้ ทุกส่วนผสม ชาวนาไม่ต้องหาซื้อแต่อย่างใด แม้แต่กากน้ำตาลที่ใช้เพาะเลี้ยงจุลินทรีย์อื่นๆ ก็ไม่ต้องซื้อเพราะใช้ข้าวสุกแทนได้

ของขวัญจากแม่ธรณีนี้เป็นประโยชน์สำหรับชาวนาอย่างยิ่ง ชาวนาสามารถทำนาอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาที่ทำลายสุขภาพ แถมยังมีเห็ดโคนขายเพิ่มรายได้อีกต่างหาก ชาวนาหลายรายที่ทำตามวิธีนี้สามารถปลดหนี้และมีชีวิตอย่างมีความสุขได้

ทั้งคุณเดชาและอาจารย์เบ้แบ่งปันองค์ความรู้อย่างไม่เคยหวงแหน เพราะถือว่าเป็นความรู้ที่มาจากแม่ธรรมชาติ ที่ต้องการช่วยผู้คน ทั้งชาวนาในประเทศ รวมไปถึงชาวนาต่างประเทศที่มาเรียนรู้จากมูลนิธิข้าวขวัญ ต่างก็ทดลองวิธีการของแม่ธรรมชาติจนได้ผลสำเร็จ อาจารย์เบ้ยืนยันว่า “ทำนาแบบนี้ ได้ข้าวมากกว่านาเคมีทุกคน ดินดีขึ้น มีความสุขทุกคน” ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ มูลนิธิข้าวขวัญจึงจัดให้มีพิธีไหว้ครูบูชาแม่โพสพ ในวันพืชมงคลของทุกปี ให้ชาวนาของโรงเรียนชาวนาได้มาร่วมใจกันขอบคุณ “ครู” ซึ่งก็คือแม่ธรรมชาติทั้งหลายที่มอบองค์ความรู้มาช่วยเหลือชาวนาและผู้คนที่กินข้าวทุกคนอย่างเมตตากรุณา บรรดานักเรียนชาวนา ซึ่งปีหลังๆ นี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนเมืองที่ผันตัวเองไปเป็นชาวนา ต่างพากันมาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อสืบสานปัญญาญาณของแม่ธรรมชาติกันต่อไป

แม่มดในโลกสมัยใหม่



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2560

เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้ไปร่วมการเสวนาวิชาการเรื่อง “การยกระดับภูมิปัญญาพิธีงานปีผีมดสู่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในวงเสวนา คุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว นักเขียนผู้มีความรู้ลึกซึ้งในภูมิปัญญาโบราณ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของแม่มดในสังคมไทย โดยยกหลักฐานอ้างอิงจากเอกสารโบราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากกฎหมาย ตำนาน วรรณกรรม และตำราดาวในสมุดใบลาน สรุปได้ว่าแม่มดหรือที่เรียกตามคำโบราณเพียงสั้นๆ ว่า “มด” อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่มีในบ้านเราเท่านั้น ในโลกตะวันตก แม่มดก็ปรากฏมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ คุณนิพัทธ์พรได้ฉายภาพสไลด์ทิ้งท้ายการบรรยาย เป็นภาพแกะสลักหินโบราณในประเทศฝรั่งเศส อายุกว่าสองหมื่นปี ภาพนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ Goddess of Laussel (ดูภาพประกอบ) และบอกว่านี่แหละคือภาพของแม่มดในโลกโบราณ พร้อมกับส่งต่อให้ดิฉันเล่าถึงเรื่องราวของแม่มดในโลกตะวันตก

การเสวนาวันนั้น ทำให้ดิฉันได้ทบทวนประสบการณ์ที่มีกับแม่มด ขณะที่ไปศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาจิตวิญญาณผู้หญิง ที่ California Institute of Integral Studies ในซานฟรานซิสโก ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหัวก้าวหน้าทั้งทางด้านไอทีและด้านการเมืองนี้ ในอีกด้านหนึ่งนับได้ว่าเป็นเมืองหลวงของแม่มดเลยทีเดียว มีแม่มดและพ่อมดจากหลากหลายสายมารวมตัว ใช้ชีวิตเรียนรู้วิถีการปฏิบัติแบบดั้งเดิมร่วมกัน มีกิจกรรมและพิธีกรรมต่างๆ อย่างคึกคักตลอดทั้งปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสาขาวิชาที่ดิฉันศึกษาก็คือ Starhawk แม่มดสำคัญคนหนึ่งของโลกตะวันตก ผู้ก่อตั้ง Reclaiming ชุมชนของผู้ปฏิบัติสายแม่มดที่ผนวกวิถีการปฏิบัติเข้ากับการทำงานเปลี่ยนแปลงสังคม ดิฉันยังได้เช่าบ้านอยู่ร่วมกับเจ้าของบ้านซึ่งเป็นแม่มดในกลุ่มของ Reclaiming จึงทำให้มีโอกาสได้รู้จักและเรียนรู้วิถีปฏิบัติของแม่มดในโลกยุคใหม่อย่างใกล้ชิด

อ่านต่อ »

เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความเข้าใจ ด้วยการสื่อสารอย่างสันติ



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559

ไอค์ แลสเซเทอร์ (Ike Lasater) ทนายความผู้มากประสบการณ์ในการเจรจาไกล่เกลี่ยเล่าว่า ครั้งหนึ่ง เขาเดินอยู่ในตัวเมืองซานฟรานซิสโกกับเพื่อนผู้หญิงสองคน ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาประชิด ท่าทางดูก้าวร้าว มือซ้ายกำหมัดอยู่ข้างตัว ผมเผ้าดูสกปรกเหมือนนอนกลางถนนมา คล้ายจะเมายาหรือเมาเหล้า ไอค์เปลี่ยนเข้าสู่โหมดพร้อมสู้ทันที เพราะคิดว่าชายคนนี้คงจะเข้ามาต่อยเขาแน่ ไอค์คิดว่าเขาเรียนไอกิโดมานักต่อนัก คราวนี้ถึงเวลาล้มเจ้าหมอนี่แล้ว

ไอค์เกือบจะลงมืออยู่แล้ว แต่เขากลับเปลี่ยนใจในชั่วพริบตา เขาตั้งสติและพูดกับชายคนนั้นว่า “เวลาที่คุณเข้ามาใกล้ขนาดนี้ ผมรู้สึกกลัว คุณช่วยถอยออกไปสัก ๒-๓ ฟุตได้ไหม” ชายคนนั้นเบิกตากว้างเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วถอยหลังออกไป

ไอค์ถามต่อว่าเขาต้องการอะไร “ฉันต้องการเงิน” ชายคนนั้นพูดแล้วก็แบมือซ้ายที่กำไว้ออก ในมือมีเหรียญไม่กี่เหรียญ

ไอค์รู้สึกทั้งโล่งใจ ทั้งรำคาญใจ ทั้งงง เขายังไม่อยากให้เงินชายคนนั้น ใจเขายังไม่เปิดพอ ไอค์ตระหนักรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ และเริ่มรู้สึกสงสัย เขาถามชายคนนั้นว่า “คุณต้องการเงินเพราะคุณอยากได้ความช่วยเหลือใช่ไหม”

ชายคนนั้นหน้าตาอ่อนโยนลง แล้วกล่าวคำเหล่านี้ “ใช่แล้ว ฉันต้องการความช่วยเหลือ ฉันต้องการความใส่ใจ ฉันต้องการความอ่อนโยน ฉันต้องการความรัก”

อ่านต่อ »

โยคะแห่งภควัทคีตา



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน 2559

ภควัทคีตา เป็นหนึ่งในคัมภีร์ที่ชาวฮินดูรักที่สุด การสนทนาระหว่างอรชุนกับพระกฤษณะก่อนมหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตรจะเริ่มขึ้นนั้น มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่เป็นดั่งกุญแจไขไปสู่การวิวัฒน์ของจิต เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแผนที่ให้แก่ผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณทั่วโลก

ภควัทคีตา เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งอาจจะเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก อาจารย์เขมานันทะ (โกวิท เอนกชัย) อธิบายถึงนัยของมหากาพย์ไว้ในหนังสือ ลิงจอมโจก ว่า “เป็นการนำเรื่องจริงในประวัติศาสตร์มาห่อหุ้มใหม่พร้อมกับดัดแปลงตัวละครให้เป็นคุณค่าทางศีลธรรมหรือโลกุตรธรรม เหล่าวีรบุรุษในมหากาพย์ถูกปัดความเป็นคนออกไปสิ้น เหลือแต่ความเป็นทิพยลักษณะ (Divinity) สำหรับฮินดูธรรม และเป็นคุณธรรม หรือบารมีสำหรับพุทธธรรม”

ดังนั้น การจะอ่านเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าถึงสัญลักษณ์ลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ จึงต้องอาศัยความกระจ่างทางจิตวิญญาณ ผนวกกับความแตกฉานในภาษาที่มหากาพย์ใช้ซ่อนความหมายต่างๆ ไว้ อรรถาธิบายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้เริ่มต้น หนังสือ The Bhagavad Gita: God Talks with Arjuna ของท่านปรมหังสา โยคานันทะ ได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในอรรถาธิบายภควัทคีตาชิ้นเอกของโลก เป็นเรื่องน่ายินดีที่ โยคะแห่งภควัทคีตา หนังสือฉบับย่อของ The Bhagavad Gita: God Talks with Arjuna ได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยแล้วด้วยความงดงามยิ่ง

ท่านปรมหังสา โยคานันทะ (ค.ศ.๑๘๙๓-๑๙๕๒) เป็นบุคคลสำคัญที่นำโยคะ-ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของอินเดียไปเผยแพร่ในโลกตะวันตก โยคะตามวิถีดั้งเดิมที่ท่านสอนมิใช่แค่เพียงการฝึกกายหรืออาสนะเท่านั้น หากแต่เป็นหนทางการพัฒนาจิตไปสู่การหลุดพ้นจากพันธนาการของสังสารวัฏ เป็นหนทางสากลที่ผู้แสวงหาไม่ว่าศาสนาใดก็ฝึกได้ หนังสือ อัตชีวประวัติของโยคี ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวชีวิตตามวิถีแห่งโยคะของท่าน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือคลาสสิกทางจิตวิญญาณเล่มหนึ่งของโลก มีการแปลไปแล้ว ๔๐ กว่าภาษา ตีพิมพ์ไปแล้วกว่า ๔ ล้านเล่ม ท่านนำเสนอโยคะศาสตร์ มรดกอันสืบทอดมาแต่โบราณให้คนยุคใหม่เข้าใจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และเข้าถึงได้

อ่านต่อ »

มรดกทางจิตวิญญาณของโทมัส เมอร์ตัน



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 12 มีนาคม 2559

ชื่อของโทมัส เมอร์ตัน (ค.ศ. ๑๙๑๕-๑๙๖๘) อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยในบ้านเราเท่าไรนัก แต่ในแวดวงชาวคริสต์แล้ว พระสงฆ์คริสต์ผู้นี้เป็นนักคิดนักเขียนคนสำคัญของศตวรรษที่ ๒๐ เป็นผู้นำในการใช้คริสตธรรมมาสนับสนุนการสร้างสันติภาพ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ช่วยให้ชาวตะวันตกได้รู้จักศาสนาตะวันออกอย่างถ่องแท้ เมอร์ตันได้พบและสนทนาอย่างลึกซึ้งกับเพื่อนต่างศาสนา จนเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสานสัมพันธ์ระหว่างศาสนามาจนถึงปัจจุบัน

โทมัส เมอร์ตันเกิดในฝรั่งเศส โดยมีแม่เป็นชาวอเมริกันและพ่อเป็นชาวนิวซีแลนด์ ในปี ๑๙๓๒ เมอร์ตันย้ายมาพำนักในสหรัฐอเมริกา หลังจากบวชเข้าคณะแทรปพิสต์ (คณะนักพรตที่เน้นการหลีกเร้นภาวนา) ในปี ๑๙๔๑ ด้วยความที่เขามีพรสวรรค์ในการเขียน เมอร์ตันจึงได้รับการสนับสนุนจากอธิการให้เขียนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเป็นที่รู้จักของโลกภายนอก แม้ว่าตัวเขาเองแทบจะไม่ปรากฏตัวนอกอารามเลย เขามีงานตีพิมพ์เป็นหนังสือกว่า ๗๐ เล่ม มีผลงานบทกวี บทความ และจดหมายอีกมากมาย ในช่วงแรก เขาเน้นเขียนเรื่องแนวคิดในคริสตศาสนา โดยเฉพาะเรื่องการทำสมาธิภาวนา อัตชีวประวัติเรื่อง The Seven Storey Mountain ที่ว่าด้วยการแสวงหาภายในของเขา จากเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตเหลวแหลก จนมาพบหนทางภาวนา สละเรื่องทางโลกและหันหน้าเข้าสู่อาราม กลายเป็นหนังสือยอดนิยม ที่นำพาคนหนุ่มสาวในยุคนั้นหันเข้าสู่ศาสนาและการภาวนา จนถึงปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ไปแล้วกว่าล้านเล่ม

แม้จะหยั่งรากลึกกับการภาวนาวิถีคริสต์ แต่เมอร์ตันก็เปิดใจเรียนรู้จากศาสนาอื่น โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษที่ ๕๐ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เมอร์ตันศึกษาและเขียนงานเกี่ยวกับศาสนาตะวันออกอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเต๋า ฮินดู ซูฟี และศาสนาพุทธ เขาให้ความสนใจกับเซ็นเป็นพิเศษ เพราะพบว่าวิถีของอาจารย์เซ็นนั้น คล้ายคลึงกับวิถีนักพรตคริสต์เป็นอย่างยิ่ง เขาเขียนจดหมายแลกเปลี่ยนความเข้าใจกับ ดี.ที.ซูซูกิ หนึ่งในผู้นำเซ็นไปเผยแพร่ในโลกตะวันตกเป็นเวลาหลายปี เมื่อทั้งสองมีโอกาสพบกัน ซูซูกิชมว่าเมอร์ตันเป็นนักเขียนตะวันตกที่สามารถเข้าใจเซ็นได้ดีที่สุด

อ่านต่อ »

ยาโยอิ คุซามะ : ป็อปอาร์ตจากสวรรค์



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 12 มีนาคม 2559

“ชีวิตฉันคือ จุดๆหนึ่ง ในบรรดาล้านอนุภาค ตาข่ายสีขาวแห่งความว่างเปล่า เกิดมาจากการรวมตัวกันของจุดมหาศาลที่เชื่อมโยงกัน มันจะทำลายตัวฉันและคนอื่น และทั้งจักรวาล” ยาโยอิ คุซามะ

นี่คือคำพูดของ “ราชินีลายจุด” หนึ่งในศิลปินญี่ปุ่นที่ห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซีนำผลงานมาแสดงในงาน Japanese Contemporary Art Show เปิดโอกาสให้คนไทยได้ชมงานของศิลปินผู้ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกคนนี้ (นับจากจำนวนผู้เข้าชมผลงานของเธอในพิพิธภัณฑ์) คุซามะยังเป็นศิลปินหญิงที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ขายงานได้แพงที่สุดในโลกอีกด้วย เอกลักษณ์โดดเด่นจากงานศิลปะลายจุดสร้างชื่อเสียงให้กับเธอตั้งแต่ยุค 60 ทำให้เธอเป็นศิลปินป็อปอาร์ตแถวหน้าของนิวยอร์ค เคยแสดงงานร่วมกับแอนดี้ วอร์ฮอล ราชาแห่งป็อปอาร์ตหลายครั้ง วันนี้ ในวัย 87 ปี คุซามะยังคงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช ในกรุงโตเกียว ที่ที่เธอเรียกว่าบ้านมา 40 กว่าปีแล้ว !

ลายจุดอันโดดเด่นของเธอมีเบื้องหลังที่น่าพิศวงเป็นอย่างยิ่ง ในทางการแพทย์ ศิลปินผู้โด่งดังนี้ถูกระบุว่ามีอาการประสาทหลอน เธอบอกว่า “เมื่อเขียนรูป ลวดลายจะขยายออกจากผืนผ้าใบ ไปเต็มทั่วพื้นและผนัง พอฉันมองออกไปไกล ฉันจะเห็นภาพหลอนและฉันจะถูกโอบล้อมด้วยภาพเหล่านั้น” นอกจากนั้นเธอยังมีภาวะย้ำคิดย้ำทำอีกด้วย เราจึงเห็นงานของเธอเต็มไปด้วยภาพซ้ำๆ โดยเฉพาะจุดซ้ำๆ มากมายทั่วทั้งภาพ ตั้งแต่เด็กแล้วที่คุซามะเห็นภาพหลอนเหล่านี้ และศิลปะเป็นทางออกที่จะแปรเปลี่ยนความ “ผิดปกติ” ทางการแพทย์ให้ออกมาเป็นความสร้างสรรค์ เธอกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ต้องการพยายามจะเป็นศิลปิน ฉันแค่พยายามจะนำรูปวงกลมสีขาวเหมือนเมล็ดข้าวฟ่างที่มากมายทวีคูณไม่รู้จบลงไปอยู่ในฝาผนังและกระดาษวาดรูป” ภาวะทางจิตนี้กลับส่งผลให้เธอผลิตผลงานออกมาอย่างสร้างสรรค์ล้ำเกินกว่าใครจะจินตนาการได้

อ่านต่อ »

เราทุกคนคือลูกเทพ



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559

คืนวันหนึ่ง ฉันได้ดูรายการโทรทัศน์ที่เชิญคนหลากหลายมาแสดงทัศนะเรื่องตุ๊กตาลูกเทพ มีทั้งคนที่เห็นด้วย เพราะได้รับประโยชน์จากการเลี้ยงลูกเทพ และไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งงมงาย จนไปถึงจิตแพทย์ที่ต้องตอบคำถามว่าคนคุยกับตุ๊กตานั้น “บ้าหรือเปล่า” แน่นอนว่าทัศนะในเรื่องนี้มีหลากหลาย แต่ในวงสนทนาดูจะเข้าใจประเด็นหนึ่งร่วมกันว่า ปรากฏการณ์ลูกเทพนั้นเกิดขึ้นเพราะคนขาดที่พึ่งทางใจ จึงหาสิ่งยึดเหนี่ยวด้วยการเลี้ยงลูกเทพ

แทนที่เราจะไปตัดสินว่าคนที่เชื่อเรื่องนี้ “งมงาย” หรือ “บ้าไปแล้ว” เราสามารถทำความเข้าใจได้ว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์เราต่างก็ต้องการความมั่นคงทางจิตใจกันทั้งนั้น เพียงแต่วิธีการที่แต่ละคนใช้นั้นแตกต่างกันไป ในความคิดของฉันแล้ว คนที่เลี้ยงลูกเทพ น่าจะมีความปรารถนาลึกๆ ที่จะแสวงหาความมั่นคงในจิตใจด้วยการเชื่อมต่อกับเทพ พูดคุยกับเทพได้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม จับต้องเทพอย่างเป็นตัวเป็นตนได้จริงๆ รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือให้ชีวิตดีขึ้น ความปรารถนาเช่นนี้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาจิตใจได้

ช่วงเดียวกับที่กระแสลูกเทพมาแรง ฉันได้ฟังธรรมะจากท่านรินเชน พุนซก พระลามะทิเบตที่เดินทางมาสอนธรรมะในเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ ท่านลามะรินเชน เล่าตัวอย่างของคนคนหนึ่ง ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะเชื่อมต่อกับเทพ จนในที่สุดได้พบเทพจริงๆ ได้พูดคุย สัมผัส และได้รับความช่วยเหลือให้พัฒนาจิตใจอย่างไม่มีประมาณ จนท่านสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้เช่นกัน คนคนนี้คือ ท่านอสังคะ พระอาจารย์องค์สำคัญในสายมหายาน

ท่านอสังคะเป็นพระที่มีศรัทธาในพระอริยเมตไตรยเป็นอย่างยิ่ง ท่านตั้งใจจะฝึกฝนจิตตนให้บรรลุถึงพระอริยเมตไตรย จึงไปปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำนานถึง ๓ ปี แต่ว่าเมื่อครบ ๓ ปีแล้ว ท่านไม่รู้สึกว่าได้รับอะไรจากการฝึกเลย จึงล้มเลิกการฝึกแล้วออกจากถ้ำ

ท่านเดินทางมาจนเจอชายชราผู้หนึ่งกำลังฝนแท่งเหล็กแท่งใหญ่ด้วยผ้า ด้วยความสงสัย ท่านอสังคะจึงถามชายชราว่ากำลังทำอะไรหรือ ชายชราตอบว่ากำลังฝนแท่งเหล็กนี้ให้เป็นเข็ม คำตอบนี้ทำให้ท่านอสังคะคิดได้ว่า ชายชรานี้มีความเพียรมากจริงๆ เราควรมีความเพียรในการฝึกปฏิบัติให้มากกว่านี้ ว่าแล้วท่านก็กลับเข้าถ้ำ ฝึกปฏิบัติต่อไปอีก ๓ ปี

อ่านต่อ »

ยุโรปเก่า: อารยธรรมไร้สงคราม



โดย ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2558

ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยสงคราม มากเสียจนมนุษย์เองอาจจะเชื่อว่าเราไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงการรบราฆ่าฟันได้ ไม่เพียงแต่สงคราม มนุษย์เรายังสร้างความรุนแรงรูปแบบอื่นอีกมากมาย ที่ประทับรอยแห่งความโหดร้าย ความทุกข์ ความโศกเศร้า ไว้บนหน้าประวัติศาสตร์

สงครามและความรุนแรงนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์หรือ เราสามารถตอบคำถามนี้ได้ด้วยการย้อนกลับไปดูหลักฐานในอดีต ว่าที่ผ่านมานั้น มนุษย์เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยปราศจากร่องรอยของความรุนแรงหรือไม่

มาเรีย กิมบูตัส (Marija Gimbutas ๑๙๒๑-๑๙๙๔) นักโบราณคดีหญิงชาวลิธัวเนีย เป็นผู้หนึ่งที่พบหลักฐานว่า เคยมีอารยธรรมที่ปราศจากสงครามและความรุนแรง เธอทุ่มเทชีวิตเพื่อศึกษาแหล่งโบราณคดีในยุโรป โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก เริ่มต้นจากการศึกษายุคสำริด (Bronze Age) ซึ่งเป็นยุคของหมู่ชนที่เรียกว่าอินโด-ยูโรเปียน (Indo-European) และเป็นยุคแห่งอาวุธและสงคราม งานวิจัยของเธอได้รับการยอมรับในระดับโลก จนเธอได้รับเลือกให้มาเป็นนักวิชาการด้านโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐอเมริกา และย้ายไปที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในลอสแองเจลีส

จุดหักเหของเธอ เกิดขึ้นในปี ๑๙๖๗ เมื่อเธอได้เป็นผู้ดูแลการขุดค้นทางโบราณคดีในบอสเนีย ตลอดเวลาหลายปีที่นั่น เธอได้สัมผัสกับยุคหินใหม่ของยุโรปที่แตกต่างจากวัฒนธรรมแห่งสงครามและความรุนแรงของยุคสัมฤทธิ์ จนเธอต้องพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในยุโรปก่อนที่พวกอินโด-ยูโรเปียนจะเข้ามา เธออุทิศเวลาที่เหลือของชีวิตเพื่อทำการศึกษาอารยธรรมอันแตกต่างนี้ และให้ชื่อมันว่า “ยุโรปเก่า” (Old Europe)

อ่านต่อ »

ดูความคิด


บทสนทนาของอาจารย์เขมานันทะกับลูกศิษย์
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ เรียบเรียง
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 17 พฤษภาคม 2557

ชีวิตคือการไหลของความคิด มโนภาพ จินตภาพเป็นความคิด ภาพในความฝันก็เป็นความคิด เพราะมันสัมผัสได้ ถ้าสัมผัสไม่ได้ ก็ไม่ใช่ความคิด (หาก)เราเห็นความคิด สัมผัสความคิดได้ นั่นเป็นปากประตูไปสู่อิสรภาพ

ความคิดก็เป็นวัตถุ เป็นอาการลักษณะหนึ่ง เราเห็นความคิดไม่ได้ แต่เราจับอาการมันได้ ต้องใช้ปัญญาความเข้าใจที่เกิดภายในแต่ละคน การจับความคิดเหมือนเราเอาปลายไม้วาดวนน้ำ มีภาพ แต่ตั้งอยู่ไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็หายไปแล้ว ปัญญาคือความเข้าใจ วิธีที่จะเข้าใจเป็นเทคนิค หลวงพ่อเทียนท่านใช้ยกมือสร้างจังหวะ

ความไม่เข้าใจเป็นรากของอวิชชาและปัญหาต่างๆ (ใน)ทางกลับกัน ความเข้าใจเป็นปัญญา จะเข้าใจได้ต้องสัมผัสของจริง สิ่งมีอยู่จริง ถึงจะเกิดปัญญาชนิดหยั่งรู้ (insight) ไม่ใช่พุทธิปัญญา (intellect) การหยั่งรู้เกิดเองภายใน แล้วความภูมิใจ ความเป็นตัวของตัวเอง(จะ)มาจากความเข้าใจนี้ รู้เช่นนี้แล้ว(ก็)โยนตำราทิ้งได้เลย ผมโยนไปเลย ไม่แสวงหาความรู้ของภายนอกอีกเกือบ ๒๐ ปี พิสูจน์ได้ว่าปัญญาที่ได้จากความรู้ภายนอกไม่มีผลต่อการภาวนา มีผลต่อเรื่องราวทางสังคม (social affair) มากกว่า สติปัญญาจากภายนอก จากการเรียน ความทรงจำ นั่นไม่ใช่ปัญญาแท้ เป็นปัจจัยแวดล้อม ปัญญา(ภายนอก)กับความเข้าใจแตกต่างเหมือนฟ้ากับดิน เฉลียวฉลาดมีปัญญาก็ดี แต่สู้ความเข้าใจจริงที่เกิดจากการสัมผัสความคิดไม่ได้

ความเข้าใจความคิดนั่นแหละเรียกว่าปัญญา(ที่แท้) ท่านผู้รู้จึงเริ่มสอนว่า จงเฝ้าดูความคิดโดยไม่ทำลายพลังของมัน “ดูความคิด” ถ้านำไปปฏิบัติ อานิสงส์สูง ความคิดเกิดขึ้นครั้งเดียว กำแพงเมืองทะลาย ถ้าเป็นจักรพรรดิ ความคิดเกิดขึ้นครั้งเดียว สังสารจักรหักเลย เพราะความคิดซับซ้อน ต้องดูเป็น ดูแบบนักฝึกสิงโต อย่าลืมตัวเป็นอันขาด ไม่ว่าเราจะเรียกว่าความรู้สึกตัวหรือความคิด ความจริงมีอันเดียว ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแบบแผนของสำนักไหม ลงเมื่อตั้งลำดูความคิด โลกถูกเขย่าแล้ว

อย่าเข้าใจว่าความคิดเป็นสิ่งเลวร้าย ความคิดเหมือนม้าป่าที่ทรงพลัง เราจับม้ามัสแตงค์มาฝึก แต่ความเถื่อนเราไม่ต้องการ ภาวนาคือการฝึก ถึงวันมันเปลี่ยนนิสัย มันรักเจ้านาย มัน(ก็)เชื่อฟังเรา ถ้าเราไม่เข้าใจ ไปทำลายชีวิตม้าป่า ทำลายพลัง หยุดความคิด เราจะเสียพลัง

แต่พลังโดยปราศจากความเข้าใจ อันตรายมาก ความคิดอันตรายยิ่งกว่าปรมาณู เป็นที่มาของปรมาณู เป็นที่มาของบรรดาเทคโนโลยี อาศัยความคิดที่ฉลาดแหลมคม สร้างสรรค์สิ่งวิจิตร (ใน)ทางกลับกันถ้ามีอุปาทาน ยึดถือของเรา(ว่า)จริง คนอื่นไม่จริง เป็นสิ่งที่ต้องสังวร เพราะพลังของความคิดมักทำลายตัวเองก่อน ก่อนไปทำลายผู้อื่น

คนที่เข้าใจความคิดมีน้อยมากในโลก หลวงพ่อเทียนว่า คนเข้าใจความคิดมีน้อยมาก แต่คนถูกใช้จากความคิดมีมาก เรากำลังทำความเข้าใจความคิด เรากำลังใช้ความคิดเพื่อเข้าใจความคิด เราคิดจะหยุดความคิด เหมือนความคิดรายล้อมตัวเราอยู่ วันหนึ่งที่วัดสนามใน หลวงพ่อเทียนบอกลูกศิษย์(ว่า) เดินหนีหลวงพ่อสิ ลูกศิษย์เดิน หลวงพ่อก็กอดลูกศิษย์ไว้ นี่ความคิดมันกอดเราอย่างนี้

ในเบื้องต้น ความคิดจะน้อยลงก่อน เรามักจะใช้วิธีเพ่งจ้องไปสกัดกั้นกระแสความคิดอย่างตรงไปตรงมา ทื่อๆ ต่อมาเราก็ผ่อนปรน เมื่อความคิดน้อยลง จะรู้สึกเป็นสุขขึ้น เหมือนเราอยู่เขตร้อน เข้าไปเขตหนาวก็สบาย

ต่อมาเมื่อมีนิสัยชอบดูความคิด สติปัญญาชอบความเข้าใจชีวิต ก็ง่ายเข้า ความคิดตัดรอนสภาพพะรุงพะรังที่คิดว่าเป็นเพชรนิลจินดา แต่(ที่จริง)เป็นขยะมูลฝอย ความคิดน้อยลงในเบื้องต้น ต้องระวัง ไม่ใช่เราทำ มันจะน้อยลงเอง เมื่อเราดูถี่เข้าๆ ความคิดก็ถูกตัดกระแสลง

ความคิดเหมือนนักเลง ครองครองอาณาบริเวณหนึ่ง หนุ่มคนหนึ่งเพิ่งมาใหม่ เขาต้องรู้จักนักเลง ปรองดองกับความคิดดีกว่า หักโหม(แล้ว)อันตราย อันตรายหมายความว่า จิตใจจะเตลิดเปิดเปิงไปในทิฐิทัศนะที่ผิด ปรองดองกับความคิด ชีวิตก็ราบรื่นขึ้น เมื่อรวบรวมพลังใช้สมาธิก็ทำได้ดี เมื่อถึงเวลาก็พักผ่อน จิตใจก็เหมือนกรรมกร ถ้าใช้งานหนักเกินไปก็เอาเปรียบ ส่วนใหญ่เราไม่ใส่ใจว่าเราเอาเปรียบไปหรือเปล่า ในสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น เราควรทะนุถนอมความคิด อย่าโกรธง่ายเวลาไม่ได้ดั่งใจ เรียกว่าปรองดอง เป็นศิลปะอย่างยิ่งในการเจริญภาวนา

ความรู้สึกตัวก็เป็นรูปของความคิด คือเราคิดถึงความรู้สึกตัว เมื่อเรากลับมาที่ความรู้สึกตัว ความคิดก็จบลงแล้ว ดังนั้นต้องทำเบาๆ อย่าหักโหม อย่าเอาแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่งั้นจิตใจจะเหนื่อย การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องธรรมดาๆ

ความคิดมันเป็นชั้นเป็นเชิง มันยั้วเยี้ยไปหมด ที่เราเห็นเป็นชั้นเดียว เห็นแว้บๆ ผ่านไป แต่พอแก่กล้า เห็น(เป็น)ชั้นๆ มีชั้นลึกอีก จนจิตเงียบเชียบ ถ้าเกิดจากวิปัสสนาจะดีมาก (แต่)ถ้าเกิดจากสมถะไปสะกดข่มมัน มันให้ปัญญาอีกแบบ ทั้งหมดเป็นปัญญาที่เป็นการหยั่งรู้ ไม่ได้ปฏิเสธ มันมีประโยชน์ในบางแง่ ปัญญาแห่งความเข้าใจที่เกิดขึ้นเอง เกิดจากการเฝ้าดูและแจ่มแจ้งขึ้นเอง พูดง่ายๆ คือ ปัญญาแห่งความเข้าใจโดยธรรมชาตินั่นเอง

ผมรู้สึกเหนื่อย เป็นปัญญาที่เกิดเอง รับรู้ว่าร่างกายอ่อนเปลี้ย แล้วมีวิธีผ่อนปรน โดยขยับเนื้อขยับตัว นี่เป็นความเข้าใจชีวิตทั้งนั้นเลย

Back to Top